
9000007728414อินเดีย ประเทศที่มีเอกลักษณ์ทั้งศิลปะและวัฒนธรรม เป็นต้นกำเนิดที่สำคัญของพุทธศาสนา และยังมีอารยธรรมเก่าแก่ที่ทรงเสน่ห์ ถ่ายทอดผ่านสถาปัตยกรรมและประติมากรรมที่งดงามสุดอลังการ ดึงดูดความสนใจจากนักท่องเที่ยวทั่วโลก ที่เที่ยวอินเดียมีให้เลือกมากมาย อยากไปไหนก็เลือกได้ตามไลฟ์สไตล์ของคุณ แต่อย่าลืมจองตั๋วเครื่องบินไปอินเดียกันก่อนนะ จองตั๋วง่าย ๆ ได้ที่ Traveloka แหล่งรวมตั๋วเครื่องบินราคาถูก ได้ตั๋วแล้วก็ไปเที่ยวอินเดียกันได้เลย
Tue, 29 Sep 2026

SriLankan Airlines
กรุงเทพ (BKK) ฝัน นิวเดลี (DEL)
เริ่มจาก THB 5,558.07
Thu, 15 Oct 2026

ไทยแอร์เอเชีย เอ็กซ์
กรุงเทพ (DMK) ฝัน นิวเดลี (DEL)
เริ่มจาก THB 4,168.56
Sun, 11 Oct 2026

Air India
Chandigarh (IXC) ฝัน นิวเดลี (DEL)
เริ่มจาก THB 1,713.42
เริ่มต้นชีวิตที่สดใสด้วยการท่องเที่ยวอินเดีย ดินแดนแห่งอารยธรรม ที่เที่ยวอินเดียมีมากมาย ทั้งสถานที่ท่องเที่ยวทางวัฒนธรรม ประวัติศาสตร์ และธรรมชาติ เพียงออกเดินทางไปเที่ยวอินเดียคุณก็จะได้เห็นว่าประเทศนี้มีความยิ่งใหญ่มากแค่ไหน ถ้าพร้อมแล้วเราไปดูกันเลยว่ามีที่เที่ยวอินเดียที่ไหนน่าสนใจบ้าง
ที่เที่ยวอินเดียแห่งแรกที่มีชื่อเสียงระดับโลกเป็นใครก็ต้องมาอย่าง “ทัชมาฮาล (Taj Mahal)” 1 ใน 7 สิ่งมหัศจรรย์ของโลกที่มีความสวยงามอลังการ ถูกสร้างขึ้นเป็นอนุสรณ์แห่งความรักที่ยิ่งใหญ่ที่สุด
ทัชมาฮาลเกิดจากความรักและความเศร้าของจักรพรรดิซาห์ ชหาน กษัตริย์องค์ที่ 4 แห่งราชวงศ์โมกุล ที่ปกครองอินเดียในช่วงศตวรรษที่ 16 พระองค์ทรงพบรักกับอรชุมันท์ พานุ เพคุม บุตรสาวของรัฐมนตรี ที่ต่อมาได้ทรงตั้งชื่อใหม่ให้ว่า มุมตัช มาฮาล
หลังจากครองคู่กันมาได้ 18 ปี มาฮาลก็ให้กำเนิดทายาทองค์ที่ 14 ท้ายที่สุดพระนางก็ตกเลือดและสิ้นพระชนม์ นำมาซึ่งความโศกเศร้าเสียใจแก่จักรพรรดิชาห์ ชหานเป็นอย่างมาก พระองค์จึงจมอยู่กับความเศร้านุ่มขาวห่มขาวไปนั่งรำพันถึงพระมเหสีที่ข้างหลุมศพราวกับคนเสียสติ และได้สร้างอนุสรณ์แห่งความรักนี้เอาไว้ที่ริมโค้งแม่น้ำยมุนา
จักรพรรดิซาร์ ชหานได้ทรงออกแบบการก่อสร้างทัชมาฮาลด้วยพระองค์เอง ใช้แรงงานในการก่อสร้างกว่า 20,000 คน และใช้เวลากว่า 22 ปี จนสำเร็จเป็นอนุสรณ์แห่งความรักที่ยิ่งใหญ่
แต่ทว่าหลังจากนั้นพระองค์ก็ถูกราชโอรสชิงบัลลังก์ และนำตัวไปกักขังที่ป้อมเมืองอัคราซึ่งอยู่ฝั่งตรงข้ามแม่น้ำกับทัชมาฮาล พระองค์ยังคงรำพันถึงพระมเหสีตลอด 8 ปี จนกระทั่งในวันสุดท้ายของชีวิต พระองค์ก็เลือกที่จะจ้องมองเศษกระจกที่สะท้อนภาพของทัชมาฮาล และในที่สุดพระองค์ก็ได้ถูกฝังเคียงข้างกับพระมเหสีที่พระองค์ไม่เคยลืมเลือน
ตามรอยเส้นทางแห่งความรักของพระเจ้าชาห์ ชหานกันต่อที่ป้อมอัครา (Agra Fort) หรือป้อมแดง สัญลักษณ์ที่ยิ่งใหญ่ของความรักและความตาย ที่ลมหายใจสุดท้ายของพระองค์อยู่ที่นี่ ป้อมอัครา คือพระราชวังอัครา ถูกสร้างโดยราชบุตรแห่งวงศ์ศิกวะตั้งแต่ปี ค.ศ. 1080 ก่อนจะมีทัชมาฮาลเสียอีก ป้อมอัคราแห่งนี้ได้ถูกบูรณะใหม่เมื่อปี ค.ศ. 1565 โดยกษัตริย์อักบาร์ สร้างด้วยหินทรายและศิลาสีแดง ลักษณะครึ่งวงกลมขนาดใหญ่ที่ตั้งอยู่บนโค้งแม่น้ำยมุนา เป็นที่เที่ยวอินเดียที่มองเห็นทัชมาฮาลสวยที่สุด
หากใครไปเยือนกรุงเดลีต้องไม่พลาดที่จะเห็นประตูอินเดียตั้งตระหง่านใจกลางเมือง ประตูอินเดียแห่งนี้เป็นอนุสรณ์สถานของเหล่าทหารกล้าที่ได้เสียสละในการปกป้องประเทศจากอังกฤษในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 1
ประตูอินเดียแห่งนี้มีความสูง 42 เมตร สร้างด้วยหินทรายเมื่อปี ค.ศ.1931 บนประตูได้แกะสลักรายนามของทหารหาญที่เสียชีวิต และบริเวณโค้งได้ติดตั้งคบเพลิงที่ไฟไม่เคยมอดดับ เพื่อเป็นการรำลึกถึงผู้เสียชีวิตในสงครามอินเดีย-ปากีสถาน เมื่อปี ค.ศ. 1971 ที่เที่ยวอินเดียแห่งนี้นับเป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ที่เป็นความภาคภูมิใจของชาวอินเดียเลยก็ว่าได้
แลนด์มาร์คอินเดียแห่งนี้ตั้งอยู่ในเมืองชัยปุระ (Jaipur) หรือนครสีชมพู ฮาวามาฮาล (Hawa Mahal) มีอีกชื่อว่า พระราชวังแห่งสายลม โดดเด่นด้วยสถาปัตยกรรมที่สวยงามเป็นเอกลักษณ์ สร้างขึ้นด้วยหินทรายสีแดงและสีชมพู ผสมผสานศิลปะเปอร์เซียกับโมกุลได้อย่างลงตัว อาคารแห่งนี้ได้รับแรงบันดาลใจมาจากมงกุฎของพระนารายณ์ ที่มีหน้าต่างประดับกระจกสีลวดลายฉลุงดงามกว่า 935 บาน คล้ายรังผึ้ง ที่เรียกสายลมให้พัดผ่าน เป็นที่เที่ยวอินเดียไฮไลต์ที่ดึงดูดความสนใจจากนักท่องเที่ยวจากทั่วทุกมุมโลก
ไหน ๆ ก็เที่ยวประตูกันแล้ว มาต่อที่อีกประตูกันดีกว่า ประตูปาตริกา หรือ The Patrika Gate ที่เที่ยวอินเดียในชัยปุระ สถาปัตยกรรมอันสวยงามหยดย้อยที่ควรค่าแก่การมาเยี่ยมชมเป็นอย่างมาก สร้างขึ้นด้วยหินทรายสีชมพู ตกแต่งด้วยงานแกะสลัก ปูนปั้น และผลงานจิตรกรรมฝาผนังที่มีลวดลายและสีสันสวยสดงดงาม จนได้รับการยกย่องให้เป็นประตูเมืองที่สวยที่สุดในบรรดา 9 ประตูของเมืองนี้เลยเชียวล่ะ
มาต่อกันที่พระราชวังหลวง (The City Palace) ที่เที่ยวอินเดียอีกแห่งที่พลาดไม่ได้ของเมืองชัยปุระ พระราชวังแห่งนี้ผสมผสานด้วยสถาปัตยกรรมแบบราชปุตและโมกุล มีความยิ่งใหญ่มากจนครอบคลุมพื้นที่ 1 ใน 7 ของใจกลางเมืองชัยปุระ ไม่ใช่แค่นั้นภายในพระราชวังยังมีภาพจิตรกรรมฝาผนังสุดอลังการ นอกจากนี้ยังมีประตูเล็ก ๆ 4 ประตูที่แสดงถึง 4 ฤดูกาล กิมมิกน่ารักที่สวยซึ้งตรึงใจ ถ่ายรูปจุดไหนก็สวยทุกมุม
อยากไปเที่ยวแบบฟรี ๆ กันบ้างไหม นี่เลยบ่อน้ำ Chand Baori Stepwell ที่เที่ยวอินเดียที่เปิดให้เข้าฟรี แถมยังสวยอัศจรรย์ที่ใครจะไปคิดว่านี่คือบ่อน้ำ แต่บ่อน้ำนี้ไม่ใช่บ่อน้ำธรรมดา เป็นบ่อน้ำโบราณที่สร้างขึ้นในศตวรรษที่ 10 มีความลึกที่สุดและใหญ่ที่สุดของอินเดีย โดยมีความลึกประมาณตึก 10 ชั้น หรือ 33 เมตร มีบันไดถึง 13 ชั้น รวมแล้วกว่า 3,500 ขั้นเชียวนะ และที่สำคัญที่แห่งนี้ยังเป็นสถานที่ถ่ายทำภาพยนตร์เรื่อง Batman: The Dark Knight Rises อีกด้วย
กลับมาเที่ยวชมสถาปัตยกรรมกันต่อกับป้อมแอมเบอร์ (Amber Fort) ป้อมปราการขนาดใหญ่ที่อยู่เมืองอาร์แมร์ ชานเมืองชัยปุระ ที่เที่ยวอินเดียขนาดใหญ่ที่ตั้งอยู่บนผาหินเหนือทะเลสาบ Maota สร้างในสมัยศตวรรษที่ 16 โดยมหาราชา มาน สิงห์ที่ 1
ป้อมแอบเบอร์แห่งนี้มีชื่อเสียงจากการผสมผสานศิลปะฮินดูและศิลปะราชปุตเข้าไว้ด้วยกัน ทำให้มีความสวยงามเป็นเอกลักษณ์ และความมหัศจรรย์ของป้อมแอมเบอร์ คือ ความยิ่งใหญ่ของกำแพงเมืองที่มีทั้งหมด 4 ชั้นที่อลังการมาก ๆ ส่วนวิวเหนือป้อมนั้นสวยอย่าบอกใครเลยเชียว
สำหรับสาวกผู้ชื่นชอบธรรมชาติ ชอบการปีนเขา เดินป่า ต้องไม่พลาดที่เที่ยวอินเดียแห่งนี้ สิกขิม (Sikkim) ดินแดนแห่งอ้อมกอดของเทือกเขาหิมาลัย คุณจะได้สัมผัสกับบรรยากาศธรรมชาติที่งดงาม และวิวทิวทัศน์สวย ๆ ตลอดการเดินทาง ไฮไลต์ของที่นี่ก็คือเมืองตากอากาศชื่อดังอย่างดาร์จีลิ่ง (Darjeeling) และยอดเขาคันเช็งฌองก้า (Khangchendzonga) ที่สูง 8,598 เมตร สูงเป็นอันดับสามของโลก รองจาก Everest และ K2 เลยทีเดียว
เรายังอยู่กับแหล่งท่องเที่ยวทางธรรมชาติกันต่อกับแคชเมียร์ (Kashmir) ที่เที่ยวอินเดียที่ได้รับสมญานามว่าสวิตเซอร์แลนด์แห่งเอเชีย แคชเมียร์อยู่ติดกับชายแดนปากีสถานและจีน มีความสูงจากระดับน้ำทะเลประมาณ 3,000-5,000 เมตร โดยมีแหล่งท่องเที่ยวที่สำคัญคือทะเลสาบคาล เมือง Sonamarg Gulmarc และ Pahagam แค่ภาพยังสวยขนาดนี้แล้วของจริงจะสวยขนาดไหน
จุดหมายปลายทางในฝันของนักท่องเที่ยวผู้หลงใหลในขุนเขา ลาดัก (Ladahk) ถือเป็นสุดยอดเส้นทางท่องเที่ยวจนได้รับฉายาว่า Land of high passes มาเที่ยวที่ลาดักแห่งนี้ต้องอย่าลืมพกยาสำหรับโรคแพ้ความสูงมาด้วยนะ เพราะการเดินทางมาที่นี่จะผ่านถนนที่สูงที่สุดในโลกอย่าง Khardungla pass ที่มีความสูงถึง 5,359 เมตร สูงกว่าดอยอินทนนท์บ้านเราถึง 2 เท่า
ไฮไลต์ที่สำคัญของลาดักก็คือ Nubra Valley, ทะเลสาบ Pangong, ทะเลสาบ Moriri, เมือง Lamayuru และเมืองเลห์ (Leh) ที่เที่ยวอินเดียชื่อดังที่สายแอดเวนเจอร์ไม่ควรพลาด
อีกหนึ่งที่เที่ยวอินเดียที่เหมาะสำหรับคนไทยที่ต้องการเดินตามรอยพระพุทธเจ้า กับการท่องเที่ยวสถานที่ทางประวัติศาสตร์ที่สำคัญของศาสนาพุทธอย่างพุทธคยา สถานที่ตรัสรู้ของพระพุทธเจ้า ที่พุทธศาสนิกชนทุกคนอยากจะไปเยือนให้ได้สักครั้งในชีวิต และใครที่มาที่นี่ก็ไม่ควรพลาดที่จะนั่งสมาธิทำจิตใจให้สงบที่ใต้ต้นโพธิ์ เหมือนกับที่พระพุทธเจ้าได้ประทับใต้ต้นศรีมหาโพธิ์จนตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้า ที่นี่ยังมีวัดไทยพุทธคยา ที่เป็นวัดไทยแห่งแรกในอินเดียด้วยนะ
ตามรอยพระพุทธเจ้ากันต่อที่ ธัมเมกขสถูป (Dhamekh Stupa) สถานที่ที่พระพุทธเจ้าแสดงปฐมเทศนาแก่ปัญจวัคคีย์ทั้ง 5 ที่ป่าอิสิปตนมฤคทายวัน หรือเมืองสารนาถในปัจจุบัน ในสถานที่นี้เป็นที่กำเนิดภิกษุสงฆ์รูปแรกในพุทธศาสนาก็คือ พระอัญญาโกณฑัญญะ และเกิดเป็นพระรัตนตรัยครบ 3 องค์ คือ พระพุทธ พระธรรม และพระสงฆ์ จึงเกิดสังฆรัตนะขึ้นในโลก รับรองว่ามาที่นี่แล้วอิ่มบุญอิ่มใจแน่นอน
เรายังอยู่กับที่เที่ยวอินเดียที่เป็นหนึ่งในเส้นทางตามรอยพระพุทธเจ้าที่สำคัญนั่นก็คือ เมืองกุสินารา (Kusinagar) รัฐอุตรประเทศ สถานที่ที่พระพุทธเจ้าทรงเสด็จดับขันธปรินิพพาน ที่นี่เนืองแน่นไปด้วยต้นสาละ โดยพระเจ้าอโศกมหาราชได้สร้างสถูปขนาดใหญ่ขึ้น เพื่อเป็นที่บรรจุพระอัฐิของพระพุทธเจ้า ภายในพระวิหารยังมีพระพุทธรูปปางปรินิพพานที่อยู่บนแท่นหินทรายแดงหรือเรียกว่า จุณศิลา ที่มีอายุมากกว่า 1,500 ปีอีกด้วย
เมื่อมีเกิดก็ต้องมีดับ มาเที่ยวอินเดียแล้วก็ไม่พลาดที่จะไปชมวิถีชีวิตของชาวอินเดียที่ริมฝั่งแม่น้ำคงคาในตำนาน แม่น้ำคงคา (Ganga River) หรือแม่น้ำแห่งความตาย ที่มีกิจกรรมมากมายให้เราเห็น ไม่ว่าจะเป็นการลอยอังคาร การอาบน้ำเพื่อความเป็นสิริมงคลในชีวิต การใช้แม่น้ำคงคาสำหรับอุปโภค บริโภค รวมถึงการประกอบพิธีกรรมทางศาสนา ตามความเชื่อในศาสนาฮินดูที่ว่าแม่น้ำในเมืองพาราณสีแห่งนี้เป็นแม่น้ำศักดิ์สิทธิ์ ดังนั้นจึงเป็นสถานที่ที่ใช้สำหรับส่งวิญญาณผู้ตายไปสวรรค์ถึง 200 ศพต่อวัน
และที่เที่ยวอินเดียที่ต่อไปยังคงวนเวียนอยู่กับความเชื่อทางศาสนา คราวนี้เราจะพาคุณมาชมศาลเจ้าอันศักดิ์สิทธิ์ของศาสนาซิกซ์ที่สร้างขึ้นด้วยความศรัทธาอันแรงกล้าอย่าง วิหารทองหริมันทริรสาหิบ (Harmandir Sahib) ถูกสร้างในยุคมหาราชารานจิต สิงห์ ในปี ค.ศ. 1830 วิหารแห่งนี้ตั้งอยู่กลางสระน้ำ ใจกลางเมืองอมฤตสระ (Amritsar) สร้างด้วยหินอ่อนและทองคำล้วน ๆ สายบุญต้องไม่พลาดเพราะที่นี่คือโรงทานแห่งความเมตตาอย่างแท้จริง
ป้อมปราการเมห์รานการห์ (Mehrangarh Fort) ป้อมโบราณขนาดใหญ่ที่สุดในอินเดีย และยังเป็นที่ตั้งของพระราชวังที่เป็นหนึ่งในสี่ของพระราชวังที่ใหญ่ที่สุดในอินเดียอีกด้วย ป้อมแห่งนี้ตั้งอยู่ในเมืองจูดห์ปุระ ที่สร้างขึ้นโดยมหาราชาเรา โยธา มีความสูงถึง 125 เมตร ตั้งตระหง่านบนที่ผาหินสูง ทำให้มองเห็นวิวเมืองได้ทั้งเมือง
ป้อมปราการเมห์รานการห์แห่งนี้มีไฮไลต์คือประตูชัยพล ที่แปลว่าชัยชนะ โดยมหาราชา มัน สิงห์สร้างขึ้นในโอกาสที่รบชนะกองทัพชัยปุระ และบิคาเนอร์ เวลาที่สวยที่สุดคือยามพระอาทิตย์ตกดิน แสงสวย บรรยากาศดี งดงาม ยากจะหาใครเทียบ
ไปชมถ้ำที่อินเดียกันบ้างดีกว่ากับถ้ำอชันตา (Ajanta Caves) เป็นถ้ำในพระพุทธศาสนาที่มีความงดงามและเก่าแก่ที่สุดในโลก สร้างก่อนคริสต์ศักราชเกือบ 200 ปี โดยเจาะภูเขาด้วยฆ้อนและสิ่วเพื่อใช้สำหรับปฏิบัติธรรมกรรมฐานอย่างแท้จริง
ภายในถ้ำอชันตาถ้ำย่อย ๆ มากกว่า 30 ถ้ำ เรียงต่อเนื่องยาวเป็นวงโค้งรูปพระจันทร์เสี้ยว อยากรู้ไหมถ้ำไหนสวยที่สุด? นี่เลยถ้ำหมายเลข 1 มีชื่อว่าถ้ำพุทธมหายาน ที่เป็นที่ตั้งของภาพวาดปัทมปาณิโพธิสัตว์และพระวัชรปาณีโพธิสัตว์ศิลปะคุปตะตอนปลาย ที่เป็นภาพเขียนที่งดงามและสมบูรณ์มากที่สุดแห่งหนึ่งของโลกเลยนะ
ถ้ำเอลโลร่า (Ellora Caves) ที่เที่ยวอินเดียยอดนิยมที่โด่งดังไปทั่วโลก ภายในถ้ำเอลโลร่าประกอบไปด้วยศิลปะถึง 3 ศาสนา ทั้งฮินดู พุทธ และเชน
ถ้ำเอลโลร่าเป็นหมู่ถ้ำที่มีถ่ำย่อย ๆ 100 กว่าถ้ำ แต่เขาเปิดให้เราเที่ยวแค่ 34 ถ้ำเท่านั้น สถานที่แห่งนี้สร้างขึ้นเมื่อปี ค.ศ. 600-1,000 โดยถ้ำที่มีชื่อเสียงมากที่สุดก็คือถ้ำหมายเลข 16 เรียกว่าถ้ำเขาไกรลาส ที่มีภาพแกะสลักวิจิตรงดงามที่อุทิศแด่พระศิวะ จัดเป็นประติมากรรมแกะสลักหินเพียงก้อนเดียวที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในโลก สำหรับนักท่องเที่ยวสายประวัติศาสตร์ศิลปะแล้ว ที่นี่ถือว่าเป็นที่สุดของความงดงามเลยก็ว่าได้
บอกลาทริปเที่ยวอินเดียสวย ๆ ด้วยแหล่งชอปปิงเมืองชัยปุระอย่าง Masala Chowk สตรีทฟู้ดสไตล์อินเดียที่มีสารพัดเมนูให้ลิ้มลอง มาที่นี่ต้องเก็บท้องไว้ลองชิมอาหารพื้นเมืองอร่อย ๆ ที่คุณจะได้สัมผัสกับรสชาติอาหารอินเดียขนานแท้ นั่งพักผ่อนชิล ๆ สบาย ๆ คลายความเหนื่อยล้าได้เป็นอย่างดี และทั้งหมดนี้คือเสน่ห์ของอินเดียที่เราเก็บมาฝากกัน ที่เที่ยวอินเดียยังมีอีกมากมายอย่ารอช้ารีบออกไปเที่ยวกันเลย
เที่ยวกันจนเต็มอิ่มกับแลนด์มาร์คสุดอลังการแล้ว อีกหนึ่งเรื่องสำคัญที่จะช่วยให้ทริปอินเดียฟินขึ้นไปอีกก็คือ "ที่พัก" นั่นเอง! ยิ่งถ้าเลือกที่พักที่ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ของตัวเองได้ล่ะก็ จะช่วยเซฟพลังงานให้เราพร้อมลุยต่อได้แบบยาว ๆ วันนี้เราเลยคัด 3 โรงแรมตัวท็อป 3 สไตล์ มีครบตั้งแต่สายฮิต สายหรู ไปจนถึงสายคุมงบมาฝากกัน จะมีที่ไหนน่าตามไปเช็กอินบ้าง มาดูกันเลย!
ถ้าถามถึงโรงแรมที่ฮิตที่สุดและเป็นตำนานของอินเดีย ต้องยกให้ Taj Mahal Tower ที่เมืองมุมไบเลย ที่นี่เรียกว่าเป็นแลนด์มาร์คระดับโลกที่ตั้งอยู่ติดกับประตูเมืองอินเดีย (Gateway of India) แถมยังมองเห็นวิวทะเลอาหรับได้แบบพาโนรามา เรื่องการบริการคือยืนหนึ่งสไตล์อินเดียขนานแท้ ตัวตึกโดดเด่นด้วยการผสมผสานดีไซน์แบบยุโรปเข้ากับศิลปะอินเดียโบราณได้อย่างลงตัวสุด ๆ เป็นพิกัดที่นักเดินทางทั่วโลกต่างพูดเป็นเสียงเดียวกันว่า "ต้องมานอนให้ได้สักครั้งในชีวิต!"

India

Taj Mahal Tower, Mumbai

9.6/10
•





Mumbai
THB 14,216.39
ใครอยากสัมผัสความหรูหราอลังการฟีลมหาราชาอินเดีย ต้องมาที่ The Oberoi Amarvilas เมืองอัครา เลย โรงแรมนี้ขึ้นชื่อเรื่องความโรแมนติกแบบสิบเต็มสิบ เพราะตั้งอยู่ห่างจาก "ทัชมาฮาล" แค่ประมาณ 600 เมตรเท่านั้น! และความพีคคือ ห้องพักทุกห้องของที่นี่ถูกออกแบบมาให้มองเห็นวิวทัชมาฮาลได้แบบเต็ม ๆ ตาโดยไม่มีอะไรมากั้น ภายในตกแต่งวิจิตรบรรจงตามสไตล์โมกุล มีสระว่ายน้ำกลางแจ้งสุดปัง และสปากลางสวนสวยที่ช่วยสร้างบรรยากาศการพักผ่อนให้กลายเป็นทริปสุดเอ็กซ์คลูซีฟ

India

The Oberoi Amarvilas, Agra

9.8/10
•





Agra
THB 18,788.18
ปิดท้ายด้วยที่พักสำหรับสายลุย แบ็กแพ็กเกอร์ หรือคนที่อยากเซฟงบไว้ช้อปปิ้ง แนะนำให้พุ่งตัวมาที่ Zostel Delhi ได้เลย ตัวนี้เป็นเครือโฮสเทลที่ดังมาก ๆ ในอินเดีย เรื่องความสะอาด ปลอดภัย และสิ่งอำนวยความสะดวกคือหายห่วง แถมทำเลยังตั้งอยู่ใจกลางกรุงนิวเดลี ใกล้สถานีรถไฟ ทำให้เดินทางไปไหนมาไหนสะดวกมาก ที่นี่มีให้เลือกทั้งแบบห้องส่วนตัวและห้องนอนรวม (Dorm) บรรยากาศในโฮสเทลจะมีความเป็นกันเอง มีพื้นที่ส่วนกลางให้มานั่งเล่นและทำความรู้จักกับเพื่อนใหม่จากทั่วโลก ได้มิตรภาพดี ๆ กลับไปเพียบในราคาสบายกระเป๋าแน่นอน

India

Zostel Delhi

7.0/10
•



Central Delhi
THB 842.27
เตรียมตัวจองตั๋วแล้วแพ็กกระเป๋า! มาดูกันว่าการเดินทางจากไทยไปอินเดียนั้นสะดวกสบายและมีทางเลือกแบบไหนบ้าง
พอแลนดิ้งถึงอินเดียแล้ว จะเดินทางข้ามเมืองหรือเที่ยวในเมืองยังไงดี? บอกเลยว่าอินเดียมีระบบขนส่งที่หลากหลายและเข้าถึงทุกจุดแน่นอน
เที่ยวอินเดีย เดือนไหนดี? ช่วงเวลาที่ดีที่สุดในการเที่ยวอินเดียคือ เดือนตุลาคม - มีนาคม (ฤดูหนาว) เนื่องจากสภาพอากาศส่วนใหญ่ของประเทศจะเย็นสบาย ท้องฟ้าแจ่มใส และไม่มีฝนรบกวน เหมาะกับการเดินเที่ยวชมสถาปัตยกรรมและธรรมชาติมากที่สุด
อย่างไรก็ตาม อินเดียเป็นประเทศที่ใหญ่มาก ทำให้แต่ละฤดูกาลมีเสน่ห์และจุดน่าเที่ยวที่แตกต่างกันไป โดยแบ่งออกเป็น 3 ฤดูหลัก ๆ ดังนี้
| ฤดูกาล | เดือน | สภาพอากาศ | เมือง/ภูมิภาคที่แนะนำ |
| ฤดูหนาว | ตุลาคม - มีนาคม | เย็นสบาย ท้องฟ้าเปิด (ตอนเหนือมีหิมะตก) | ทัชมาฮาล, ชัยปุระ, เดลี, แคชเมียร์, ลาดัก |
| ฤดูร้อน | เมษายน - มิถุนายน | พื้นราบร้อนจัด แต่บนเขาสูงอากาศเย็นสบาย | ลาดัก (ทางเปิดสมบูรณ์), แคชเมียร์, สิกขิม |
| ฤดูฝน | กรกฎาคม - กันยายน | ฝนตกชุก ธรรมชาติเขียวขจี คนน้อย ราคาถูก | เที่ยวเน้นพักผ่อนในเมืองใหญ่ หรือสายธรรมชาติลุย ๆ |
เคล็ดลับสำคัญที่สุดในการเที่ยวอินเดียคือ การเตรียมตัวเรื่องสุขอนามัยอาหาร การระวังกลโกง และการวางแผนจองล่วงหน้า เพื่อให้ทริปของคุณสนุก ปลอดภัย และไร้กังวล แนะนำให้จำทริคเหล่านี้ติดตัวไว้ได้เลย
อ่านต่อ:
Q: ไปเที่ยวอินเดียต้องทำวีซ่าไหม?
A: คนไทยทุกคนต้องทำวีซ่าก่อนเดินทาง โดยสามารถขอ e-Tourist Visa (วีซ่าออนไลน์) ผ่านเว็บไซต์ทางการของอินเดียล่วงหน้าได้เลย สะดวกมาก อนุมัติไว และไม่ต้องเดินทางไปยื่นเอกสารด้วยตัวเอง
Q: ไปเที่ยวศาสนสถานหรือสถานที่ประวัติศาสตร์ในอินเดีย ต้องแต่งตัวยังไง?
A: ต้องแต่งกายสุภาพ มิดชิด เสื้อมีแขน และกางเกงหรือกระโปรงยาวคลุมเข่า นอกจากนี้ในวัดฮินดู วัดซิกข์ หรือมัสยิดบางแห่ง อาจต้องใช้ผ้าคลุมศีรษะก่อนเข้า และจำเป็นต้องถอดรองเท้าไว้ด้านนอกด้วย
Q: อาหารอินเดียกินยากไหม และจะท้องเสียจริงหรือเปล่า?
A: อาหารอินเดียมีรสชาติเครื่องเทศที่เข้มข้นแต่ก็มีความอร่อยเฉพาะตัว ส่วนเรื่องท้องเสียสามารถป้องกันได้โดยเลือกกินอาหารที่ปรุงสุกใหม่เท่านั้น หลีกเลี่ยงน้ำแข็ง น้ำก๊อก และผักสดริมทาง แล้วหันมาดื่มน้ำดื่มบรรจุขวดที่ปิดสนิทแทน
Q: ระบบคมนาคมในอินเดียมีที่จอดรถสะดวกไหม หรือควรเดินทางอย่างไรดี?
A: สถานที่ท่องเที่ยวส่วนใหญ่ในอินเดียหาที่จอดรถยากและจราจรค่อนข้างวุ่นวาย ไม่แนะนำให้เช่ารถขับเอง ทางเลือกที่ดีที่สุดคือการเรียกแอป Uber/Ola สำหรับเดินทางในเมือง หรือเช่ารถพร้อมคนขับท้องถิ่นผ่านเอเจนซี่เพื่อความสะดวกและปลอดภัยตลอดทริป
Q: ไปเที่ยวอินเดียต้องแลกเงินสกุลอะไร และสแกนจ่าย (QR Code) ได้ไหม?
A: แนะนำให้แลกเงินรูปี (INR) จากไทยไปให้พอกับการใช้จ่าย หรือพกเงินดอลลาร์ (USD) ไปแลกเพิ่มที่นู่น สำหรับระบบสแกนจ่ายผ่าน QR Code ของอินเดีย (UPI) ส่วนใหญ่จะยังไม่รองรับบัญชีธนาคารหรือวอลเล็ตของต่างชาติ ดังนั้นการพกเงินสด เงินสดสำรอง และบัตรเครดิต/เดบิตสำหรับกด ATM จึงชัวร์ที่สุด
Q: ผู้หญิงไปเที่ยวอินเดียคนเดียวอันตรายไหม?
A: สามารถเที่ยวได้แต่ต้องเพิ่มความระมัดระวังและวางแผนอย่างรัดกุมกว่าปกติ แนะนำให้หลีกเลี่ยงการเดินทางในที่เปลี่ยวหรือตอนกลางคืน เลือกพักในโรงแรมหรือโฮสเทลที่มีรีวิวดีและปลอดภัยสูง และใช้บริการรถสาธารณะผ่านแอปพลิเคชัน (Uber/Ola) แทนการโบกตามข้างทางเพื่อความปลอดภัย
Q: ปลั๊กไฟที่อินเดียใช้แบบไหน ต้องพก Adapter ไปไหม?
A: ที่อินเดียใช้ปลั๊กไฟขากลม 3 ขา (Type D/M) และมีแรงดันไฟฟ้า 230V เท่ากับประเทศไทย แม้โรงแรมรุ่นใหม่ ๆ จะเริ่มมีปลั๊กแบบ Universal แล้ว แต่เพื่อความชัวร์แนะนำให้พก Universal Adapter (หัวแปลงปลั๊กไฟ) ติดกระเป๋าไปด้วย จะได้ชาร์จมือถือและกล้องถ่ายรูปได้แบบไม่มีสะดุด


















