
ช่วงนี้เทรนด์เที่ยวธรรมชาติในจีนกำลังมาแรงมาก! โดยเฉพาะเส้นทางวิวภูเขาสุดอลังอย่างจิ่วจ้ายโกว, สี่ดรุณี หรือ ภูเขาหิมะมังกรหยก ที่เต็มไปด้วยวิวภูเขาหิมะ ทะเลสาบสีฟ้า และธรรมชาติแบบยิ่งใหญ่ระดับที่เห็นแล้วต้องร้องว้าว แต่แน่นอนว่าหลายที่ก็มาพร้อมความสูงระดับ 3,000–4,000 เมตร ซึ่งอาจทำให้หลายคนเริ่มมีอากาแพ้ความสูง, เวียนหัว หรือหายใจไม่อิ่มบนที่สูงได้เหมือนกัน นี่จึงเป็นเหตุผลที่นักท่องเที่ยวจำนวนมากเริ่มพกออกซิเจนกระป๋องพกพา ติดตัวเวลาไปเที่ยวจีนที่สูง
วันนี้ Traveloka เลยจะพาทุกคนไปเตรียมตัวเที่ยวกันสักหน่อย ไม่ว่าจะเป็นวิธีใช้ออกซิเจนกระป๋อง ใช้ยังไงให้ถูกต้อง ควรใช้ตอนไหน ไปจนถึงแนะนำเส้นทางเที่ยวจีนยอดฮิตที่หลายคนมักเตรียมออกซิเจนติดกระเป๋าไว้ ใครกำลังแพลนเที่ยวจีนด้วยตัวเองก็สามารถจองตั๋วเครื่องบิน ที่พัก และจัดทริปได้ง่าย ๆ ผ่าน Traveloka ได้เลย ครบจบในแอปเดียวสะดวกสุดๆ!
Sat, 26 Sep 2026

Hainan Airlines
กรุงเทพ (BKK) ไป ปักกิ่ง (PEK)
เริ่มจาก THB 4,517.46
Thu, 24 Sep 2026

Hainan Airlines
กรุงเทพ (BKK) ไป ปักกิ่ง (PEK)
เริ่มจาก THB 4,621.98
Sat, 26 Sep 2026

Air China
กรุงเทพ (BKK) ไป ปักกิ่ง (PEK)
เริ่มจาก THB 4,755.75
หลายคนอาจเคยเห็นนักท่องเที่ยวจีนถือกระป๋องเล็ก ๆ ติดตัวเวลาไปขึ้นภูเขา เดินเที่ยวเมืองหนาว หรือแวะจุดชมวิวบนที่สูง ซึ่งสิ่งนั้นก็คือ ออกซิเจนกระป๋องพกพา หรือ Portable Oxygen นั่นเอง
ภายในกระป๋องจะบรรจุออกซิเจนแรงดันสูงเอาไว้ ใช้สำหรับช่วยเพิ่มปริมาณออกซิเจนให้ร่างกายในช่วงที่อยู่บนพื้นที่สูง หรือเวลาที่เริ่มมีอาการอย่างหายใจไม่อิ่มบนที่สูง เหนื่อยง่าย เวียนหัว หรือรู้สึกอ่อนแรงจากสภาพ อากาศเบาบางที่มีออกซิเจนน้อยกว่าปกติ
หลายคนที่กำลังวางแผนเที่ยวอาจสงสัยว่าเที่ยวจีนต้องใช้ออกซิเจนกระป๋องไหม ซึ่งจริงๆ แล้วขึ้นอยู่กับร่างกายของแต่ละคนเลย เพราะบางคนปรับตัวกับที่สูงได้ ไม่มีปัญหา แต่บางคนอาจเริ่มมีอาการตั้งแต่ระดับความสูงประมาณ 2,500–3,000 เมตร
โดยเฉพาะเส้นทางยอดฮิตอย่างทิเบต, เต้าเฉิงย่าติง หรือภูเขาหิมะหลายแห่งในจีน ที่มีความสูงเกิน 3,000–4,000 เมตร การพกออกซิเจนติดตัวไว้ก็ถือว่าอุ่นใจกว่าเยอะ โดยเฉพาะสำหรับคนที่ไม่เคยเดินทางบนที่สูงมาก่อน หรือกำลังเริ่มต้นสายเที่ยวธรรมชาติและเดินเขาในจีนครั้งแรก
หนึ่งในคำถามที่หลายคนค้นหาก่อนออกทริปคือ ออกซิเจนกระป๋อง ใช้ยังไง เพราะแม้จะเป็นไอเทมที่เห็นกันบ่อยเวลาไปเที่ยวภูเขาหรือเมืองอากาศเบาบาง แต่หลายคนก็ยังไม่แน่ใจว่าควรพ่นยังไง สูดยังไง จริงๆ แล้วใช้งานไม่ยากเลย แค่ทำตามขั้นตอนง่าย ๆ ตามนี้ก็พร้อมใช้งานได้ทันที
ก่อนเริ่มใช้ทุกครั้ง ควรตรวจสอบตัวกระป๋องก่อนว่าไม่มีรอยบุบ รอยรั่ว หรือความเสียหายบริเวณหัวพ่นและวาล์วต่าง ๆ เพื่อให้มั่นใจว่ายังสามารถใช้งานได้ปกติ และไม่มีปัญหาเรื่องแรงดันภายในกระป๋อง
จากนั้นให้ดึงฝาจุกเล็ก ๆ ที่อยู่บริเวณหัวกระป๋องออกก่อน ซึ่งชิ้นนี้เป็นตัวล็อกป้องกันการกดพ่นระหว่างขนส่งเท่านั้น ถอดออกแล้วไม่จำเป็นต้องใช้ต่อ สามารถเก็บหรือทิ้งได้เลย
นำชิ้นส่วนฝาครอบหรือหัวครอบจมูกมาเสียบเข้ากับหัวพ่นของกระป๋องให้แน่น โดยสังเกตด้านเว้าโค้งของฝาครอบให้หันเข้ากับรูปทรงจมูก เพื่อให้เวลาครอบใช้งานแล้วพอดีและกระชับมากขึ้น
เมื่อประกอบเรียบร้อยแล้ว ก็สามารถยกกระป๋องขึ้นมาครอบบริเวณจมูกได้เลย พยายามถือให้อยู่ในตำแหน่งตรง ไม่เอียงหรือคว่ำมากเกินไป เพื่อให้แรงดันของออกซิเจนทำงานได้ดี
ต่อมาเป็นวิธีสูดออกซิเจนกระป๋อง ให้ใช้นิ้วค่อย ๆ กดบริเวณหัวพ่นค้างไว้ประมาณ 1–2 วินาที พร้อมกับสูดลมหายใจเข้าลึกๆ ช้าๆ ระหว่างที่ออกซิเจนกำลังพ่นออกมา แนะนำว่าไม่ควรกดค้างนานเกินไป เพราะอาจทำให้ออกซิเจนออกมามากโดยไม่จำเป็น
หลังจากพ่นประมาณ 2–3 ครั้ง ให้พักหายใจตามปกติสักครู่ แล้วลองสังเกตว่าอาการเหนื่อย เวียนหัว ดีขึ้นหรือไม่ ถ้ายังรู้สึกไม่ค่อยดี สามารถค่อย ๆ พ่นเพิ่มได้เป็นระยะ ไม่จำเป็นต้องรีบใช้ต่อเนื่องทีเดียวเยอะๆ
เมื่อใช้งานเสร็จแล้ว ให้ถอดฝาครอบออกจากหัวพ่น จากนั้นปิดเก็บให้เรียบร้อย เพื่อป้องกันฝุ่นหรือสิ่งสกปรกเข้าไปภายในกระป๋อง และช่วยให้พร้อมใช้งานครั้งต่อไป
หลายคนอาจเข้าใจว่าต้องรอให้เหนื่อยมาก ๆ หรือมีอาการหนักก่อนถึงค่อยใช้ออกซิเจน แต่จริง ๆ แล้วแนะนำให้เริ่มใช้ตั้งแต่ช่วงที่เริ่มมีอาการเล็กน้อยจะดีกว่า เพราะจะช่วยให้ร่างกายปรับตัวกับสภาพอากาศเบาบางได้ง่ายขึ้น และลดโอกาสที่อาการจะหนักกว่าเดิม
สัญญาณที่เริ่มบอกว่าอาจถึงเวลาต้องพักและลองใช้ออกซิเจน เช่น
อาการเหล่านี้มักเกิดได้บ่อยเวลาขึ้นพื้นที่สูงเร็วเกินไป โดยเฉพาะคนที่กำลังเที่ยวภูเขา, เดิน trail หรือขึ้นกระเช้าไปยังจุดชมวิวสูง ๆ อย่างเส้นทางเที่ยวภูเขาหิมะจีน ที่หลายแห่งมีความสูงเกิน 3,000–4,000 เมตรเหนือระดับน้ำทะเล
ดังนั้นถ้ารู้ตัวว่าเริ่มเหนื่อยง่ายกว่าปกติ อย่าฝืนร่างกายมากเกินไป ลองหยุดพัก ดื่มน้ำ และใช้ออกซิเจนกระป๋องพกพาช่วยเป็นระยะ ๆ จะช่วยให้ร่างกายฟื้นตัวและเที่ยวต่อได้สบายขึ้นเยอะเลย
สำหรับใครที่กำลังกังวลเรื่องอาการแพ้ความสูง หรืออยากรู้ว่า ถ้าเริ่มมีอาการแล้วควรรับมือยังไง บอกเลยว่าการเตรียมตัวล่วงหน้าสำคัญมาก เพราะภาวะแพ้ความสูง หรือ Acute Mountain Sickness (AMS) สามารถเกิดขึ้นได้กับทุกคน แม้แต่คนที่ร่างกายแข็งแรงก็ตาม โดยเฉพาะเวลาขึ้นพื้นที่สูงเร็วเกินไป
วิธีดูแลตัวเองง่าย ๆ ที่ช่วยลดโอกาสเกิดอาการแพ้ความสูงได้ มีดังนี้
ที่สำคัญที่สุดคืออย่าฝืนร่างกายมากเกินไป เพราะหัวใจของการเที่ยวบนพื้นที่สูงคือการให้เวลาร่างกายได้ค่อย ๆ ทำการปรับตัวกับที่สูง หากรู้สึกเหนื่อยผิดปกติ เวียนหัวหนัก หรืออาการไม่ดีขึ้นหลังพัก ควรหยุดกิจกรรมและรีบลงจากพื้นที่สูงทันทีเพื่อความปลอดภัย
ภูเขาหิมะมังกรหยก คือหนึ่งในแลนด์มาร์กระดับ 5A สุดฮิตของ Lijiang (ลี่เจียง) ที่ทุกคนต้องไปเช็กอินสักครั้ง จุดเด่นคือวิวภูเขาหิมะขนาดมหึมาที่ปกคลุมด้วยหิมะตลอดทั้งปี ตัวเทือกเขาประกอบไปด้วยยอดเขาขนาดใหญ่เรียงต่อกัน 13 ลูก ตัดกับท้องฟ้าสีฟ้าเข้มแบบชัดสุดๆ โดยเฉพาะช่วงเช้าหรือวันที่อากาศเปิด วิวจะสวยอลังการมากจนเหมือนภาพวาดเลยทีเดียว นอกจากวิวภูเขาหิมะแล้ว รอบๆ ยังเต็มไปด้วยธรรมชาติสวยๆ ทั้งทุ่งหญ้า ป่าสน ลำธาร น้ำตก และหมู่บ้านเก่าแก่ ส่วนไฮไลต์ที่นักท่องเที่ยวห้ามพลาดคือการนั่งกระเช้าขึ้นไปยัง Glacier Park จุดชมวิวชื่อดังบนความสูงกว่า 4,500 เมตรเหนือระดับน้ำทะเล บอกเลยว่าทั้งวิว ทั้งอากาศ และความสูงคืออลังการสมคำร่ำลือจริงๆ
ความสูง: สูงสุดประมาณ 5,596 เมตร จากระดับน้ำทะเล
อ่านต่อ:
ถ้ามีสถานที่ไหนที่ถูกเรียกว่าสวรรค์ของสาย trekking ในจีน ชื่อของอุทยานย่าติง ต้องติดอันดับต้นๆ แน่นอน เพราะวิวของที่นี่สวยแบบเกินจริงมาก ทั้งภูเขาหิมะ ทะเลสาบสีฟ้า และทุ่งหญ้าที่กว้างสุดสายตา หนึ่งในจุดไฮไลต์ที่คนอยากไปมากที่สุดคือ ทะเลสาบน้ำนม (Milk Lake) ทะเลสาบสีฟ้าใสกลางหุบเขาที่โอบล้อมด้วยภูเขาหิมะสูงใหญ่ บรรยากาศจริงคือสวยตาแตกมาก สีของน้ำตัดกับวิวภูเขาด้านหลังแบบสวยเกินรูปที่เห็นในโซเชียลไปอีก แต่กว่าจะไปถึงวิวระดับนี้ก็ต้องผ่านบททดสอบพอสมควร เพราะเส้นทางส่วนใหญ่ต้องเดินเท้าระยะไกลบนความสูงกว่า 4,500 เมตรเหนือระดับน้ำทะเล แต่บอกเลยว่าพอเดินไปถึงปลายทางแล้วคุ้มมาก เพราะวิวตรงหน้าคือสวยจนลืมความเหนื่อยไปเลยจริง ๆ
ความสูง: สูงสุดประมาณ 6,032 เมตร จากระดับน้ำทะเล
อีกหนึ่งพิกัดธรรมชาติสุดอลังของเสฉวนที่หลายคนยกให้เป็น “สวิตเซอร์แลนด์แห่งจีน” เพราะวิวของที่นี่เต็มไปด้วยภูเขาหิมะสูงเรียงราย ทุ่งหญ้ากว้าง ลำธารใส และป่าสนที่สวยเหมือนภาพโปสการ์ดทุกมุม โดยชื่อ “สี่ดรุณี” มาจากยอดเขาหลัก 4 ลูกที่ตั้งเรียงกัน โดยคนท้องถิ่นเชื่อว่าเปรียบเหมือนหญิงสาว 4 พี่น้องที่คอยปกป้องผืนแผ่นดินแห่งนี้ ทำให้ที่นี่ไม่ใช่แค่สวย แต่ยังมีเรื่องราวและวัฒนธรรมท้องถิ่นที่น่าสนใจมากด้วย จุดเที่ยวหลักของที่นี่มีหลายหุบเขา เช่น หุบเขาซวงเฉียวโกว ที่สามารถนั่งรถอุทยานชมวิวได้แบบชิล ๆ หรือสาย hiking ก็สามารถเลือกเส้นทาง trekking ที่ท้าทายขึ้นได้เช่นกัน ใครที่กำลังเริ่มสายเที่ยวธรรมชาติในจีน บอกเลยว่าที่นี่เป็นหนึ่งในพิกัดที่ทั้งวิวสวย เดินทางไม่ยาก และเหมาะกับการเริ่มต้นเที่ยวภูเขาในจีนมากๆ
ความสูง: สูงสุดประมาณ 6,050 เมตร จากระดับน้ำทะเล
หนึ่งในพิกัดที่กำลังฮิตมากในโซเชียลจีน เพราะวิวด้านบนสวยขาดใจจริงๆ ทั้งธารน้ำแข็งสีขาว คาเฟ่วิวภูเขา และจุดชมวิวบนระดับเกือบ 5,000 เมตร ที่เห็นแล้วต้องร้องว้าว ไฮไลต์ของที่นี่คือการนั่งกระเช้าขึ้นสู่ยอดเขาที่สูงถึงประมาณ 4,860 เมตรเหนือระดับน้ำทะเล ซึ่งถือว่าเป็นหนึ่งในจุดท่องเที่ยวที่สูงมากของจีน แค่ก้าวลงจากกระเช้า หลายคนก็เริ่มรู้สึกเหนื่อยหรือหอบทันที เพราะปริมาณออกซิเจนด้านบนเหลือน้อยกว่าระดับน้ำทะเลเกือบครึ่ง แต่ถึงจะเหนื่อย วิวด้านบนก็คุ้มมากจริง ๆ เพราะสามารถมองเห็นภูเขาหิมะและธารน้ำแข็งแบบใกล้สุดสายตา ยิ่งช่วงหิมะตกหรือวันที่ฟ้าเปิด บรรยากาศจะเหมือนโลกสีขาวทั้งใบเลย อีกหนึ่งจุดเช็กอินยอดฮิตคือคาเฟ่บนยอดเขาที่หลายคนบอกว่าวิวอลังการที่สุดแห่งหนึ่งในจีน ใครเป็นสายถ่ายรูปบอกเลยว่าต้องโดน
ความสูง: สูงสุดประมาณ 5,286 เมตร จากระดับน้ำทะเล
อีกหนึ่งพิกัดหิมะสุดสวยของเสฉวนที่ช่วงหลังเริ่มดังมากในหมู่สายเที่ยวธรรมชาติ เพราะที่นี่มีจุดเด่นเป็นภูเขาโต๊ะขนาดใหญ่ที่ปกคลุมด้วยป่าสนและหิมะสีขาวหนาแน่นในช่วงฤดูหนาว บรรยากาศของที่นี่ค่อนข้างแตกต่างจากภูเขาหิมะทั่วไป เพราะวิวจะให้ฟีลเหมือนป่าหิมะเงียบๆ เต็มไปด้วยต้นสนสูงและทะเลหมอก ยิ่งช่วงเช้าหรือวันที่หิมะตกใหม่ๆ คือสวยเหมือนฉากในหนังแฟนตาซีเลย อีกอย่างที่หลายคนชอบคือการนั่งกระเช้าชมวิวเหนือป่าสนขนาดใหญ่ ซึ่งเป็นมุมที่เห็นวิวหิมะได้แบบเต็มตาสุด ๆ โดยเฉพาะช่วงปลายปีถึงต้นปีที่หิมะกำลังสวย แม้ความสูงของที่นี่จะไม่แตะ 3,000 เมตรแบบพิกัดอื่น แต่เพราะอากาศค่อนข้างหนาวจัดและความกดอากาศต่ำกว่าปกติ บางคนก็อาจเริ่มรู้สึกวิงเวียนหรือเหนื่อยง่ายได้ โดยเฉพาะคนที่ไม่คุ้นกับอากาศหนาว ใครมีแพลนเที่ยวจีนหน้าหนาว หรืออยากสัมผัสวิวหิมะแบบไม่ต้อง trekking หนักมาก ที่นี่ถือเป็นอีกพิกัดที่น่าไปมาก และแนะนำให้พกออกซิเจนกระป๋องเที่ยวภูเขาติดไว้เผื่อฉุกเฉินไว้ด้วย
ความสูง: สูงสุดประมาณ 3,103 เมตร จากระดับน้ำทะเล
เมืองเล็กกลางหุบเขาบนที่ราบสูงยูนนาน ที่หลายคนยกให้เป็นหนึ่งในเมืองบรรยากาศดีที่สุดของจีน เพราะเต็มไปด้วยกลิ่นอายวัฒนธรรมทิเบตแบบเข้มข้น ทั้งบ้านไม้โบราณ วัดเก่า ธงมนต์หลากสี และวิวภูเขาที่ล้อมรอบเมืองแบบสุดลูกหูลูกตา ชื่อ “แชงกรีล่า” มาจากดินแดนในนิยายที่เปรียบเหมือนสวรรค์บนดิน ซึ่งพอได้มาเห็นของจริงก็เข้าใจเลยว่าทำไมถึงได้ชื่อนี้ เพราะบรรยากาศของเมืองสงบ ช้า ๆ และเต็มไปด้วยธรรมชาติสวย ๆ แบบที่ทำให้รู้สึกเหมือนได้พักใจจริง ๆ หนึ่งในไฮไลต์ที่ห้ามพลาดคือ “วัดซงจ้านหลิน” วัดทิเบตขนาดใหญ่ที่ถูกขนานนามว่าเป็นพระราชวังโปตาลาน้อย ตัววัดตั้งเด่นอยู่บนเนินเขา มองเห็นวิวเมืองและภูเขาด้านหลังได้แบบอลังการมาก นอกจากนี้ในตัวเมืองเก่าแชงกรีล่ายังเต็มไปด้วยร้านชา คาเฟ่ และร้านอาหารท้องถิ่นบรรยากาศดี เดินเล่นช่วงเย็นคือฟีลดีมาก ช่วงปลายปีถึงต้นปีถือเป็นช่วงที่เมืองสวยเป็นพิเศษ เพราะอากาศเย็น ท้องฟ้าเปิด และวิวภูเขาจะชัดมาก ใครชอบเที่ยว slow life หรืออยากสัมผัสบรรยากาศเมืองทิเบตแบบเที่ยวง่ายขึ้น แชงกรีล่าเป็นอีกพิกัดที่ไม่ควรพลาดเลย
ความสูง: สูงสุดประมาณ 4,380 เมตร จากระดับน้ำทะเล
อุทยานธรรมชาติระดับโลกของเสฉวนที่ขึ้นชื่อเรื่อง “แอ่งน้ำห้าสี” สุดอลังการ จนได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกจาก UNESCO และกลายเป็นหนึ่งในแลนด์มาร์กธรรมชาติที่สวยที่สุดของจีน ไฮไลต์ของที่นี่คือแอ่งน้ำหินปูนธรรมชาติสีฟ้า เขียว และเทอร์ควอยซ์ที่เรียงตัวลดหลั่นกันไปตามแนวภูเขา สีของน้ำจะเปลี่ยนไปตามแสงแดดและสภาพอากาศ ยิ่งวันที่ฟ้าเปิด บอกเลยว่าสวยเหมือนภาพวาดมากๆ เส้นทางเดินภายในอุทยานจะลัดเลาะผ่านป่าสน ลำธาร และวิวภูเขาสวย \ๆ ตลอดทาง ทำให้แม้จะต้องเดินขึ้นค่อนข้างเยอะ แต่บรรยากาศระหว่างทางก็เพลินมาก โดยเฉพาะช่วงใบไม้เปลี่ยนสีหรือช่วงต้นฤดูหนาวที่วิวจะยิ่งอลังการเข้าไปอีก หลายคนมักเที่ยวหวงหลงคู่กับ Jiuzhaigou Valley Scenic and Historic Interest Area (จิ่วจ้ายโกว) เพราะอยู่ในเส้นทางเดียวกัน และเป็นสองอุทยานธรรมชาติที่ขึ้นชื่อที่สุดของเสฉวนเลยก็ว่าได้
ความสูง: สูงสุดประมาณ 5,588 เมตร จากระดับน้ำทะเล
แลนด์มาร์กสำคัญที่สุดของทิเบต และเป็นหนึ่งในพระราชวังที่สวยและโดดเด่นที่สุดในโลก ด้วยอาคารสีขาวแดงขนาดใหญ่ที่ตั้งตระหง่านอยู่บนเนินเขากลางเมืองลาซา มองเห็นได้แทบทุกมุมของเมือง พระราชวังแห่งนี้เคยเป็นที่ประทับขององค์ดาไลลามะ และปัจจุบันกลายเป็นศูนย์รวมศิลปะ ศาสนา และวัฒนธรรมทิเบตที่ทรงคุณค่ามาก ภายในเต็มไปด้วยห้องโถง ภาพจิตรกรรมฝาผนัง พระพุทธรูป และสถาปัตยกรรมแบบทิเบตโบราณที่อลังการสุด ๆ สิ่งที่ทำให้ที่นี่พิเศษมากคือบรรยากาศรอบๆ ที่เต็มไปด้วยผู้คนท้องถิ่นในชุดทิเบต นักแสวงบุญ และธงมนต์ที่ปลิวไหวไปตามลม ให้ฟีลแตกต่างจากเมืองอื่นในจีนอย่างชัดเจน ช่วงเช้าหรือช่วงเย็นถือเป็นเวลาที่พระราชวังสวยมาก เพราะแสงแดดจะสะท้อนตัวอาคารจนดูโดดเด่นอลังการแบบสุดๆ ใครชอบทั้งประวัติศาสตร์ วัฒนธรรม และวิวเมืองบนที่ราบสูง บอกเลยว่าที่นี่เป็นพิกัดที่ต้องไปให้ได้สักครั้งในชีวิต
ความสูง: สูงสุดประมาณ 3,750 เมตร จากระดับน้ำทะเล






