[รีวิว] เทือกเขาร็อกกี้ (Rocky Mountains) พร้อมจุดไฮไลท์ กิจกรรมแนะนำ

รีวิวเที่ยวเทือกเขาร็อกกี้ (Rocky Mountains) ทั้งฝั่งอเมริกาและแคนาดา รวมจุดไฮไลต์ วิธีเดินทาง กิจกรรม ที่พัก และช่วงเวลาน่าเที่ยวครบในที่เดียว
Traveloka TH
ใช้เวลาอ่านประมาณ 5 นาที

เทือกเขาร็อกกี้ (Rocky Mountains) เป็นอีกหนึ่งจุดหมายที่สายธรรมชาติเห็นรูปแล้วน่าจะอยากปักหมุดไว้ทันที เพราะที่นี่มีครบทั้งยอดเขาสูงอลังการ ทะเลสาบสีฟ้าใส ป่าสน ธารน้ำแข็ง และถนนชมวิวที่ขับไปทางไหนก็เจอแต่วิวสวย ๆ จนเหมือนกำลัง Road Trip อยู่ในโปสการ์ดเลยทีเดียว และที่น่าสนใจคือเทือกเขาร็อกกี้ ไม่ได้อยู่แค่ประเทศเดียว แต่ทอดยาวผ่านทั้งฝั่งตะวันตกของสหรัฐอเมริกาและแคนาดา เพราะฉะนั้นจะเลือกเที่ยวเทือกเขาร็อกกี้ อเมริกา หรือไปสัมผัสบรรยากาศฝั่งแคนาดา ก็ได้ความสวยไปคนละแบบ ใครสะดวกฝั่งไหนก็จัดทริปตามสไตล์ตัวเองได้เลย

ใครกำลังอยากเที่ยวเทือกเขาร็อกกี้ แต่ยังไม่รู้ว่าจะเริ่มจากตรงไหนดี บทความนี้ Traveloka จะพาไปทำความรู้จักไฮไลต์เด็ด ๆ ของทั้งฝั่งอเมริกาและแคนาดา พร้อมข้อมูลการเดินทาง ช่วงเวลาน่าเที่ยว กิจกรรม ที่พัก และทริคเตรียมตัวแบบครบ ๆ วางแพลนเรียบร้อยแล้วก็สามารถจองตั๋วเครื่องบินและที่พักกับ Traveloka ได้เลย จะได้เตรียมออกไปเจอวิวเทือกเขาร็อกกี้ของจริงกันสักที!

Quick Summary: สรุปไฮไลท์การเที่ยวเทือกเขาร็อกกี้ (Rocky Mountains) ใน 1 นาที

ครอบคลุม 2 ประเทศใหญ่: แนวเทือกเขาขนาดใหญ่ทอดยาวผ่านฝั่งตะวันตกของอเมริกาเหนือ เลือกเที่ยวได้ทั้งฝั่งแคนาดา (รัฐ Alberta) เด่นเรื่องทะเลสาบและธารน้ำแข็ง และฝั่งสหรัฐอเมริกา (รัฐ Colorado) เด่นเรื่องเส้นทางเดินป่าและจุดชมวิวบนเขา
5 จุดท่องเที่ยวห้ามพลาด: อุทยานแห่งชาติแบมฟ์ (Banff National Park), อุทยานแห่งชาติแจสเปอร์ (Jasper National Park), ถนนชมวิว Icefields Parkway (ฝั่งแคนาดา), อุทยานแห่งชาติเทือกเขาร็อกกี้ (Rocky Mountain National Park) และถนน Trail Ridge Road (ฝั่งอเมริกา)
กิจกรรมยอดฮิต: ขับรถ Road Trip ชมวิวสุดอลังการ, เดินป่า (Hiking) ตามเส้นทางธรรมชาติ, ชมทะเลสาบสีฟ้าเทอร์ควอยซ์อย่าง Lake Louise และ Moraine Lake, สำรวจธารน้ำแข็ง Columbia Icefield และส่องสัตว์ป่าท้องถิ่นอย่างกวางเอลก์
การเดินทางสะดวก: ฝั่งแคนาดาบินลง Calgary (YYC) แล้วขับรถต่อประมาณ 1.5–2 ชั่วโมงถึง Banff ส่วนฝั่งอเมริกาบินลง Denver (DEN) แล้วขับรถต่อประมาณ 1.5–2 ชั่วโมงถึง Estes Park แนะนำการเช่ารถขับเพื่อความยืดหยุ่นในการแวะจุดชมวิว
ช่วงเวลาน่าเที่ยว: หน้าร้อน (มิ.ย.–ส.ค.) อากาศดีที่สุด ถนนและเส้นทาง Hiking เปิดครบ, ช่วงใบไม้ร่วง (ก.ย.–ต.ค.) ใบไม้เปลี่ยนเป็นสีเหลืองทองและคนเริ่มบางตา, หน้าหนาว (พ.ย.–มี.ค.) สำหรับเล่นสกีและชมวิวเมืองหิมะ
ระยะเวลาที่แนะนำ: จัดทริปประมาณ 5–7 วัน กำลังดี สำหรับการเก็บไฮไลต์หลักอย่างสบาย ๆ ไม่ต้องเร่งรีบ

จุดไฮไลท์ต่าง ๆ ของเทือกเขาร็อกกี้ (Rocky Mountains)

เทือกเขาร็อกกี้

ถ้าถามว่าเทือกเขาร็อกกี้ มีอะไรน่าเที่ยว ต้องบอกเลยว่าความสนุกของที่นี่คือเลือกเที่ยวได้ทั้งฝั่งแคนาดาและสหรัฐอเมริกา แถมแต่ละโซนก็มีคาแรกเตอร์ต่างกันชัดเจน ฝั่งแคนาดาเด่นเรื่องทะเลสาบสีฟ้า ธารน้ำแข็ง และถนน Road Trip สุดอลังการ ส่วนฝั่งอเมริกาจะโดดเด่นเรื่องเส้นทางเดินป่า ป่าสน จุดชมวิวบนเขา และบรรยากาศธรรมชาติแบบเข้าถึงง่าย ใครยังเลือกไม่ถูกว่าจะเริ่มตรงไหนดี ลองปักหมุด 5 ไฮไลท์นี้ไว้ก่อน รับรองว่าแต่ละที่สวยสมกับการเดินทางมาเยือนแน่นอน

1. อุทยานแห่งชาติแบมฟ์ (Banff National Park) – แคนาดา

ถ้าพูดถึงภาพจำของ Rocky Mountains ฝั่งแคนาดา ชื่อของ Banff National Park ต้องมาเป็นอันดับต้น ๆ แน่นอน เพราะที่นี่รวมวิวของเทือกเขานี้เอาไว้ครบมาก ทั้งภูเขาสูง ป่าสน และทะเลสาบสีฟ้าเทอร์ควอยซ์ที่สวยจนดูเหมือนใส่ฟิลเตอร์มาแล้ว

จุดที่ดังที่สุดสุดคงหนีไม่พ้น Lake Louise ทะเลสาบสีฟ้าที่มีแนวภูเขาและธารน้ำแข็งเป็นฉากหลัง จะเดินเล่นริมทะเลสาบ นั่งชมวิว หรือพายเรือออกไปกลางน้ำก็ได้บรรยากาศดีไปคนละแบบ อีกจุดที่สวยไม่แพ้กันคือ Moraine Lake ซึ่งถูกโอบล้อมด้วยแนวเขา Valley of the Ten Peaks ยิ่งวันที่ท้องฟ้าเปิด น้ำในทะเลสาบจะยิ่งดูเป็นสีฟ้าสดใสตัดกับภูเขารอบ ๆ แบบสวยสะดุดตาสุด ๆ

นอกจากสองทะเลสาบดังแล้ว Banff ยังมีทั้งเส้นทางเดินป่า จุดชมวิว น้ำพุร้อน และเมือง Banff ให้ออกมาเดินเล่น หาอะไรกิน หรือนั่งคาเฟ่ชิล ๆ ใครอยากเที่ยวแบบไม่รีบ แนะนำพักแถวนี้สัก 2–3 คืน จะได้ค่อย ๆ เก็บบรรยากาศ Canadian Rockies แบบเต็มอิ่ม!

2. อุทยานแห่งชาติแจสเปอร์ (Jasper National Park) – แคนาดา

ถ้าชอบธรรมชาติที่ดูสงบ กว้างใหญ่ และได้ฟีลผจญภัยขึ้นมาอีกนิด ลองขยับจาก Banff ขึ้นเหนือมาที่ Jasper National Park กันต่อ ที่นี่มีทั้งภูเขา ป่าสน ทะเลสาบ น้ำตก และธารน้ำแข็งกระจายอยู่ทั่วอุทยาน บรรยากาศโดยรวมจะดูดิบและเงียบสงบกว่า Banff หน่อย เหมาะกับคนที่อยากใช้เวลาอยู่กับธรรมชาติแบบเต็ม ๆ

หนึ่งในไฮไลต์ที่ไม่ควรพลาดคือ Columbia Icefield พื้นที่ธารน้ำแข็งขนาดใหญ่ที่อยู่ระหว่าง Banff และ Jasper ซึ่งสามารถแวะชมได้ระหว่างขับ Icefields Parkway แค่เห็นแนวธารน้ำแข็งสีขาวแทรกอยู่ระหว่างภูเขาก็อลังการแล้ว และยังเป็นหนึ่งในวิวที่ทำให้การเที่ยว Canadian Rockies แตกต่างจากทริปภูเขาทั่ว ๆ ไปอีกด้วย

อีกจุดที่แวะง่ายและสวยมากคือ Athabasca Falls น้ำตกชื่อดังที่ขึ้นชื่อเรื่องสายน้ำไหลแรงผ่านโขดหินและช่องเขา รอบ ๆ มีทางเดินให้เลือกชมได้หลายมุม ใช้เวลาเที่ยวไม่ต้องนานมาก จึงเหมาะกับการแวะพักระหว่าง Road Trip ก่อนเดินทางต่อเข้าเมือง Jasper

3. ไอซ์ฟิลด์สพาร์คเวย์ (Icefields Parkway) – แคนาดา

ใครเป็นสาย Road Trip น่าจะหลงรัก Icefields Parkway ได้ไม่ยาก เพราะถนนเส้นนี้เชื่อมระหว่าง Banff และ Jasper ผ่านใจกลาง Canadian Rockies และขึ้นชื่อว่าเป็นหนึ่งในเส้นทางขับรถชมวิวที่สวยมาก ๆ ของแคนาดา

เสน่ห์ของที่นี่ไม่ใช่แค่การขับรถจากจุด A ไปจุด B แต่คือวิวระหว่างทางนี่แหละ เพราะแทบตลอดเส้นจะมีทั้งภูเขาสูง ทะเลสาบสีฟ้า ธารน้ำแข็ง น้ำตก และป่าสนให้มองเพลิน ๆ บางช่วงแค่เลี้ยวผ่านโค้งมาก็เจอวิวภูเขาอลังการอยู่ตรงหน้า จนต้องคอยหาจุดจอดรถแวะถ่ายรูปกันเรื่อย ๆ

ระหว่างทางยังมีจุดดังให้แวะอีกเพียบ ไม่ว่าจะเป็น Bow Lake, Peyto Lake, Columbia Icefield ไปจนถึง Athabasca Falls เพราะฉะนั้นอย่ามองเส้นทางนี้เป็นแค่การเดินทางจาก Banff ไป Jasper เท่านั้น! แนะนำเผื่อเวลาไว้ทั้งวันแล้วค่อย ๆ ขับ ค่อย ๆ แวะ จะสนุกกว่าเยอะ และน่าจะเป็นวันที่ได้รูปกลับไปแบบจุก ๆ กันแน่นอน 

4. อุทยานแห่งชาติเทือกเขาร็อกกี้ (Rocky Mountain National Park) – สหรัฐอเมริกา

ข้ามมาดูเทือกเขาร็อกกี้ ฝั่งอเมริกา กันบ้าง ไฮไลต์ตัวท็อปต้องยกให้ Rocky Mountain National Park ในรัฐ Colorado ที่นี่เหมาะมากกับคนที่อยากสัมผัสธรรมชาติแบบหลากหลาย เพราะมีครบทั้งภูเขาสูง ป่าสน ทุ่งหญ้า ทะเลสาบ และเส้นทางเดินป่าตั้งแต่ระดับชิล ๆ ไปจนถึงเส้นที่จริงจังขึ้นมาหน่อย

ตัวอุทยานอยู่ใกล้เมือง Estes Park ซึ่งเป็นเมืองเล็ก ๆ บรรยากาศน่ารักและเหมาะกับการใช้เป็นฐานสำหรับพักค้างคืน ตื่นเช้ามาก็ขับรถเข้าไปเที่ยวอุทยานได้เลย ไม่ต้องเสียเวลาเดินทางจากเมืองใหญ่ทุกวัน

หนึ่งในจุดยอดนิยมคือ Bear Lake ทะเลสาบกลางหุบเขาที่เข้าถึงง่ายมาก จะเดินเล่นรอบทะเลสาบแบบสบาย ๆ ก็ได้ หรือถ้ายังมีแรงก็เดินต่อไปยัง Nymph Lake, Dream Lake และ Emerald Lake ได้อีก เหมาะมากสำหรับคนที่อยากลองเดินป่า แต่ยังไม่อยากเริ่มจาก Trail โหด ๆ

ส่วนสายตั้งแคมป์ ดูสัตว์ป่า หรือชอบออกไปชมพระอาทิตย์ขึ้นท่ามกลางภูเขาก็มีอะไรให้ทำอีกเพียบ เรียกว่ามาที่เดียวก็สามารถใช้เวลาเที่ยวได้หลายวันแบบไม่เบื่อเลย

5. ถนน Trail Ridge Road – สหรัฐอเมริกา

มาเทือกเขาร็อกกี้ แล้ว อีกหนึ่งไฮไลต์ที่อยากให้ลองคือการขับรถบน Trail Ridge Road ถนนชมวิวบนภูเขาที่พาขึ้นไปสัมผัสเทือกเขาร็อกกี้ในมุมสูงแบบไม่ต้องเดิน hiking ให้เหนื่อย

ความสนุกของเส้นทางนี้คือวิวจะค่อย ๆ เปลี่ยนไปตามระดับความสูง เริ่มจากป่าสนเขียว ๆ ด้านล่าง ก่อนจะค่อย ๆ ขึ้นไปสู่พื้นที่ Alpine Tundra ที่เปิดโล่งจนมองเห็นภูเขาซ้อนกันไปไกลสุดสายตา ระหว่างทางมีจุดชมวิวให้แวะลงไปยืดเส้น ถ่ายรูป และสูดอากาศเย็น ๆ เป็นระยะ บางช่วงของปียังอาจได้เห็นหิมะหลงเหลืออยู่บนยอดเขา เพิ่มความสวยให้วิวขึ้นไปอีก

เส้นทางนี้จึงเหมาะมากสำหรับคนที่อยากเก็บจุดชมวิวเทือกเขาร็อกกี้สวย ๆ แต่ไม่อยากเดินป่าหนัก จะมาเป็นครอบครัว คู่รัก หรือจัด Road Trip กับเพื่อนก็เที่ยวสนุกได้เหมือนกัน เพียงแต่ Trail Ridge Road อยู่บนพื้นที่สูงและมีหิมะปกคลุมในช่วงฤดูหนาว จึงไม่ได้เปิดเต็มเส้นทางตลอดทั้งปี ก่อนเดินทางอย่าลืมเช็กสถานะถนนให้เรียบร้อย จะได้ไม่ขับมาเก้อกันนะ

ที่ตั้งและการเดินทางไปเทือกเขาร็อกกี้ (Rocky Mountains)

หลายคนอาจสงสัยว่าจริง ๆ แล้วเทือกเขาร็อกกี้ อยู่ประเทศอะไร คำตอบคือ เทือกเขาร็อกกี้ ไม่ได้อยู่ในประเทศเดียว แต่เป็นแนวเทือกเขาขนาดใหญ่ที่ทอดยาวผ่านฝั่งตะวันตกของทวีปอเมริกาเหนือ ครอบคลุมทั้ง แคนาดาและสหรัฐอเมริกา เพราะฉะนั้นเวลาแพลนทริปจึงต้องเลือกก่อนว่าอยากเที่ยวโซนไหนเป็นหลัก

ถ้าเป็นฝั่งแคนาดา จุดหมายยอดนิยมจะอยู่ในรัฐ Alberta โดยเฉพาะ Banff National Park และ Jasper National Park ซึ่งสามารถขับรถเที่ยวต่อกันผ่าน Icefields Parkway ได้ 

ส่วนฝั่งอเมริกา จุดที่เดินทางง่ายและได้รับความนิยมมากคือ Rocky Mountain National Park ในรัฐ Colorado ใกล้เมือง Estes Park และไม่ไกลจาก Denver มากนัก

วิธีเดินทางจากไทยไปเทือกเขาร็อกกี้ฝั่งแคนาดา

สำหรับคนที่อยากเริ่มทริปจากฝั่งแคนาดา วิธีที่สะดวกคือบินจากกรุงเทพฯ ไปลงที่ Calgary International Airport (YYC) โดยปัจจุบันยังไม่มีเที่ยวบินตรงจากไทย จึงต้องแวะเปลี่ยนเครื่องอย่างน้อย 1 จุด ขึ้นอยู่กับสายการบินและเส้นทางที่เลือก

เมื่อถึง Calgary แล้ว แนะนำให้เช่ารถขับ เพราะเที่ยวสะดวกและยืดหยุ่นที่สุด จากสนามบินสามารถขับไป Banff National Park ได้ในเวลาประมาณ 1.5–2 ชั่วโมง จากนั้นค่อยเที่ยวต่อไป Lake Louise แล้วขับขึ้นเหนือผ่าน Icefields Parkway ไปยัง Jasper ได้เลย เส้นทางนี้เหมาะมากกับการทำ Road Trip เพราะวิวระหว่างทางสวยไม่แพ้จุดหมายปลายทาง

ถ้ามีเวลาประมาณ 5–7 วัน สามารถจัดเส้นทางจาก Calgary → Banff → Lake Louise → Icefields Parkway → Jasper ได้เลย จะได้เก็บทั้งทะเลสาบ ภูเขา ธารน้ำแข็ง และจุดชมวิวเด่น ๆ ของเทือกเขาร็อกกี้แคนาดาแบบไม่ต้องเร่งมาก

อีกทางเลือกสำหรับคนที่อยากเที่ยว Jasper เป็นหลักคือบินไป Edmonton International Airport (YEG) แล้วเช่ารถขับเข้า Jasper แต่ถ้าอยากเก็บทั้ง Banff และ Jasper ในทริปเดียว การเริ่มจาก Calgary จะจัดเส้นทางได้ง่ายกว่า

วิธีเดินทางจากไทยไปเทือกเขาร็อกกี้ฝั่งสหรัฐอเมริกา

ส่วนคนที่อยากเที่ยวเทือกเขาร็อกกี้ และมี Rocky Mountain National Park เป็นจุดหมายหลัก แนะนำบินจากกรุงเทพฯ ไปลงที่ Denver International Airport (DEN) ซึ่งเป็นสนามบินใหญ่ที่เหมาะสำหรับเริ่มต้นทริป Colorado โดยจากไทยยังไม่มีเที่ยวบินตรง จึงต้องต่อเครื่องอย่างน้อย 1 จุดเช่นกัน

จาก Denver วิธีที่สะดวกที่สุดคือเช่ารถแล้วขับต่อไปยัง Estes Park ใช้เวลาเดินทางประมาณ 1.5–2 ชั่วโมง เมื่อถึงแล้วสามารถพักใน Estes Park สัก 2–3 คืน แล้วค่อยขับรถเข้าอุทยานไปเที่ยว Bear Lake เดิน hiking หรือขับชมวิวบน Trail Ridge Road ได้แบบไม่ต้องรีบ

ส่วนเส้นทางแบบง่าย ๆ สำหรับมือใหม่สามารถจัดเป็น Denver → Estes Park → Rocky Mountain National Park → Trail Ridge Road → Grand Lake ได้เลย เหมาะมากกับคนที่อยากลองเที่ยวเทือกเขาร็อกกี้ด้วยตัวเองเพราะเส้นทางไม่ซับซ้อนมาก แถมยังสามารถแวะเที่ยว Denver ก่อนหรือหลังขึ้นเขาได้ด้วย

ทางเลือกการเดินทางด้วยรถสาธารณะ (Public Transportation)

แม้การเช่ารถขับจะยืดหยุ่นที่สุด แต่สำหรับสาย Solo Traveler หรือ คนที่ไม่ถนัดขับรถ ก็สามารถเดินทางท่องเที่ยวด้วยรถสาธารณะและรถบัสรับส่งได้เช่นกัน

1. ฝั่งแคนาดา

จากสนามบิน Calgary (YYC) เข้าสู่ตัวเมือง Banff / Lake Louise:

On-It Regional Transit: รถบัสราคาประหยัดที่เปิดให้บริการเฉพาะช่วงฤดูร้อน (ศุกร์–อาทิตย์ และวันหยุดนักขัตฤกษ์) วิ่งตรงจาก Calgary เข้า Banff
Banff Airporter / Brewster Express: รถบัสรับส่งสนามบินแบบพรีเมียม วิ่งให้บริการทุกวันตลอดทั้งปี ส่งถึงโรงแรมใน Banff และ Lake Louise

การเดินทางภายใน Banff & Lake Louise:

Roam Transit: ระบบรถเมล์ประจำทางของเมือง Banff มีเส้นทางครอบคลุมจุดท่องเที่ยวหลัก เช่น Gondola, Upper Hot Springs, Lake Minnewanka รวมถึงสาย Local/Express ไปยัง Lake Louise และ Johnston Canyon
Parks Canada Shuttle: รถบัสของอุทยานแห่งชาติที่ต้องจองล่วงหน้าออนไลน์ สำหรับรับ-ส่งระหว่าง Lake Louise Park & Ride ไปยัง Lake Louise และ Moraine Lake (เนื่องจากไม่อนุญาตให้นำรถยนต์ส่วนตัวเข้า Moraine Lake)

การเดินทางระหว่าง Banff และ Jasper:

Sundog Transportation / Brewster Express: มีบริการรถบัสวิ่งเชื่อมระหว่าง Banff และ Jasper โดยวิ่งผ่านเส้นทาง Icefields Parkway (บางแพ็กเกจเป็นทัวร์ชมวิวที่จอดแวะ Columbia Icefield ให้ด้วย)

2. ฝั่งสหรัฐอเมริกา

จากสนามบิน Denver (DEN) เข้าสู่ Estes Park:

Bustang (Outrider - Estes Park Line): รถบัสสาธารณะของรัฐ Colorado วิ่งตรงจาก Denver (Union Station) ไปยัง Estes Park (ให้บริการเฉพาะช่วงฤดูร้อน พฤษภาคม–ตุลาคม)
Estes Park Shuttle / Peak 1 Express: รถตู้รับส่งเอกชนจากสนามบิน Denver ไปส่งถึงเมือง Estes Park บริการตลอดทั้งปี

การเดินทางภายใน Estes Park & Rocky Mountain National Park:

Estes Park Free Shuttles: รถบัสฟรีของเมือง Estes Park (เปิดเฉพาะช่วงฤดูร้อน) วิ่งรับส่งรอบตัวเมืองและเชื่อมไปยัง Visitor Center
RMNP Hiker Shuttle: รถบัสของอุทยาน วิ่งจาก Estes Park Visitor Center พาเข้าสู่ Park & Ride ภายในอุทยาน (ต้องจองตั๋ว Timed Entry + Hiker Shuttle Ticket ล่วงหน้า)
Bear Lake Route Shuttle: รถบัสฟรีภายในอุทยานที่วิ่งรับส่งจาก Park & Ride ไปยังจุดท่องเที่ยวยอดนิยมอย่าง Bear Lake, Sprague Lake และจุดเริ่มต้นเส้นทางเดินป่าต่าง ๆ

ข้อควรระวัง: รถสาธารณะและ Shuttle Bus ในช่วงฤดูร้อน (Jun–Sep) มักถูกจองเต็มล่วงหน้าเร็ว หากต้องการเดินทางโดยไม่ใช้รถเช่า จำเป็นต้องวางแผนและสำรองตั๋วรถบัสล่วงหน้าทางออนไลน์ อย่างน้อย 1–2 เดือนก่อนเดินทาง

จุดเด่นของเทือกเขาร็อกกี้ (Rocky Mountains)

เที่ยวได้ทั้งฝั่งอเมริกาและแคนาดา: เสน่ห์ของเทือกเขาร็อกกี้ คือมีพื้นที่สวย ๆ ให้เที่ยวในสองประเทศ ฝั่งสหรัฐฯ เด่นเรื่องอุทยาน Rocky Mountain National Park และเส้นทางเดินป่าใน Colorado ส่วนฝั่งแคนาดาก็มีอุทยาน Banff, Jasper และวิวทะเลสาบสีฟ้าสวย ๆ ให้ตามเก็บกันแบบจุใจ
วิวธรรมชาติอลังการแบบมองทางไหนก็สวย: ตลอดแนวเทือกเขาร็อกกี้  มีครบทั้งยอดเขาสูง ป่าสน ทุ่งหญ้า ทะเลสาบ ธารน้ำแข็ง และน้ำตก ยิ่งวันไหนฟ้าเปิด วิวภูเขาสะท้อนบนผิวน้ำคือสวยจับใจจริง ๆ
Road Trip สนุก วิวระหว่างทางก็เป็นไฮไลต์: ใครชอบขับรถเที่ยว ที่นี่ตอบโจทย์มาก ฝั่งแคนาดามี Icefields Parkway ส่วนฝั่งอเมริกามี Trail Ridge Road เรียกว่าไม่ต้องรอถึงปลายทาง เพราะระหว่างขับก็มีจุดชมวิวให้แวะกันตลอด
มีเส้นทาง Hiking ให้เลือกหลายระดับ: ไม่ว่าจะเป็นมือใหม่หรือสายเดินป่าตัวจริงก็สนุกได้ เพราะมี Trail ตั้งแต่เส้นสั้น ๆ เดินชมทะเลสาบ ไปจนถึงเส้นทางบนภูเขาสำหรับคนที่อยากลุยแบบเต็มวัน ทำให้ได้สนุกแบบเลือกความเหนื่อยเองได้
แต่ละฤดูได้บรรยากาศไม่เหมือนกัน: หน้าร้อนเหมาะกับ Hiking และ Road Trip ช่วงใบไม้ร่วงได้ชมป่าเปลี่ยนสี ส่วนหน้าหนาว ก็เปลี่ยนเป็นวิวภูเขาหิมะสีขาว เหมาะกับกิจกรรมอย่างสกี ใครชอบบรรยากาศแบบไหนก็เลือกช่วงเที่ยวให้เข้ากับสไตล์ตัวเองได้เลย
มีโอกาสเจอสัตว์ป่าระหว่างทาง: อีกหนึ่งสีสันของการเที่ยวเทือกเขาร็อกกี้ คือการได้เห็นสัตว์ป่าในธรรมชาติ ไม่ว่าจะเป็นกวางเอลก์ หรือสัตว์ท้องถิ่นชนิดอื่น ๆ บางครั้งแค่ขับรถไปตามเส้นทางก็มีโอกาสได้เจอแบบไม่ทันตั้งตัวแล้ว

เที่ยวเทือกเขาร็อกกี้ (Rocky Mountains) เดือนไหนดี?

เทือกเขาร็อกกี้ เที่ยวช่วงไหนดี? ถ้าเป็นครั้งแรกและอยากเที่ยวแบบง่าย ๆ เก็บทั้งทะเลสาบ Hiking และ Road Trip แนะนำ มิถุนายน–กันยายน โดยเฉพาะ กรกฎาคม–สิงหาคม ที่เส้นทางส่วนใหญ่เปิดและอากาศเหมาะกับกิจกรรมกลางแจ้งที่สุด ส่วนคนที่อยากเลี่ยงช่วงพีคและได้บรรยากาศใบไม้เปลี่ยนสี ลองเล็งเดือนกันยายนก็เป็นตัวเลือกที่น่าสนใจมาก

แต่จริง ๆ แล้ว เทือกเขาร็อกกี้ เที่ยวได้ตลอดทั้งปี แต่บรรยากาศต่างกันแบบคนละฟีลเลย ลองมาดูกันว่า แต่ละฤดู เป็นยังไงบ้าง

ฤดูใบไม้ผลิ (เมษายน–พฤษภาคม): เป็นช่วงที่อากาศเริ่มอุ่นขึ้น แต่บนพื้นที่สูงยังมีหิมะหลงเหลืออยู่เยอะ บางเส้นทางเดินป่าและถนนชมวิวอาจยังไม่เปิดเต็มที่ อุณหภูมิโดยคร่าว ๆ อยู่ประมาณ 0–15°C แล้วแต่พื้นที่ เหมาะกับคนที่อยากเที่ยวช่วงนักท่องเที่ยวยังไม่แน่น และชอบวิวภูเขาที่ยังมีหิมะขาว ๆ เป็นฉากหลัง
ฤดูร้อน (มิถุนายน–สิงหาคม): ถ้าถามว่าเที่ยวเดือนไหนดี สำหรับทริปแรก ช่วงนี้แนะนำที่สุด อากาศโดยทั่วไปอยู่ประมาณ 5–25°C ขึ้นอยู่กับระดับความสูง ถนนและเส้นทาง hiking เปิดมากขึ้น กลางวันยาว เที่ยวได้เต็มที่ เหมาะกับทั้งการไปเที่ยว Banff, Jasper และ Rocky Mountain National Park รวมถึงการขับ Icefields Parkway และ Trail Ridge Road แต่เพราะเป็น High Season จึงควรจองรถและที่พักล่วงหน้าหน่อย
ฤดูใบไม้ร่วง (กันยายน–ตุลาคม): อีกช่วงที่วิวสวยมาก อุณหภูมิประมาณ -5–15°C และเริ่มเย็นลงเรื่อย ๆ โดยเฉพาะช่วงเช้ากับกลางคืน ฝั่ง Colorado จะได้เห็นต้น Aspen เปลี่ยนเป็นสีเหลืองทอง ส่วนฝั่งแคนาดาก็ได้บรรยากาศภูเขาในโทนฤดูใบไม้ร่วง แถมนักท่องเที่ยวเริ่มบางลงจากหน้าร้อน แต่ช่วงปลายฤดูอาจเริ่มมีหิมะและถนนบนพื้นที่สูงบางแห่งปิดได้
ฤดูหนาว (พฤศจิกายน–มีนาคม): ใครอยากเห็นเทือกเขาร็อกกี้ หน้าหนาว แบบภูเขาและป่าสนปกคลุมด้วยหิมะ ต้องช่วงนี้ อุณหภูมิหลายพื้นที่อยู่ประมาณ -20–5°C และพื้นที่สูงอาจหนาวกว่านี้ เหมาะกับกิจกรรมอย่างสกีและเที่ยวเมืองภูเขาในบรรยากาศหน้าหนาว แต่การขับรถและเดินป่าจะมีข้อจำกัดมากขึ้น ต้องเตรียมอุปกรณ์และเช็กสภาพถนนเป็นพิเศษ

กิจกรรมแนะนำในเทือกเขาร็อกกี้ (Rocky Mountains)

ขับรถ Road Trip ชมวิว: หนึ่งในกิจกรรมที่อยากให้ลองที่สุด เพราะแค่วิวระหว่างทางก็คุ้มแล้ว บอกเลยว่าแค่เตรียมเพลงเพราะ ๆ แล้วค่อย ๆ ขับ แวะจุดชมวิวไปเรื่อย ๆ ก็ฟินมากแล้ว 
เดิน Hiking ท่ามกลางภูเขา: สายเดินป่ามี Trail ให้เลือกเยอะมาก ตั้งแต่เส้นทางสั้น ๆ รอบทะเลสาบ ไปจนถึงเส้นทางขึ้นเขาแบบเต็มวัน จะเดินใน Rocky Mountain National Park, Banff หรือ Jasper ก็ได้เจอวิวสวยคนละแบบ มือใหม่ก็ไม่ต้องกังวล เพราะมีเส้นทางง่าย ๆ ให้เริ่มกันเพียบ
ตามเก็บทะเลสาบสีฟ้า: ไฮไลต์ของฝั่งแคนาดาที่ไม่ควรพลาดคือการไปชมทะเลสาบสวย ๆ อย่าง Lake Louise และ Moraine Lake น้ำสีฟ้าเทอร์ควอยซ์ตัดกับภูเขาด้านหลัง ยิ่งวันไหนฟ้าเปิด ถ่ายรูปมุมไหนก็สวย
ชมธารน้ำแข็ง: ใครขับ Icefields Parkway แนะนำแวะโซน Columbia Icefield เพื่อชมวิวธารน้ำแข็งขนาดใหญ่ที่รายล้อมด้วยแนวภูเขา เป็นอีกหนึ่งธรรมชาติอลังการที่ช่วยเพิ่มความพิเศษให้ทริป ฝั่งแคนาดาได้ดีมาก!
ดูสัตว์ป่า: ระหว่างเที่ยวมีโอกาสเจอสัตว์ป่าตามธรรมชาติ โดยเฉพาะกวางและสัตว์ท้องถิ่นชนิดอื่น ๆ บางครั้งแค่ขับรถก็เจออยู่ข้างทางแล้ว แต่อย่าลืมรักษาระยะห่าง ไม่ให้อาหาร และไม่ลงจากรถเพื่อเข้าไปถ่ายรูปใกล้ ๆ กันนะ!
ตั้งแคมป์กลางธรรมชาติ: ใครอยากใกล้ชิดภูเขาแบบเต็มอิ่ม ลองนอน Camping สักคืน ตื่นเช้ามาเจออากาศเย็น ๆ กับวิวป่าสนรอบตัว ได้ฟีล Outdoor แบบเต็ม ๆ
เล่นกิจกรรมฤดูหนาว: ช่วงหน้าหนาว ก็สนุกไปอีกแบบ ทั้งสกี Snowshoeing และเดินเล่นชมวิวภูเขาหิมะ เหมาะกับคนที่อยากเห็นเทือกเขาร็อกกี้ในบรรยากาศสีขาวและไม่กลัวอากาศหนาว

แนะนำที่พักใกล้เทือกเขาร็อกกี้ (Rocky Mountains)

เพราะเทือกเขาร็อกกี้ครอบคลุมพื้นที่ทั้งฝั่งสหรัฐอเมริกาและแคนาดา การเลือกที่พักให้เข้ากับเส้นทางที่วางไว้จะช่วยให้เที่ยวสบายขึ้นเยอะ ฝั่งอเมริกาแนะนำพักแถว Estes Park ซึ่งอยู่ใกล้อุทยาน Rocky Mountain National Park ส่วนฝั่งแคนาดาสามารถเลือกพักที่ Calgary สำหรับเริ่มต้น Road Trip หรือขยับเข้าไปพักแถว Lake Louise เพื่ออยู่ใกล้ธรรมชาติแบบเต็ม ๆ

ที่พักฝั่งสหรัฐอเมริกา

Discovery Lodge

ใครกำลังหาที่พักที่เหมาะกับการใช้เป็นฐานเที่ยวอุทยาน ลองดู Discovery Lodge ใน Estes Park ได้เลย จุดเด่นคือบรรยากาศสบาย ๆ รายล้อมด้วยวิวภูเขา และเดินทางไปอุทยาน Rocky Mountain National Park ได้สะดวก เหมาะกับสายเที่ยวที่ตั้งใจออกไปเดิน hiking ขับ Trail Ridge Road หรือเที่ยวรอบอุทยานตั้งแต่เช้า แล้วกลับมาพักเอาแรงช่วงเย็น เป็นตัวเลือกที่ลงตัวสำหรับคนที่อยากอยู่ใกล้ธรรมชาติโดยไม่ต้องพักไกลจากตัวเมือง Estes Park มากนัก

The Estes Park Resort

ส่วนใครที่อยากให้ทริปนี้ได้ฟีลพักผ่อนขึ้นมาอีกหน่อย The Estes Park Resort ก็เป็นตัวเลือกที่น่าสนใจมาก เพราะโรงแรมตั้งอยู่ริมทะเลสาบ Lake Estes ได้บรรยากาศทั้งทะเลสาบและภูเขาแบบเต็ม ๆ หลังจากเดินเที่ยวมาทั้งวันสามารถกลับมาพักชิล ๆ ริมน้ำได้เลย ที่สำคัญยังอยู่ไม่ไกลจาก Rocky Mountain National Park เหมาะกับคนที่อยากบาลานซ์ทริป Outdoor เข้ากับการพักผ่อนสบาย ๆ ได้ทั้งวิวสวย ๆ กับโลเคชันที่เดินทางสะดวกสุด ๆ 

ที่พักฝั่งแคนาดา

Hyatt Regency Calgary

สำหรับคนที่เริ่ม Road Trip จาก Calgary Hyatt Regency Calgary เป็นตัวเลือกที่สะดวกมาก โดยเฉพาะคนที่เพิ่งบินมาถึงและอยากพักในเมืองก่อนออกเดินทางไป Banff ในวันถัดไป ตัวโรงแรมอยู่ใจกลาง Calgary ทำให้เดินทางไปไหนมาไหนง่าย รอบ ๆ มีทั้งร้านอาหารและจุดเที่ยวในเมือง เหมาะกับการพักคืนแรกหรือคืนสุดท้ายของทริป ก่อนรับรถแล้วขับต่อเข้าสู่ Banff, Lake Louise และ Jasper แบบไม่ต้องรีบหลังลงเครื่อง

Fairmont Chateau Lake Louise

ส่วนใครอยากให้ทริปเที่ยวเทือกเขาร็อกกี้ ฝั่งแคนาดามีสักคืนที่พิเศษจริง ๆ Fairmont Chateau Lake Louise คือที่พักที่น่าปักหมุดมาก ตัวโรงแรมตั้งอยู่ริม Lake Louise หนึ่งในทะเลสาบที่เป็นภาพจำของแคนาดา ตื่นเช้ามาก็สามารถออกมาเดินเล่นชมทะเลสาบสีฟ้ากับแนวภูเขาที่อยู่ตรงหน้าได้เลย ไม่ต้องขับรถมาแต่เช้าหรือรีบกลับตอนเย็น เหมาะกับคู่รัก สายพักผ่อน และคนที่อยากใช้เวลาซึมซับบรรยากาศของ Lake Louise แบบเต็มที่ เพราะแค่วิวรอบโรงแรมก็กลายเป็นหนึ่งในไฮไลต์ของทริปได้แล้ว

เคล็ดลับการเที่ยวเทือกเขาร็อกกี้ (Rocky Mountains)

เช่ารถขับจะเที่ยวสะดวกกว่า: หลายจุดอยู่ห่างกันพอสมควร การมีรถช่วยให้แวะจุดชมวิว ได้ตามใจ โดยเฉพาะ Trail Ridge Road และ Icefields Parkway ที่วิวระหว่างทางถือเป็นหนึ่งในไฮไลต์ของทริปเลย
อย่าจัด Road Trip แน่นเกินไป: ระยะทางบนแผนที่อาจดูไม่ไกล แต่ของจริงมีจุดให้จอดถ่ายรูปและแวะเที่ยวตลอด เผื่อเวลาไว้เยอะหน่อยจะได้ค่อย ๆ เที่ยว ไม่ต้องขับผ่านวิวสวย ๆ แบบเสียดายทีหลัง
เช็กการจองเข้าอุทยานและ Shuttle ล่วงหน้า: จุดยอดนิยมบางแห่งอาจมีระบบจองเข้าอุทยาน รถ Shuttle หรือข้อจำกัดเรื่องรถยนต์ โดยเฉพาะช่วงหน้าร้อน ก่อนออกเดินทางควรเช็กข้อมูลล่าสุดของอุทยาน Rocky Mountain National Park, Banff และ Jasper ให้เรียบร้อย
จองที่พักเร็วถ้าไปช่วง High Season: มิถุนายน–กันยายนเป็นช่วงยอดนิยมของการเที่ยวเทือกเขาร็อกกี้ ที่พักแถว Estes Park, Banff, Lake Louise และ Jasper จึงเต็มค่อนข้างเร็ว รู้วันเดินทางแล้วจองไว้ก่อนจะมีตัวเลือกมากกว่า
เตรียมเสื้อผ้าแบบ Layering: อากาศบนภูเขาเปลี่ยนเร็ว ต่อให้เที่ยวช่วงหน้าร้อนก็ควรมีเสื้อคลุม เสื้อกันลม และเสื้อกันฝนติดกระเป๋าไว้ เพราะอุณหภูมิบนพื้นที่สูงอาจเย็นกว่าด้านล่างแบบรู้สึกได้เลย
ดาวน์โหลดแผนที่ Offline ไว้ก่อน: บางช่วงของเส้นทาง โดยเฉพาะบริเวณภูเขาและ Icefields Parkway สัญญาณมือถืออาจไม่ดี เตรียม Offline Map รวมถึงบันทึกเส้นทาง ปั๊มน้ำมัน และที่พักไว้ก่อน จะช่วยให้ Road Trip อุ่นใจขึ้นเยอะ
เช็กสภาพอากาศ ถนน และ Trail ทุกเช้า: บนภูเขาสภาพอากาศเปลี่ยนได้เร็วมาก ถนนหรือเส้นทางที่เปิดวันนี้อาจมีข้อจำกัดในวันถัดไป ดังนั้นเช็กล่วงหน้าก่อนออกเดินทางจะชัวร์ที่สุด
รักษาระยะห่างจากสัตว์ป่า: เจอกวางเอลก์หรือสัตว์ป่าระหว่างทางถือเป็นโบนัสของทริป แต่ชมจากระยะปลอดภัยดีที่สุด ไม่ให้อาหาร ไม่เดินเข้าไปใกล้เพื่อถ่ายรูป และทำตามคำแนะนำของเจ้าหน้าที่อุทยานเสมอ
รองเท้าดี ๆ ช่วยให้เที่ยวสนุกขึ้นเยอะ: ต่อให้ไม่ได้วางแผน hiking แบบจริงจัง หลายจุดก็ต้องเดินบนทางธรรมชาติอยู่ดี เลือกรองเท้าที่เดินสบายและยึดเกาะได้ดี จะได้เดินชมทะเลสาบและจุดชมวิวแบบไม่ต้องคอยพะวงเจ็บเท้า

อ่านต่อ:

FAQ: คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับการเที่ยวเทือกเขาร็อกกี้ (Rocky Mountains)

Q: ไปเที่ยวเทือกเขาร็อกกี้ต้องทำวีซ่าไหม?

A: ต้องทำวีซ่าตามฝั่งที่เลือกเที่ยว หากไปฝั่งแคนาดาต้องขอวีซ่าแคนาดา (Canada Tourist Visa) ส่วนฝั่งสหรัฐอเมริกาต้องขอวีซ่าอเมริกา (US B1/B2 Visa) แต่ถ้าต้องการเที่ยวทั้งสองฝั่งในทริปเดียวก็จะต้องถือวีซ่าของทั้งสองประเทศ

Q: เที่ยวเทือกเขาร็อกกี้ช่วงไหนสวยและดีที่สุด?

A: ช่วงเดือนมิถุนายนถึงกันยายนเป็นช่วงที่นิยมที่สุด เพราะถนนทุกเส้นและ Trail เดินป่าเปิดครบ อากาศกำลังสบาย แต่หากอยากได้บรรยากาศใบไม้เปลี่ยนสีและคนไม่แน่น แนะนำช่วงปลายเดือนกันยายนถึงตุลาคม

Q: ต้องเตรียมงบประมาณค่าใช้จ่ายเฉลี่ยเท่าไหร่?

A: สำหรับทริป 7–10 วัน งบประมาณเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ 80,000 – 120,000+ บาทต่อคน (รวมค่าตั๋วเครื่องบินแบบต่อเครื่อง, ค่าเช่ารถ+น้ำมัน, ค่าที่พัก, ค่าเข้าอุทยาน และค่าอาหาร) ขึ้นอยู่กับฤดูกาลและระดับของที่พักที่เลือก

Q: การแต่งตัวไปเที่ยวเทือกเขาร็อกกี้ต้องเตรียมชุดแบบไหน?

A: แนะนำการแต่งตัวแบบสวมทับเป็นชั้น ๆ (Layering) เพราะสภาพอากาศบนภูเขาเปลี่ยนเร็วมาก แม้ในฤดูร้อนควรมีเสื้อชั้นในระบายอากาศ เสื้อกันหนาวประเภท Fleece/Light Down และเสื้อแจ็กเก็ตกันลม-กันฝน รวมถึงรองเท้าเดินป่าหรือรองเท้าผ้าใบที่ยึดเกาะพื้นได้ดี

Q: เดินทางจากสนามบินไปเทือกเขาร็อกกี้ยากไหม?

A: เดินทางง่ายและเส้นทางไม่ซับซ้อนเลย ฝั่งแคนาดาให้บินลง Calgary (YYC) แล้วขับรถต่อเพียง 1.5–2 ชั่วโมงก็ถึง Banff ส่วนฝั่งอเมริกาให้บินลง Denver (DEN) แล้วขับรถต่อประมาณ 1.5–2 ชั่วโมงก็จะถึง Estes Park ซึ่งเป็นเมืองหน้าด่านเข้าสู่อุทยาน

Q: มีที่จอดรถสะดวกไหม หรือต้องใช้รถสาธารณะ?

A: จุดท่องเที่ยวหลักมีลานจอดรถรองรับ แต่ช่วงฤดูร้อน (High Season) ที่จอดรถในจุดดัง ๆ อย่าง Lake Louise หรือ Bear Lake มักจะเต็มตั้งแต่เช้าตรู่ บางพื้นที่จึงบังคับใช้ระบบรถบัสรับส่ง (Shuttle Bus) หรือต้องจองรอบเข้า (Timed Entry) ล่วงหน้า

บทความแนะนำ

รวม 15 เมืองน่าเที่ยวในประเทศจีน อัปเดตเมืองสวย จุดเช็กอิน ที่เที่ยวจีน 2026 ห้ามพลาด!

04 Aug 2026 - ใช้เวลาอ่านประมาณ 6 นาที

ปักหมุด 30 ที่เที่ยวอุดรธานี ลิสต์เดียวเที่ยวได้ทั้งทริป อัปเดตใหม่ 2026

26 Jul 2026 - ใช้เวลาอ่านประมาณ 12 นาที

สิงหาคม เที่ยวไหนดี? 20 พิกัดเที่ยวไทย-เที่ยวต่างประเทศ พาแม่เที่ยวฟินๆ [อัปเดต 2026]

25 Jul 2026 - ใช้เวลาอ่านประมาณ 7 นาที

18 ของฝากชลบุรีที่ห้ามพลาด พร้อมลิสต์แหล่งช้อปยอดนิยม [อัปเดท 2026]

30 Jun 2026 - ใช้เวลาอ่านประมาณ 4 นาที

เที่ยวคามิโคจิเดือนไหนดี? พร้อมลิสต์สถานที่น่าไปในแต่ละช่วง

26 Jun 2026 - ใช้เวลาอ่านประมาณ 3 นาที

กิจกรรมแอดเวนเจอร์ในสิงคโปร์: คู่มือสุดยอดความสนุกกลางแจ้งและเส้นทางศึกษาธรรมชาติ

23 Jun 2026 - ใช้เวลาอ่านประมาณ 1 นาที

สำรวจสิ่งที่ดีที่สุดของ Canada

Vancouver

Canada

Ontario

Canada

Toronto

Canada

Alberta

Canada
จองโรงแรม
จองตั๋วเครื่องบิน
สิ่งที่ต้องทำ
รับทราบข้อมูลใหม่ ๆ ตลอดเวลา
สมัครรับจดหมายข่าวของเรา เพื่อคำแนะนำการท่องเที่ยวและรูปแบบการใช้ชีวิตที่มากขึ้น พร้อมด้วยข้อเสนอที่น่าตื่นเต้น
สมัคร