
ถ้าพูดถึงประเทศที่เต็มไปด้วยสีสัน วัฒนธรรมสุดมีเสน่ห์ อาหารอร่อย และมีทั้งทะเลสวย เมืองโคโลเนียล และโบราณสถานระดับโลก บอกเลยว่าเม็กซิโก คือหนึ่งในประเทศที่ควรไปสักครั้งในชีวิตมากๆ
ไม่ว่าจะเป็นสายทะเล สายถ่ายรูป สายประวัติศาสตร์ หรือสายคาเฟ่ ก็สามารถสนุกกับการเที่ยวเม็กซิโกได้ครบในทริปเดียว แถมยังเป็นประเทศที่ให้อารมณ์แบบเที่ยวละตินอเมริกา ฟีลสนุก มีชีวิตชีวา และแตกต่างจากที่เที่ยวอื่นๆ แบบชัดเจน
บทความนี้ Traveloka รวมมาให้แล้วกับ 12 พิกัด ที่เที่ยวเม็กซิโกที่ห้ามพลาด ครบทั้งทะเลแคริบเบียน เมืองมรดกโลก UNESCO พีระมิดโบราณอันยิ่งใหญ่ และเมืองสีสันสุดน่ารัก พร้อมข้อมูลเที่ยว ที่พัก และทริควางแผนทริปแบบจัดเต็ม ใครกำลังวางแพลนเที่ยวเม็กซิโกด้วยตัวเองหรือกำลังหาข้อมูลเที่ยวเม็กซิโกครั้งแรก เซฟลิสต์นี้ไว้ได้เลย!
และถ้าพร้อมออกเดินทางเมื่อไหร่ ก็สามารถจองตั๋วเครื่องบิน ที่พัก หรือกิจกรรมเที่ยวต่างๆ ผ่าน Traveloka ได้แบบครบจบในแอปเดียว ช่วยให้การวางแพลนเที่ยวต่างประเทศ ง่ายขึ้นเยอะ เที่ยวได้สบาย ไม่ต้องเปิดหลายเว็บให้วุ่นวาย
ถ้าพูดถึงแลนด์มาร์กที่เป็นภาพจำของเม็กซิโก ยังไงก็ต้องมีชื่อของ Chichen Itza หรือ ชีเชนอิตซา แน่นอน เพราะที่นี่คือหนึ่งใน 7 สิ่งมหัศจรรย์ของโลกยุคใหม่ และยังได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลก UNESCO อีกด้วย ความอลังการของที่นี่คือ พีระมิดเอล กัสตีโย (El Castillo) พีระมิดหินขั้นบันไดขนาดใหญ่ที่สร้างโดยอารยธรรมมายา (Maya) เมื่อหลายร้อยปีก่อน ซึ่งไม่ได้สร้างแค่เพื่อความสวยงาม แต่ยังซ่อนความอัจฉริยะด้านดาราศาสตร์และคณิตศาสตร์เอาไว้ด้วย
ช่วงที่คนพูดถึงกันเยอะคือวัน Equinox หรือวันกลางวันเท่ากลางคืน เพราะเงาของแสงอาทิตย์จะตกกระทบตัวพีระมิดจนดูเหมือน “งูยักษ์” กำลังเลื้อยลงมาจากด้านบน เป็นสิ่งที่ชาวมายาออกแบบไว้ตั้งแต่ยุคโบราณแบบน่าทึ่งมาก บรรยากาศรอบๆ ก็เต็มไปด้วยซากวิหาร สนามแข่งขันบอลโบราณ และโครงสร้างหินเก่าแก่ที่ทำให้รู้สึกเหมือนได้ย้อนเวลากลับไปในอดีต ใครเป็นสายเที่ยวประวัติศาสตร์ บอกเลยว่าที่นี่คือพิกัดห้ามพลาดจริงๆ
ใจกลางของ Mexico City เป็นอีกที่ที่เดินแล้วรู้สึกได้เลยว่าเมืองนี้เต็มไปด้วยเรื่องราวทางประวัติศาสตร์ เพราะบริเวณนี้ถูกสร้างทับบนอดีตเมืองหลวงของชาว Aztec หรือแอซเท็กนั่นเอง ปัจจุบันได้รับการขึ้นทะเบียนเป็น UNESCO World Heritage และยังเป็นหนึ่งในย่านที่คึกคักที่สุดของประเทศอีกด้วย
จุดเด่นที่สุดคือจัตุรัสโซกาโล (Zócalo) ลานกว้างใจกลางเมืองที่ใหญ่ระดับต้นๆ ของโลก รอบๆ รายล้อมด้วยอาคารสำคัญทั้งมหาวิหาร Metropolitan Cathedral ที่ใช้เวลาสร้างยาวนานหลายร้อยปี และ National Palace ที่มีภาพจิตรกรรมฝาผนังของ Diego Rivera ศิลปินชื่อดังของเม็กซิโกอยู่ด้านใน
บรรยากาศของย่านนี้คือเดินสนุกมาก เดินไปทางไหนก็มีทั้งร้านอาหาร คาเฟ่ นักดนตรีเปิดหมวก และกลิ่นอายวัฒนธรรมเม็กซิโกแบบเต็มๆ โดยเฉพาะช่วงเย็นที่ไฟเริ่มเปิด เมืองจะยิ่งดูมีเสน่ห์ ใครมาเที่ยวเม็กซิโกครั้งแรกส่วนใหญ่มักเริ่มต้นทริปกันที่นี่ เพราะครบทั้งประวัติศาสตร์ อาหาร และบรรยากาศเมืองใหญ่สไตล์ละติน
ห่างจากเม็กซิโกซิตีออกไปประมาณ 50 กิโลเมตร จะเจอกับเมืองโบราณขนาดใหญ่ที่ชื่อว่า เตโอตีอัวกาน (Teotihuacan) หนึ่งในโบราณสถานที่อลังการที่สุดของทั้งประเทศ แม้ทุกวันนี้จะยังไม่มีใครรู้แน่ชัดว่าใครเป็นผู้สร้างเมืองนี้ แต่เชื่อกันว่ามีอายุเก่าแก่กว่าช่วงรุ่งเรืองของชาวแอซเท็กเสียอีก
ไฮไลต์หลักคือ พีระมิดแห่งดวงอาทิตย์ (The Pyramid of the Sun) และ พีระมิดแห่งดวงจันทร์ (The Pyramid of the Moon) ที่ตั้งเรียงกันอยู่บนถนนสายหลักของเมืองโบราณ บอกเลยว่าความใหญ่โตของพีระมิดทำให้หลายคนถึงกับอึ้งเมื่อเห็นของจริง เพราะมันอลังการกว่าที่เห็นในรูปเยอะมาก
บรรยากาศโดยรอบให้ฟีลเหมือนกำลังเดินอยู่ในอารยธรรมโบราณท่ามกลางหุบเขาลึกลับ อีกกิจกรรมที่ฮิตมากคือการขึ้นบอลลูนชมวิวตอนเช้า เพราะจะได้เห็นพีระมิดและผังเมืองโบราณจากมุมสูงแบบเต็มตา ช่วงพระอาทิตย์ขึ้นคือสวยมากจนกลายเป็นหนึ่งใน Bucket List ของสายเที่ยวเลยทีเดียว
ถ้าอยากสัมผัสการเที่ยวเม็กซิโกฟีลละตินแบบเข้าถึงวัฒนธรรมจริงๆ เมืองวาฮากา (Oaxaca) คือที่ที่หลายคนตกหลุมรักแบบไม่รู้ตัว เมืองนี้ขึ้นชื่อเรื่องอาหาร งานคราฟต์ และบรรยากาศเมืองเก่าสุดคลาสสิก บ้านเรือนสไตล์โคโลเนียลถูกทาด้วยสีสันสดใส เดินไปทางไหนก็เจอทั้งร้านกาแฟน่ารักๆ ตลาดพื้นเมือง และศิลปะสตรีทอาร์ตเต็มเมือง
ที่นี่ถือเป็นเมืองแห่งอาหารของเม็กซิโกเลยก็ว่าได้ โดยเฉพาะ “Mole” ซอสพื้นเมืองรสเข้มข้นที่มีส่วนผสมหลายสิบอย่าง รวมถึงเมนูสตรีทฟู้ดอย่าง tacos และ tamales ที่อร่อยถูกปาก ใครเป็นสายกินคือฟินแน่นอน
นอกจากตัวเมืองแล้ว ใกล้ๆ ยังมี Monte Albán โบราณสถานบนยอดเขาของอารยธรรม Zapotec ที่ได้รับการขึ้นทะเบียนเป็น UNESCO ด้วย วิวด้านบนสามารถมองเห็นหุบเขาโดยรอบได้แบบกว้างสุดสายตา ทำให้ วาฮากาเป็นเมืองที่ครบทั้งประวัติศาสตร์ วัฒนธรรม และของกินในที่เดียวจริงๆ
หนึ่งในพิกัดธรรมชาติที่แปลกและสวยที่สุดของเม็กซิโกต้องยกให้ Hierve el Agua เพราะที่นี่มีลักษณะเหมือน “น้ำตกที่ถูกแช่แข็ง” ทั้งที่จริงๆ แล้วเกิดจากแร่ธาตุในน้ำพุธรรมชาติค่อยๆ สะสมตัวบนหน้าผามานานหลายพันปี จนกลายเป็นชั้นหินปูนรูปร่างเหมือนน้ำตกสีขาวขนาดใหญ่
สิ่งที่ทำให้ที่นี่ฮิตมากในหมู่สายถ่ายรูปคือสระน้ำธรรมชาติสีฟ้าอมเขียวบนหน้าผา ที่สามารถลงไปแช่น้ำพร้อมมองวิวภูเขาและหุบเขาแบบพาโนรามาได้เลย บรรยากาศคือสวยแบบเกินจริงมาก
ยิ่งช่วงเช้าหรือก่อนพระอาทิตย์ตก แสงจะตกกระทบหน้าผาและวิวรอบๆ แบบสวยจึ้งสุดๆ แม้ทางขึ้นจะค่อนข้างคดเคี้ยวนิดหน่อย แต่พอไปถึงแล้วจะรู้สึกเลยว่าคุ้มมาก ใครชอบพิกัดแปลกตา ชอบถ่ายรูป หรือกำลังหาโลเคชันเที่ยวเม็กซิโกสายธรรมชาติที่ไม่เหมือนใคร ต้องปักหมุดไว้เลย!
ถ้ามีที่ไหนที่รวมทั้งทะเลสวย คาเฟ่เก๋ และประวัติศาสตร์เอาไว้ในที่เดียวได้ลงตัวสุดๆ ก็คงต้องเป็นตูลุม (Tulum) เมืองริมทะเลสุดฮิตของคาบสมุทรยูคาตัน ที่หลายคนยกให้เป็นหนึ่งในจุดหมายปลายทางที่สวยที่สุดของเม็กซิโก
ไฮไลต์ของที่นี่คือซากโบราณสถานของชาวมายาที่ตั้งอยู่บนหน้าผาริมทะเลคาริบเบียน ภาพพีระมิดหินโบราณตัดกับน้ำทะเลสีเทอร์ควอยซ์และหาดทรายขาวคือสวยมากจนกลายเป็นภาพจำของเมืองนี้ไปเลย
ส่วนบรรยากาศจะต่างจากโบราณสถานอื่นตรงที่มีทะเลอยู่ด้านหลัง ทำให้ได้ทั้งฟีลประวัติศาสตร์และทะเลในเวลาเดียวกัน ตัวเมืองตูลุมเองก็เต็มไปด้วยคาเฟ่ ร้านอาหาร บูทีคโฮเทล และ Beach Club สไตล์โบฮีเมียนมากมาย เหมาะกับทั้งสายชิล สายถ่ายรูป และคนที่อยากพักผ่อนแบบ slow life ใครกำลังมองหาโลเคชัน เที่ยวทะเลเม็กซิโก ที่ทั้งสวยและมีสไตล์ บอกเลยว่าที่นี่ตอบโจทย์มากๆ
ถ้าพูดถึงทะเลของเม็กซิโกที่ดังระดับโลก ยังไงก็ต้องมีชื่อของแคนคูน (Cancún) แน่นอน เพราะที่นี่คือเมืองรีสอร์ทริมทะเลคาริบเบียนที่ขึ้นชื่อเรื่องน้ำทะเลสีฟ้าใส หาดทรายขาวละเอียด และบรรยากาศแบบ Tropical Paradise สุดๆ หลายคนที่มาเที่ยวทะเลเม็กซิโกก็มักเริ่มต้นกันที่นี่ เพราะทั้งเดินทางง่าย มีที่พักให้เลือกเยอะ และกิจกรรมครบมาก
โซนที่เรียกว่า Riviera Maya จะทอดยาวจาก Cancun ลงไปถึง Playa del Carmen และ Tulum เต็มไปด้วยรีสอร์ทริมทะเล Beach Club คาเฟ่ และจุดดำน้ำสวยๆ เพียบ โดยเฉพาะทะเลแถวนี้ที่สีฟ้าสวยจนหลายคนบอกว่าเหมือนใส่ฟิลเตอร์ไว้ตลอดเวลา
อีกอย่างที่ทำให้โซนนี้ฮิตมากคือสามารถใช้เป็นฐานไปเที่ยวที่อื่นต่อได้ง่าย ทั้ง Chichen Itza, Cenote หรือเกาะ Isla Mujeres ใครอยากได้ทริปแบบพักผ่อน เล่นน้ำ ถ่ายรูป และกินอาหารทะเลแบบชิลๆ บอกเลยว่าที่นี่คือหนึ่งในที่เที่ยวเม็กซิโกที่ห้ามพลาดจริงๆ
หนึ่งในสิ่งที่ทำให้การเที่ยวเม็กซิโก แตกต่างจากที่อื่นก็คือ เซโนเต (Cenote) หลุมยุบธรรมชาติที่เกิดขึ้นจากชั้นหินปูนพังตัว จนเผยให้เห็นแอ่งน้ำใต้ดินสีฟ้าใสอยู่ด้านล่าง ซึ่งคาบสมุทรยูคาตันมีเซโนเตกระจายอยู่หลายพันแห่งเลยทีเดียว
แต่ละแห่งจะมีบรรยากาศไม่เหมือนกัน บางที่เป็นถ้ำปิด มีหินงอกหินย้อยและลำแสงส่องลงมาจากด้านบนแบบลึกลับมาก ส่วนบางแห่งเป็นแบบเปิดโล่ง น้ำใสจนเห็นพื้นด้านล่างชัดๆ จุดดังๆ อย่าง Cenote Ik Kil หรือ Cenote Suytun คือสวยเหมือนอยู่ในหนังแฟนตาซีเลย
สมัยก่อนชาวมายาเชื่อว่าเซโนเตเป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์และเป็นประตูเชื่อมสู่โลกวิญญาณ ทำให้หลายแห่งมีความสำคัญทางประวัติศาสตร์ด้วย ทุกวันนี้กลายเป็นจุดยอดฮิตสำหรับว่ายน้ำ ดำน้ำ และถ่ายรูป ใครชอบธรรมชาติแบบแปลกตา บอกเลยว่าต้องลองสักครั้ง
เมืองนี้น่าจะเป็นหนึ่งในเมืองที่มีสีสันที่สุดของเม็กซิโกเลยก็ว่าได้ เพราะแค่เห็นภาพบ้านเรือนสีสดที่เรียงลดหลั่นบนภูเขา หลายคนก็โดนตกทันที กัวนาฮัวโต (Guanajuato) เป็นเมืองมรดกโลก UNESCO ที่เต็มไปด้วยเสน่ห์แบบโรแมนติก ทั้งตรอกเล็กๆ ถนนหิน และอาคารสไตล์โคฌลเนียลที่ให้ฟีลเหมือนเมืองยุโรปผสมละตินแบบลงตัวมาก
เสน่ห์ของที่นี่คือการเดินเล่นแบบไม่ต้องรีบ เพราะทุกมุมดูน่าถ่ายรูปไปหมด โดยเฉพาะ “Callejón del Beso” หรือ ตรอกแห่งรอยจูบ ที่มีตำนานรักสุดโรแมนติกจนกลายเป็นแลนด์มาร์กดังของเมือง
ช่วงกลางคืนบรรยากาศจะยิ่งคึกคัก มีทั้งดนตรีสด คาเฟ่ บาร์เล็กๆ และนักดนตรีมาริอาชี (Mariachi) ที่มาบรรเลงเพลงขับกล่อมตามท้องถนน ฟีลโดยรวมคืออบอุ่น สนุก และมีชีวิตชีวามาก ใครอยากสัมผัสเมืองสีสันเม็กซิโกแบบเต็มๆ ที่นี่คือพิกัดที่ต้องมาเลย
ถ้าแคนคูนให้ฟีลทะเลแคริบเบียนใสๆ ทางฝั่งแปซิฟิกอย่างคาโบ ซาน ลูคัส (Cabo San Lucas) ก็จะมีเสน่ห์อีกแบบ เพราะเป็นเมืองรีสอร์ทที่ทั้งหรู สนุก และเต็มไปด้วยกิจกรรมทางทะเลแบบจัดเต็ม
ไฮไลต์สำคัญคือ “El Arco” ซุ้มหินโค้งธรรมชาติขนาดใหญ่ที่ตั้งอยู่ตรงจุดบรรจบของมหาสมุทรแปซิฟิกกับทะเล Cortez ซึ่งถือเป็นแลนด์มาร์กดังที่สุดของเมือง นักท่องเที่ยวส่วนใหญ่นิยมล่องเรือไปชมใกล้ๆ หรือพายคายัคผ่านซุ้มหิน บอกเลยว่าวิวอลังการมาก
อีกอย่างที่ดังมากคือการดูปลาวาฬในช่วงฤดูหนาว เพราะวาฬหลังค่อมจะว่ายเข้ามาใกล้ชายฝั่งพอดี ทำให้ ที่นี่กลายเป็นหนึ่งในจุดชมปลาวาฬที่ดีที่สุดแห่งหนึ่งของโลกเลย ใครเป็นสายเที่ยวแบบลักซ์ชูหรือชอบบรรยากาศทะเลแบบมีทั้ง Beach Club ร้านอาหาร และ nightlife สนุกๆ น่าจะชอบที่นี่มาก
ถ้าชีเชนอิตซา คือความอลังการของอารยธรรมมายาแบบเปิดโล่ง ปาเลงเก (Palenque) จะให้อารมณ์เหมือนกำลังค้นพบเมืองลับกลางป่าดิบชื้นมากกว่า เพราะโบราณสถานแห่งนี้ซ่อนตัวอยู่ท่ามกลางธรรมชาติสีเขียวชอุ่มของรัฐ Chiapas ทางตอนใต้ของประเทศ
จุดเด่นของที่นี่คือสถาปัตยกรรมที่ละเอียดและประณีตกว่าเมืองมายาหลายแห่ง โดยเฉพาะ Temple of the Inscriptions วิหารสำคัญที่เป็นสุสานของกษัตริย์ปาคาล (kʼinich janaabʼ pakal) ผู้ปกครองอาณาจักรในยุครุ่งเรือง และสิ่งที่หลายคนชอบมากคือบรรยากาศระหว่างเดินชม เพราะจะได้ยินทั้งเสียงนก เสียงลิง และเสียงธรรมชาติรอบตัวตลอดเวลา ฟีลเหมือนกำลังผจญภัยอยู่ในหนัง Indiana Jones เลยทีเดียว
ด้วยความที่ทั้งโบราณสถานและป่ารอบๆ ได้รับการขึ้นทะเบียนเป็น UNESCO World Heritage ด้วย ทำให้ที่นี่เป็นอีกหนึ่งพิกัดที่สายประวัติศาสตร์และสายธรรมชาติต้องรักกันแน่นอน
ปิดท้ายด้วยหนึ่งในโลเคชันธรรมชาติที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของเม็กซิโกอย่าง Copper Canyon หรือ Barrancas del Cobre หุบเขาขนาดมหึมาทางตอนเหนือของประเทศ ซึ่งถ้ารวมพื้นที่ทั้งหมดเข้าด้วยกันจะใหญ่และลึกกว่า Grand Canyon ในอเมริกาเสียอีก!
แม้ชื่อจะมีคำว่า “Copper” แต่จริงๆ แล้วไม่ได้เกิดจากเหมืองทองแดงแต่อย่างใด ทว่าเป็นเพราะผนังหุบเขาถูกปกคลุมไปด้วยไลเคนและพืชตระกูลมอสสีเขียวแกมทองแดงจนกลายเป็นที่มาของชื่อนี้ และบอกเลยว่าวิวโดยรวมคืออลังการมาก ทั้งภูเขาสลับซับซ้อน ป่าสน และหน้าผาลึกสุดลูกหูลูกตา
กิจกรรมที่ดังที่สุดคือการนั่งรถไฟ “El Chepe” รถไฟสายโรแมนติกที่วิ่งผ่านสะพาน อุโมงค์ และภูเขาหลายร้อยกิโลเมตร ระหว่างทางวิวสวยมากจนหลายคนยกให้เป็นหนึ่งในเส้นทางรถไฟที่สวยที่สุดในโลกเลย ใครชอบเที่ยวชมวิวธรรมชาติ บอกเลยว่าที่นี่ให้ฟีลต่างจากเม็กซิโกมุมทะเลแบบคนละโลกเลยจริงๆ
NH Collection Mexico City Centro Histórico สำหรับใครที่อยากได้ความสะดวกสบายขั้นสุดในการเที่ยวเมืองหลวง โรงแรมนี้คือคำตอบ ตัวโรงแรมตั้งอยู่ในตึกโมเดิร์นที่ซ่อนตัวอยู่หลังตึกเก่าสไตล์โคโลเนียลได้อย่างลงตัว ห่างจากจัตุรัสโซกาโล (Zócalo) และมหาวิหารหลักเพียงแค่บล็อกเดียวเท่านั้น เดินออกจากประตูโรงแรมก็เจอถนนคนเดิน แหล่งช้อปปิ้ง และร้านอาหารชื่อดังมากมาย การตกแต่งภายในเน้นความทันสมัย เรียบหรู สะอาดตา และใช้โทนสีอุ่นช่วยให้ผ่อนคลาย ห้องพักกว้างขวาง เตียงนอนนุ่มสบายตามมาตรฐานแบรนด์พรีเมียม NH Collection แถมยังมีห้องอาหารชั้นบนที่เสิร์ฟอาหารเช้าแบบบุฟเฟต์พร้อมวิวตึกเก่ารอบๆ เป็นตัวเลือกที่ตอบโจทย์สายคุมงบที่อยากได้ความหรูหราและทำเลระดับสิบเต็มสิบ
ถ้าอยากได้ทริปทะเลเม็กซิโกแบบ “พักที่เดียวครบทุกอย่าง” ต้องยกให้ที่นี่เลย เพราะ Hotel Xcaret Arte เป็นรีสอร์ทสุดหรูริมทะเลคาริบเบียนที่ดังมากในโซน Riviera Maya จุดเด่นคือคอนเซปต์ All Inclusive ที่รวมทั้งอาหาร เครื่องดื่ม และเข้าเที่ยวสวนสนุกธรรมชาติในเครือ Xcaret ได้หลายแห่งแบบครบๆ บรรยากาศของรีสอร์ทสวยอลังการมาก ผสมงานดีไซน์ ศิลปะ และธรรมชาติเม็กซิกันเข้าด้วยกันได้ลงตัว มีทั้งแม่น้ำสีฟ้าใส ถ้ำธรรมชาติ สระว่ายน้ำวิวทะเล และหาดส่วนตัวแบบฟีล luxury tropical สุดๆ แถมยังเป็น Adults Only ทำให้บรรยากาศค่อนข้างสงบ เหมาะกับคู่รักหรือคนที่อยากพักผ่อนจริงๆ อีกอย่างที่หลายคนชอบคือกิจกรรมเยอะมาก ทั้งล่องแม่น้ำ ดำน้ำ คาเฟ่ริมทะเล ไปจนถึงโชว์วัฒนธรรมเม็กซิโกตอนกลางคืน เรียกได้ว่ามาพักที่นี่เหมือนได้เที่ยวหลายที่ในทริปเดียวเลย
Casa Colonial Vintage Hotel สำหรับสายชอบโรงแรมเล็กๆ ฟีลอบอุ่น มีความ local และถ่ายรูปสวย ที่นี่เป็นอีกที่ที่น่าพักมาก ตัวโรงแรมตกแต่งสไตล์วินเทจผสมโคโลเนียลแบบเม็กซิกัน มีทั้งผนังสีสด ลานกลางบ้าน และเฟอร์นิเจอร์ไม้ที่ให้บรรยากาศคลาสสิกแบบย้อนยุคนิดๆ เสน่ห์ของที่นี่คือความชิลและเป็นกันเอง เหมาะกับคนที่อยากพักผ่อนแบบสโลว์ไลฟ์ ตื่นเช้ามาจิบกาแฟในสวน หรือกลับมานั่งพักหลังเดินเที่ยวเมืองทั้งวัน บรรยากาศจะต่างจากรีสอร์ทใหญ่ๆ ตรงที่ให้ความรู้สึกเหมือนมานอนบ้านพักสวยๆ ในเมืองเก่าของเม็กซิโกมากกว่า ใครที่ชอบฟีล boutique hotel หรือกำลังหาที่พักเม็กซิโกที่คุมงบได้ มีคาแรกเตอร์ มีมุมถ่ายรูปเยอะ และให้บรรยากาศอบอุ่นๆ แบบไม่วุ่นวาย ที่นี่ถือว่าน่าสนใจมากเลย
สภาพอากาศของเม็กซิโก จะถูกแบ่งออกเป็น 2 ฤดูหลักๆ คือฤดูแล้งและฤดูฝน ซึ่งแต่ละช่วงก็ให้อารมณ์เที่ยวต่างกันไป ใครชอบทะเล ชอบเมือง หรืออยากตามเทศกาลดังๆ ลองเลือกช่วงให้ตรงกับสไตล์ที่ชอบได้เลย






