
ถ้าพูดถึงประเทศในฝันของสายยุโรป หลายคนน่าจะนึกถึงเยอรมนี เพราะนอกจากเมืองสวย คาเฟ่น่ารัก และหมู่บ้านยุโรปสุดโรแมนติกแล้ว อีกหนึ่งสิ่งที่ทำให้หลายคนอยากบินมาเห็นด้วยตาตัวเองสักครั้งก็คือเหล่า ปราสาทเยอรมันสวยๆ ที่กระจายตัวอยู่ทั่วประเทศนั่นเอง
เสน่ห์ของปราสาทในเยอรมัน คือแต่ละแห่งมีคาแรกเตอร์ไม่เหมือนกัน บางที่ตั้งอยู่กลางภูเขาเหมือนหลุดออกมาจากดิสนีย์ บางแห่งซ่อนตัวอยู่กลางป่า หรือบางแห่งก็มีวิวแม่น้ำและหมู่บ้านยุโรปแบบโรแมนติกสุดๆ จนกลายเป็น Bucket List ของสายเที่ยวทั่วโลก
บทความนี้ Traveloka รวมมาให้แล้วกับ 6 ปราสาทเยอรมัน ที่ทั้งสวย ถ่ายรูปปัง และฟีลเหมือนอยู่ในโลกเทพนิยาย พร้อมวิธีเดินทาง ช่วงเวลาน่าเที่ยว และทริคเที่ยวแบบง่ายๆ ครบจบในที่เดียว
ใครพร้อมออกเดินทางแล้ว ก็สามารถจองตั๋วเครื่องบิน ที่พัก หรือกิจกรรมเที่ยวเยอรมนีได้ผ่าน Traveloka ครบจบในแอปเดียว ช่วยให้แพลนทริปยุโรปง่ายขึ้นเยอะแน่นอน!
ถ้าพูดถึงปราสาทเยอรมัน ที่เหมือนหลุดออกมาจากโลกเทำนิยายจริงๆ ชื่อของ ปราสาทนอยชวานสไตน์ (Neuschwanstein Castle) ต้องมาเป็นอันดับต้นๆ แน่นอนพราะแค่เห็นยอดปราสาทสีขาวตั้งอยู่กลางภูเขาและป่าสนก็เหมือนฉากในหนังแฟนตาซีแล้ว ที่นี่เริ่มสร้างในปี ค.ศ. 1869 โดยกษัตริย์ลุดวิกที่ 2 หรือ ผู้ได้ฉายาว่าเป็น Fairytale King แห่งบาวาเรีย ซึ่งตั้งใจสร้างปราสาทให้เหมือนโลกในจินตนาการของตัวเอง จนสุดท้ายกลายมาเป็นแรงบันดาลใจของ แรงบัลดาลใจของปราสาทเจ้าหญิงดิสนีย์ หรือ Sleeping Beauty Castle ในเวลาต่อมา
ภายในปราสาทตกแต่งแบบอลังการมาก ทั้งห้อง Throne Hall ที่ได้แรงบันดาลใจจากโบสถ์ไบแซนไทน์ ห้อง Singers’ Hall ที่ใช้จัดการแสดงดนตรี และห้องบรรทมของกษัตริย์ที่แกะสลักไม้ละเอียดสุดๆ ไฮไลต์ที่ทุกคนต้องไปคือสะพาน Marienbrücke จุดชมวิวมหาชนที่มองเห็นตัวปราสาทแบบเต็มๆ โดยเฉพาะช่วงใบไม้เปลี่ยนสีและหน้าหนาวที่มีหิมะปกคลุม บรรยากาศจะยิ่งเหมือนเมืองเทพนิยายเข้าไปอีก แต่ถ้าไปช่วงฤดูหนาว แนะนำให้เช็กสภาพอากาศล่วงหน้านิดนึง เพราะบางวันที่หิมะตกหนักหรือมีน้ำแข็งเกาะ สะพานอาจปิดชั่วคราวเพื่อความปลอดภัย
ปราสาทโฮเอินท์ซ็อลเลิร์น (Hohenzollern Castle) เป็นหนึ่งในปราสาทเยอรมันที่อลังการมากแบบเห็นจากไกลๆ ยังว้าว เพราะตัวปราสาทตั้งอยู่บนยอดเขาสูงกว่า 850 เมตรเหนือระดับน้ำทะเล เหมือนลอยอยู่เหนือทะเลหมอก ยิ่งช่วงเช้าหรือหลังฝนตกคือวิวสวยมากจนเหมือน CGI เลย
ตัวปราสาทดั้งเดิมมีมาตั้งแต่ศตวรรษที่ 11 แต่ถูกทำลายและสร้างใหม่หลายครั้ง จนกลายมาเป็นปราสาทสไตล์ Neo-Gothic ที่เห็นในปัจจุบันช่วงกลางศตวรรษที่ 19 ที่นี่เคยเป็นที่ประทับของราชวงศ์โฮเอินท์ซ็อลเลิร์น ซึ่งเป็นราชวงศ์สำคัญของปรัสเซียและเยอรมนี ภายในยังมีห้องสมบัติที่จัดแสดงมงกุฎของจักรพรรดิวิลเฮล์มที่ 2 (Crown of Wilhelm II) ชุดเครื่องแบบ อาวุธ และของสะสมราชวงศ์อีกหลายชิ้นให้เดินชมด้วย
อีกอย่างที่ทำให้หลายคนตกหลุมรักคือวิวรอบปราสาท เพราะมองออกไปจะเห็นทั้งภูเขา ป่า และหมู่บ้านเล็กๆ ฟีลเหมือนยุโรปในนิทานแบบเต็มๆ
ถ้าใครชอบฟีลลึกลับนิดๆ แบบปราสาทกลางป่า ต้องหลงรัก ปราสาทเอ็ลทซ์ (Burg Eltz) แน่นอน เพราะที่นี่ซ่อนตัวอยู่กลางหุบเขาและป่าเขียวแบบเงียบสงบมาก ตัวปราสาทเริ่มสร้างตั้งแต่ศตวรรษที่ 12 และยังเป็นสมบัติของตระกูล Eltz ต่อเนื่องมายาวนานกว่า 800 ปี หรือมากกว่า 30 รุ่นเลยทีเดียว
ที่นี่มีความพิเศษตรงที่เป็น “Burg” หรือปราสาทป้อมปราการยุคกลาง แตกต่างจากปราสาทสายแฟนตาซีแบบ “Schloss” เพราะถูกสร้างขึ้นเพื่อการป้องกันจริงๆ และยังเป็นหนึ่งในปราสาทโบราณเยอรมันไม่กี่แห่งที่รอดพ้นจากสงครามมาได้แบบสมบูรณ์
ภายในมีทั้งห้องอัศวิน ห้องเก็บอาวุธ เฟอร์นิเจอร์ไม้โบราณ รวมถึงคลังสมบัติที่มีทอง เครื่องเงิน และงานศิลป์ยุคกลางจัดแสดงอยู่ บรรยากาศด้านในยังคงกลิ่นอายยุโรปยุคกลางแบบเข้มๆ เดินแล้วเหมือนย้อนเวลาเลย ยิ่งช่วงใบไม้เปลี่ยนสีคือวิวรอบปราสาทสวยเหมือนภาพวาดมาก
Heidelberg Castle หรือ ปราสาทไฮเดลเบิร์ก เป็นปราสาทที่มีเสน่ห์โรแมนติกมากๆ เพราะตัวปราสาทตั้งอยู่บนเนินเขาสูงเหนือเมืองเก่าไฮเดลเบิร์ก มองเห็นวิวแม่น้ำ Neckar และหลังคาเมืองสีแดงอิฐแบบเต็มตา ตัวปราสาทเริ่มสร้างมาตั้งแต่ศตวรรษที่ 13 และค่อยๆ ถูกต่อเติมเรื่อยมา จนกลายเป็นหนึ่งในตัวอย่างสถาปัตยกรรมเรอเนสซองส์ที่สวยที่สุดแห่งหนึ่งของประเทศ
แม้ตัวปราสาทจะเคยได้รับความเสียหายจากสงคราม รวมถึงโดนฟ้าผ่าหลายครั้งในประวัติศาสตร์ แต่ซากอาคารที่หลงเหลืออยู่กลับยิ่งเพิ่มเสน่ห์ให้ที่นี่ดูขลังและโรแมนติก จนได้รับฉายาว่าเป็น “Romantic Ruins” หรือซากปรักหักพังสุดโรแมนติกที่โด่งดังที่สุดแห่งหนึ่งของยุโรปเลยทีเดียว
ภายในมีทั้งลานพระราชวังเก่า ห้องจัดแสดงประวัติศาสตร์ และ “Heidelberg Tun” ถังไวน์ยักษ์ที่เคยถูกใช้เก็บไวน์มากกว่า 200,000 ลิตร! หลายคนชอบมาช่วงเย็น เพราะแสงพระอาทิตย์ตกจะกระทบกำแพงอิฐสีแดงของตัวปราสาทพอดี โรแมนติกมากกก แถมเมืองไฮเดลเบิร์กเองก็เต็มไปด้วยคาเฟ่ ถนนหิน และบรรยากาศเมืองมหาวิทยาลัยเก่าแก่ที่เดินเล่นเพลินสุดๆ
Wartburg Castle เป็นหนึ่งในปราสาทที่เก่าแก่และสำคัญที่สุดของเยอรมนี สร้างขึ้นตั้งแต่ปี ค.ศ. 1067 และได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลก UNESCO อีกด้วย
ที่นี่ไม่ได้เด่นแค่ความสวย แต่ยังมีความสำคัญทางประวัติศาสตร์มาก เพราะเป็นสถานที่ที่ Martin Luther เคยมาลี้ภัยและใช้เวลาแปลคัมภีร์ไบเบิลพันธสัญญาใหม่จากภาษากรีกเป็นภาษาเยอรมัน ซึ่งกลายเป็นรากฐานสำคัญของภาษาเยอรมันสมัยใหม่และศาสนาคริสต์นิกายโปรเตสแตนต์เลยทีเดียว
ภายในปราสาทยังมีห้องพักของ Martin Luther ห้องโถงอัศวิน และงานจิตรกรรมยุคกลางให้ชม บรรยากาศของที่นี่จะต่างจากปราสาทแฟนตาซีทั่วไป เพราะมีความขลัง เงียบสงบ และคลาสสิกมาก ตัวปราสาทตั้งอยู่บนเนินเขา รายล้อมด้วยธรรมชาติสีเขียว ให้ฟีลเหมือนย้อนเวลากลับไปยุคอัศวินจริงๆ
Schwerin Castle หรือ ปราสาทชเวรีน เป็นอีกหนึ่งปราสาทเยอรมันที่หลายคนเห็นครั้งแรกแล้วต้องร้องว้าว เพราะตัวปราสาทตั้งอยู่บนเกาะกลางทะเลสาบ Schweriner See รายล้อมด้วยน้ำและสวนสวย บรรยากาศดูหรู โรแมนติก และแฟนตาซีมากจนถูกเรียกว่า “ปราสาทนอยชวานสไตน์แห่งเยอรมนีตอนเหนือ” เลยทีเดียว
ตัวปราสาทที่เห็นในปัจจุบันสร้างขึ้นช่วงปี ค.ศ. 1845–1857 โดยได้รับอิทธิพลจากทั้งสถาปัตยกรรม โดยได้รับอิทธิพลจากสถาปัตยกรรมแบบ Neo-Renaissance ของฝรั่งเศส ทำให้ดีไซน์ดูหรูหราอลังการมาก ทั้งยอดโดมสีทอง หอคอย และรายละเอียดตกแต่งด้านหน้าอาคารที่สวยเหมือนพระราชวังในนิทาน
ด้านในมีห้องจัดแสดงงานศิลปะ ห้องบัลลังก์ และห้องโถงหรูๆ ให้เดินชม ส่วนด้านนอกก็มีสวนสไตล์ยุโรปและทางเดินริมทะเลสาบที่บรรยากาศดีมาก โดยเฉพาะช่วงเย็นที่แสงสะท้อนกับผืนน้ำคือสวยสุดๆ อีกหนึ่งสีสันของที่นี่คือ ตำนานท้องถิ่นที่โด่งดัง Petermännchen ซึ่งเป็นวิญญาณผู้พิทักษ์ปราสาทตามตำนานท้องถิ่น ที่ชาวเมืองเชื่อกันว่าคอยดูแลปราสาทแห่งนี้มาตั้งแต่อดีต
ใครชอบฟีลปราสาทในเทพนิยายแบบโรแมนติกๆ ถ่ายรูปสวยทุกมุม และอยากได้โลเคชันที่คนไทยยังไม่เยอะมาก ที่นี่คือ hidden gem ของเที่ยวเยอรมันฟีลเทพนิยายเลย
ปิดท้ายด้วย Lichtenstein Castle หนึ่งในปราสาทในเยอรมันที่หลายคนอาจยังไม่ค่อยรู้จัก แต่บอกเลยว่าสวยเกินคาดมาก เพราะตัวปราสาทตั้งอยู่บนหน้าผาสูงในแถบ Swabian Alps มองเห็นวิวป่าและภูเขาแบบพาโนรามา แค่ทางเข้าที่เป็นสะพานไม้ทอดเชื่อมไปยังตัวปราสาทก็อลังการแล้ว
ความพิเศษคือที่นี่สร้างขึ้นในช่วงปี ค.ศ. 1840 โดยได้รับแรงบันดาลใจจากนิยายเรื่อง “Lichtenstein” ของ Wilhelm Hauff เลยไม่แปลกที่หลายคนจะรู้สึกว่าที่นี่เหมือนปราสาทในเทพนิยายจริงๆ
ภายในตกแต่งสไตล์ Gothic Revival มีทั้งห้องอาวุธ ชุดเกราะ งานกระจกสี และของสะสมยุคกลางให้เดินชม ส่วนมุมมหาชนที่ทุกคนชอบคือสะพานไม้หน้าปราสาทที่มองเห็นตัวอาคารยื่นออกมาจากหน้าผาแบบเต็มๆ ยิ่งช่วงเช้าที่มีหมอกหรือหน้าหนาวที่หิมะปกคลุมคือสวยเหมือนฉากในหนังแฟนตาซีเลย
ถ้าอยากตื่นเช้ามาเจอวิวทะเลสาบกับภูเขาแบบฟีลเทพนิยายจริงๆ AMERON Neuschwanstein Alpsee Resort & Spa คือหนึ่งในที่พักที่โลเคชันดีที่สุดสำหรับสายล่าปราสาทในเยอรมนีเลย เพราะตัวโรงแรมตั้งอยู่ใจกลางหมู่บ้าน Schwangau ริมทะเลสาบ Alpsee แบบวิวสวยมาก แถมยังอยู่ตรงจุดเริ่มต้นทางขึ้นปราสาทนอยชวานสไตน์ (Neuschwanstein Castle) ด้วย ตื่นเช้ามาเดินไปขึ้นปราสาทได้เลยตั้งแต่ก่อนกรุ๊ปทัวร์จะมา ฟีลดีมากกก ตัวโรงแรมตกแต่งสไตล์โมเดิร์นผสมกลิ่นอายบาวาเรียน มีทั้งสปา สระว่ายน้ำ และห้องพักวิวภูเขากับทะเลสาบแบบเต็มตา เหมาะมากสำหรับคนที่อยากพักผ่อนแบบพรีเมียมหลังออกไปเที่ยวปราสาททั้งวัน
ใครชอบที่พักบรรยากาศสงบ วิวธรรมชาติแบบยุโรปชนบท ต้องชอบ Biohotel Eggensberger แน่นอน เพราะที่นี่เป็นโรงแรมแนว Eco-Luxury บนเนินเขาในเมือง Füssen ห่างจาก ปราสาทนอยชวานสไตน์ (Neuschwanstein Castle) แค่ประมาณ 10–15 นาทีเท่านั้นจุดเด่นคือวิวพาโนรามาของเทือกเขาและทะเลสาบที่มองจากห้องพักได้แบบฟินๆ ภายในมีทั้งสระน้ำอุ่น ซาวน่า และเวลเนสครบแบบโรงแรมหรู อีกอย่างที่ดีมากคือโลเคชันนี้เหมาะกับสาย road trip เพราะสามารถใช้เป็นจุดเริ่มต้นขับขึ้นเหนือไปตามเส้นทาง Romantic Road เพื่อไปต่อยัง Lichtenstein Castle และ Hohenzollern Castle ได้แบบต่อเนื่อง เหมาะมากสำหรับคนที่อยากเก็บหลายปราสาทในทริปเดียว
สำหรับสายเที่ยวเองหรือคนที่เน้นเดินทางสะดวก ibis Heidelberg Hauptbahnhof ถือว่าเป็นตัวเลือกที่คุ้มมาก เพราะโรงแรมตั้งอยู่ติดสถานีรถไฟกลาง Heidelberg Hauptbahnhof เลย จะนั่งรถรางหรือรถบัสเข้าเมืองเก่าไป Heidelberg Castle ก็ใช้เวลาแค่ประมาณ 10–15 นาทีเท่านั้น ตัวโรงแรมเป็นสไตล์เรียบง่ายตามมาตรฐาน ibis ห้องพักสะอาด นอนสบาย เหมาะกับสายเที่ยวทั้งวันแล้วกลับมาพักผ่อนแบบง่ายๆ แต่จุดแข็งจริงๆ คือโลเคชัน เพราะจากที่นี่สามารถต่อรถไฟเที่ยวปราสาทอื่นได้สะดวกมาก ถ้าอยากไป Burg Eltz ก็สามารถนั่งรถไฟหรือขับรถเลาะแม่น้ำไรน์ไปได้ประมาณ 1.5–2 ชั่วโมง ส่วนสายประวัติศาสตร์ที่อยากเช็กอิน Wartburg Castle ก็สามารถนั่งรถไฟด่วน ICE จากสถานีหน้าโรงแรมขึ้นไปเมือง Eisenach ได้แบบต่อเดียวสบายๆ ถือเป็น Hub ที่ดีมากสำหรับสายเที่ยวปราสาทเยอรมันด้วยตัวเองเลย
การบินจากไทยไปเที่ยวเยอรมนี ถือว่าสะดวกมาก โดยเฉพาะถ้าเริ่มทริปจากเมืองใหญ่ๆ อย่างมิวนิก แฟรงก์เฟิร์ต หรือเบอร์ลิน เพราะมีไฟลต์จากไทยให้เลือกค่อนข้างเยอะ ทั้งแบบบินตรงและต่อเครื่อง
เมืองไหนเหมาะเป็นจุดเริ่มต้น?
ถ้าเน้นเที่ยวปราสาทโซนใต้ เช่น Neuschwanstein, Hohenzollern หรือเส้นทาง Romantic Road แนะนำเริ่มที่มิวนิกจะสะดวกที่สุด
แต่ถ้าอยากเที่ยวโซน Heidelberg, Burg Eltz หรือ Wartburg ด้วย แนะนำเริ่มที่ “แฟรงก์เฟิร์ต” เพราะเดินทางเชื่อมต่อเมืองต่างๆ ง่ายมาก
หนึ่งในข้อดีของการเที่ยวปราสาทเยอรมันด้วยตัวเอง คือระบบขนส่งของประเทศนี้สะดวกมาก จะเที่ยวด้วยรถไฟหรือเช่ารถขับก็ง่ายทั้งคู่ ขึ้นอยู่กับสไตล์ทริปที่ชอบเลย
เที่ยวเยอรมัน เดือนไหนดี? จริงๆ แล้วเยอรมนี เป็นประเทศที่เที่ยวได้ทั้งปีเลย แต่ละฤดูก็ให้อารมณ์ต่างกันชัดมาก โดยเฉพาะสายล่าปราสาท บอกเลยว่าไม่ว่าจะไปช่วงไหนก็สวยคนละแบบ
ก่อนออกไปล่าพิกัดปราสาทเยอรมัน สวยๆ ลองเซฟทริคเหล่านี้ไว้ รับรองว่าทริปจะเที่ยวง่ายขึ้น ถ่ายรูปสวยขึ้น และฟินกว่าเดิมเยอะ
อ่านต่อ:






