
ถ้ามาเที่ยวฝรั่งเศสแล้วอยากเห็นความหรูหราของราชวงศ์แบบจัดเต็มสักครั้ง พระราชวังแวร์ซาย (Palace of Versailles) คือหนึ่งในที่ที่ควรหาเวลาแวะมาให้ได้ เพราะแค่เดินผ่านประตูสีทองเข้าไปก็สัมผัสได้ถึงความอลังการแล้ว ยิ่งพอเข้าไปด้านในจะเจอทั้งห้องโถงสุดหรู เพดานที่เต็มไปด้วยภาพวาด งานตกแต่งสีทอง และ ห้องกระจกแวร์ซายที่สวยจนกลายเป็นภาพจำของพระราชวังแห่งนี้
แต่เสน่ห์ของพระราชวังแวร์ซาย ฝรั่งเศสไม่ได้มีแค่ความสวย เพราะทุกห้องแทบจะมีเรื่องราวซ่อนอยู่ โดยเฉพาะในยุคของพระเจ้าหลุยส์ที่ 14 ผู้เปลี่ยนแวร์ซายให้กลายเป็นศูนย์กลางของราชสำนักฝรั่งเศส ก่อนจะมาถึงยุคของพระเจ้าหลุยส์ที่ 16 และพระนางมารี อ็องตัวแน็ต ที่หลายคนน่าจะคุ้นชื่อกันดีจากเรื่องราวการปฏิวัติฝรั่งเศส
ที่สำคัญแวร์ซายอยู่ห่างจากปารีสไม่มาก สามารถจัดเป็นทริปไปเช้าเย็นกลับได้แบบสบาย ๆ ใครกำลังวางแผนเที่ยวพระราชวังแวร์ซายด้วยตัวเอง บทความนี้รวมให้ครบตั้งแต่จุดไฮไลท์ วิธีเดินทาง ค่าเข้า เวลาเปิด–ปิด ช่วงน่าเที่ยว ไปจนถึงกิจกรรมและที่พักใกล้ ๆ เตรียมข้อมูลให้พร้อมแล้วก็จองตั๋วเครื่องบินและที่พักผ่าน Traveloka จากนั้นออกไปสัมผัสความอลังการของแวร์ซายด้วยตาตัวเองกันเลย!
เดิมทีพระราชวังแวร์ซายเป็นเพียงตำหนักขนาดเล็กที่พระเจ้าหลุยส์ที่ 13 สร้างขึ้นในปี ค.ศ. 1622 เพื่อใช้เป็นที่พักส่วนพระองค์เวลามาล่าสัตว์ในป่ารอบ ๆ เมืองแวร์ซาย ก่อนจะมีการปรับปรุงขนาดให้ใหญ่และสะดวกสบายขึ้นในปี ค.ศ. 1631
ต่อมาในสมัยพระเจ้าหลุยส์ที่ 14 ได้ย้ายราชสำนักมาที่เมืองแวร์ซายเป็นการถาวร และทำก่อสร้างปรับปรุงตำหนักหลังนี้ให้เป็นพระราชวังขนาดใหญ่ที่มีความสวยงามหรูหรา โดยเริ่มก่อสร้างในปี ค.ศ. 1661 ใช้งบประมาณในการก่อสร้างกว่า 500 ล้านฟรังก์ และใช้เวลาสร้างเกือบ 30 ปี หลังจากพระราชวังแวร์ซายสร้างเสร็จก็ได้กลายมาเป็นที่ประทับหลัก และใช้สำหรับต้อนรับแขกบ้านแขกเมืองอีกด้วย
พระราชวังแวร์ซายเป็นที่ประทับหลักของกษัตริย์ฝรั่งเศสมาจนถึงสมัยของพระเจ้าหลุยส์ที่ 16 ก่อนจะเกิดการปฏิวัติฝรั่งเศส และมีสั่งให้เปลี่ยนสถานะจากพระราชวังไปเป็นพิพิธภัณฑ์แห่งชาติในปี ค.ศ. 1837 เพื่อใช้เป็นสถานที่เก็บรวบรวมเรื่องราวทางประวัติศาสตร์ของราชวงศ์และประเทศฝรั่งเศสมาจนถึงปัจจุบัน
ถ้าถามว่าพระราชวังแวร์ซาย มีอะไรบ้างที่ห้ามพลาดที่สุด บอกเลยว่าต้องเริ่มที่ ห้องกระจกแวร์ซาย (Hall of Mirrors) เพราะนี่คือหนึ่งในห้องที่ดังที่สุดของพระราชวัง และเป็นมุมที่เห็นในรูปกี่ครั้งก็ยังรู้สึกว่าอลังการ
พอเดินเข้ามาจะเจอกับห้องโถงยาวที่เต็มไปด้วยกระจกบานใหญ่เรียงตลอดแนว ฝั่งตรงข้ามเป็นหน้าต่างที่มองออกไปเห็นสวน ทำให้แสงธรรมชาติสะท้อนเข้ามาภายในห้อง ยิ่งรวมกับโคมไฟระย้า เพดานวาดลวดลาย และงานตกแต่งสีทองแล้ว บรรยากาศคือหรูหราแบบราชสำนักฝรั่งเศสเต็ม ๆ
นอกจากจะเป็นมุมถ่ายรูปยอดฮิตแล้ว Hall of Mirrors ยังมีเรื่องราวทางประวัติศาสตร์สำคัญมากมาย รวมถึงการลงนามสนธิสัญญาแวร์ซายในปี 1919 ด้วย ใครมาถึงแวร์ซายแล้วอย่ารีบเดินผ่าน ลองค่อย ๆ ดูรายละเอียดรอบห้อง จะยิ่งรู้สึกว่าของจริงอลังการกว่าที่เห็นในรูปเยอะเลย!
Credit: chateauversailles.fr
จากห้องกระจก เดินต่อมาสัมผัสบรรยากาศราชสำนักกันที่ King's State Apartments อีกหนึ่งโซนที่เต็มไปด้วยรายละเอียดสวย ๆ ตั้งแต่พื้นจรดเพดาน ทั้งภาพวาด งานแกะสลัก ผนังหินอ่อน และการตกแต่งสีทองที่เห็นแล้วเข้าใจเลยว่าคำว่า “พระราชวัง” ต้องอลังการประมาณนี้
ห้องต่าง ๆ ถูกออกแบบโดยเชื่อมโยงกับเทพเจ้าในตำนานกรีกและโรมัน เพื่อสะท้อนอำนาจและความยิ่งใหญ่ของราชสำนัก โดยเฉพาะในยุคพระเจ้าหลุยส์ที่ 14 ใครเป็นสายประวัติศาสตร์หรือชอบดูสถาปัตยกรรม น่าจะเดินเพลินมาก เพราะแต่ละห้องมีรายละเอียดให้มองเยอะจนบางทีเผลอใช้เวลานานกว่าที่วางแผนไว้กันซะอีก
ถ้าคิดว่าด้านในพระราชวังใหญ่แล้ว รอจนได้ออกมาเห็นสวนพระราชวังแวร์ซายก่อน เพราะพื้นที่ด้านนอกกว้างมากจนเดินทั้งวันก็มีเหนื่อย สวนได้รับการออกแบบในสไตล์ French Formal Garden เน้นความสมมาตร มีทั้งแนวต้นไม้ที่ตัดแต่งอย่างเป็นระเบียบ รูปปั้น บ่อน้ำ น้ำพุ และทางเดินยาวที่ทอดไปถึง Grand Canal
หนึ่งในมุมที่สวยมากคือการยืนมองสวนจากด้านหน้าพระราชวัง จะเห็นแนวสวนทอดยาวออกไปสุดสายตา ยิ่งวันที่อากาศดี ฟ้าเปิด บรรยากาศคือเหมาะกับการเดินเล่นและถ่ายรูปสุด ๆ
ถ้ามาตรงวันที่มี Musical Fountains Show หรือ Musical Gardens ก็ยิ่งคุ้ม เพราะจะได้เห็นน้ำพุเปิดพร้อมเสียงดนตรี ช่วยเพิ่มบรรยากาศให้สวนดูมีชีวิตชีวาขึ้นไปอีก ใครตั้งใจมาดูเป็นพิเศษ แนะนำเช็กตารางก่อนเดินทาง เพราะไม่ได้จัดทุกวันตลอดทั้งปี
หลังจากเจอความอลังการของพระราชวังหลักมาเต็ม ๆ ลองเปลี่ยนบรรยากาศมาเดินเล่นที่ Grand Trianon กันบ้าง ที่นี่เป็นพระราชวังที่มีขนาดเล็กกว่า โดดเด่นด้วยอาคารหินอ่อนโทนชมพู ดูเรียบหรูและให้ความรู้สึกสงบกว่าด้านในพระราชวังหลักอย่างสิ้นเชิง
ในอดีตพระเจ้าหลุยส์ที่ 14 ใช้บริเวณนี้เป็นเหมือนสถานที่พักจากพิธีการและความวุ่นวายของราชสำนัก เพราะฉะนั้นบรรยากาศจะมีความเป็นส่วนตัวและผ่อนคลายขึ้น ใครมีเวลาเที่ยวแวร์ซายเต็มวัน แนะนำให้เดินมาให้ถึง เพราะนอกจากสถาปัตยกรรมจะสวยแล้ว บริเวณรอบ ๆ ยังเดินเล่นสบายและคนมักไม่แน่นเท่าตัว Palace หลักด้วย
ใครสนใจเรื่องราวของพระนางมารี อ็องตัวแน็ต ต้องเผื่อเวลามา Petit Trianon และ Queen's Hamlet หรือ Hameau de la Reine เพราะพอมาถึงโซนนี้ บรรยากาศจะเปลี่ยนจากพระราชวังสุดหรูมาเป็นความสงบและธรรมชาติแบบคนละฟีลเลย
Petit Trianon เป็นพระราชวังขนาดเล็กที่พระเจ้าหลุยส์ที่ 16 มอบให้พระนางมารี อ็องตัวแน็ต ส่วนไม่ไกลกันจะเป็น Queen's Hamlet หมู่บ้านจำลองบรรยากาศชนบท มีบ้านหลังเล็ก ๆ สวน และพื้นที่สีเขียว เดินเล่นแล้วให้ความรู้สึกเหมือนหลุดออกจากพระราชวังมาอยู่ในชนบทฝรั่งเศส
ถ้ามีเวลาเที่ยวแค่ครึ่งวันอาจเดินมาไม่ถึง แต่สำหรับใครที่จัด Versailles ไว้เต็มวัน แนะนำให้ใส่โซนนี้ไว้ในแพลน เพราะจะทำให้ได้เห็นอีกมุมของแวร์ซายที่ต่างจากห้องสีทองและความอลังการของพระราชวังหลักแบบชัดเจนเลย
พระราชวังแวร์ซาย อยู่ที่ไหน? พระราชวังแวร์ซายตั้งอยู่ภายในเมืองแวร์ซาย (Versailles) จังหวัดอีฟลีนส์ (Yvelines) แคว้นอีล-เดอ-ฟร็องส์ (Île-de-France) ทางตะวันตกเฉียงใต้ของกรุงปารีส ห่างจากใจกลางเมืองประมาณ 20 กิโลเมตร ทำให้ที่นี่เป็นหนึ่งใน Day Trip ยอดนิยมของคนมาเที่ยวปารีส เพราะสามารถไปเช้า เย็นกลับได้สบาย ๆ
Google Maps: https://maps.app.goo.gl/LrVt9Gp1vf24r6Y8A
จากประเทศไทยยังไม่มีเที่ยวบินตรงไปยังเมือง Versailles ดังนั้นวิธีที่สะดวกที่สุดคือ บินจากกรุงเทพฯ ไปลงที่ปารีสก่อน แล้วค่อยต่อรถไฟหรือขนส่งสาธารณะไปยังพระราชวังแวร์ซาย
โดยสามารถเลือกบินจากสนามบินสุวรรณภูมิ (BKK) ไปยังสนามบิน Paris Charles de Gaulle Airport (CDG) ซึ่งเป็นสนามบินหลักของปารีส มีทั้งเที่ยวบินตรงและเที่ยวบินแบบต่อเครื่องให้เลือกตามช่วงเวลาและสายการบิน
เมื่อเดินทางถึงสนามบิน Charles de Gaulle แล้ว สามารถเข้าเมืองปารีสด้วยรถไฟ RER B, รถบัส หรือแท็กซี่ จากนั้นค่อยเดินทางต่อไปยัง Versailles ตามสถานีที่สะดวกกับที่พักของเรา ใครมีแพลนเที่ยวปารีส ก่อนอยู่แล้ว แนะนำพักในเมืองสัก 2–3 วันแล้วแบ่งหนึ่งวันมาเที่ยวพระราชวังแบบ Day Trip จะจัดแพลนง่ายที่สุด
ก่อนออกเดินทางก็สามารถเช็กราคาตั๋วเครื่องบินและจองเที่ยวบินไปปารีสผ่าน Traveloka ได้เลย จะได้เลือกเวลาเดินทางและเปรียบเทียบตัวเลือกที่เหมาะกับทริปได้ง่ายขึ้น!
สำหรับใครที่กำลังหาข้อมูลว่า พระราชวังแวร์ซายเดินทางไปยังไง บอกเลยว่าไม่ยากอย่างที่คิด เพราะมีตัวเลือกให้เลือกเยอะมาก ทั้ง RER, รถไฟ Transilien และรถบัส ซึ่งสถานีรถไฟรอบ ๆ เดินต่อถึงพระราชวังได้ทั้งหมด ใช้เวลาเดินประมาณ 10–18 นาทีเท่านั้น สามารถเลือกวิธีที่สะดวกตามโซนที่พักได้เลย
ข้อควรรู้เรื่องตั๋วเดินทาง: พระราชวังแวร์ซายตั้งอยู่ใน Zone 4 ของระบบขนส่งปารีส ตั๋ว Metro ปกติ (Zone 1) จะใช้ไม่ได้ ถ้าซื้อตั๋วเที่ยวเดียวต้องกดเลือกปลายทางเป็น Paris – Versailles หรือใช้บัตรเหมาจ่ายที่ครอบคลุม Zone 1–5 (เช่น Navigo Pass รายสัปดาห์) จะช่วยเพิ่มความสะดวกและคุ้มค่ามาก
ช่วงที่เหมาะกับการเที่ยวพระราชวังแวร์ซายที่สุดคือประมาณเดือนเมษายน–มิถุนายน และกันยายน–ตุลาคม เพราะอากาศกำลังสบาย อุณหภูมิส่วนใหญ่อยู่ราว 8–22°C แล้วแต่เดือน เหมาะกับการเดินชมทั้งด้านในพระราชวังและสวนพระราชวังแวร์ซายที่มีพื้นที่กว้างมาก แถมยังไม่ร้อนจัดเท่าช่วงกลางฤดูร้อนด้วย
ถ้าไม่อยากรีบนั่งรถกลับปารีส หลังเดินเที่ยวมาทั้งวัน ลองนอนค้างที่ Versailles สักคืนก็เป็นไอเดียที่ดี เพราะเมืองนี้ไม่ได้มีแค่พระราชวัง รอบ ๆ ยังมีร้านอาหาร คาเฟ่ และย่านเมืองให้เดินเล่น แถมตอนเช้าก็ไม่ต้องรีบตื่นมานั่งรถจากปารีสด้วย
ใครกำลังหาที่พักแวร์ซาย ที่โลเคชันดีและเดินทางสะดวก Hôtel Le Versailles เป็นตัวเลือกที่น่าสนใจมาก เพราะตั้งอยู่ใกล้พระราชวังแวร์ซาย แบบเดินไปได้ในเวลาไม่กี่นาที เหมาะกับคนที่อยากตื่นเช้า กินอาหารเช้าให้เรียบร้อย แล้วเดินไปต่อคิวเข้าพระราชวังได้เลย ไม่ต้องเสียเวลาต่อรถหรือกังวลเรื่องการเดินทางช่วงเช้า บรรยากาศของโรงแรมมาในสไตล์เรียบหรู มีกลิ่นอายความคลาสสิกแบบฝรั่งเศสเข้ากับบรรยากาศของเมือง Versailles ได้ดี ห้องพักดูอบอุ่นและมีสิ่งอำนวยความสะดวกสำหรับการพักผ่อนหลังจากเดินเที่ยวมาทั้งวัน รอบ ๆ โรงแรมก็มีร้านอาหารและคาเฟ่ให้เลือกพอสมควร เรียกว่าเป็นตัวเลือกที่บาลานซ์ทั้งเรื่องโลเคชัน ความสะดวก และบรรยากาศ เหมาะมากสำหรับคนที่มาเที่ยวแวร์ซายครั้งแรก
ถ้าอยากให้ทริปเที่ยวพระราชวังแวร์ซาย หรูหราตั้งแต่เช็กอินจนเช็กเอาต์ ก็ต้องมาพักที่ Waldorf Astoria Versailles – Trianon Palace เลย! โรงแรมระดับ 5 ดาวที่อยู่ใกล้กับ Park of Versailles มาก บรรยากาศรอบโรงแรมทั้งสงบ คลาสสิก และมีความโรแมนติก เหมือนต่ออารมณ์จากการเดินชมพระราชวังมาเข้าที่พักได้แบบพอดี จุดเด่นคือไม่ได้มีดีแค่โลเคชัน แต่ยังเหมาะกับการมาพักผ่อนจริง ๆ เพราะมีทั้งสปา สระว่ายน้ำ ร้านอาหาร และพื้นที่พักผ่อนครบ ใครเดิน Versailles มาทั้งวันแล้วอยากกลับมาแช่ตัว พักขา และใช้เวลาชิล ๆ ที่โรงแรมต่อก็ตอบโจทย์มาก โดยเฉพาะคู่รักหรือคนที่อยากเพิ่มความพิเศษให้ทริปฝรั่งเศสสักคืน ที่นี่ถือเป็นตัวเลือกที่น่านอนและเข้ากับบรรยากาศของ Versailles แบบสุด ๆ
ส่วนใครเน้นเที่ยวเต็มที่และอยากเก็บงบไว้กิน ช้อป หรือเที่ยวต่อในปารีส แนะนำ ibis Versailles Château เลย! โรงแรมที่ได้เปรียบเรื่องโลเคชันมาก เพราะอยู่ใกล้ทั้งสถานี Versailles Château Rive Gauche และพระราชวังแวร์ซายทำให้เดินทางจากปารีสมาถึงแล้วเอากระเป๋าไปเก็บ ก่อนออกเที่ยวต่อได้สะดวก ห้องพักจะเน้นความเรียบง่าย ใช้งานจริง และมีสิ่งอำนวยความสะดวกพื้นฐาน เหมาะกับสายเที่ยวที่ออกไปข้างนอกเกือบทั้งวันแล้วต้องการที่พักสบาย ๆ สำหรับกลับมานอนพัก ที่หลายคนชอบเป็นพิเศษคือเช้าวันเที่ยวพระราชวังสามารถเดินออกจากโรงแรมแล้วไปต่อได้เลย ไม่ต้องต่อรถหลายทอดให้เสียเวลา ถือเป็นอีกหนึ่งที่พักแวร์ซายที่เหมาะกับคนอยากคุมงบ แต่ยังให้ความสำคัญกับทำเลและความสะดวกในการเดินทาง
อ่านต่อ:
Q: เที่ยวพระราชวังแวร์ซายแต่งกายอย่างไร? มี Dress Code ไหม?
A: ไม่มีกฎระเบียบการแต่งกายที่เข้มงวด สามารถแต่งชุดลำลองสุภาพได้ตามสบาย แต่แนะนำอย่างยิ่งให้ใส่ รองเท้าผ้าใบหรือรองเท้าที่เดินสบาย เพราะต้องเดินบนพื้นหินคอบเบิลสโตนและเดินชมพื้นที่สวนกว้าง ๆ ทั้งวัน
Q: เดินทางไปเที่ยวพระราชวังแวร์ซาย ต้องทำวีซ่าอะไรไหม?
A: การเดินทางไปพระราชวังแวร์ซายใช้เงื่อนไขเดียวกับการเดินทางเข้าประเทศฝรั่งเศส โดยผู้ถือพาสปอร์ตไทยจำเป็นต้องขอ วีซ่าเชงเก้น (Schengen Visa) ประเภทท่องเที่ยวล่วงหน้าก่อนออกเดินทาง
Q: งบประมาณค่าใช้จ่ายเที่ยวแวร์ซาย 1 วัน (Day Trip) ประมาณเท่าไหร่?
A: ค่าใช้จ่ายเฉลี่ยจะอยู่ที่ประมาณ 40–60 ยูโรต่อคน (ราว 1,500–2,300 บาท) รวมค่าตั๋วเข้าชมแบบ Passport (25–35 ยูโร), ค่าตั๋วรถไฟไป-กลับปารีส Zone 1–4 (ประมาณ 8–10 ยูโร) และอาหารกลางวัน
Q: ถ้าลงเครื่องที่สนามบิน Paris CDG จะเดินทางไปแวร์ซายยังไง?
A: วิธีที่สะดวกที่สุดคือ นั่งรถไฟ RER B จากสนามบิน CDG เข้ามาเปลี่ยนขบวนที่สถานี Saint-Michel Notre-Dame ในปารีส แล้วต่อ RER C ไปลงสถานี Versailles Château Rive Gauche รวมเวลาเดินทางประมาณ 1 ชั่วโมง 30 นาที
Q: ขับรถไปเอง ที่พระราชวังแวร์ซายมีที่จอดรถไหม?
A: มีบริการลานจอดรถแบบเสียค่าบริการรองรับบริเวณ Place d'Armes ด้านหน้าพระราชวังหลัก รวมถึงบริเวณใกล้กับโซน Trianon และ Grand Canal
Q: พระราชวังแวร์ซาย ควรใช้เวลาเที่ยวกี่ชั่วโมง?
A: หากเน้นเดินชมเฉพาะภายในพระราชวังหลักจะใช้เวลาประมาณ 1.5–2 ชั่วโมง แต่ถ้าต้องการเก็บครบทุกโซน ทั้งสวน, Grand Trianon และ Queen's Hamlet ควรเผื่อเวลาประมาณ 5–7 ชั่วโมง หรือเต็มวัน






