
สำหรับคนที่กำลังมีแพลนเที่ยวต่างประเทศครั้งแรก นอกจากเรื่องจองตั๋วเครื่องบิน จองที่พักแล้ว หนึ่งในเรื่องที่ทำให้หลายคนแอบกังวลก็คือการต่อเครื่อง โดยเฉพาะเวลาเห็นคำว่า Transit Flight, Connecting Flight หรือ Layover ตอนจองตั๋วแล้วเริ่มงงว่า ต้องทำยังไงบ้าง ต้องวิ่งเปลี่ยน Gate ไหม ต้องรับกระเป๋าหรือเปล่า หรือถ้าเผลอหลงในสนามบินต่างประเทศจะทำยังไงดี
จริงๆ แล้ว Transit คือ การแวะเปลี่ยนเครื่องระหว่างทางก่อนถึงจุดหมายปลายทาง ซึ่งเป็นเรื่องปกติมากสำหรับไฟลต์ระยะไกล ไม่ว่าจะเป็นเส้นทางไปยุโรปหรืออเมริกา และต่อให้เป็นสายมือใหม่ขึ้นเครื่องบิน ก็ไม่ต้องกังวลเกินไป เพราะถ้าเข้าใจขั้นตอนพื้นฐาน เช่น วิธีดู Boarding Pass, วิธีเช็ก Gate, การโหลดกระเป๋า หรือรู้ว่าต่อเครื่องต้องทำอะไรบ้าง ก็สามารถเดินทางได้แบบสบายๆ ไม่ยากอย่างที่คิด
บทความนี้เลยจะพาไปทำความเข้าใจตั้งแต่ ไฟลต์ Transit คืออะไร ไปจนถึงรวมทริคต่อเครื่องบิน สำหรับมือใหม่แบบอ่านจบแล้วพร้อมบินได้จริง!
หลายคนที่เพิ่งเริ่มวางแผนเที่ยวต่างประเทศ อาจเคยเห็นคำว่า Transit ตอนจองตั๋วเครื่องบิน แล้วสงสัยว่า จริงๆ แล้ว Transit คือ อะไรกันแน่ ต่างจากบินตรงยังไง แล้วต้องทำอะไรบ้างเวลาไปถึงสนามบินระหว่างทาง
หากให้อธิบายแบบเข้าใจง่ายที่สุด การ Transit ก็คือ “การแวะเปลี่ยนเครื่องบินระหว่างทาง” ก่อนเดินทางต่อไปยังจุดหมายปลายทางจริง โดยเที่ยวบินลักษณะนี้มักถูกเรียกว่า Transit flight หรือ Connecting Flight นั่นเอง
ยกตัวอย่างเช่นเพื่อนๆ จองตั๋วบินเส้นทาง กรุงเทพ → ดูไบ → ลอนดอน
ในกรณีนี้ เราจะต้องลงเครื่องที่ดูไบก่อน แล้วเดินไปขึ้นเครื่องอีกลำเพื่อบินต่อไปลอนดอน ซึ่ง Dubai International Airport ก็จะถือเป็นจุดต่อเครื่อง หรือ Transit ของทริปนี้นั่นเอง
นอกจากนี้เวลาอ่านรายละเอียดเที่ยวบิน อาจเจอคำอื่นๆ เพิ่มเติม เช่น
หลายคนที่กำลังจองตั๋วเครื่องบิน อาจสงสัยว่า Direct Flight กับ Transit flight ต่างกันยังไง
Direct Flight คือการบินตรง จากต้นทางไปปลายทางโดยไม่ต้องเปลี่ยนเครื่อง ส่วน Transit Flight คือเที่ยวบินที่ต้องมีการต่อเครื่อง หรือแวะเปลี่ยนเครื่องระหว่างทางก่อนถึงปลายทางจริง ซึ่งข้อดีของเที่ยวบินแบบ Transit คือมักมีราคาถูกกว่าและมีตัวเลือกเวลาเยอะกว่า แต่ก็ต้องเผื่อเวลาสำหรับการเปลี่ยนเครื่องด้วย
หลายคนอาจคิดว่า Transit กับ Transfer คืออย่างเดียวกัน แต่จริงๆ แล้วมีความต่างกันเล็กน้อย
โดย Transit คือการแวะพักระหว่างทางแล้วเดินทางต่อด้วยเครื่องบินลำเดิม ใช้เลขเที่ยวบินเดิม เช่น เครื่องจอดเติมน้ำมัน รับผู้โดยสารเพิ่ม หรือเปลี่ยนลูกเรือ ซึ่งผู้โดยสารอาจลงไปรอใน Transit Area แล้วกลับขึ้นเครื่องลำเดิมต่อไป ส่วนกระเป๋าใต้เครื่องก็ไม่ต้องกังวล เพราะจะอยู่บนเครื่องลำเดิมตลอด
ในขณะที่ Transfer คือการที่เราต้องเปลี่ยนไปขึ้นเครื่องบินอีกลำหนึ่ง และใช้เลขเที่ยวบินใหม่ที่สนามบินกลางทาง หลังลงจากเครื่องลำแรกแล้วต้องเดินตามป้าย Transfer หรือ Connecting Flight เพื่อไปยัง Gate ใหม่ บางกรณีอาจต้องผ่าน Security Check เพิ่มเติมด้วย ส่วนเรื่องกระเป๋า ถ้าเป็นตั๋วต่อเครื่องใบเดียวกัน ส่วนใหญ่มักโหลดต่ออัตโนมัติ แต่ถ้าจองแยกสายการบินหรือบางประเทศอาจต้องรับกระเป๋าออกมาแล้วเช็กอินใหม่อีกครั้ง
สำหรับใครที่กำลังมีไฟลต์ต่อเครื่องครั้งแรก หรือยังไม่คุ้นกับการเดินในสนามบินต่างประเทศ บอกเลยว่าไม่ต้องกังวลเกินไป เพราะจริงๆ แล้วการต่อเครื่องบิน ไม่ได้ยากอย่างที่คิด แค่รู้ขั้นตอนพื้นฐานและเตรียมตัวล่วงหน้านิดหน่อย ก็ช่วยให้เดินทางได้สบายขึ้นเยอะ แถมลดโอกาสหลงสนามบินหรือตกเครื่องได้ด้วย
หนึ่งในเรื่องที่สำคัญที่สุดสำหรับมือใหม่ต่อเครื่อง คืออย่าตอนจองตั๋วเลือกไฟลต์ที่เวลา Transit สั้นเกินไป เพราะบางสนามบินใหญ่มาก ต้องเผื่อเวลาเดินไป Gate ใหม่ ผ่าน Security หรือบางประเทศอาจต้องผ่าน Immigration เพิ่มเติมด้วย
ถ้าเป็นการต่อเครื่องต่างประเทศ แนะนำให้เผื่อเวลาประมาณ 2–3 ชั่วโมงขึ้นไป โดยเฉพาะสนามบินใหญ่ เช่น Dubai International Airport หรือ Singapore Changi Airport ที่บางครั้งเดินจาก Gate หนึ่งไปอีก Gate ใช้เวลาเกือบครึ่งชั่วโมงเลย
หลังลงจากเครื่องที่สนามบินกลาง สิ่งแรกที่ควรทำคือมองหาป้ายคำว่า Transit, Transfer, Connecting Flight แล้วเดินตามป้ายเหล่านี้ไปได้เลย เพราะสนามบินส่วนใหญ่จะมีเส้นทางสำหรับผู้โดยสารต่อเครื่อง แยกไว้อยู่แล้ว ไม่จำเป็นต้องเดินตามคนอื่นมั่วๆ เพราะบางคนอาจกำลังเดินไป Immigration หรือออกจากสนามบิน
สำหรับมือใหม่ต่อเครื่อง แนะนำว่าไม่ต้องรีบจนเกินไป ค่อยๆ ดูป้าย ดูเลข Terminal และเช็ก Gate ไปด้วยระหว่างทาง จะช่วยลดโอกาสหลงในสนามบินต่างประเทศได้เยอะมาก
หลายคนคิดว่า Gate จะเหมือนเดิมตาม Boarding Pass แต่จริงๆ แล้วหลายสนามบินสามารถเปลี่ยน Gate ได้ตลอด โดยเฉพาะไฟลต์ระหว่างประเทศ ดังนั้นหลังลงเครื่องควรรีบมองหาจอแสดงข้อมูลเที่ยวบิน (Flight Information Board) เพื่อเช็กว่าเที่ยวบินต่อไปออกที่ Gate ไหน
ให้สังเกตจาก:
อีกเรื่องที่มือใหม่พลาดกันบ่อยคือเรื่องกระเป๋า หลายคนเข้าใจว่าพอโหลดกระเป๋าที่ไทยแล้วจะไปรอรับปลายทางได้เลย แต่จริงๆ แล้วขึ้นอยู่กับประเภทตั๋วและสายการบินด้วย
ถ้าเป็นตั๋วต่อเครื่องใบเดียวกัน ส่วนใหญ่มักเป็นแบบ checked through baggage หรือกระเป๋าโหลดต่ออัตโนมัติ ไม่ต้องรับระหว่างทาง แต่ถ้าจองแยกสายการบิน หรือบางประเทศอาจต้องออกไปรับกระเป๋าที่ Baggage Claim แล้วกลับมา Check-in ใหม่อีกครั้ง
ดังนั้นก่อนบินควรถามเจ้าหน้าที่ตอนโหลดกระเป๋าเสมอว่ากระเป๋าไปสุดปลายทางเลยไหม
เวลาต่อเครื่องที่สนามบิน เราอาจต้องหยิบ Boarding Pass และพาสปอร์ตออกมาหลายรอบ ทั้งตอนผ่าน ด่านยตรวจสัมภาระ ตอนเข้า Gate หรือเวลาสอบถามเจ้าหน้าที่ แนะนำให้เก็บ พาสปอร์ต, Boarding Pass, เอกสารเดินทาง ไว้ในกระเป๋าที่หยิบง่าย จะช่วยให้เดินทางคล่องขึ้นมาก ไม่ต้องรื้อกระเป๋าให้วุ่นวายกลางสนามบิน
สำหรับคนที่กำลังกังวลเรื่องวิธีต่อเครื่องบิน อยากบอกว่าไม่ต้องกลัวหลง เพราะสนามบินส่วนใหญ่มีป้าย Transit / Transfer ชัดเจน และมีเจ้าหน้าที่คอยช่วยผู้โดยสารอยู่ตลอด ถ้าหา Gate ไม่เจอ ไม่แน่ใจเรื่อง Terminal หรือสงสัยว่าต้องไปทางไหน สามารถเอา Boarding Pass ไปถามเจ้าหน้าที่ได้เลย ส่วนใหญ่เขาจะช่วยดูและบอกทางให้ทันที ถือเป็นเรื่องปกติมากสำหรับคนที่เที่ยวต่างประเทศครั้งแรก
ถ้ามีเวลาต่อเครื่องค่อนข้างนาน หลายคนอาจอยากออกไปเดินเล่น หาอะไรกิน หรือเที่ยวในเมืองใกล้สนามบิน ซึ่งจริงๆ แล้วหลายประเทศสามารถออกจากสนามบินได้ โดยเฉพาะกรณีที่มีเวลา Layover ประมาณ 5 ชั่วโมงขึ้นไป
แต่ก่อนออกจากสนามบิน ควรเช็กก่อนว่าประเทศนั้นต้องใช้วีซ่า Transit หรือไม่ เพราะบางประเทศแม้จะแค่แวะต่อเครื่องต่างประเทศก็อาจต้องผ่าน ตม. ก่อนออกจากสนามบิน นอกจากนี้ควรเผื่อเวลาเดินทางกลับเข้ามาให้ดี เพราะยังต้องผ่านขั้นตอน Security และตรวจเอกสารอีกครั้ง หากกลับมาช้าเกินไปก็อาจเสี่ยงตกเครื่องได้
สำหรับสายมือใหม่ต่อเครื่อง ถ้าเวลาต่อเครื่องไม่นานมาก หรือยังไม่คุ้นกับสนามบิน แนะนำให้อยู่ใน Transit Area จะสะดวกและสบายใจกว่า
หลังเข้าใจแล้วว่า Transit คือ อะไร และต้องเตรียมตัวยังไงเวลาต่อเครื่องต่างประเทศ ขั้นต่อไปก็คือการเลือกไฟลต์ที่เหมาะกับตัวเอง โดยเฉพาะมือใหม่ขึ้นเครื่องบิน แนะนำให้เลือกเที่ยวบินที่มีเวลาต่อเครื่องไม่น้อยเกินไป จะช่วยให้เดินทางสบายขึ้นและลดความกังวลเรื่องตกเครื่องได้เยอะ
สามารถเช็กรายละเอียดเที่ยวบิน เวลา Transit และเปรียบเทียบราคาจากหลายสายการบินได้ง่ายๆ ผ่าน Traveloka แถมยังจัดการแพลนเที่ยวได้ครบในแอปเดียว ไม่ว่าจะเป็น:
เรียกว่าครบจบในที่เดียว เหมาะมากสำหรับคนที่กำลังเตรียมตัวเที่ยวต่างประเทศครั้งแรก หรืออยากวางแผนทริปแบบง่ายๆ ไม่ต้องเปิดหลายเว็บ หลายแอป ให้วุ่นวาย
อ่านต่อ:















