
ใครกำลังแพลนเที่ยวแคนาดาแล้วอยากได้พิกัดที่ได้ใกล้ชิดธรรมชาติเต็ม ๆ อุทยานแห่งชาติแบมฟ์ (Banff National Park) คือหนึ่งในจุดหมายที่ควรปักหมุดไว้เลย! ที่นี่โดดเด่นด้วยวิวธรรมชาติสุดอลังการของเทือกเขาร็อกกี้ มีทั้งภูเขาสูง ป่าสน ทะเลสาบสีสวย และบรรยากาศเงียบสงบที่ชวนให้พักจากความวุ่นวาย แล้วใช้เวลาอยู่กับวิวตรงหน้าแบบชิล ๆ
แถมที่นี่ยังเหมาะกับสายเที่ยวแทบจะทุกสไตล์ จะเป็นสายถ่ายรูป สายกิจกรรม ชอบเดินชมธรรมชาติ หรืออยากขับรถเที่ยวก็จัดทริปได้สนุกไม่แพ้กัน และแต่ละฤดูก็ให้อารมณ์ต่างกันไปอีก ทำให้จะมาเที่ยวช่วงไหนก็มีอะไรให้รอชมอยู่เสมอ
บทความนี้ Traveloka จะพาทุกคนไปทำความรู้จัก อุทยานแห่งชาติแบมฟ์ ให้มากขึ้น ทั้งจุดไฮไลท์ วิธีเดินทาง ช่วงเวลาน่าเที่ยว กิจกรรม ที่พัก และเคล็ดลับเล็ก ๆ ที่ควรรู้ก่อนออกเดินทาง ใครเริ่มอยากจัดทริปแล้ว ก็สามารถค้นหาและจองตั๋วเครื่องบินและที่พักผ่าน Traveloka ได้ในที่เดียว ช่วยให้เตรียมทริปแคนาดาครั้งนี้ง่ายขึ้น แล้วพร้อมเมื่อไหร่ก็ค่อยออกไปสัมผัสวิวสวย ๆ ของ Banff กัน!
Tue, 27 Oct 2026

Air China
กรุงเทพ (BKK) ไป โทรอนโต (YYZ)
เริ่มจาก THB 15,532.46
Tue, 27 Oct 2026

Air China
กรุงเทพ (BKK) ไป โทรอนโต (YYZ)
เริ่มจาก THB 15,532.46
Thu, 1 Oct 2026

Philippine Airlines
กรุงเทพ (BKK) ไป โทรอนโต (YYZ)
เริ่มจาก THB 17,551.93
เริ่มกันที่ Lake Louise ทะเลสาบที่เรียกได้ว่าเป็นหนึ่งในภาพจำของอุทยานแห่งชาติแบมฟ์เลยก็ว่าได้ จุดเด่นคือน้ำสีฟ้าอมเขียวที่ทอดยาวอยู่กลางหุบเขา รอบ ๆ เป็นป่าสนและยอดเขาสูง โดยมี Victoria Glacier อยู่ด้านหลัง ยิ่งวันที่อากาศเปิดและลมนิ่ง ผิวน้ำจะสะท้อนวิวภูเขาออกมาสวยมากก แค่เดินเล่นอยู่ริมทะเลสาบก็เพลินจนเผลอใช้เวลาไปเป็นชั่วโมงได้ง่าย ๆ แล้ว
ถ้าอยากสัมผัสบรรยากาศให้เต็มขึ้น ช่วงหน้าร้อนสามารถเช่าเรือแคนูพายออกไปกลางทะเลสาบ หรือ Hiking ต่อไปยังเส้นทางรอบ ๆ ได้ ส่วนหน้าหนาว Lake Louise จะเปลี่ยนจากทะเลสาบสีสดมาเป็นผืนน้ำแข็งที่มีภูเขาหิมะล้อมรอบ ได้ฟีลเหมือนอยู่คนละสถานที่เลย ใครตั้งใจมาช่วงฤดูร้อนควรวางแผนเรื่องการเดินทางไว้ล่วงหน้า เพราะเป็นหนึ่งในพิกัดยอดนิยมที่สุดของ Banff และที่จอดรถมีข้อจำกัด
ไปกันต่อกับอีกหนึ่งพิกัดที่วิวสวยไม่แพ้ Lake Louise อย่าง Moraine Lake ทะเลสาบสีฟ้าเทอร์ควอยซ์ที่เห็นครั้งแรกแล้วมีว้าวแน่นอน เพราะนอกจากสีของน้ำจะสดสะดุดตาแล้ว ด้านหลังยังมีแนวเขา Valley of the Ten Peaks เรียงตัวเป็นฉากอยู่พอดี ยิ่งวันไหนฟ้าเปิด แสงสวย ๆ กระทบผิวน้ำแล้วตัดกับป่าสนและภูเขารอบ ๆ บอกเลยว่าถ่ายรูปมุมไหนก็ขึ้นกล้องสุด ๆ
มาถึงแล้วอย่าเพิ่งถ่ายรูปแค่ริมทะเลสาบ แนะนำให้เดินขึ้น Rockpile Trail ไปยังจุดชมวิวด้านบนกันต่อ เส้นทางไม่ได้ยาวมาก แต่พอขึ้นไปแล้วจะได้เห็น Moraine Lake แบบมุมกว้าง ทั้งทะเลสาบ ป่าสน และแนวภูเขาอยู่ในเฟรมเดียวกัน เรียกว่าเป็นหนึ่งในมุมคลาสสิกของ Banff ที่สวยคุ้มกับการเดินขึ้นไปมาก ๆ ส่วนเรื่องการเดินทางต้องวางแผนกันนิดหนึ่ง เพราะรถยนต์ส่วนตัวไม่สามารถขับเข้า Moraine Lake Road ได้ ใครปักหมุดที่นี่ไว้ในลิสต์ แนะนำจอง Shuttle หรือรถรับส่งล่วงหน้า จะได้เที่ยวแบบไม่ต้องมาลุ้นหน้างาน
เที่ยวทะเลสาบกันมาสองที่แล้ว ลองเปลี่ยนบรรยากาศมาเดินเข้าหุบเขาที่ Johnston Canyon กันบ้าง ที่นี่เป็นหนึ่งในเส้นทางเดินยอดนิยมของ Banff เพราะเดินสนุก วิวเปลี่ยนไปเรื่อย ๆ และไม่ต้องเป็นสาย Hiking จริงจังก็มาเที่ยวได้ เส้นทางจะพาเดินเลียบลำธาร ผ่านป่าสน หน้าผาหิน และทางเดินที่ยื่นออกไปตามผาหุบเขา มีเสียงน้ำไหลอยู่ข้าง ๆ ตลอดทาง บรรยากาศสดชื่นสุดใจ
จุดแรกที่หลายคนเดินไปคือ Lower Falls ซึ่งอยู่ห่างจากจุดเริ่มต้นประมาณ 1.2 กิโลเมตร และถ้ายังมีแรงก็เดินต่อไป Upper Falls ได้ รวมระยะทางจากจุดเริ่มต้นประมาณ 2.5 กิโลเมตร ไฮไลท์สนุก ๆ ของ Lower Falls คือมีอุโมงค์หินสั้น ๆ ที่พาเข้าไปใกล้น้ำตกจนได้ยินเสียงน้ำแบบเต็ม ๆ ช่วงหน้าร้อนจะได้วิวป่าเขียวสด ส่วนหน้าหนาวน้ำตกบางส่วนจะแข็งตัว กลายเป็นกำแพงน้ำแข็งกลางหุบเขา สวยไปอีกอารมณ์เลย
ถ้าอยากเห็นว่าอุทยานแห่งชาติแบมฟ์กว้างและภูเขารอบ ๆ อลังการขนาดไหน ลองขึ้น Banff Gondola ไปบน Sulphur Mountain แล้วจะเห็นภาพชัดเลย กระเช้าจะค่อย ๆ ไต่ระดับขึ้นเหนือแนวป่า ระหว่างทางวิวของ Banff Town และ Bow Valley จะค่อย ๆ เปิดกว้างขึ้น จนพอถึงด้านบนจะเห็นแนวเทือกเขาร็อกกี้เรียงซ้อนกันอยู่รอบตัวแบบแทบ 360 องศาเลย
ขึ้นไปแล้วไม่ได้มีแค่จุดชมวิวเท่านั้น เพราะยังสามารถเดินตาม Sulphur Mountain Boardwalk ไปยัง Sanson's Peak ได้ด้วย ทางเดินทำเป็นบอร์ดวอล์กไปตามแนวสันเขา เดินไม่ยากและมีวิวให้หยุดถ่ายรูปตลอดทาง ถ้าไม่อยาก Hiking หนัก ๆ แต่อยากได้วิวภูเขาแบบเต็มตา จุดนี้เหมาะมาก ยิ่งช่วงเย็นที่แสงเริ่มนุ่ม บรรยากาศบนยอดเขาจะยิ่งสวยจนอยากอยู่รอดูวิวต่ออีกนาน ๆ เลย
ปิดท้ายด้วยไฮไลท์ที่สายขับรถเที่ยวต้องชอบอย่าง Icefields Parkway หรือ Highway 93 North ถนนสาย Scenic Route ที่เชื่อม Lake Louise กับ เมือง Jasper ระยะทางประมาณ 230 กิโลเมตร แต่บอกเลยว่าเส้นนี้ไม่ใช่ถนนที่ควรรีบขับให้ถึงปลายทาง เพราะความสนุกจริง ๆ อยู่ที่วิวและจุดแวะระหว่างทางนี่แหละ
ตลอดเส้นจะได้ขับผ่านภูเขาสูง ธารน้ำแข็ง ป่าสน แม่น้ำ และทะเลสาบสีสวยแบบต่อเนื่อง มีจุดดังให้แวะหลายแห่ง เช่น Bow Lake, Peyto Lake, Columbia Icefield และ Saskatchewan River Crossing บางช่วงของถนนเปิดวิวออกกว้างจนเห็นแนวเทือกเขาอยู่ตรงหน้าแบบเต็ม ๆ เป็นเส้นทางที่แค่ขับรถก็รู้สึกเหมือนกำลังเที่ยวอยู่ตลอดเวลเลย
ถ้าจะจัด Road Trip บนเส้นนี้ แนะนำอย่าอัดเวลาแน่นเกินไป เพราะมีโอกาสแวะถ่ายรูปบ่อยกว่าที่คิด และควรเติมน้ำมัน เตรียมน้ำกับของกินให้พร้อมก่อนออกเดินทาง เพราะบริการระหว่างทางมีค่อนข้างจำกัด โดยเฉพาะถ้ามาช่วงนอกฤดูร้อนควรเช็กสภาพถนนและสภาพอากาศก่อนออกทุกครั้ง
สำหรับใครที่สงสัยว่า Banff National Park อยู่ที่ไหน อุทยานแห่งนี้ตั้งอยู่ในรัฐ Alberta ทางตะวันตกของประเทศแคนาดา อยู่ท่ามกลางแนว Canadian Rockies โดยมี Banff Town เป็นเมืองหลักที่นักท่องเที่ยวนิยมใช้เป็นฐานเที่ยว ส่วนเมืองใหญ่ที่อยู่ใกล้และเดินทางสะดวกที่สุดคือ Calgary ซึ่งอยู่ห่างจาก Banff Town ประมาณ 130 กิโลเมตร ใช้เวลาขับรถราว 1.5 ชั่วโมง
จากประเทศไทยยังไม่มีเที่ยวบินตรงเข้า Banff เพราะตัวอุทยานไม่มีสนามบิน วิธีง่ายที่สุดคือบินจากกรุงเทพฯ ไปลงสนามบินใหญ่ในแคนาดาก่อน แล้วเดินทางต่อมายังรัฐ Alberta โดยสนามบินที่ใช้วางแผนทริปได้มีดังนี้
Wed, 21 Oct 2026

Air Canada
กรุงเทพ (BKK) ไป คาลการี (YYC)
เริ่มจาก THB 16,655.40
Wed, 14 Oct 2026

Air Canada
กรุงเทพ (BKK) ไป คาลการี (YYC)
เริ่มจาก THB 17,213.10
Wed, 14 Oct 2026

Hong Kong Airlines
กรุงเทพ (BKK) ไป คาลการี (YYC)
เริ่มจาก THB 19,048.67
ถ้าเป้าหมายหลักของทริปคือ Banff โดยเฉพาะ Calgary International Airport (YYC) จะสะดวกที่สุด เพราะอยู่ใกล้อุทยานและมีตัวเลือกเดินทางต่อค่อนข้างเยอะ ส่วน Vancouver เหมาะกับทริปที่อยากเที่ยวฝั่งตะวันตกของแคนาดาควบคู่กันไป
จาก Calgary ไป Banff ถือว่าเดินทางไม่ยาก โดยเส้นทางหลักคือ Trans-Canada Highway (Highway 1) ขับออกจาก Calgary ไปทางตะวันตก ผ่านเมือง Canmore ก่อนเข้าสู่ Banff National Park ถนนส่วนใหญ่ขับตรงยาวและมีวิวภูเขาค่อย ๆ โผล่เข้ามาใกล้ขึ้นเรื่อย ๆ ยิ่งช่วงเข้าเขต Canadian Rockies บอกเลยว่าวิวข้างทางเริ่มทำให้อยากหยิบกล้องขึ้นมาตั้งแต่ยังไม่ถึงที่เที่ยวเลย
ถ้าเช่ารถมา การเดินทางระหว่างจุดเที่ยวหลักค่อนข้างตรงไปตรงมา โดย Highway 1 (Trans-Canada Highway) เป็นเหมือนเส้นทางหลักของทริป เชื่อม Banff Town กับ Lake Louise และพื้นที่สำคัญต่าง ๆ ส่วนถนนที่ควรรู้จักเพิ่มเติมมีดังนี้
ส่วนใครที่ไม่ได้เช่ารถก็ไม่ต้องกังวล เพราะใน Banff มี Roam Public Transit เชื่อม Banff Town กับสถานที่ท่องเที่ยวยอดนิยมหลายแห่ง รวมถึงมี Shuttle ให้บริการไปยังพิกัดต่าง ๆ เช่น Banff Gondola, Lake Minnewanka, Johnston Canyon และ Lake Louise ส่วน Moraine Lake ต้องวางแผนเรื่องการเดินทางกันเป็นพิเศษ เพราะไม่อนุญาตให้รถยนต์ส่วนตัวของนักท่องเที่ยวเข้า แนะนำให้จอง Shuttle หรือรถรับส่งที่ได้รับอนุญาตไว้ล่วงหน้า จะได้เดินทางสะดวก เที่ยวต่อได้แบบชิล ๆ และไม่ต้องเสียเวลาวนหาที่จอดรถด้วย
ถ้าถามว่าเที่ยว Banff National Park เดือนไหนดี ขอตอบให้เลยว่าช่วงที่เหมาะที่สุดคือ เดือนมิถุนายน–กันยายน สำหรับคนที่อยากเห็นทะเลสาบสีฟ้า เดิน Hiking และขับ Road Trip ส่วนเดือนธันวาคม–มีนาคมเหมาะกับคนที่อยากสัมผัส Banff ในบรรยากาศหิมะและเล่นสกี แต่จริง ๆ แล้วแต่ละฤดูก็มีเสน่ห์ต่างกัน เลือกช่วงที่ตรงกับสไตล์เที่ยวของเราได้เลย
เที่ยวธรรมชาติกันเต็มวันแล้ว การได้กลับมาพักในที่พักบรรยากาศดี ๆ ท่ามกลางวิวภูเขาก็เป็นอีกส่วนที่ทำให้ทริป Banff ฟินขึ้นไปอีก โดยเฉพาะที่พักใน Banff Town ที่เดินทางไปเที่ยวต่อสะดวก แถมช่วงเย็นยังออกมาเดินเล่น หาอะไรกิน หรือแวะคาเฟ่ได้ง่าย ใครกำลังหาที่พักอยู่ ลองดูจาก 3 สไตล์นี้ได้เลย
ถ้าอยากพักใจกลาง Banff Town แบบเดินเที่ยวสะดวก Moose Hotel & Suites เป็นตัวเลือกที่น่าสนใจมาก ตัวโรงแรมมาในบรรยากาศอบอุ่นสไตล์ Mountain Lodge ใช้ไม้และโทนธรรมชาติเข้ากับวิวภูเขารอบเมืองได้ดี ทำเลอยู่บน Banff Avenue ใกล้ทั้งร้านอาหาร คาเฟ่ และร้านค้าต่าง ๆ ทำให้กลับจากเที่ยวแล้วไม่ต้องขับรถออกไปไหนไกล ไฮไลท์ที่ชวนให้อยากกลับโรงแรมเร็วหน่อยคือ Rooftop Hot Pools ที่สามารถลงไปแช่น้ำอุ่นพร้อมชมวิวภูเขา เป็นฟีลการพักผ่อนที่เข้ากับทริปสุด ๆ
ใครอยากเพิ่มความพิเศษให้ทริปนี้หน่อย ลองปักหมุด Fairmont Banff Springs โรงแรมระดับลักชัวรีที่โดดเด่นด้วยสถาปัตยกรรมคล้ายปราสาทขนาดใหญ่ ตั้งอยู่ท่ามกลางป่าและภูเขาของ Banff National Park บรรยากาศจึงทั้งคลาสสิกและโรแมนติกในเวลาเดียวกัน ภายในมีห้องพักหลายสไตล์ ร้านอาหาร สปา และพื้นที่พักผ่อนค่อนข้างครบ เหมาะกับวันที่อยากพักช้า ๆ ใช้เวลาอยู่โรงแรมบ้าง ที่สำคัญยังอยู่ไม่ไกลจาก Banff Town จะเข้าเมืองหรือออกไปเที่ยวธรรมชาติต่อก็สะดวก เรียกว่าเป็นที่พักที่ตัวโรงแรมเองก็กลายเป็นอีกหนึ่งไฮไลท์ของทริปได้เลย
สำหรับสายเที่ยวที่อยากประหยัดงบไว้ทำกิจกรรมหรือกินของอร่อย Banff International Hostel เป็นอีกตัวเลือกที่พักใน Banff Town ที่น่าดูไว้เลย โลเคชั่นอยู่ไม่ไกลจาก Banff Avenue สามารถเดินไปหาร้านอาหาร ร้านค้า หรือเดินเล่นในตัวเมืองได้สะดวก ที่พักเน้นบรรยากาศเรียบง่าย เป็นกันเอง มีทั้งห้องพักและพื้นที่ส่วนกลางสำหรับนั่งพักหรือพูดคุยกับนักเดินทางคนอื่น ๆ เหมาะกับ Backpacker หรือคนที่ไม่ได้เน้นความหรูหรา แต่อยากได้ที่พักทำเลดีไว้กลับมานอนพักให้เต็มอิ่ม ก่อนตื่นเช้าออกไปเที่ยว Banff National Park กันต่อในวันรุ่งขึ้น
อ่านต่อบทความท่องเที่ยวแคนาดาอื่น ๆ:
Q: คนไทยไปเที่ยวอุทยานแห่งชาติแบมฟ์ ต้องทำวีซ่าไหม?
A: ต้องใช้วีซ่าท่องเที่ยวแคนาดา (Visitor Visa) สำหรับพาสปอร์ตไทยทั่วไป เว้นแต่ผู้ที่มีสิทธิ์สมัคร eTA ตามเงื่อนไขของแคนาดา เช่น เคยถือวีซ่าแคนาดาในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา หรือถือวีซ่าชั่วคราวของสหรัฐฯ ที่ยังไม่หมดอายุ
Q: เดินทางจากสนามบินไป Banff National Park ยังไงสะดวกที่สุด?
A: วิธีที่สะดวกที่สุดคือบินลงสนามบิน Calgary (YYC) แล้วเช่ารถขับตาม Highway 1 เข้า Banff Town ใช้เวลาประมาณ 1.5 ชั่วโมง หรือหากไม่อยากขับรถ ก็สามารถนั่ง Airport Shuttle Direct เข้าสู่ตัวอุทยานได้เลย
Q: เที่ยว Banff National Park ช่วงไหนดีที่สุด?
A: หากอยากเห็นทะเลสาบสีฟ้าเทอร์ควอยซ์ พายเรือ และเดิน Hiking แนะนำช่วงฤดูร้อน (มิถุนายน–สิงหาคม) แต่ถ้าอยากสัมผัสบรรยากาศหิมะ เล่นสกี และชมภูเขาขาวโพลด แนะนำช่วงฤดูหนาว (ธันวาคม–มีนาคม)
Q: ไปเที่ยว Banff ต้องแต่งตัวยังไง?
A: แนะนำแต่งตัวแบบสวมทับหลายชั้น (Layering) เพื่อให้ถอดหรือใส่เพิ่มได้ง่าย เพราะสภาพอากาศบนภูเขาเปลี่ยนแปลงไวตลอดวัน โดยควรพกเสื้อกันลม/กันฝนติดตัวไว้ ส่วนหน้าหนาวต้องเตรียมชุดกันหนาวจัด รองเท้ากันลื่น และอุปกรณ์กันหิมะให้พร้อม
Q: ขับรถเที่ยวเอง มีที่จอดรถสะดวกไหม?
A: มีลานจอดรถตามจุดท่องเที่ยวหลัก แต่ช่วง High Season ลานจอดบริเวณ Lake Louise มักจะเต็มเร็วมาก และไม่อนุญาตให้ขับรถส่วนตัวเข้า Moraine Lake จึงแนะนำให้ใช้บริการบัส Roam Transit หรือจอง Shuttle ล่วงหน้าจะสะดวกที่สุด


















