สตราสบูร์ก (Strasbourg) เมืองสุดน่ารักแห่งแคว้นอัลซาสทางตะวันออกของประเทศฝรั่งเศส คือหนึ่งในเมืองยุโรปที่หลายคนเห็นรูปแล้วถูกใจ จนอยากจัดกระเป๋าไปเที่ยวทันที ไม่ว่าจะเป็นบ้านไม้ครึ่งปูนริมคลอง ถนนหินในย่านเมืองเก่า คาเฟ่บรรยากาศอบอุ่น หรือวิวช่วงคริสต์มาสที่เหมือนหลุดเข้าไปในหนัง ทำให้ที่นี่กลายเป็นอีกหนึ่งจุดหมายยอดฮิตของสายเที่ยวยุโรป โดยเฉพาะคนที่ชอบเมืองโรแมนติก ถ่ายรูปสวย และฟีลยุโรปคลาสสิกแบบเต็มๆ
บทความนี้จะพาไปรีวิวการเที่ยวสตราสบูร์กแบบครบๆ ตั้งแต่จุดไฮไลต์ห้ามพลาด วิธีเดินทาง ช่วงเวลาน่าเที่ยว กิจกรรมที่ควรลอง ไปจนถึงที่พักและทริคเล็กๆ สำหรับเตรียมตัวเที่ยวแบบสบายๆ ไม่ว่าจะเป็นสายเที่ยวชิล สายถ่ายรูป หรือคนที่กำลังวางแผนเที่ยวสตราสบูร์กด้วยตัวเอง ก็อ่านแล้วเอาไปจัดทริปตามได้เลย แถมยังสามารถจองตั๋วเครื่องบินและที่พักผ่าน Traveloka ได้ครบในแอปเดียว ช่วยให้วางแผนเที่ยวได้ง่ายขึ้นเยอะ!
จุดไฮไลท์ต่างๆ ของสตราสบูร์ก (Strasbourg)
1. มหาวิหารสตราสบูร์ก(Cathédrale Notre-Dame de Strasbourg)
แลนด์มาร์กที่เป็นเหมือนหัวใจของเมืองสตราสบูร์ก ก็คือมหาวิหารสไตล์โกธิกสุดอลังการแห่งนี้ ตัวอาคารสร้างจากหินทรายสีชมพูที่มีเสน่ห์มาก เพราะสีของตัวมหาวิหารจะเปลี่ยนไปตามแสงในแต่ละช่วงเวลา ยิ่งตอนเช้าหรือช่วงเย็นคือสวยแบบต้องมนตร์มากจริงๆ ไฮไลต์สำคัญคือ “นาฬิกาดาราศาสตร์” อายุหลายร้อยปีจากศตวรรษที่ 16 ที่จะมีโชว์กลไกตุ๊กตาเคลื่อนไหวทุกวันช่วงประมาณ 12:30 น. ใครมีเวลาแนะนำให้รอดูเลย เพราะรายละเอียดงานช่างคืออลังการมาก นอกจากนี้สายชมวิวก็สามารถเดินขึ้นบันไดกว่า 330 ขั้นเพื่อขึ้นไปดูวิวเมือง Strasbourg แบบพาโนรามาได้ด้วย มองเห็นทั้งหลังคาเมืองเก่าและคลองรอบเมืองแบบเต็มตา เป็นอีกหนึ่งจุดเช็กอินที่ห้ามพลาดเลยจริงๆ
2. พระราชวังโรฮัน (Palais Rohan)
ถัดจากมหาวิหารไม่ไกล จะเจอกับพระราชวังเก่าสุดหรูสไตล์บาโรกฝรั่งเศสอย่าง Palais Rohan ที่ครั้งหนึ่งเคยเป็นที่ประทับของราชวงศ์ฝรั่งเศส รวมถึงพระเจ้าหลุยส์ที่ 15 และพระนางมารี อ็องตัวแน็ตด้วย ตัวอาคารมีความสง่างาม ให้ฟีลยุโรปคลาสสิกแบบเต็มๆ ด้านในปัจจุบันแบ่งเป็นพิพิธภัณฑ์หลายโซน ทั้งพิพิธภัณฑ์โบราณคดี พิพิธภัณฑ์ศิลปะตกแต่ง และพิพิธภัณฑ์วิจิตรศิลป์ เหมาะกับคนที่ชอบงานศิลปะ ประวัติศาสตร์ หรืออยากสัมผัสอีกมุมของเมืองที่หรูหราและมีเรื่องราวน่าสนใจซ่อนอยู่เต็มไปหมด
3. บ้านกามแมร์ตเซลล์ (Maison Kammerzell)
หนึ่งในอาคารที่โดดเด่นที่สุดบริเวณจัตุรัสหน้ามหาวิหารก็คือ Maison Kammerzell บ้านไม้เก่าแก่สไตล์เรเนซองส์ที่ขึ้นชื่อเรื่องลวดลายแกะสลักไม้สุดละเอียด จนหลายคนยกให้เป็นหนึ่งในบ้านที่สวยที่สุดของฝรั่งเศสเลยทีเดียว มองจากด้านนอกก็ว่าสวยแล้ว แต่ด้านในปัจจุบันเปิดเป็นทั้งโรงแรมและร้านอาหารพื้นเมือง ใครอยากลองนั่งกินอาหารอัลซาสในบรรยากาศยุโรปคลาสสิกแบบแท้ๆ ที่นี่คือฟีลดีมาก ยิ่งช่วงเย็นที่แสงเริ่มส้มๆ บริเวณรอบมหาวิหารจะยิ่งดูโรแมนติกสุดๆ
4. ย่านเปอติท ฟรองซ์ (Petite-France)
ถ้ามีที่ไหนที่ทำให้คนตกหลุมรักการเที่ยวสตราสบูร์กได้ง่ายที่สุด ก็คงหนีไม่พ้นย่าน Petite-France เขตเมืองเก่าสุดน่ารักที่เหมือนหลุดออกมาจากเทพนิยายยุโรป ย่านนี้เต็มไปด้วยตรอกหินเล็กๆ บ้านโครงไม้ซุง (Half-timbered houses) สมัยศตวรรษที่ 16–17 และหน้าต่างที่ประดับดอกไม้สีสดแทบทุกหลัง มีคลองเล็กๆ ไหลผ่านรอบเมือง ให้ฟีลอบอุ่นและโรแมนติกมากกก เดินเล่นตรงไหนก็เจอทั้งคาเฟ่น่ารัก ร้านขนม และมุมถ่ายรูปแบบไม่ต้องพยายาม โดยเฉพาะช่วงเช้ากับช่วงเย็นคือบรรยากาศดีที่สุด เหมาะมากสำหรับสายถ่ายรูปหรือคนที่อยากสัมผัสฟีลเมืองเทพนิยายฝรั่งเศส
5. ตลาดคริสต์มาส Strasbourg ที่สวยเหมือนหลุดจากนิทาน
ถ้ามาช่วงปลายปี บอกเลยว่า Strasbourg จะกลายเป็นเมืองที่เหมือนหลุดออกมาจากโลกในเทพนิยายเลยจริงๆ เพราะทั่วทั้งเมืองจะถูกแต่งด้วยไฟประดับสีอบอุ่น ซุ้มร้านไม้เล็กๆ และต้นคริสต์มาสขนาดยักษ์ที่ตั้งเด่นอยู่กลางจัตุรัส บรรยากาศคึกคักแต่ยังมีความโรแมนติกแบบยุโรปคลาสสิกเต็มๆ ไฮไลต์ของ Strasbourg Christmas Market คือการได้เดินเล่นท่ามกลางกลิ่นไวน์ร้อน ขนมอบหอมๆ และร้านขายของตกแต่งคริสต์มาสที่เรียงรายอยู่ทั่วเมือง ยิ่งช่วงกลางคืนที่ไฟเริ่มเปิดพร้อมกัน บรรยากาศจะยิ่งสวยและอบอุ่นมาก จนหลายคนยกให้ Strasbourg เป็น “เมืองหลวงแห่งคริสต์มาส” ของยุโรปเลยทีเดียว ใครอยากสัมผัสฟีลเที่ยวยุโรปหน้าหนาวแบบเต็มอารมณ์ บอกเลยว่าต้องลองมาสักครั้ง
ที่ตั้งและการเดินทางไปสตราสบูร์ก (Strasbourg)
สตราสบูร์ก (Strasbourg) ตั้งอยู่ทางตะวันออกของประเทศฝรั่งเศส ในแคว้นอัลซาส (Alsace) ติดกับพรมแดนเยอรมนี โดยมีแม่น้ำไรน์คั่นกลาง ทำให้เมืองนี้มีเสน่ห์เฉพาะตัว ทั้งวัฒนธรรม อาหาร และสถาปัตยกรรมที่ผสมความเป็นฝรั่งเศสกับเยอรมันได้อย่างลงตัว
นอกจากจะเป็นเมืองท่องเที่ยวสุดโรแมนติกแล้ว Strasbourg ยังเป็นเมืองสำคัญของยุโรป เพราะเป็นที่ตั้งของรัฐสภายุโรป (European Parliament) อีกด้วย บรรยากาศในเมืองเลยมีทั้งความคลาสสิกของเมืองเก่าและความทันสมัยอยู่ในที่เดียวกัน
วิธีเดินทางจากไทยไปสตราสบูร์ก
บินไปปารีส แล้วต่อรถไฟ TGV วิธีนี้เป็นตัวเลือกยอดฮิตสำหรับคนที่วางแผนเที่ยว Strasbourg จากปารีส เพราะมีไฟลต์จากไทยไปปารีสให้เลือกเยอะ จากนั้นสามารถนั่งรถไฟความเร็วสูง TGV จาก Paris Gare de l'Est ไป Strasbourg ใช้เวลาประมาณ 1 ชั่วโมง 45 นาที – 2 ชั่วโมง เดินทางสะดวก แถมวิวระหว่างทางสวยมาก
บินไป Frankfurt แล้วต่อรถไฟเข้า Strasbourg อีกวิธีที่สะดวกไม่แพ้กัน โดยเฉพาะใครที่มีแพลนเที่ยวฝั่งเยอรมนีต่อ เพราะ Strasbourg อยู่ใกล้ Frankfurt มาก จากสนามบินสามารถนั่งรถไฟตรงเข้าเมืองได้ ใช้เวลาประมาณ 2 ชั่วโมง เหมาะกับคนที่อยากเที่ยวหลายประเทศในทริปเดียว
ต่อเครื่องบินเข้า Strasbourg โดยตรง แม้จะไม่มีไฟลต์ตรงจากไทย แต่สามารถต่อเครื่องจากเมืองใหญ่ในยุโรปเข้าสนามบิน Strasbourg Airport (SXB) ได้ โดยสายการบินส่วนใหญ่จะเปลี่ยนเครื่องที่เมืองหลักอย่าง Paris, Amsterdam, Frankfurt, Munich หรือ Istanbul ก่อนบินต่อเข้า Strasbourg เหมาะกับคนที่อยากถึงเมืองแบบรวดเร็ว ไม่ต้องลากกระเป๋าต่อรถไฟหลายรอบ
วิธีการเดินทางในเมือง Strasbourg
เดินเที่ยว (แนะนำที่สุด) จุดไฮไลต์หลักของเมืองสตราสบูร์ก อย่างย่าน Petite-France, มหาวิหารสตราสบูร์กหรือโซนเมืองเก่าอยู่ไม่ไกลกันมาก สามารถเดินเล่นได้สบาย แถมระหว่างทางยังเต็มไปด้วยคาเฟ่ ร้านขนม และมุมถ่ายรูปน่ารักๆ ตลอดทาง
รถราง (Tram) ระบบรถรางของ Strasbourg ขึ้นชื่อว่าสะดวกและครอบคลุมทั่วเมือง ใช้งานง่าย เหมาะมากสำหรับคนที่พักนอกเมืองเก่าหรืออยากไปโซนอื่นเพิ่มเติม
จักรยาน Strasbourg เป็นหนึ่งในเมืองที่เป็นมิตรกับจักรยานมากๆ มีเลนปั่นทั่วเมือง สามารถเช่าจักรยานปั่นเล่นริมคลองหรือรอบเมืองเก่าได้ ฟีลดีมาก โดยเฉพาะช่วงอากาศเย็นๆ
ล่องเรือชมเมือง ถ้าอยากเห็นอีกมุมของเมือง แนะนำลองล่องเรือในคลอง Strasbourg จะได้ชมทั้งบ้านไม้ครึ่งปูน สะพานเก่า และวิวเมืองจากมุมที่เดินไม่เห็น บรรยากาศโรแมนติกมาก โดยเฉพาะช่วงเย็น
เช่ารถขับเที่ยวต่อในแคว้นอัลซาส สำหรับใครที่มีแพลนเที่ยวหมู่บ้านสวยๆ ในแคว้นอัลซาสต่อ เช่น Colmar, Riquewihr หรือ Eguisheim การเช่ารถจะสะดวกที่สุด เพราะสามารถแวะเที่ยวตามหมู่บ้านเล็กๆ ได้แบบชิลๆ ระหว่างทางวิวสวยมากด้วย
จุดเด่นของสตราสบูร์ก (Strasbourg)
เมืองยุโรปที่ผสมเสน่ห์ฝรั่งเศสและเยอรมันได้ลงตัว เพราะที่นี่ตั้งอยู่ติดชายแดนเยอรมนี ทำให้เมืองนี้มีเอกลักษณ์ไม่เหมือนเมืองอื่นในฝรั่งเศส ทั้งสถาปัตยกรรม อาหาร ไปจนถึงวัฒนธรรมที่มีกลิ่นอายสองประเทศผสมกันแบบพอดีๆ เดินเที่ยวแล้วจะรู้สึกได้ถึงความคลาสสิกที่มีเสน่ห์เฉพาะตัวมาก
บ้านไม้ครึ่งปูนริมคลอง ฟีลเหมือนเมืองในเทพนิยาย หนึ่งในภาพจำของสตราสบูร์ก คือบ้านโครงไม้เก่าแก่สีพาสเทลที่เรียงรายอยู่ริมคลอง โดยเฉพาะในย่าน Petite-France ที่ไม่ว่าจะเดินมุมไหนก็เหมือนได้หลุดเข้าไปในโปสการ์ดยุโรปจริงๆ เหมาะมากสำหรับสายถ่ายรูปและคนที่ชอบบรรยากาศเมืองโรแมนติก
เมืองเก่าที่เดินเล่นเพลินทั้งวันแบบไม่เบื่อ เสน่ห์ของ Strasbourg คือความเป็นเมืองที่เดินสนุกมาก ถนนหินเล็กๆ คาเฟ่น่ารัก ร้านขนม และอาคารเก่าสวยๆ กระจายอยู่ทั่วเมือง แค่เดินเล่นช้าๆ ก็เพลินได้ทั้งวันโดยไม่ต้องมีแพลนแน่นๆ เลย
คริสต์มาสอลังการจนถูกเรียกว่าเมืองหลวงแห่งคริสต์มาส ช่วงปลายปี Strasbourg จะเต็มไปด้วยไฟประดับ ตลาดคริสต์มาส และบรรยากาศอบอุ่นแบบยุโรปหน้าหนาว จนหลายคนยกให้ที่นี่เป็นหนึ่งในเมืองคริสต์มาสที่สวยที่สุดในโลก ใครชอบฟีล winter market ต้องหลงรักแน่นอน
มีทั้งมุมประวัติศาสตร์และมุมชิลในเมืองเดียว เมืองนี้ไม่ได้มีแค่ความน่ารัก แต่ยังเต็มไปด้วยสถานที่สำคัญทางประวัติศาสตร์ ทั้งมหาวิหารโกธิก พระราชวังเก่า และอาคารยุคกลาง ขณะเดียวกันก็มีคาเฟ่ริมน้ำ ร้านไวน์ และมุมพักผ่อนสบายๆ ให้เที่ยวได้แบบบาลานซ์มาก
เดินทางง่าย เที่ยวต่อเมืองอื่นสะดวก Strasbourg ถือเป็นจุดเชื่อมสำคัญของยุโรป สามารถนั่งรถไฟต่อไป Paris, Colmar, Frankfurt หรือเมืองอื่นๆ ได้ง่ายมาก เหมาะทั้งสำหรับคนที่อยากเที่ยวเมืองเดียวแบบชิลๆ และสาย Road Trip ยุโรป
เที่ยวได้ทุกฤดู และบรรยากาศเปลี่ยนสวยตลอดปี ไม่ว่าจะมาช่วงใบไม้ผลิ หน้าร้อน ใบไม้เปลี่ยนสี หรือฤดูหนาว Strasbourg ก็ให้ฟีลต่างกันออกไป ตั้งแต่เมืองสดใสริมคลอง ไปจนถึงวิวคริสต์มาสสุดโรแมนติก ทำให้เป็นเมืองที่กลับมาเที่ยวซ้ำได้แบบไม่เบื่อเลย
เที่ยวสตราสบูร์ก (Strasbourg) เดือนไหนดี?
ฤดูใบไม้ผลิ (เมษายน – มิถุนายน) ช่วงนี้อากาศกำลังสบาย เย็นๆ เดินเที่ยวเพลิน ดอกไม้เริ่มบานทั่วเมือง โดยเฉพาะย่าน Petite-France ที่จะดูสดใสเป็นพิเศษ คาเฟ่ริมคลองเริ่มกลับมาคึกคัก เหมาะกับสายถ่ายรูปและคนที่อยากเที่ยวแบบชิลๆ ไม่เร่งรีบ ข้อดีอีกอย่างคือคนยังไม่แน่นมาก เที่ยวสบาย ถ่ายรูปง่าย ได้ฟีลเมืองโรแมนติกฝรั่งเศสแบบเต็มๆ
ฤดูร้อน (กรกฎาคม – สิงหาคม) เป็นช่วงที่ Strasbourg มีชีวิตชีวามากที่สุด อากาศค่อนข้างอบอุ่น กลางวันยาว เหมาะกับการเดินเล่น ล่องเรือ หรือปั่นจักรยานรอบเมือง ช่วงนี้จะมีทั้งตลาดนัด กิจกรรมกลางแจ้ง และร้านอาหารเปิดเต็มเมือง บรรยากาศริมคลองช่วงเย็นคือดีมาก เหมาะกับคนที่ชอบเที่ยวเมืองยุโรปแบบมีชีวิตชีวาหน่อย แต่ก็ต้องแลกกับนักท่องเที่ยวที่ค่อนข้างเยอะเช่นกัน
ฤดูใบไม้ร่วง (กันยายน – พฤศจิกายน) อีกช่วงที่หลายคนหลงรัก เพราะเมืองจะเต็มไปด้วยโทนสีส้ม แดง เหลือง ของใบไม้เปลี่ยนสี ทำให้ Strasbourg ดูอบอุ่นและโรแมนติกขึ้นมาก อากาศกำลังดี เดินเที่ยวสบาย คนไม่แน่นเท่าหน้าร้อน แถมถ่ายรูปออกมาสวยมาก โดยเฉพาะตามคลองและตรอกในเมืองเก่า เป็นช่วงที่เหมาะกับสาย slow life และคนที่อยากสัมผัสบรรยากาศยุโรปแบบละมุนๆ
ฤดูหนาว (ธันวาคม – กุมภาพันธ์) ถ้าถามว่าเที่ยวStrasbourg เดือนไหนดี หลายคนยกให้ช่วงปลายปีเลยเพราะทั้งเมืองจะถูกเปลี่ยนให้กลายเป็นดินแดนคริสต์มาสแบบเต็มตัว ไฮไลต์คือ Strasbourg Christmas Market ตลาดคริสต์มาสชื่อดังที่เก่าแก่ที่สุดแห่งหนึ่งในยุโรป บรรยากาศช่วงกลางคืนสวยมาก ทั้งไฟประดับ ต้นคริสต์มาสยักษ์ กลิ่นไวน์ร้อน และร้านขายของตกแต่งสุดน่ารัก ให้ฟีลเหมือนอยู่ในหนังคริสต์มาสจริงๆ ส่วนช่วงมกราคม–กุมภาพันธ์ คนจะน้อยลง เมืองเงียบขึ้น เหมาะกับคนที่อยากเที่ยวแบบสงบๆ และสัมผัสฟีลเที่ยวยุโรปหน้าหนาวแบบชิลกว่าเดิม
กิจกรรมแนะนำในสตราสบูร์ก (Strasbourg)
เดินเล่นในย่าน Petite-France แบบชิลๆ หนึ่งในกิจกรรมที่ดีที่สุดของการมาเที่ยวสตราสบูร์ก คือการปล่อยใจเดินเล่นไปเรื่อยๆ ในย่านเมืองเก่าอย่าง Petite-France เพราะไม่ว่าจะเลี้ยวไปทางไหนก็เจอบ้านไม้ครึ่งปูนริมคลอง คาเฟ่น่ารัก และมุมถ่ายรูปสวยๆ เต็มไปหมด ยิ่งช่วงเช้าหรือเย็นคือบรรยากาศดีมาก เดินเพลินแบบลืมเวลาเลย
ขึ้นชมวิวบนมหาวิหาร Strasbourg Cathedral ถ้าอยากเห็นวิวเมืองเก่าแบบเต็มๆ แนะนำให้ลองเดินขึ้นบันไดกว่า 300 ขั้นบนมหาวิหารสตราสบูร์ก ด้านบนจะมองเห็นหลังคาเมืองเก่า คลองรอบเมือง และวิวของแคว้นอัลซาสแบบพาโนรามา ยิ่งช่วงพระอาทิตย์ใกล้ตกคือสวยมาก
ล่องเรือชมเมืองผ่านคลอง Strasbourg อีกกิจกรรมยอดฮิตคือการนั่งเรือชมเมืองไปตามคลองยุโรป รอบๆ เมืองเก่า ระหว่างทางจะได้เห็นทั้งบ้านไม้เก่า สะพานคลาสสิก และสถาปัตยกรรมยุโรปจากอีกมุมหนึ่ง บรรยากาศโรแมนติกมาก โดยเฉพาะช่วงเย็นที่แสงเริ่มนุ่ม
นั่งคาเฟ่ริมคลอง ฟีลยุโรปเต็มๆ Strasbourg เป็นเมืองที่เหมาะกับการนั่งคาเฟ่มากๆ หลายร้านตั้งอยู่ริมคลองหรืออยู่ในอาคารเก่าแก่บรรยากาศดี จะนั่งจิบกาแฟ กินขนม หรือดูคนเดินผ่านก็เพลินแล้ว ใครเป็นสาย slow life น่าจะชอบมาก
เดินตลาดคริสต์มาสช่วงปลายปี ถ้ามาช่วงพฤศจิกายน–ธันวาคม บอกเลยว่าห้ามพลาด เพราะเมืองทั้งเมืองจะเต็มไปด้วยตลาดคริสต์มาสสุดอบอุ่น มีทั้งร้านของตกแต่ง ขนมพื้นเมือง และไฟประดับสวยๆ ทุกมุม
ชิมอาหารท้องถิ่นสไตล์อัลซาส มาเที่ยว Strasbourg ทั้งที ต้องลองอาหารพื้นเมืองของแคว้นอัลซาส อย่าง tarte flambée ที่คล้ายพิซซ่าแป้งบางกรอบ หรือ choucroute เมนูกะหล่ำปลีดองกับไส้กรอกที่ได้อิทธิพลจากเยอรมัน เป็นอีกเสน่ห์ของเมืองที่สายกินไม่ควรพลาด
ปั่นจักรยานรอบเมืองเก่า Strasbourg เป็นหนึ่งในเมืองที่เป็นมิตรกับจักรยานมากๆ มีเส้นทางปั่นทั่วเมือง สามารถเช่าจักรยานปั่นเล่นริมคลองหรือผ่านตรอกเล็กๆ ในเมืองเก่าได้ ฟีลดีมาก โดยเฉพาะช่วงอากาศเย็นๆ
นั่งรถไฟเที่ยวต่อหมู่บ้านในแคว้นอัลซาส ถ้ามีเวลาเพิ่มอีกสักวัน แนะนำให้นั่งรถไฟหรือเช่ารถเที่ยวต่อไปยัง Colmar, Riquewihr หรือ Eguisheim หมู่บ้านสุดน่ารักในแคว้นอัลซาสที่ให้ฟีลเหมือนเมืองในเทพนิยายยุโรปแบบเต็มๆ
แนะนำที่พักใกล้สตราสบูร์ก (Strasbourg)
Hôtel & Spa RÉGENT PETITE FRANCE By Stay Collection
Hôtel & Spa RÉGENT PETITE FRANCE By Stay Collection ถ้าพูดถึงโรงแรมที่โลเคชันดีที่สุดในสตราสบูร์ก หลายคนจะนึกถึงที่นี่ เพราะตัวโรงแรมตั้งอยู่ใจกลางย่าน Petite-France แบบแทบเปิดหน้าต่างมาก็เห็นวิวคลองและบ้านไม้ครึ่งปูนเลย บรรยากาศรอบๆ คือโรแมนติกมาก โดยเฉพาะช่วงเช้ากับตอนกลางคืนที่ไฟเริ่มเปิดทั่วเมือง ตัวโรงแรมเป็นอาคารเก่าแก่ที่รีโนเวตออกมาได้หรูแต่ยังคงกลิ่นอายยุโรปคลาสสิกไว้ครบ มีทั้งสปา ห้องพักวิวคลอง และเดินไปแลนด์มาร์กหลักได้ง่ายมาก เหมาะกับคนที่อยากพักแบบฟีลยุโรปเต็มๆ และเน้นเดินเที่ยวเมืองเก่าแบบชิลๆ
Sofitel Strasbourg Grande Île
Sofitel Strasbourg Grande Île อีกหนึ่งโรงแรมระดับลักชัวรีที่ได้รับความนิยมมากใน Strasbourg ตัวโรงแรมตั้งอยู่ไม่ไกลจากโซนเมืองเก่า เดินไปมหาวิหารสตราสบูร์กและย่านช้อปปิ้งได้สะดวก จุดเด่นคือบรรยากาศที่ดูหรูแบบฝรั่งเศสคลาสสิก ห้องพักกว้าง เตียงนุ่ม และบริการพรีเมียม เหมาะกับสายพักผ่อนหรือคู่รักที่อยากได้ทริปยุโรปฟีลสบายๆ หลังจากเดินเที่ยวทั้งวันกลับมาพักคือผ่อนคลายสุดๆ
hotelF1 Strasbourg Pont de l'Europe
สำหรับใครที่อยากเที่ยว Strasbourg ด้วยตัวเองแบบประหยัดงบ hotelF1 Strasbourg Pont de l'Europe ถือเป็นอีกตัวเลือกที่คุ้มมาก ตัวโรงแรมอยู่ไม่ไกลจากตัวเมือง และยังเดินทางข้ามไปฝั่งเยอรมนีได้ง่ายอีกด้วย ห้องพักจะเน้นเรียบง่าย ใช้งานจริง เหมาะกับสายเที่ยวที่ออกไปเดินเล่นทั้งวันแล้วกลับมาพักผ่อนสบายๆ จุดเด่นคือราคาค่อนข้างเป็นมิตรเมื่อเทียบกับเมืองท่องเที่ยวยุโรป และมีรถรางเชื่อมเข้าเมืองได้สะดวก
เคล็ดลับการเที่ยวสตราสบูร์ก (Strasbourg)
พักในโซนเมืองเก่าจะเที่ยวสะดวกที่สุด ถ้าอยากได้ฟีลเมืองโรแมนติก แนะนำเลือกพักแถว Petite-France หรือ Grande Île เพราะสามารถเดินไปแลนด์มาร์กหลัก คาเฟ่ และร้านอาหารได้ง่าย ตอนกลางคืนบรรยากาศก็สวยมาก เดินเล่นริมคลองคือโรแมนติกมากกก
เผื่อเวลาเดินเล่นแบบไม่ต้องรีบ เสน่ห์ของ Strasbourg คือการเดินช้าๆ แล้วค่อยๆ ซึมซับบรรยากาศเมืองเก่า เพราะระหว่างทางจะมีทั้งตรอกเล็ก คาเฟ่น่ารัก ร้านขนม และมุมถ่ายรูปซ่อนอยู่เต็มไปหมด บางทีจุดที่สวยที่สุดอาจไม่ใช่แลนด์มาร์กดัง แต่เป็นมุมเล็กๆ ที่เดินไปเจอเอง
จองที่พักล่วงหน้า ถ้ามาช่วงคริสต์มาส ช่วงพฤศจิกายน–ธันวาคม ถือเป็น High Season ของเมือง เพราะมี Strasbourg Christmas Market ที่ดังมาก โรงแรมเต็มเร็วและราคาค่อนข้างแรง ถ้ามีแพลนมาเที่ยวช่วงนี้ แนะนำจองล่วงหน้าไว้จะได้ตัวเลือกดีๆ
เตรียมรองเท้าที่เดินสบาย เมืองเก่าส่วนใหญ่เป็นถนนหินยุโรป เดินเยอะพอสมควร โดยเฉพาะสายถ่ายรูปที่ชอบเดินเล่นทั้งวัน รองเท้าสบายๆ จะช่วยให้เที่ยวสนุกขึ้นเยอะ
ลองเดินเมืองช่วงเช้าหรือหลังพระอาทิตย์ตก ถ้าอยากได้รูปสวยและบรรยากาศเงียบๆ แนะนำออกมาเดินตั้งแต่เช้า หรือช่วงค่ำหลังนักท่องเที่ยวเริ่มน้อยลง โดยเฉพาะย่าน Petite-France ตอนกลางคืนคือสวยมาก ไฟสะท้อนกับคลองให้ฟีลยุโรปโรแมนติกแบบสุดๆ
พกเสื้อคลุมติดไว้ตลอด อากาศที่ Strasbourg เปลี่ยนค่อนข้างไว โดยเฉพาะช่วงใบไม้ผลิและใบไม้ร่วง กลางวันอาจอุ่น แต่ตอนเย็นอากาศลดลงเร็ว มีเสื้อคลุมบางๆ ติดไว้จะเที่ยวสบายกว่า
อย่าพลาดลองอาหารพื้นเมืองอัลซาส เมืองนี้มีอาหารที่ผสมความเป็นฝรั่งเศสกับเยอรมันได้ลงตัวมาก ทั้ง tarte flambée, choucroute หรือไวน์ขาวท้องถิ่น ใครเป็นสายกินบอกเลยว่าฟินแน่นอน
วางแผนเที่ยวต่อเมืองอื่นในแคว้นอัลซาสได้ง่ายมาก ถ้ามีเวลาเพิ่มอีก 1–2 วัน แนะนำเที่ยวต่อ Colmar, Riquewihr หรือ Eguisheim เพราะเดินทางจาก Strasbourg สะดวกมาก จะเช่ารถหรือขึ้นรถไฟก็ได้ ได้สัมผัสบรรยากาศหมู่บ้านเทพนิยายยุโรปแบบเต็มๆ