
ใครที่กำลังมีแพลนเที่ยวญี่ปุ่น แล้วกำลังเช็กกระเป๋าก่อนบิน บอกเลยว่าหนึ่งเรื่องที่หลายคนมักมองข้ามคือ “ยา” เพราะแม้ยาบางชนิดจะซื้อได้ทั่วไปในไทย แต่กลับกลายเป็นยาผิดกฎหมายญี่ปุ่นได้แบบไม่รู้ตัว โดยเฉพาะยาแก้หวัด ยาแก้คัดจมูก หรือยานอนหลับบางประเภทที่ญี่ปุ่นควบคุมค่อนข้างเข้ม
บทความนี้จะพาเช็กลิสต์ 11 ยาห้ามนําเข้าญี่ปุ่น พร้อมทริคการพกยาไปญี่ปุ่น, วิธีเช็กส่วนผสมยา และเอกสารสำคัญที่ควรรู้ก่อนบิน เหมาะมากสำหรับสายเที่ยวญี่ปุ่นด้วยตัวเอง หรือคนที่กำลังเที่ยวญี่ปุ่นครั้งแรกที่อยากเตรียมตัวให้ครบแบบสบายใจก่อนออกทริป
และถ้าใครกำลังวางแพลนเที่ยวอยู่ ตอนนี้ก็สามารถจองตั๋วเครื่องบิน ที่พัก รวมถึงบัตรเข้าสถานที่เที่ยวญี่ปุ่นได้ง่าย ๆ ผ่าน Traveloka ครบจบในแอปเดียว ช่วยให้การเตรียมตัวก่อนบิน สะดวกขึ้นเยอะเลย!
สำหรับใครที่อยากพกยาไปญี่ปุ่น เผื่อป่วยระหว่างทริป ไม่ว่าจะเป็นยาแก้หวัด ยาแก้ไอ หรือยาคลายเครียด แนะนำให้เช็กข้อมูลก่อนทุกครั้ง เพราะถ้าพกผิดประเภท อาจโดนตรวจเพิ่มที่ด่านในสนามบินญี่ปุ่น หรือมีปัญหากับเจ้าหน้าที่ได้
กลุ่มยาที่ควรระวัง มีดังนี้
ญี่ปุ่นมีกฎหมายควบคุมเรื่องยาเสพติดและสารออกฤทธิ์เข้มงวดมาก ยากลุ่มที่มีสารกระตุ้นบางประเภท เช่น Methamphetamine หรือ Amphetamine ถือเป็นสิ่งผิดกฎหมาย ห้ามนำเข้าเด็ดขาด รวมถึงสารเสพติดร้ายแรงอย่าง Morphine, Cocaine และ Heroin ด้วยเช่นกัน
แม้จะเป็นยาที่ใช้รักษาโรคในบางประเทศ แต่ถ้าไม่มีใบอนุญาตหรือเอกสารกำกับที่ถูกต้อง ก็อาจเข้าข่ายยาผิดกฎหมายญี่ปุ่นได้ทันที
อีกกลุ่มที่หลายคนไม่ทันระวังคือยาแก้ไอและยาแก้ปวดบางชนิดที่มีส่วนผสมของ Codeine เพราะญี่ปุ่นจัดเป็นสารควบคุม หากจำเป็นต้องใช้ อาจต้องมีเอกสารประกอบหรือขออนุญาตล่วงหน้า
ดังนั้นใครที่สงสัยว่า ยาแก้ไอเข้าญี่ปุ่นได้ไหม แนะนำให้ตรวจชื่อสารออกฤทธิ์ก่อนทุกครั้ง ไม่ควรดูแค่ชื่อแบรนด์ยาอย่างเดียว
ยาที่มีส่วนผสมของ Steroids บางชนิดก็เป็นอีกกลุ่มที่ญี่ปุ่นให้ความสำคัญ โดยเฉพาะยาที่ใช้รักษาอาการอักเสบหรือโรคเฉพาะทาง หากพกในปริมาณมาก หรือไม่มีเอกสารกำกับ อาจถูกตรวจสอบเพิ่มเติมได้
คนที่มีโรคประจำตัวและจำเป็นต้องใช้ยากลุ่มนี้ ควรเตรียมใบรับรองแพทย์ และพกยาในบรรจุภัณฑ์เดิมเสมอ
นี่ถือเป็นกลุ่มยอดฮิตที่นักท่องเที่ยวไทยพลาดกันบ่อยที่สุด เพราะยาแก้หวัดในไทยหลายตัวมีส่วนผสมของ pseudoephedrine ซึ่งเป็นสารที่ถูกควบคุมในญี่ปุ่น
ดังนั้นถ้ากำลังเช็กว่าญี่ปุ่นห้ามยาแก้หวัดอะไร คำตอบคือ ต้องดูส่วนผสมอย่างละเอียด โดยเฉพาะยาแก้คัดจมูกและยาแก้หวัดสูตรแรงบางประเภท เพราะอาจเข้าข่ายยาไทยผิดกฎหมายในญี่ปุ่นได้โดยไม่รู้ตัว
สำหรับใครที่กำลังเช็กว่ายาอะไรพกเข้าญี่ปุ่นไม่ได้ ลองเช็กจากลิสต์ด้านล่างนี้ได้เลย เพราะเป็นกลุ่มยาที่มีสารออกฤทธิ์ซึ่งญี่ปุ่นควบคุมค่อนข้างเข้ม โดยเฉพาะกลุ่มยาแก้หวัด ยาแก้คัดจมูก และยาบางประเภทที่เข้าข่ายยาควบคุมพิเศษ
| รายชื่อยา (Brand Name) | ประเภท/อาการที่ใช้ |
| TYLENOL COLD | ยาแก้หวัด ลดน้ำมูก |
| SUDAFED | ยาแก้คัดจมูก |
| ADVIL COLD & SINUS | ยาแก้หวัด ไซนัส |
| ACTIFED | ยาแก้แพ้ ลดน้ำมูก |
| DRISTAN COLD | ยาแก้หวัด |
| DRISTAN SINUS | ยาแก้หวัด ไซนัส |
| DRIXORAL SINUS | ยาแก้คัดจมูก |
| NYQUIL | ยาแก้หวัด (ชนิดน้ำ/แคปซูล) |
| NYQUIL LIQUICAPS | ยาแก้หวัด (ชนิดแคปซูล) |
| VICKS INHALER | ยาดมแก้วิงเวียน |
| LOMOTIL | ยาแก้ท้องเสีย |
ยากลุ่มนี้ถือเป็นกลุ่มที่ต้องระวังมากที่สุด เพราะหลายตัวมีส่วนผสมของ pseudoephedrine ซึ่งเป็นสารที่ถูกควบคุมตามกฎนำยาเข้าญี่ปุ่น
1. TYLENOL COLD
ยาแก้หวัดที่มีส่วนผสมของ Pseudoephedrine, Acetaminophen และ Dextromethorphan ช่วยบรรเทาอาการคัดจมูกและลดไข้ แต่สาร Pseudoephedrine เป็นจุดที่ญี่ปุ่นควบคุมเข้มมาก ห้ามนำเข้าเด็ดขาด
2. SUDAFED
ยาลดน้ำมูกชื่อดังที่มีส่วนผสมหลักเป็น Pseudoephedrine Hydrochloride แม้จะใช้ทั่วไปในหลายประเทศ แต่ถือเป็นตัวที่ต้องห้ามเช่นกัน
3. ADVIL COLD & SINUS
ยาแก้หวัดและไซนัสที่มีส่วนผสมของ Ibuprofen และ Pseudoephedrine ใช้ลดปวดและลดอาการคัดจมูก มี Pseudoephedrine เป็นสารออกฤทธิ์ ทำให้ไม่สามารถพกเข้าไปได้
4. ACTIFED
ยาแก้แพ้และลดน้ำมูกที่มี Triprolidine และ Pseudoephedrine เป็นส่วนประกอบ หลายคนพกติดกระเป๋าเวลาเดินทาง แต่ถือเป็นยาอีกหนึ่งที่ห้ามนำเข้าญี่ปุ่น
5. DRISTAN COLD / “NO DROWSINESS”
ยาแก้หวัดสูตรไม่ง่วงที่มีส่วนผสมของ Pseudoephedrine ร่วมกับ Acetaminophen บางสูตรอาจมี Chlorpheniramine เพิ่มด้วย จึงเป็นอีกตัวที่ต้องระวัง
6. DRISTAN SINUS
ยาแก้ไซนัสและคัดจมูกที่มี Pseudoephedrine เป็นสารออกฤทธิ์หลัก แม้ใช้บรรเทาอาการหวัดได้ดี แต่ก็เป็นหนึ่งในกลุ่มผิดกฎหมายในญี่ปุ่นที่นักท่องเที่ยวพลาดกันบ่อย
7. DRIXORAL SINUS
ยาแก้ไซนัสและลดคัดจมูกที่มี Pseudoephedrine เช่นกัน แม้จะเป็นยาใช้ทั่วไป แต่ในญี่ปุ่นถือว่าอยู่ในกลุ่มที่ต้องห้าม
แม้ยากลุ่มนี้จะไม่ได้ขายทั่วไปในไทย แต่หลายคนอาจซื้อจากต่างประเทศหรือสนามบินต่างประเทศติดตัวไป ซึ่งบางตัวก็มีสารที่ญี่ปุ่นควบคุมเช่นกัน
8. NYQUIL
ยาแก้หวัดชนิดน้ำที่มีส่วนผสมของ Doxylamine, Dextromethorphan และ Pseudoephedrine ช่วยลดอาการหวัดและทำให้ง่วงนอน ซึ่งญี่ปุ่นจัดเป็นสารที่ห้ามนำเข้า
9. NYQUIL LIQUICAPS
ยาแคปซูลแก้หวัดที่มีส่วนผสมใกล้เคียงกับ NYQUIL จึงเป็นอีกตัวที่ไม่สามารถนำเข้าได้
10. VICKS INHALER
ยาดมยอดฮิตที่หลายคนไม่คิดว่าจะมีปัญหา แต่มีส่วนผสมของ Levmetamfetamine ซึ่งอยู่ในกลุ่มสารกระตุ้นต้องห้าม ทำให้ญี่ปุ่นมีข้อจำกัดในการนำเข้า
11. LOMOTIL
ยาแก้ท้องเสียที่มีส่วนผสมของ Diphenoxylate และ Atropine โดย Diphenoxylate เป็นสารที่มีผลต่อระบบประสาท จึงถูกจัดเป็นสารเสพติดในหลายประเทศรวมถึงญี่ปุ่นด้วย
จริง ๆ แล้วนักท่องเที่ยวสามารถพกยาเข้าญี่ปุ่นได้ โดยเฉพาะกลุ่มยาประจำตัว เช่น ยาเบาหวาน ยาความดัน ยาโรคหัวใจ หรือยาสำหรับรักษาโรคเฉพาะทาง แต่สิ่งสำคัญคือควรเตรียมเอกสารให้ครบ และตรวจสอบก่อนว่ายาที่นำไปมีสารต้องห้ามหรือไม่
สิ่งที่ควรเตรียมก่อนบิน มีดังนี้
สำหรับยาบางประเภท โดยเฉพาะยาที่มีสารควบคุม อาจต้องขอเอกสารอนุญาตที่เรียกว่า Yunyu Kakunin-sho จากกระทรวงสาธารณสุขญี่ปุ่นก่อนเดินทาง โดยแนะนำให้ดำเนินการล่วงหน้าอย่างน้อยประมาณ 3–4 สัปดาห์
1. ดาวน์โหลดแบบฟอร์มจากเว็บไซต์กระทรวงสาธารณสุขญี่ปุ่น
2. กรอกรายละเอียดเกี่ยวกับยา ปริมาณ และข้อมูลการเดินทาง
3. แนบเอกสาร เช่น ใบรับรองแพทย์ หรือใบสั่งยา
4. ส่งเอกสารผ่านอีเมลไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง
5. เมื่อได้รับเอกสารอนุมัติแล้ว ให้พิมพ์ติดตัวไว้ เพื่อแสดงต่อเจ้าหน้าที่ศุลกากรเมื่อเดินทางถึงญี่ปุ่น
ใครที่มีโรคประจำตัวหรือจำเป็นต้องพกยาเดินทาง เป็นประจำ แนะนำให้เช็กข้อมูลล่าสุดจากเว็บไซต์ทางการของญี่ปุ่นก่อนทุกครั้ง จะช่วยให้ผ่านขั้นตอนตรวจคนเข้าเมืองและศุลกากรได้ง่ายขึ้น และเที่ยวได้สบายใจกว่า
หลังเช็กเรื่องยาห้ามเข้าญี่ปุ่นและเตรียมยาเรียบร้อยแล้ว ขั้นต่อไปก็คือวางแพลนเที่ยวให้พร้อม!
ไม่ว่าจะบินไปเที่ยวโตเกียว โอซาก้า ฟุกุโอกะ ซัปโปโร หรือเมืองยอดฮิตไหนๆ ในญี่ปุ่น ก็สามารถจองครบได้ผ่าน Traveloka ทั้งตั๋วเครื่องบิน โรงแรม กิจกรรมท่องเที่ยวในแอปเดียว
โดยเฉพาะสายเที่ยวญี่ปุ่นด้วยตัวเอง หรือคนที่กำลังเที่ยวญี่ปุ่นครั้งแรก จะช่วยให้จัดการทริปง่ายขึ้นมาก เพราะในแอปสามารถ:
ใครกำลังแพลนเที่ยวต่างประเทศ บอกเลยว่าช่วยประหยัดเวลาได้เยอะมาก แถมจัดการทุกอย่างได้ในแอปเดียวแบบสะดวกสุดๆ!
อ่านต่อ:














