ปราสาทนอยชวานสไตน์ (Neuschwanstein Castle) ปราสาทต้นแบบของเจ้าหญิงดิสนีย์ที่หลายคนเคยเห็นผ่านตาในหนัง จริงๆ แล้วมีอยู่จริงกลางหุบเขาในแคว้น Bavaria ของเยอรมนี และบอกเลยว่าของจริงสวยเหมือนหลุดออกมาจากโลกเทพนิยายแบบสุดๆ ทั้งตัวปราสาทสีขาวกลางภูเขา วิวป่าสน ทะเลสาบ และบรรยากาศโรแมนติกที่ไม่ว่าจะไปฤดูไหนก็มีเสน่ห์คนละแบบ
ใครกำลังวางแพลนเที่ยวปราสาทนอยชวานสไตน์ หรืออยากไปเช็กอินปราสาทดิสนีย์ของจริง สักครั้ง บทความนี้รวมมาให้ครบแล้ว ทั้งจุดไฮไลต์ มุมถ่ายรูปสวยๆ วิธีเดินทาง ฤดูน่าไป กิจกรรมที่ห้ามพลาด รวมถึงที่พักใกล้ปราสาทและทริกเตรียมตัวสำหรับคนที่อยากเที่ยวเยอรมนีด้วยตัวเอง แบบง่ายๆ อ่านจบแล้วแพลนเที่ยวตามได้เลย
จุดไฮไลท์ต่างๆ ของปราสาทนอยชวานสไตน์ (Neuschwanstein Castle)
1. ปราสาทต้นแบบ Disney Castle ที่เหมือนหลุดออกมาจากเทพนิยาย
แค่เห็นภาพครั้งแรก หลายคนน่าจะรู้สึกคุ้นตาทันที เพราะ ปราสาทนอยชวานสไตน์ (Neuschwanstein Castle) คือหนึ่งในแรงบันดาลใจสำคัญของปราสาทเจ้าหญิงดิสนีย์ หรือ Sleeping Beauty Castle ที่เราเห็นกันมาตั้งแต่เด็ก ตัวปราสาทสีขาวสไตล์ Romanesque Revival ตั้งเด่นอยู่บนเนินผ่าท่ามกลางวิวภูเขาและป่าสนแบบยุโรป ยิ่งมองจากมุมไกลๆ จะยิ่งให้ฟีลเหมือนหลุดเข้าไปอยู่ในโลกแฟนตาซีจริงๆ จนหลายคนเรียกที่นี่ว่า “ปราสาทดิสนีย์ของจริง” และเป็นหนึ่งในปราสาทในฝันที่ควรมาเห็นด้วยตาตัวเองสักครั้ง
2. วิวจากสะพาน Marienbrücke มุมมหาชนที่สวยที่สุด
อีกหนึ่งจุดที่มาแล้วพลาดไม่ได้เลยคือ สะพานมาเรียน (Marienbrücke / Mary’s Bridge) สะพานเหล็กที่ทอดข้ามหน้าผาเหนือหุบเขาและน้ำตกเพลลัต (Pöllat Gorge / Pöllatschlucht) ซึ่งเป็นมุมชมวิวที่มองเห็นตัวปราสาทได้สวยแบบเต็มตา มุมนี้คือภาพจำของวิวปราสาทนอยชวานสไตน์ ที่หลายคนเห็นตามโปสการ์ดหรือตามโซเชียล ยิ่งถ้าไปช่วงใบไม้เปลี่ยนสีหรือหน้าหนาวที่มีหิมะปกคลุมทั่วภูเขา บอกเลยว่าสวยสะกดจิตจนเหมือนภาพวาด
3. โลเคชันกลางภูเขาใน Bavaria ที่บรรยากาศโรแมนติกมาก
เสน่ห์ของปราสาทแห่งนี้ไม่ได้มีแค่ตัวสถาปัตยกรรม แต่รวมถึงโลเคชันที่ตั้งอยู่บนเทือกเขาแอลป์ในแคว้นบาวาเรีย ใกล้กับเมืองฟุสเซน (Füssen) และหมู่บ้านโฮเฮนชวังเกา (Hohenschwangau) รรอบๆ เต็มไปด้วยวิวภูเขา ป่าสน และทะเลสาบสีมรกตอย่าง Alpsee และ Forggensee ที่ช่วยให้บรรยากาศดูโรแมนติกและคลาสสิก ไม่ว่าจะมองไปทางไหนก็เหมือนฉากในหนังยุโรปฟีลเทพนิยาย เหมาะทั้งสายถ่ายรูป สายธรรมชาติ และคนที่อยากมาสัมผัสบรรยากาศเงียบสงบแบบยุโรปจริงๆ
4. ด้านในปราสาทหรูอลังการเหมือนพระราชวังในหนัง
ด้านนอกว่าสวยเพลินตาแล้ว แต่ด้านในก็อลังการไม่แพ้กัน ตัวปราสาทถูกเนรมิตขึ้นโดยกษัตริย์ พระเจ้าลุดวิกที่ 2 (King Ludwig II) ผู้ทรงหลงใหลในศิลปะและโอเปราอย่างลึกซึ้ง ภายในเลยตกแต่งแบบจัดเต็มทั้งความหรูหราและรายละเอียดสุดประณีต
ห้องโถงบัลลังก์ (Throne Hall / Thronsaal) โถงสีทองสไตล์ไบแซนไทน์ที่ดูอลังการมาก
ห้องนักร้องดนตรี (Singers' Hall / Sängersaal) โถงขนาดใหญ่ที่เต็มไปด้วยภาพเขียนจิตรกรรมเรื่องราวของอัศวินยุคกลาง
ห้องบรรทมกษัตริย์ (King's Bedroom / Schlafzimmer) ที่โดดเด่นด้วยงานแกะสลักไม้สไตล์นีโอกอทิกสุดประณีต
ถ้ำจำลอง (The Grotto / Grotte) ถ้ำหินงอกหินย้อยติดไฟเปลี่ยนสีที่สร้างขึ้นภายในตัวปราสาทอย่างน่าทึ่ง
ใครที่ชื่นชอบสถาปัตยกรรมยุโรปโบราณและเรื่องราวประวัติศาสตร์ รับรองว่าเดินชมได้เพลินจนลืมเวลาแน่นอน
ที่ตั้งและการเดินทางไปปราสาทนอยชวานสไตน์ (Neuschwanstein Castle)
ปราสาทนอยชวานสไตน์ (Neuschwanstein Castle) ตั้งอยู่ใกล้เมืองฟุสเซน (Füssen) ในแคว้น Bavaria ทางตอนใต้ของประเทศเยอรมนี ใกล้ชายแดนออสเตรีย ตัวปราสาทตั้งอยู่บนเนินเขาท่ามกลางวิวภูเขา ป่าสน และทะเลสาบสวยๆ แบบยุโรปเต็มฟีล จนถูกยกให้เป็นหนึ่งในแลนด์มาร์กที่สวยที่สุดของประเทศ
บริเวณด้านล่างปราสาทจะเป็นหมู่บ้านเล็กๆ ชื่อ Hohenschwangau ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นสำหรับนักท่องเที่ยว ทั้งจุดขายตั๋ว ร้านอาหาร คาเฟ่ และจุดขึ้นรถ Shuttle ไปยังตัวปราสาท ใครมีแพลนเที่ยวปราสาทนอยชวานสไตน์ด้วยตัวเอง ส่วนใหญ่ก็จะมาพักที่เมือง Füssen หรือย่าน Schwangau ที่อยู่ใกล้ปราสาท เดินทางสะดวก บรรยากาศเงียบสงบ หรือถ้ามีเวลาน้อย หลายคนก็เลือกมาแบบ One Day Trip จากมิวนิกได้เหมือนกัน เพราะเดินทางค่อนข้างง่าย
วิธีเดินทางจากไทยไปมิวนิก (Munich)
สำหรับคนไทยที่อยากมาเที่ยวเยอรมนีด้วยตัวเอง ส่วนใหญ่จะเริ่มต้นที่เมืองมิวนิก (Munich) เพราะเป็นเมืองใหญ่ที่เดินทางสะดวกและอยู่ใกล้ปราสาทมากที่สุด
ปัจจุบันมีหลายสายการบินที่บินจากกรุงเทพฯ ไปมิวนิก ทั้งแบบบินตรงและแวะต่อเครื่อง ใช้เวลาบินประมาณ 11-15 ชั่วโมง ขึ้นอยู่กับสายการบินและจำนวนครั้งที่แวะต่อเครื่อง โดยสนามบินหลักคือ Munich Airport (MUC)
หลังถึงมิวนิกแล้ว หลายคนก็มักใช้เวลาพักเที่ยวในเมืองก่อน 1-2 วัน เพราะมิวนิกเองก็เป็นอีกหนึ่งเมืองสวยของ Bavaria ที่เต็มไปด้วยบรรยากาศยุโรปคลาสสิก ทั้งจัตุรัสเก่า คาเฟ่ และตลาดคริสต์มาสช่วงหน้าหนาว
วิธีการเดินทางไปปราสาทนอยชวานสไตน์
นั่งรถไฟ + รถบัส (วิธียอดฮิตสำหรับสายเที่ยวเอง) วิธีนี้เหมาะมากสำหรับคนที่อยากเที่ยวปราสาทนอยชวานสไตน์ด้วยตัวเองแบบง่ายๆ โดยเริ่มจากนั่งรถไฟจากสถานี München Hbf ในมิวนิก ไปลงที่เมือง Füssen ใช้เวลาประมาณ 2 ชั่วโมง (แนะนำให้เช็กตารางล่วงหน้าเพื่อเลือกขบวน BRB ที่วิ่งตรงแบบ Direct จะได้ไม่ต้องแวะเปลี่ยนขบวนกลางทาง) เมื่อถึงสถานี Füssen ให้เดินออกมาด้านหน้าเพื่อต่อรถบัส สาย 73 หรือ 78 ยิงยาวไปลงที่หมู่บ้าน Hohenschwangau ซึ่งเป็นจุดบริการนักท่องเที่ยวตรงตีนเขา ใช้เวลาอีกประมาณ 10-15 นาที รวมเวลาเดินทางจากมิวนิกทั้งหมดประมาณ 2.5-3 ชั่วโมง วิวสองข้างทางสวยคลาสสิกมาก ยิ่งใช้ตั๋วกลุ่มยอดฮิตอย่าง Bayern Ticket ยิ่งคุ้มค่ารถสุดๆ
เช่ารถขับเอง (เหมาะกับสาย Road Trip) ถ้าใครอยากเที่ยวแบบยืดหยุ่น แวะเมืองน่ารักๆ ระหว่างทาง หรือกำลังแพลนขับรถเที่ยวแคว้นบาวาเรียตามเส้นทางสายโรแมนติก การเช่ารถขับถือว่าสะดวกที่สุด จากมิวนิกขับมาที่ปราสาทใช้เวลาประมาณ 2 ชั่วโมง เส้นทางขับง่าย ปลอดภัย และวิวระหว่างทางคือสวยแบบยุโรปในฝัน ทั้งทุ่งหญ้าเลี้ยงสัตว์ หมู่บ้านเยอรมันโบราณ และมีเทือกเขาแอลป์เป็นฉากหลัง โดยเมื่อไปถึงต้องนำรถไปจอดที่ลานจอดรถในหมู่บ้าน Hohenschwangau เท่านั้น (ไม่อนุญาตให้นำรถส่วนตัวขับขึ้นไปบนปราสาท)
ซื้อทัวร์ One Day Trip จากมิวนิก สำหรับคนที่ไม่อยากปวดหัวกับการจัดตารางรถไฟ ต่อรถบัส หรือกังวลเรื่องการจองตั๋วเข้าปราสาทเอง ปัจจุบันมีบริการ Day Tour ที่ออกจากเมืองมิวนิกให้เลือกเยอะมาก รถบัสทัวร์จะพารับส่งแบบยิงยาวจากมิวนิกช่วงเช้าและกลับมาส่งตอนเย็น บางแพ็กเกจจะกดรวมตั๋วเข้าชมภายในปราสาทล็อกรอบไว้ให้เรียบร้อยแล้ว เหมาะสำหรับมือใหม่ คนที่มีเวลาน้อย หรือเดินทางพร้อมผู้สูงอายุ
การเดินทางจากหมู่บ้านด้านล่าง (Hohenschwangau) ขึ้นไปยังตัวปราสาท
เมื่อมาถึงด้านล่างแล้ว การจะขึ้นไปยังตัว Neuschwanstein Castle ที่ตั้งอยู่บนเขาสูง สามารถเลือกได้ 3 วิธีตามความสะดวก:
เดินขึ้นเขา (วิธีประหยัด ได้ออกกำลัง): ใช้เวลาเดินเท้าประมาณ 30-40 นาที ทางเดินเป็นถนนลาดยางอย่างดี เดินไม่ยากแต่เป็นทางลาดชันขึ้นเขาตลอดแนว เหมาะกับคนที่ร่างกายพร้อมและอยากค่อยๆ เดินซึมซับธรรมชาติและแวะถ่ายรูปตามจุดชมวิวรายทาง
รถ Shuttle Bus (วิธีที่สะดวกและนิยมที่สุด): รถบัสจะรับจากด้านล่างวิ่งอ้อมขึ้นไปส่งที่จุดจอดใกล้กับสะพานมาเรียน (Marienbrücke) เหมาะกับคนที่อยากประหยัดแรง
ข้อควรระวัง: เมื่อลงรถบัสแล้ว ทุกคนต้องเดินเท้าต่อตามทางลาดลงเขาอีกประมาณ 500 เมตร (10-15 นาที) ถึงจะถึงประตูทางเข้าปราสาท และรถบัสอาจงดให้บริการชั่วคราวในวันที่มีหิมะตกหนักหรือถนนเป็นน้ำแข็ง
นั่งรถม้าลาก (ได้ฟีลคลาสสิกย้อนยุค): อีกหนึ่งไฮไลต์ที่ให้บรรยากาศโรแมนติกเหมือนนั่งรถม้าเจ้าหญิงขึ้นปราสาท
ข้อควรระวัง: รถม้าจะไม่ได้ไปส่งถึงหน้าประตูปราสาทเช่นกัน โดยจะจอดส่งที่จุดพักม้าด้านล่าง จากนั้นเราต้องเดินขึ้นเนินที่ค่อนข้างชันต่ออีกประมาณ 300 เมตร (10-15 นาที) และวิธีนี้ไม่สามารถจองคิวล่วงหน้าได้ ต้องต่อแถวรอคิวและจ่ายเงินสดกับคนขับโดยตรงเท่านั้น
จุดเด่นของปราสาทนอยชวานสไตน์ (Neuschwanstein Castle)
หนึ่งในปราสาทที่สวยและโด่งดังที่สุดในโลก แค่เห็นภาพก็รู้ทันทีว่าคือที่ไหน เพราะตัวปราสาทมีเอกลักษณ์มาก ทั้งยอดหอคอยสีขาว ดีไซน์แบบยุโรปคลาสสิก และโลเคชันบนภูเขาที่ดูอลังการจนกลายเป็นภาพจำของเยอรมนีไปแล้ว
เป็นต้นแบบของปราสาทเจ้าหญิงดิสนีย์ ความแฟนตาซีของที่นี่ทำให้ Disney นำไปเป็นแรงบันดาลใจสร้างปราสาท Sleeping Beauty Castle จนหลายคนเรียกว่าเป็น “Disney Castle ของจริง” ใครเป็นสายเจ้าหญิงหรือชอบฟีลเทพนิยาย บอกเลยว่ามาแล้วฟินกันแน่นอน
วิวรอบปราสาทสวยเหมือนภาพวาดทุกฤดู ไม่ว่าจะเป็นวิวภูเขา ป่าสน ทะเลสาบ หรือหมู่บ้านเล็กๆ รอบๆ Bavaria ทุกอย่างดูลงตัวไปหมด โดยเฉพาะช่วงใบไม้เปลี่ยนสีและหน้าหนาวที่มีหิมะปกคลุม บรรยากาศจะโรแมนติกมากจนเหมือนฉากในหนังยุโรปเลย
มีมุมถ่ายรูประดับไอคอนิกเยอะมาก โดยเฉพาะมุมจากสะพาน Marienbrücke ที่ถือเป็นหนึ่งในจุดถ่ายรูปยอดฮิตที่สุดในเยอรมนี ถ่ายออกมายังไงก็เหมือนโปสการ์ด เหมาะมากสำหรับสายคอนเทนต์และคนที่ชอบถ่ายรูปวิวสวยๆ
เต็มไปด้วยเรื่องราวของกษัตริย์ King Ludwig II ปราสาทแห่งนี้ไม่ได้สร้างขึ้นเพื่อสงครามหรือการป้องกันเมือง แต่สร้างขึ้นจากจินตนาการและความหลงใหลในศิลปะ ดนตรี และโอเปรา ทำให้บรรยากาศของที่นี่มีความโรแมนติกและแตกต่างจากปราสาทยุโรปทั่วไปมาก
เดินทางง่ายจากมิวนิก เที่ยวแบบ One Day Trip ได้ ถึงจะดูเหมือนอยู่กลางภูเขา แต่จริงๆ แล้วสามารถนั่งรถไฟจากมิวนิกมาเที่ยวแบบไปเช้าเย็นกลับได้สบายๆ จึงเป็นหนึ่งในแลนด์มาร์กยอดฮิตของคนที่มาเที่ยว Bavaria หรือเที่ยวเยอรมนีครั้งแรก
หน้าหนาวสวยเหมือนเมืองในเทพนิยาย ช่วงหิมะตกคือไฮไลต์ที่หลายคนอยากมาเห็นสักครั้ง เพราะตัวปราสาทสีขาวตัดกับวิวหิมะและภูเขา ดูเหมือนปราสาทน้ำแข็งในโลกแฟนตาซีจริงๆ เป็นฟีลที่หาไม่ได้ง่ายๆ จากที่เที่ยวอื่นในยุโรป
ได้ทั้งเที่ยวปราสาทและเที่ยวธรรมชาติในทริปเดียว รอบๆ ปราสาทมีทั้งทะเลสาบ เส้นทางเดินป่า จุดชมวิว และเมืองเล็กน่ารักอย่าง Füssen ทำให้ทริปนี้ไม่ได้มีแค่การมาดูปราสาท แต่ยังได้สัมผัสธรรมชาติและบรรยากาศยุโรปแบบเต็มอิ่มอีกด้วย
เที่ยวปราสาทนอยชวานสไตน์ (Neuschwanstein Castle) เดือนไหนดี?
ฤดูใบไม้ผลิ (มีนาคม – พฤษภาคม) ช่วงนี้เป็นช่วงที่ธรรมชาติรอบๆ ปราสาทเริ่มกลับมามีชีวิตอีกครั้ง หลังผ่านฤดูหนาวมาไม่นาน ทั้งป่าสน ทุ่งหญ้า และวิวภูเขาจะค่อยๆ เปลี่ยนเป็นสีเขียวสด อากาศเย็นกำลังสบาย เดินเที่ยวได้แบบไม่เหนื่อยมาก แถมคนยังไม่แน่นเท่าช่วงหน้าร้อน เหมาะกับคนที่อยากมาเที่ยวแบบชิลๆ ถ่ายรูปสวย และได้บรรยากาศเงียบสงบหน่อย ยิ่งช่วงปลายเมษายนถึงพฤษภาคมคืออากาศดีมาก เดินเล่นรอบปราสาทเพลินสุดๆ
ฤดูร้อน (มิถุนายน – สิงหาคม) ถ้าใครชอบฟ้าสีฟ้า วิวภูเขาคมชัด และอากาศสดใส ช่วงหน้าร้อนคือช่วงที่สวยและคึกคักที่สุดของการมาเที่ยวปราสาทนอยชวานสไตน์ เพราะกลางวันยาว มีเวลาเที่ยวเยอะ รอบๆ ปราสาทจะเต็มไปด้วยสีเขียวของธรรมชาติแบบสดชื่นมาก เหมาะกับสายเที่ยวเต็มวันหรือคนที่แพลน Road Trip เที่ยว Bavaria ต่อ แต่ช่วงนี้ถือเป็น High Season นักท่องเที่ยวค่อนข้างเยอะ แนะนำให้จองตั๋วเข้าชมล่วงหน้า โดยเฉพาะเดือนกรกฎาคมและสิงหาคม
ฤดูใบไม้ร่วง (กันยายน – พฤศจิกายน) หลายคนยกให้ช่วงนี้เป็นฤดูที่โรแมนติกที่สุด เพราะวิวรอบปราสาทจะเต็มไปด้วยสีส้ม เหลือง และแดงของใบไม้เปลี่ยนสี ตัดกับตัวปราสาทสีขาวแล้วสวยเหมือนภาพวาดมาก บรรยากาศจะมีความอบอุ่น เงียบสงบ และฟีลยุโรปชัดสุดๆ โดยเฉพาะช่วงปลายกันยายนถึงกลางตุลาคมที่สีของป่ารอบๆ กำลังพีค ใครเป็นสายถ่ายรูปหรือชอบวิวแนวเทพนิยายยุโรป บอกเลยว่าฤดูนี้คือห้ามพลาด
ฤดูหนาว (ธันวาคม – กุมภาพันธ์) นี่คือช่วงที่หลายคนฝันอยากมาเห็นด้วยตาตัวเอง เพราะปราสาทนอยชวานสไตน์หน้าหนาวจะถูกปกคลุมไปด้วยหิมะสีขาวทั้งหลัง พร้อมวิวภูเขาและป่าสนที่ดูเหมือนหลุดออกมาจากโลกแฟนตาซีจริงๆ ยิ่งช่วงหลังหิมะตกใหม่ๆ คือสวยเหมือนฉากในดิสนีย์แบบไม่เกินจริง บรรยากาศเงียบ โรแมนติก และให้ฟีลปราสาทเทพนิยายเต็มขั้น แต่ต้องเตรียมตัวเรื่องอากาศหนาวให้ดี เพราะบางวันอุณหภูมิอาจติดลบ และสะพาน Marienbrücke อาจปิดชั่วคราวหากหิมะตกหนักหรือพื้นลื่นเกินไป
กิจกรรมแนะนำในปราสาทนอยชวานสไตน์ (Neuschwanstein Castle)
เดินไปถ่ายรูปที่สะพาน Marienbrücke ถ้ามาถึงแล้วไม่ได้แวะสะพาน Marienbrücke ถือว่าเหมือนมาไม่ถึง เพราะที่นี่คือมุมถ่ายรูปไฮไลต์ที่สามารถมองเห็นตัวปราสาทได้สวยที่สุดแบบเต็มตา ยิ่งช่วงเช้าหรือช่วงเย็นที่แสงกำลังสวย วิวภูเขา ป่าสน และตัวปราสาทสีขาวจะดูอลังการมาก ใครเป็นสายถ่ายรูปหรือสายคอนเทนต์ บอกเลยว่ามุมนี้ได้รูปกลับไปเพียบแน่นอน
เข้าชมด้านในปราสาทและฟังเรื่องราวของ King Ludwig II อีกกิจกรรมที่ห้ามพลาดคือการเข้าชมด้านในปราสาท เพราะนอกจากจะได้เห็นห้องต่างๆ ที่ตกแต่งอย่างหรูหราแล้ว ยังได้ฟังเรื่องราวของพระเจ้าลุดวิกที่ 2 ผู้สร้างปราสาทแห่งนี้ขึ้นมาจากจินตนาการและความหลงใหลในโลกแฟนตาซี ภายในมีทั้งห้องบัลลังก์ ห้องนักร้อง และงานศิลปะยุโรปสวยๆ ที่ให้ฟีลเหมือนเดินอยู่ในพระราชวังของเทพนิยายจริงๆ
เดินเล่นชมธรรมชาติรอบปราสาท รอบๆ ปราสาทเต็มไปด้วยเส้นทางเดินเล่น วิวภูเขา และธรรมชาติสวยมาก โดยเฉพาะบริเวณทะเลสาบ Alpsee ที่บรรยากาศเงียบสงบสุดๆ ใครอยากพักจากความวุ่นวายหรือชอบฟีลเที่ยวธรรมชาติแบบยุโรป แนะนำให้เผื่อเวลาเดินเล่นรอบๆ ด้วย เพราะวิวระหว่างทางสวยไม่แพ้ตัวปราสาทเลย
เดินขึ้นปราสาทแทนการนั่ง Shuttle Bus ถึงแม้จะมีรถ Shuttle และรถม้าลากให้บริการ แต่ถ้ามีเวลาและอยากซึมซับบรรยากาศเต็มๆ แนะนำให้ลองเดินขึ้นปราสาทดูสักครั้ง ทางเดินจะผ่านทั้งป่าสน จุดชมวิว และมุมสวยๆ ระหว่างทาง ใช้เวลาประมาณ 30-40 นาที แต่เป็นการเดินที่เพลินมาก โดยเฉพาะช่วงอากาศเย็นๆ
แวะคาเฟ่และร้านอาหารในหมู่บ้าน Hohenschwangau หลังเที่ยวปราสาทเสร็จ หลายคนก็มักแวะพักที่หมู่บ้านด้านล่าง ซึ่งมีทั้งคาเฟ่ ร้านอาหาร และร้านขายของฝากบรรยากาศน่ารักสไตล์ Bavaria เหมาะกับการนั่งพักชมวิวภูเขาแบบชิลๆ หรือหาเครื่องดื่มอุ่นๆ ดื่มช่วงหน้าหนาว ฟีลดีมาก
เที่ยวต่อที่เมือง Füssen ถ้ามีเวลา แนะนำให้นั่งรถต่อไปเดินเล่นที่เมือง Füssen เมืองเล็กสุดน่ารักใกล้ปราสาท ที่เต็มไปด้วยบ้านสีพาสเทล ถนนหินเก่า และบรรยากาศยุโรปคลาสสิก เหมาะกับการเดินเล่น ถ่ายรูป หรือหามื้อเย็นอร่อยๆ ก่อนกลับมิวนิก
มาล่าฟีลเทพนิยายช่วงหิมะตก สำหรับใครที่มาเที่ยวช่วงหน้าหนาว หนึ่งในกิจกรรมที่หลายคนตั้งใจมาทำก็คือการมาชมวิวปราสาทนอยชวานสไตน์กลางหิมะ เพราะบรรยากาศตอนหิมะปกคลุมทั้งภูเขาและตัวปราสาทนั้นสวยเหมือนฉากในหนังแฟนตาซีจริงๆ ยิ่งถ้าโชคดีเจอวันที่หิมะเพิ่งตกใหม่ๆ คือโรแมนติกมากจนแทบไม่อยากกลับ
แนะนำที่พักใกล้ปราสาทนอยชวานสไตน์ (Neuschwanstein Castle)
Villa Ludwig Suite Hotel & Chalet
Villa Ludwig Suite Hotel & Chalet ถ้าอยากได้ฟีลตื่นมาแล้วเปิดหน้าต่างเห็นวิวปราสาทนอยชวานสไตน์ อยู่ตรงหน้า ที่นี่คือหนึ่งในที่พักที่หลายคนเลิฟมาก เพราะโลเคชันอยู่ใกล้ทางขึ้นปราสาทแบบสุดๆ บางห้องสามารถมองเห็นวิวตัวปราสาทได้จากระเบียงเลย บรรยากาศโดยรวมเงียบสงบและโรแมนติกมาก เหมือนมาพักบ้านพักตากอากาศกลางเทือกเขาแอลป์ ตัวห้องพักตกแต่งสไตล์ชาเลต์ยุโรป อบอุ่น น่านอน และมีความเป็นส่วนตัวสูง หลายคนชอบจองห้องแบบ Suite ที่มีอ่างอาบน้ำและวิวภูเขา เพราะช่วงเช้าหรือช่วงหิมะตกคือบรรยากาศดีมากแบบเหมือนอยู่ในหนัง
AMERON Neuschwanstein Alpsee Resort & Spa
AMERON Neuschwanstein Alpsee Resort & Spa โรงแรมนี้เหมาะมากสำหรับคนที่อยากพักผ่อนแบบเต็มอิ่มท่ามกลางธรรมชาติของ Bavaria เพราะตัวที่พักตั้งอยู่ใกล้ทะเลสาบ Alpsee รายล้อมด้วยวิวภูเขา ป่าสน และอากาศบริสุทธิ์แบบยุโรปเต็มๆ บรรยากาศเงียบ สงบ และโรแมนติกมาก โดยเฉพาะช่วงหน้าหนาวหรือฤดูใบไม้ร่วงที่วิวรอบๆ จะสวยเป็นพิเศษ ห้องพักตกแต่งหรูแบบร่วมสมัย มีหน้าต่างบานใหญ่รับวิวธรรมชาติเต็มตา นอกจากนี้ยังมีสปา สระว่ายน้ำ ซาวน่า และโซน Wellness ให้พักผ่อนหลังเที่ยวปราสาททั้งวัน ใครอยากได้ทริปฟีลยุโรปหรูๆ แบบ slow life บอกเลยว่าที่นี่ตอบโจทย์มาก
Hotel Sonne
สำหรับคนที่อยากพักในเมือง Füssen แบบเดินทางสะดวกและมีร้านอาหาร คาเฟ่ หรือซูเปอร์มาร์เก็ตอยู่รอบๆ Hotel Sonne ถือเป็นตัวเลือกที่น่าพักมาก ตัวโรงแรมอยู่ใกล้สถานีรถไฟและย่านเมืองเก่า สามารถเดินเล่นชมเมืองต่อช่วงเย็นได้สบาย บรรยากาศด้านในตกแต่งทันสมัยแต่ยังแอบมีกลิ่นอาย Bavaria แบบอบอุ่น ห้องพักกว้าง สะอาด และนอนสบายมาก หลายคนชอบที่นี่เพราะโลเคชันดี เดินทางไป Neuschwanstein Castle ง่าย แถมตอนกลางคืนยังสามารถออกมาเดินเล่นในเมือง Füssen ได้ฟีลยุโรปสุดๆ
เคล็ดลับการเที่ยวปราสาทนอยชวานสไตน์ (Neuschwanstein Castle)
จองตั๋วเข้าปราสาทล่วงหน้าไว้ก่อนดีที่สุด เพราะที่นี่เป็นหนึ่งในแลนด์มาร์กยอดฮิตของเยอรมนี โดยเฉพาะช่วงหน้าร้อนและปลายปี ตั๋วเข้าชมมักเต็มเร็วมาก บางวัน Walk-in อาจไม่ได้รอบเลยก็มี แนะนำให้จองออนไลน์ล่วงหน้าอย่างน้อย 1-2 สัปดาห์ จะช่วยให้จัดแพลนเที่ยวง่ายขึ้นเยอะ
ไปถึงช่วงเช้าจะได้ทั้งวิวสวยและคนน้อยกว่า ถ้าอยากถ่ายรูปแบบไม่ติดคนเยอะ แนะนำให้ไปตั้งแต่เช้า โดยเฉพาะบริเวณสะพาน Marienbrücke เพราะช่วงสายถึงบ่ายนักท่องเที่ยวจะค่อนข้างแน่น แถมแสงตอนเช้ายังช่วยให้วิวปราสาทและภูเขาดูสวยละมุนมากอีกด้วย
ใส่รองเท้าเดินสบายไว้ก่อน ถึงจะมี Shuttle Bus และรถม้าลาก แต่สุดท้ายก็ยังต้องเดินพอสมควร ทั้งทางขึ้นปราสาท ทางเดินไปสะพานชมวิว หรือจุดถ่ายรูปต่างๆ โดยเฉพาะช่วงหน้าหนาวที่พื้นอาจลื่นง่าย รองเท้าผ้าใบหรือรองเท้ากันลื่นจะช่วยเที่ยวได้สบายขึ้นมาก
หน้าหนาวสวยมาก แต่ต้องเช็กสภาพอากาศก่อนเดินทาง ช่วงหิมะตกบรรยากาศของปราสาทนอยชวานสไตน์จะสวยเหมือนโลกเทพนิยายจริงๆ แต่บางวันหิมะตกหนักหรือพื้นลื่นมาก สะพาน Marienbrücke อาจปิดชั่วคราวเพื่อความปลอดภัย แนะนำให้เช็กอากาศและสถานะเปิด-ปิดของจุดชมวิวก่อนออกเดินทางทุกครั้ง
สามารถเที่ยวแบบ One Day Trip จากมิวนิกได้ ใครมีเวลาน้อยก็สามารถนั่งรถไฟจากมิวนิกมาเที่ยวแบบไปเช้าเย็นกลับได้สบายๆ แต่ถ้าอยากซึมซับบรรยากาศแบบชิลๆ แนะนำให้นอนค้างที่ Füssen หรือ Schwangau สักคืน เพราะช่วงเช้ากับช่วงเย็นบรรยากาศดีมากและคนจะน้อยกว่ากลางวัน
ลองเผื่อเวลาเดินเล่นในเมือง Füssen หลายคนมาถึงแล้วเที่ยวแค่ปราสาทก่อนกลับ แต่จริงๆ เมือง Füssen น่ารักมาก ทั้งคาเฟ่ บ้านสีพาสเทล และถนนเล็กๆ ฟีลยุโรปคลาสสิก ถ้ามีเวลาเดินเล่นต่ออีกนิดจะช่วยให้ทริปนี้ครบและได้บรรยากาศ Bavaria มากขึ้น
เตรียมเสื้อกันหนาวแบบจริงจังช่วงปลายปี แม้ช่วงหน้าหนาววิวจะสวยมาก แต่ลมบนภูเขาค่อนข้างแรง โดยเฉพาะบริเวณสะพานชมวิว แนะนำให้เตรียมเสื้อโค้ต ผ้าพันคอ ถุงมือ และ Heattech ไปให้พร้อม จะช่วยเที่ยวได้สบายขึ้นเยอะ