
เทือกเขาร็อกกี้ (Rocky Mountains) เป็นอีกหนึ่งจุดหมายที่สายธรรมชาติเห็นรูปแล้วน่าจะอยากปักหมุดไว้ทันที เพราะที่นี่มีครบทั้งยอดเขาสูงอลังการ ทะเลสาบสีฟ้าใส ป่าสน ธารน้ำแข็ง และถนนชมวิวที่ขับไปทางไหนก็เจอแต่วิวสวย ๆ จนเหมือนกำลัง Road Trip อยู่ในโปสการ์ดเลยทีเดียว และที่น่าสนใจคือเทือกเขาร็อกกี้ ไม่ได้อยู่แค่ประเทศเดียว แต่ทอดยาวผ่านทั้งฝั่งตะวันตกของสหรัฐอเมริกาและแคนาดา เพราะฉะนั้นจะเลือกเที่ยวเทือกเขาร็อกกี้ อเมริกา หรือไปสัมผัสบรรยากาศฝั่งแคนาดา ก็ได้ความสวยไปคนละแบบ ใครสะดวกฝั่งไหนก็จัดทริปตามสไตล์ตัวเองได้เลย
ใครกำลังอยากเที่ยวเทือกเขาร็อกกี้ แต่ยังไม่รู้ว่าจะเริ่มจากตรงไหนดี บทความนี้ Traveloka จะพาไปทำความรู้จักไฮไลต์เด็ด ๆ ของทั้งฝั่งอเมริกาและแคนาดา พร้อมข้อมูลการเดินทาง ช่วงเวลาน่าเที่ยว กิจกรรม ที่พัก และทริคเตรียมตัวแบบครบ ๆ วางแพลนเรียบร้อยแล้วก็สามารถจองตั๋วเครื่องบินและที่พักกับ Traveloka ได้เลย จะได้เตรียมออกไปเจอวิวเทือกเขาร็อกกี้ของจริงกันสักที!
ถ้าถามว่าเทือกเขาร็อกกี้ มีอะไรน่าเที่ยว ต้องบอกเลยว่าความสนุกของที่นี่คือเลือกเที่ยวได้ทั้งฝั่งแคนาดาและสหรัฐอเมริกา แถมแต่ละโซนก็มีคาแรกเตอร์ต่างกันชัดเจน ฝั่งแคนาดาเด่นเรื่องทะเลสาบสีฟ้า ธารน้ำแข็ง และถนน Road Trip สุดอลังการ ส่วนฝั่งอเมริกาจะโดดเด่นเรื่องเส้นทางเดินป่า ป่าสน จุดชมวิวบนเขา และบรรยากาศธรรมชาติแบบเข้าถึงง่าย ใครยังเลือกไม่ถูกว่าจะเริ่มตรงไหนดี ลองปักหมุด 5 ไฮไลท์นี้ไว้ก่อน รับรองว่าแต่ละที่สวยสมกับการเดินทางมาเยือนแน่นอน
ถ้าพูดถึงภาพจำของ Rocky Mountains ฝั่งแคนาดา ชื่อของ Banff National Park ต้องมาเป็นอันดับต้น ๆ แน่นอน เพราะที่นี่รวมวิวของเทือกเขานี้เอาไว้ครบมาก ทั้งภูเขาสูง ป่าสน และทะเลสาบสีฟ้าเทอร์ควอยซ์ที่สวยจนดูเหมือนใส่ฟิลเตอร์มาแล้ว
จุดที่ดังที่สุดสุดคงหนีไม่พ้น Lake Louise ทะเลสาบสีฟ้าที่มีแนวภูเขาและธารน้ำแข็งเป็นฉากหลัง จะเดินเล่นริมทะเลสาบ นั่งชมวิว หรือพายเรือออกไปกลางน้ำก็ได้บรรยากาศดีไปคนละแบบ อีกจุดที่สวยไม่แพ้กันคือ Moraine Lake ซึ่งถูกโอบล้อมด้วยแนวเขา Valley of the Ten Peaks ยิ่งวันที่ท้องฟ้าเปิด น้ำในทะเลสาบจะยิ่งดูเป็นสีฟ้าสดใสตัดกับภูเขารอบ ๆ แบบสวยสะดุดตาสุด ๆ
นอกจากสองทะเลสาบดังแล้ว Banff ยังมีทั้งเส้นทางเดินป่า จุดชมวิว น้ำพุร้อน และเมือง Banff ให้ออกมาเดินเล่น หาอะไรกิน หรือนั่งคาเฟ่ชิล ๆ ใครอยากเที่ยวแบบไม่รีบ แนะนำพักแถวนี้สัก 2–3 คืน จะได้ค่อย ๆ เก็บบรรยากาศ Canadian Rockies แบบเต็มอิ่ม!
Google Maps: https://maps.app.goo.gl/LqxsGVSguEHBj77KA
ถ้าชอบธรรมชาติที่ดูสงบ กว้างใหญ่ และได้ฟีลผจญภัยขึ้นมาอีกนิด ลองขยับจาก Banff ขึ้นเหนือมาที่ Jasper National Park กันต่อ ที่นี่มีทั้งภูเขา ป่าสน ทะเลสาบ น้ำตก และธารน้ำแข็งกระจายอยู่ทั่วอุทยาน บรรยากาศโดยรวมจะดูดิบและเงียบสงบกว่า Banff หน่อย เหมาะกับคนที่อยากใช้เวลาอยู่กับธรรมชาติแบบเต็ม ๆ
หนึ่งในไฮไลต์ที่ไม่ควรพลาดคือ Columbia Icefield พื้นที่ธารน้ำแข็งขนาดใหญ่ที่อยู่ระหว่าง Banff และ Jasper ซึ่งสามารถแวะชมได้ระหว่างขับ Icefields Parkway แค่เห็นแนวธารน้ำแข็งสีขาวแทรกอยู่ระหว่างภูเขาก็อลังการแล้ว และยังเป็นหนึ่งในวิวที่ทำให้การเที่ยว Canadian Rockies แตกต่างจากทริปภูเขาทั่ว ๆ ไปอีกด้วย
อีกจุดที่แวะง่ายและสวยมากคือ Athabasca Falls น้ำตกชื่อดังที่ขึ้นชื่อเรื่องสายน้ำไหลแรงผ่านโขดหินและช่องเขา รอบ ๆ มีทางเดินให้เลือกชมได้หลายมุม ใช้เวลาเที่ยวไม่ต้องนานมาก จึงเหมาะกับการแวะพักระหว่าง Road Trip ก่อนเดินทางต่อเข้าเมือง Jasper
Google Maps: https://maps.app.goo.gl/rXf1UaMf9U4WB48j9
ใครเป็นสาย Road Trip น่าจะหลงรัก Icefields Parkway ได้ไม่ยาก เพราะถนนเส้นนี้เชื่อมระหว่าง Banff และ Jasper ผ่านใจกลาง Canadian Rockies และขึ้นชื่อว่าเป็นหนึ่งในเส้นทางขับรถชมวิวที่สวยมาก ๆ ของแคนาดา
เสน่ห์ของที่นี่ไม่ใช่แค่การขับรถจากจุด A ไปจุด B แต่คือวิวระหว่างทางนี่แหละ เพราะแทบตลอดเส้นจะมีทั้งภูเขาสูง ทะเลสาบสีฟ้า ธารน้ำแข็ง น้ำตก และป่าสนให้มองเพลิน ๆ บางช่วงแค่เลี้ยวผ่านโค้งมาก็เจอวิวภูเขาอลังการอยู่ตรงหน้า จนต้องคอยหาจุดจอดรถแวะถ่ายรูปกันเรื่อย ๆ
ระหว่างทางยังมีจุดดังให้แวะอีกเพียบ ไม่ว่าจะเป็น Bow Lake, Peyto Lake, Columbia Icefield ไปจนถึง Athabasca Falls เพราะฉะนั้นอย่ามองเส้นทางนี้เป็นแค่การเดินทางจาก Banff ไป Jasper เท่านั้น! แนะนำเผื่อเวลาไว้ทั้งวันแล้วค่อย ๆ ขับ ค่อย ๆ แวะ จะสนุกกว่าเยอะ และน่าจะเป็นวันที่ได้รูปกลับไปแบบจุก ๆ กันแน่นอน
Google Maps: https://maps.app.goo.gl/9LGn8h347ax2nJhc7
ข้ามมาดูเทือกเขาร็อกกี้ ฝั่งอเมริกา กันบ้าง ไฮไลต์ตัวท็อปต้องยกให้ Rocky Mountain National Park ในรัฐ Colorado ที่นี่เหมาะมากกับคนที่อยากสัมผัสธรรมชาติแบบหลากหลาย เพราะมีครบทั้งภูเขาสูง ป่าสน ทุ่งหญ้า ทะเลสาบ และเส้นทางเดินป่าตั้งแต่ระดับชิล ๆ ไปจนถึงเส้นที่จริงจังขึ้นมาหน่อย
ตัวอุทยานอยู่ใกล้เมือง Estes Park ซึ่งเป็นเมืองเล็ก ๆ บรรยากาศน่ารักและเหมาะกับการใช้เป็นฐานสำหรับพักค้างคืน ตื่นเช้ามาก็ขับรถเข้าไปเที่ยวอุทยานได้เลย ไม่ต้องเสียเวลาเดินทางจากเมืองใหญ่ทุกวัน
หนึ่งในจุดยอดนิยมคือ Bear Lake ทะเลสาบกลางหุบเขาที่เข้าถึงง่ายมาก จะเดินเล่นรอบทะเลสาบแบบสบาย ๆ ก็ได้ หรือถ้ายังมีแรงก็เดินต่อไปยัง Nymph Lake, Dream Lake และ Emerald Lake ได้อีก เหมาะมากสำหรับคนที่อยากลองเดินป่า แต่ยังไม่อยากเริ่มจาก Trail โหด ๆ
ส่วนสายตั้งแคมป์ ดูสัตว์ป่า หรือชอบออกไปชมพระอาทิตย์ขึ้นท่ามกลางภูเขาก็มีอะไรให้ทำอีกเพียบ เรียกว่ามาที่เดียวก็สามารถใช้เวลาเที่ยวได้หลายวันแบบไม่เบื่อเลย
Google Maps: https://maps.app.goo.gl/3fjcLt5Xj9aPY5s39
มาเทือกเขาร็อกกี้ แล้ว อีกหนึ่งไฮไลต์ที่อยากให้ลองคือการขับรถบน Trail Ridge Road ถนนชมวิวบนภูเขาที่พาขึ้นไปสัมผัสเทือกเขาร็อกกี้ในมุมสูงแบบไม่ต้องเดิน hiking ให้เหนื่อย
ความสนุกของเส้นทางนี้คือวิวจะค่อย ๆ เปลี่ยนไปตามระดับความสูง เริ่มจากป่าสนเขียว ๆ ด้านล่าง ก่อนจะค่อย ๆ ขึ้นไปสู่พื้นที่ Alpine Tundra ที่เปิดโล่งจนมองเห็นภูเขาซ้อนกันไปไกลสุดสายตา ระหว่างทางมีจุดชมวิวให้แวะลงไปยืดเส้น ถ่ายรูป และสูดอากาศเย็น ๆ เป็นระยะ บางช่วงของปียังอาจได้เห็นหิมะหลงเหลืออยู่บนยอดเขา เพิ่มความสวยให้วิวขึ้นไปอีก
เส้นทางนี้จึงเหมาะมากสำหรับคนที่อยากเก็บจุดชมวิวเทือกเขาร็อกกี้สวย ๆ แต่ไม่อยากเดินป่าหนัก จะมาเป็นครอบครัว คู่รัก หรือจัด Road Trip กับเพื่อนก็เที่ยวสนุกได้เหมือนกัน เพียงแต่ Trail Ridge Road อยู่บนพื้นที่สูงและมีหิมะปกคลุมในช่วงฤดูหนาว จึงไม่ได้เปิดเต็มเส้นทางตลอดทั้งปี ก่อนเดินทางอย่าลืมเช็กสถานะถนนให้เรียบร้อย จะได้ไม่ขับมาเก้อกันนะ
Google Maps: https://maps.app.goo.gl/y4EsxF8hVQ3CfWCv9
หลายคนอาจสงสัยว่าจริง ๆ แล้วเทือกเขาร็อกกี้ อยู่ประเทศอะไร คำตอบคือ เทือกเขาร็อกกี้ ไม่ได้อยู่ในประเทศเดียว แต่เป็นแนวเทือกเขาขนาดใหญ่ที่ทอดยาวผ่านฝั่งตะวันตกของทวีปอเมริกาเหนือ ครอบคลุมทั้ง แคนาดาและสหรัฐอเมริกา เพราะฉะนั้นเวลาแพลนทริปจึงต้องเลือกก่อนว่าอยากเที่ยวโซนไหนเป็นหลัก
ถ้าเป็นฝั่งแคนาดา จุดหมายยอดนิยมจะอยู่ในรัฐ Alberta โดยเฉพาะ Banff National Park และ Jasper National Park ซึ่งสามารถขับรถเที่ยวต่อกันผ่าน Icefields Parkway ได้
ส่วนฝั่งอเมริกา จุดที่เดินทางง่ายและได้รับความนิยมมากคือ Rocky Mountain National Park ในรัฐ Colorado ใกล้เมือง Estes Park และไม่ไกลจาก Denver มากนัก
สำหรับคนที่อยากเริ่มทริปจากฝั่งแคนาดา วิธีที่สะดวกคือบินจากกรุงเทพฯ ไปลงที่ Calgary International Airport (YYC) โดยปัจจุบันยังไม่มีเที่ยวบินตรงจากไทย จึงต้องแวะเปลี่ยนเครื่องอย่างน้อย 1 จุด ขึ้นอยู่กับสายการบินและเส้นทางที่เลือก
เมื่อถึง Calgary แล้ว แนะนำให้เช่ารถขับ เพราะเที่ยวสะดวกและยืดหยุ่นที่สุด จากสนามบินสามารถขับไป Banff National Park ได้ในเวลาประมาณ 1.5–2 ชั่วโมง จากนั้นค่อยเที่ยวต่อไป Lake Louise แล้วขับขึ้นเหนือผ่าน Icefields Parkway ไปยัง Jasper ได้เลย เส้นทางนี้เหมาะมากกับการทำ Road Trip เพราะวิวระหว่างทางสวยไม่แพ้จุดหมายปลายทาง
ถ้ามีเวลาประมาณ 5–7 วัน สามารถจัดเส้นทางจาก Calgary → Banff → Lake Louise → Icefields Parkway → Jasper ได้เลย จะได้เก็บทั้งทะเลสาบ ภูเขา ธารน้ำแข็ง และจุดชมวิวเด่น ๆ ของเทือกเขาร็อกกี้แคนาดาแบบไม่ต้องเร่งมาก
อีกทางเลือกสำหรับคนที่อยากเที่ยว Jasper เป็นหลักคือบินไป Edmonton International Airport (YEG) แล้วเช่ารถขับเข้า Jasper แต่ถ้าอยากเก็บทั้ง Banff และ Jasper ในทริปเดียว การเริ่มจาก Calgary จะจัดเส้นทางได้ง่ายกว่า
ส่วนคนที่อยากเที่ยวเทือกเขาร็อกกี้ และมี Rocky Mountain National Park เป็นจุดหมายหลัก แนะนำบินจากกรุงเทพฯ ไปลงที่ Denver International Airport (DEN) ซึ่งเป็นสนามบินใหญ่ที่เหมาะสำหรับเริ่มต้นทริป Colorado โดยจากไทยยังไม่มีเที่ยวบินตรง จึงต้องต่อเครื่องอย่างน้อย 1 จุดเช่นกัน
จาก Denver วิธีที่สะดวกที่สุดคือเช่ารถแล้วขับต่อไปยัง Estes Park ใช้เวลาเดินทางประมาณ 1.5–2 ชั่วโมง เมื่อถึงแล้วสามารถพักใน Estes Park สัก 2–3 คืน แล้วค่อยขับรถเข้าอุทยานไปเที่ยว Bear Lake เดิน hiking หรือขับชมวิวบน Trail Ridge Road ได้แบบไม่ต้องรีบ
ส่วนเส้นทางแบบง่าย ๆ สำหรับมือใหม่สามารถจัดเป็น Denver → Estes Park → Rocky Mountain National Park → Trail Ridge Road → Grand Lake ได้เลย เหมาะมากกับคนที่อยากลองเที่ยวเทือกเขาร็อกกี้ด้วยตัวเองเพราะเส้นทางไม่ซับซ้อนมาก แถมยังสามารถแวะเที่ยว Denver ก่อนหรือหลังขึ้นเขาได้ด้วย
แม้การเช่ารถขับจะยืดหยุ่นที่สุด แต่สำหรับสาย Solo Traveler หรือ คนที่ไม่ถนัดขับรถ ก็สามารถเดินทางท่องเที่ยวด้วยรถสาธารณะและรถบัสรับส่งได้เช่นกัน
1. ฝั่งแคนาดา
จากสนามบิน Calgary (YYC) เข้าสู่ตัวเมือง Banff / Lake Louise:
การเดินทางภายใน Banff & Lake Louise:
การเดินทางระหว่าง Banff และ Jasper:
2. ฝั่งสหรัฐอเมริกา
จากสนามบิน Denver (DEN) เข้าสู่ Estes Park:
การเดินทางภายใน Estes Park & Rocky Mountain National Park:
ข้อควรระวัง: รถสาธารณะและ Shuttle Bus ในช่วงฤดูร้อน (Jun–Sep) มักถูกจองเต็มล่วงหน้าเร็ว หากต้องการเดินทางโดยไม่ใช้รถเช่า จำเป็นต้องวางแผนและสำรองตั๋วรถบัสล่วงหน้าทางออนไลน์ อย่างน้อย 1–2 เดือนก่อนเดินทาง
เทือกเขาร็อกกี้ เที่ยวช่วงไหนดี? ถ้าเป็นครั้งแรกและอยากเที่ยวแบบง่าย ๆ เก็บทั้งทะเลสาบ Hiking และ Road Trip แนะนำ มิถุนายน–กันยายน โดยเฉพาะ กรกฎาคม–สิงหาคม ที่เส้นทางส่วนใหญ่เปิดและอากาศเหมาะกับกิจกรรมกลางแจ้งที่สุด ส่วนคนที่อยากเลี่ยงช่วงพีคและได้บรรยากาศใบไม้เปลี่ยนสี ลองเล็งเดือนกันยายนก็เป็นตัวเลือกที่น่าสนใจมาก
แต่จริง ๆ แล้ว เทือกเขาร็อกกี้ เที่ยวได้ตลอดทั้งปี แต่บรรยากาศต่างกันแบบคนละฟีลเลย ลองมาดูกันว่า แต่ละฤดู เป็นยังไงบ้าง
เพราะเทือกเขาร็อกกี้ครอบคลุมพื้นที่ทั้งฝั่งสหรัฐอเมริกาและแคนาดา การเลือกที่พักให้เข้ากับเส้นทางที่วางไว้จะช่วยให้เที่ยวสบายขึ้นเยอะ ฝั่งอเมริกาแนะนำพักแถว Estes Park ซึ่งอยู่ใกล้อุทยาน Rocky Mountain National Park ส่วนฝั่งแคนาดาสามารถเลือกพักที่ Calgary สำหรับเริ่มต้น Road Trip หรือขยับเข้าไปพักแถว Lake Louise เพื่ออยู่ใกล้ธรรมชาติแบบเต็ม ๆ
ใครกำลังหาที่พักที่เหมาะกับการใช้เป็นฐานเที่ยวอุทยาน ลองดู Discovery Lodge ใน Estes Park ได้เลย จุดเด่นคือบรรยากาศสบาย ๆ รายล้อมด้วยวิวภูเขา และเดินทางไปอุทยาน Rocky Mountain National Park ได้สะดวก เหมาะกับสายเที่ยวที่ตั้งใจออกไปเดิน hiking ขับ Trail Ridge Road หรือเที่ยวรอบอุทยานตั้งแต่เช้า แล้วกลับมาพักเอาแรงช่วงเย็น เป็นตัวเลือกที่ลงตัวสำหรับคนที่อยากอยู่ใกล้ธรรมชาติโดยไม่ต้องพักไกลจากตัวเมือง Estes Park มากนัก
ส่วนใครที่อยากให้ทริปนี้ได้ฟีลพักผ่อนขึ้นมาอีกหน่อย The Estes Park Resort ก็เป็นตัวเลือกที่น่าสนใจมาก เพราะโรงแรมตั้งอยู่ริมทะเลสาบ Lake Estes ได้บรรยากาศทั้งทะเลสาบและภูเขาแบบเต็ม ๆ หลังจากเดินเที่ยวมาทั้งวันสามารถกลับมาพักชิล ๆ ริมน้ำได้เลย ที่สำคัญยังอยู่ไม่ไกลจาก Rocky Mountain National Park เหมาะกับคนที่อยากบาลานซ์ทริป Outdoor เข้ากับการพักผ่อนสบาย ๆ ได้ทั้งวิวสวย ๆ กับโลเคชันที่เดินทางสะดวกสุด ๆ
สำหรับคนที่เริ่ม Road Trip จาก Calgary Hyatt Regency Calgary เป็นตัวเลือกที่สะดวกมาก โดยเฉพาะคนที่เพิ่งบินมาถึงและอยากพักในเมืองก่อนออกเดินทางไป Banff ในวันถัดไป ตัวโรงแรมอยู่ใจกลาง Calgary ทำให้เดินทางไปไหนมาไหนง่าย รอบ ๆ มีทั้งร้านอาหารและจุดเที่ยวในเมือง เหมาะกับการพักคืนแรกหรือคืนสุดท้ายของทริป ก่อนรับรถแล้วขับต่อเข้าสู่ Banff, Lake Louise และ Jasper แบบไม่ต้องรีบหลังลงเครื่อง
ส่วนใครอยากให้ทริปเที่ยวเทือกเขาร็อกกี้ ฝั่งแคนาดามีสักคืนที่พิเศษจริง ๆ Fairmont Chateau Lake Louise คือที่พักที่น่าปักหมุดมาก ตัวโรงแรมตั้งอยู่ริม Lake Louise หนึ่งในทะเลสาบที่เป็นภาพจำของแคนาดา ตื่นเช้ามาก็สามารถออกมาเดินเล่นชมทะเลสาบสีฟ้ากับแนวภูเขาที่อยู่ตรงหน้าได้เลย ไม่ต้องขับรถมาแต่เช้าหรือรีบกลับตอนเย็น เหมาะกับคู่รัก สายพักผ่อน และคนที่อยากใช้เวลาซึมซับบรรยากาศของ Lake Louise แบบเต็มที่ เพราะแค่วิวรอบโรงแรมก็กลายเป็นหนึ่งในไฮไลต์ของทริปได้แล้ว
อ่านต่อ:
Q: ไปเที่ยวเทือกเขาร็อกกี้ต้องทำวีซ่าไหม?
A: ต้องทำวีซ่าตามฝั่งที่เลือกเที่ยว หากไปฝั่งแคนาดาต้องขอวีซ่าแคนาดา (Canada Tourist Visa) ส่วนฝั่งสหรัฐอเมริกาต้องขอวีซ่าอเมริกา (US B1/B2 Visa) แต่ถ้าต้องการเที่ยวทั้งสองฝั่งในทริปเดียวก็จะต้องถือวีซ่าของทั้งสองประเทศ
Q: เที่ยวเทือกเขาร็อกกี้ช่วงไหนสวยและดีที่สุด?
A: ช่วงเดือนมิถุนายนถึงกันยายนเป็นช่วงที่นิยมที่สุด เพราะถนนทุกเส้นและ Trail เดินป่าเปิดครบ อากาศกำลังสบาย แต่หากอยากได้บรรยากาศใบไม้เปลี่ยนสีและคนไม่แน่น แนะนำช่วงปลายเดือนกันยายนถึงตุลาคม
Q: ต้องเตรียมงบประมาณค่าใช้จ่ายเฉลี่ยเท่าไหร่?
A: สำหรับทริป 7–10 วัน งบประมาณเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ 80,000 – 120,000+ บาทต่อคน (รวมค่าตั๋วเครื่องบินแบบต่อเครื่อง, ค่าเช่ารถ+น้ำมัน, ค่าที่พัก, ค่าเข้าอุทยาน และค่าอาหาร) ขึ้นอยู่กับฤดูกาลและระดับของที่พักที่เลือก
Q: การแต่งตัวไปเที่ยวเทือกเขาร็อกกี้ต้องเตรียมชุดแบบไหน?
A: แนะนำการแต่งตัวแบบสวมทับเป็นชั้น ๆ (Layering) เพราะสภาพอากาศบนภูเขาเปลี่ยนเร็วมาก แม้ในฤดูร้อนควรมีเสื้อชั้นในระบายอากาศ เสื้อกันหนาวประเภท Fleece/Light Down และเสื้อแจ็กเก็ตกันลม-กันฝน รวมถึงรองเท้าเดินป่าหรือรองเท้าผ้าใบที่ยึดเกาะพื้นได้ดี
Q: เดินทางจากสนามบินไปเทือกเขาร็อกกี้ยากไหม?
A: เดินทางง่ายและเส้นทางไม่ซับซ้อนเลย ฝั่งแคนาดาให้บินลง Calgary (YYC) แล้วขับรถต่อเพียง 1.5–2 ชั่วโมงก็ถึง Banff ส่วนฝั่งอเมริกาให้บินลง Denver (DEN) แล้วขับรถต่อประมาณ 1.5–2 ชั่วโมงก็จะถึง Estes Park ซึ่งเป็นเมืองหน้าด่านเข้าสู่อุทยาน
Q: มีที่จอดรถสะดวกไหม หรือต้องใช้รถสาธารณะ?
A: จุดท่องเที่ยวหลักมีลานจอดรถรองรับ แต่ช่วงฤดูร้อน (High Season) ที่จอดรถในจุดดัง ๆ อย่าง Lake Louise หรือ Bear Lake มักจะเต็มตั้งแต่เช้าตรู่ บางพื้นที่จึงบังคับใช้ระบบรถบัสรับส่ง (Shuttle Bus) หรือต้องจองรอบเข้า (Timed Entry) ล่วงหน้า






