
ถ้าพูดถึงวัดสวยในกาญจนบุรี ที่ทั้งสายบุญ สายวิว และสายถ่ายรูปต้องปักหมุด หนึ่งในชื่อที่โผล่มาเป็นอันดับต้นๆ คือ วัดถ้ำเสือ วัดบนเขาที่โดดเด่นด้วยพระพุทธรูปองค์ใหญ่ เจดีย์สีส้ม และวิวทุ่งนากว้างสุดสายตา เรียกว่าเป็นหนึ่งในแลนด์มาร์กจังหวัด ที่ทั้งสายบุญและสายเที่ยวไม่ควรพลาดเลยจริงๆ
ไม่ว่าจะตั้งใจมาไหว้พระ วัดถ้ำเสือ, ถ่ายรูปกับจุดชมวิว หรือวางแผนเที่ยวกาญฯ แบบเช้าเย็นกลับ ที่นี่ก็เที่ยวได้ครบในทริปเดียว แถมเดินทางสะดวก ใกล้ตัวเมืองกาญจนบุรี เหมาะมากสำหรับคนที่อยากพักผ่อนสั้นๆ แต่ได้ทั้งความอิ่มใจและอิ่มวิว
วันนี้ Traveloka จะพาไปรีวิววัดถ้ำเสือ กาญจนบุรีกันแบบละเอียด ตั้งแต่จุดไฮไลท์ การเดินทาง ช่วงเวลาน่าเที่ยว กิจกรรมแนะนำ ไปจนถึงที่พักใกล้เคียง ใครอยากจัดทริปเที่ยวกาญจนบุรี สบายๆ ก็สามารถจองที่พักใกล้วัดถ้ำเสือและรถเช่า ผ่าน Traveloka ได้ครบในที่เดียว วางแผนง่าย เที่ยวได้แบบไม่ต้องคิดเยอะ พร้อมออกเดินทางไปสัมผัสหนึ่งในวัดดังในไทยด้วยตัวเองได้เลย!
ไฮไลต์อันดับหนึ่งของ วัดถ้ำเสือ คือความอลังการของ พระพุทธรูปปางประทานพรขนาดใหญ่ ที่ประดับด้วยโมเสกสีทองทั้งองค์ ตั้งตระหง่านอยู่บนเนินเขา มองเห็นได้แต่ไกล องค์พระมีความสูงถึง 9 วา 9 นิ้ว หน้าตักกว้าง 5 วา 3 ศอก 9 นิ้ว ถือเป็นหนึ่งในพระพุทธรูปที่งดงามและยิ่งใหญ่ที่สุดในกาญจนบุรี ใครมาที่นี่ก็มักจะแวะไหว้พระ ขอพรให้ชีวิตราบรื่น เป็นสิริมงคลก่อนเดินชมจุดอื่นๆ ภายในวัด
เดินต่อมาอีกหน่อยจะเจอกับพระอุโบสถอัฏฐมุขทรงไทย ที่ออกแบบได้งดงามมาก รายละเอียดลวดลายต่าง ๆ ดูแล้วเพลินตา เป็นอีกมุมที่ทำให้รู้สึกถึงความตั้งใจและความประณีตของงานสถาปัตยกรรมไทยเลย ใครชอบเดินชมวัดสวยๆ บอกเลยว่ามุมนี้ของวัดคือเดินเพลินได้แบบไม่รู้ตัว
อีกหนึ่งไฮไลต์ที่พลาดไม่ได้คือเจดีย์ วัดถ้ำเสือ หรือ เจดีย์เกศแก้วมหาปราสาท เจดีย์แปดเหลี่ยมสีทองขนาดใหญ่ สูงถึง 69 เมตร กว้าง 29 เมตร ด้านในมีบันไดเวียนให้ค่อยๆ เดินขึ้นไปทีละชั้น ระหว่างทางจะได้ชมภาพเขียนเกี่ยวกับพระพุทธศาสนาและพระมหากษัตริย์ เดินไปดูไปเพลินๆ จนถึงชั้นบนสุด ซึ่งเป็นที่ประดิษฐานพระบรมสารีริกธาตุที่อัญเชิญมาจากประเทศอินเดีย เป็นอีกจุดที่ทั้งสงบและศักดิ์สิทธิ์มาก
ใครอยากได้ฟีลสายบุญและออกกำลังเบาๆ ลองเดินบันไดวัดถ้ำเสือดูได้เลย! เพราะทางเดินขึ้วัดถ้ำเสือนั้นจะต้องเดินขึ้นบันไดไดนาคสามสาย โดยจะมีสายละ 158 ขั้น ระหว่างทางจะได้ชมวิวทิวทศน์ อีกทั้งยังได้แวะสักการะรอยพระพุทธบาทซ้าย ซึ่งมีน้ำซึมตลอดเวลา เชื่อกันว่าเป็นน้ำศักดิ์สิทธิ์ หลายคนแวะมาขอพร เสริมความเป็นมงคลก่อนขึ้นไปด้านบน แต่ถ้าใครกลัวเหนื่อย ก็ไม่ต้องห่วง เพราะที่นี่เขามีรถรางให้บริการสำหรับขึ้นเขาลงเขาให้ด้วยเหมือนกัน แถมราคาดีงามมาก คนละ 10 บาทเท่านั้น
ไฮไลต์ปิดท้ายคือจุดชมวิว วัดถ้ำเสือบนยอดเจดีย์เกศแก้วมหาปราสาท ซึ่งถือเป็นหนึ่งในมุมของวัดถ้ำเสือ ที่วิวสวยมากๆ มองออกไปจะเห็นทั้งแม่น้ำแม่กลอง ภูเขา และท้องทุ่งนากว้างสุดสายตา ถ้าวันไหนอากาศดี บอกเลยว่ายืนดูวิวได้ยาวๆ ไม่มีเบื่อ ส่วนใครยังมีเวลา แนะนำลงไปแวะถ้ำเสือ ที่อยู่บริเวณเชิงเขาด้านล่าง เป็นถ้ำขนาดเล็ก ภายในมีพระประจำวันเกิด และร้านจำหน่ายวัตถุมงคล ให้แวะสักการะก่อนกลับได้อีกหนึ่งจุด
ใครที่กำลังสงสัยว่าวัดถ้ำเสือ อยู่ที่ไหน บอกเลยว่าหาไม่ยาก เพราะวัดถ้ำเสือ ตั้งอยู่ในจังหวัดกาญจนบุรี อำเภอท่าม่วง อยู่ไม่ไกลจากตัวเมือง และอยู่ใกล้กับวัดถ้ำเขาน้อย สามารถเที่ยวสองวัดดังได้ในทริปเดียว ถือเป็นหนึ่งในที่เที่ยวใกล้วัดถ้ำเสือที่นิยมมาก
ถ้าจะถามว่าเดินทางไปวัดถ้ำเสือจากกรุงเทพฯ แบบไหนสะดวกที่สุด คำตอบคือขับรถไปเอง เพราะเส้นทางตอนนี้ดี ขับง่าย และมีตัวเลือกมากขึ้นกว่าเดิม เหมาะทั้งทริปวันเดียวและเช้าเย็นกลับเลย
ทางลัดสำหรับสายรีบ: มอเตอร์เวย์ M81
ใครอยากถึงกาญจนบุรีไว ๆ ตอนนี้มอเตอร์เวย์ M81 ถือว่าเป็นตัวเลือกที่ตอบโจทย์มาก แค่ขึ้นจากด่านบางใหญ่ แล้วขับยาวๆ ไปลงด่านกาญจนบุรีได้เลย ระยะทางประมาณ 96 กิโลเมตร ใช้เวลาแค่ราวๆ 1–1.5 ชั่วโมงเท่านั้น
ตั้งแต่พฤษภาคม 2568 มอเตอร์เวย์ M81มีการเปิดทดลองใช้งานฟรีในบางวัน โดยเฉพาะช่วงสุดสัปดาห์หรือวันหยุดยาว ถนนโล่ง ขับเพลิน เหมาะกับคนที่อยากไปวัดถ้ำเสือ จากกรุงเทพ แบบไม่เสียเวลา แต่ถึงทางจะโล่งก็อย่าลืมรักษาความเร็ว เพราะมีกล้องจับความเร็วตลอดเส้นทาง
เส้นทางคลาสสิก ขับได้ทุกวัน: ถนนเพชรเกษม (ทล.4)
ถ้าไม่ได้ใช้มอเตอร์เวย์ ถนนเพชรเกษมก็ยังเป็นเส้นหลักที่นิยม ขับออกจากกรุงเทพฯ ผ่านนครปฐม มุ่งหน้ากาญจนบุรี ใช้เวลาประมาณ 2–2.5 ชั่วโมง ข้อดีคือเส้นนี้มีปั๊มน้ำมัน ร้านอาหาร และจุดแวะพักตลอดทาง เหมาะกับคนที่อยากขับชิลๆ ไม่เร่งรีบ
อีกทางเลือกสำหรับฝั่งธนฯ: บรมราชชนนี – กาญจนาภิเษก
ใครเริ่มต้นจากฝั่งธนบุรีหรือโซนตะวันตกของกรุงเทพฯ สามารถใช้เส้นบรมราชชนนี เชื่อมเข้ากาญจนาภิเษก แล้วมุ่งหน้าไปกาญจนบุรีได้ เส้นทางไม่ซับซ้อน ขับสบาย แต่ช่วงวันหยุดอาจมีรถเยอะนิดหน่อย ควรเผื่อเวลาไว้
เมื่อเข้าสู่ตัวเมืองกาญจนบุรีแล้ว ให้ขับต่อไปทางอำเภอท่าม่วง ตามป้ายบอกทางไปวัดถ้ำเสือ กาญจนบุรีได้ไม่ยาก ถนนดี ป้ายชัด ขับต่ออีกไม่นานก็ถึงวัด ใครอยากมั่นใจก็เปิด Google Maps ควบคู่ไปด้วยเพื่อความชัวร์ได้เลย
ใครไม่มีรถส่วนตัวก็ไปได้เหมือนกัน แต่อาจต้องเผื่อเวลาเพิ่มนิดหน่อย
จริงๆ แล้ววัดถ้ำเสือ กาญจนบุรี สามารถเที่ยวได้ตลอดทั้งปี แต่ถ้าอยากได้ทั้งอากาศดี เดินสบาย และวิวสวย ช่วงเวลาที่เลือกไปก็มีผลไม่น้อย ลองดูแต่ละช่วงกันเลย
ใครอยากเปลี่ยนบรรยากาศ มานอนแพริมน้ำแบบเป็นส่วนตัว ที่นี่ตอบโจทย์มาก Blueskyraft Resort เป็นที่พักแพลอยน้ำ บรรยากาศเงียบสงบ โรแมนติก เหมาะกับคู่รักหรือคนที่อยากพักผ่อนจริ ๆ ตื่นเช้ามาเจอวิวแม่น้ำ สูดอากาศสดชื่นๆ นั่งเล่นหน้าห้องได้แบบไม่ต้องรีบ ที่นี่เหมาะมากสำหรับคนที่อยากได้ฟีลพักผ่อนชิลๆ หลังเที่ยววัดและชมวิวมาทั้งวัน
Nex Station Kanchanaburi ที่พักสายครีเอทีฟที่ไม่เหมือนใคร กับห้องพักในโบกี้รถไฟสุดเก๋ แต่ภายในตกแต่งทันสมัย ของใช้ครบ ห้องกว้าง นอนสบาย แถมยังใกล้ชิดธรรมชาติ เหมาะกับคนที่อยากได้ประสบการณ์แปลกใหม่ ไม่ซ้ำใคร แต่ยังอยากพักผ่อนแบบสบายๆ ถือเป็นอีกตัวเลือกที่พักใกล้วัดถ้ำเสือที่ทั้งถ่ายรูปสนุกและน่านอนมาก
สำหรับใครที่เน้นความคุ้มค่า อยากได้ที่พักราคาดี สะอาด และนอนสบาย By Hotel Kanchanaburi ถือว่าตอบโจทย์สุดๆ ห้องพักเรียบง่าย แต่ของอำนวยความสะดวกครบ เหมาะกับสายประหยัด หรือคนที่ตั้งใจออกเที่ยวทั้งวัน แล้วกลับมานอนพักแบบสบายๆ ไม่ต้องจ่ายแพง
ถ้ากำลังมองหาวัดสวยในกาญจนบุรี ที่เที่ยวง่าย ได้ทั้งไหว้พระ ชมวิว และถ่ายรูปสวยๆ ในทริปเดียว วัดถ้ำเสือ ถือว่าเป็นตัวเลือกที่ตอบโจทย์มาก ไม่ว่าจะเป็นพระพุทธรูปองค์ใหญ่สีทอง เจดีย์เกศแก้วมหาปราสาทสุดอลังการ หรือจุดชมวิวมุมสูงที่มองเห็นทุ่งนาและภูเขาแบบเต็มตา ทุกมุมให้บรรยากาศสงบ อิ่มใจ และเหมาะกับการพักผ่อนจากความวุ่นวายของเมืองแบบสุดๆ
ยิ่งตอนนี้การเดินทางจากกรุงเทพฯ ก็สะดวกขึ้น จะมาเที่ยววัดถ้ำเสือ วันเดียว หรือเลือกนอนค้างใกล้ๆ สักคืนก็สบายไม่แพ้กัน ใครอยากจัดทริปให้ครบ จองที่พักกาญจนบุรี รถเช่า หรือวางแผนเที่ยวสถานที่ใกล้เคียง สามารถจัดการได้ง่ายๆ ผ่าน Traveloka ครบในที่เดียว วางแผนง่าย เที่ยวสบาย แล้วออกไปสัมผัสเสน่ห์ของวัดดังแห่งเมืองกาญจน์ด้วยตัวเองกันเลย
อ่านต่อ:










