
ถ้าอยากลองเที่ยวแคนาดา แบบฉีกออกจากเส้นทางยอดฮิต แล้วเปลี่ยนวิวเมือง ทะเลสาบ และภูเขาสวย ๆ มาเป็นฟีลสุดขอบโลก เกาะแบฟฟิน (Baffin Island) คือหนึ่งในจุดหมายที่น่าใส่ไว้ใน Bucket List มาก เพราะเกาะแห่งนี้ตั้งอยู่ทางตอนเหนือของแคนาดาในเขต นูนาวุต (Nunavut) ดินแดนอาร์กติกที่เต็มไปด้วยภูเขาสูง ฟยอร์ด ธารน้ำแข็ง และทุ่งทุนดรากว้างสุดสายตา บรรยากาศหลายจุดสวยแบบเหมือนหลุดไปอยู่อีกโลกเลยทีเดียว
นอกจากธรรมชาติที่เป็นพระเอกแล้ว เสน่ห์ของ Baffin Island Canada ยังอยู่ที่บรรยากาศเงียบสงบ ความห่างไกล และวิถีชีวิตของผู้คนในดินแดนทางเหนือ ทำให้การมาเที่ยวเกาะแบฟฟิน ไม่ได้มีแค่การออกไปชมวิวหรือถ่ายรูปสวย ๆ แต่ยังได้สัมผัสแคนาดาในมุมที่แตกต่างจากเมืองท่องเที่ยวทั่วไปอย่างชัดเจน จะมาเดินป่า ชมสัตว์ป่า ลุยหิมะ หรือออกตามหาวิวอาร์กติกแบบในสารคดี ก็มีประสบการณ์ให้เลือกสนุกได้หลายแบบ
ใครเริ่มสนใจแล้วว่า Baffin Island มีอะไรน่าเที่ยว, Baffin Island ไปยังไง หรือควรมาเดือนไหนถึงจะได้เจอบรรยากาศแบบที่อยากเห็น บทความนี้ Traveloka รวมข้อมูลไว้ให้ครบ ตั้งแต่จุดไฮไลท์ วิธีเดินทาง ช่วงน่าเที่ยว กิจกรรม ไปจนถึงที่พักและเคล็ดลับเตรียมตัวเที่ยว ถึงจะเป็นทริปที่ต้องวางแผนกันละเอียดกว่าปกติสักหน่อย แต่สำหรับสายธรรมชาติและสายแอดเวนเจอร์ บอกเลยว่าคุ้มกับการเดินทางแน่นอน และถ้าพร้อมออกไปสัมผัสแคนาดาในมุมใหม่ ๆ ก็สามารถเข้าไปเช็กและจองตั๋วเครื่องบิน รวมถึงที่พักสำหรับทริปแคนาดาผ่าน Traveloka ได้เลย ช่วยให้เตรียมทริปยาว ๆ แบบนี้สะดวกขึ้นอีกเยอะ!
เรื่องราวของ เกาะแบฟฟิน (Baffin Island) ย้อนกลับไปไกลกว่าชื่อที่เราเรียกกันในปัจจุบันมาก เพราะพื้นที่แห่งนี้เป็นถิ่นฐานของชนพื้นเมืองในเขตอาร์กติกมาอย่างยาวนาน ก่อนที่นักสำรวจจากยุโรปจะเดินทางเข้ามาในภูมิภาคนี้ในเวลาต่อมา
ชื่อ Baffin Island ตั้งตาม วิลเลียม แบฟฟิน (William Baffin) นักเดินเรือและนักสำรวจชาวอังกฤษ ผู้เดินทางสำรวจบริเวณอาร์กติกในช่วงต้นศตวรรษที่ 17 ระหว่างการค้นหาเส้นทาง Northwest Passage ส่วนทุกวันนี้ เกาะแบฟฟิน ยังคงเป็นหนึ่งในพื้นที่สำคัญของ นูนาวุต (Nunavut) ที่สามารถสัมผัสได้ทั้งธรรมชาติอาร์กติกและวัฒนธรรม Inuit ไปพร้อม ๆ กัน จึงเป็นจุดหมายที่มีเสน่ห์มากกว่าการมาชมวิวสวย ๆ เพียงอย่างเดียว
เปิดลิสต์ด้วยหนึ่งในภาพจำของเกาะแบฟฟิน อย่าง Auyuittuq National Park อุทยานแห่งชาติที่อยู่ทางตะวันออกเฉียงใต้ของเกาะ แค่ชื่อก็น่าสนใจแล้ว เพราะคำว่า Auyuittuq ในภาษา Inuktitut มีความหมายประมาณว่า “ดินแดนที่ไม่เคยละลาย” ซึ่งพอได้เห็นวิวจริง ๆ ก็เข้าใจทันทีว่าทำไมถึงได้ชื่อนี้ เพราะรอบตัวเต็มไปด้วยธารน้ำแข็ง ภูเขาหินขนาดมหึมา และหุบเขาที่ทอดยาวแบบสุดสายตา
หนึ่งในไฮไลท์ดังของที่นี่คือ Akshayuk Pass เส้นทางธรรมชาติระยะไกลประมาณ 100 กิโลเมตรที่ตัดผ่านใจกลางอุทยาน ระหว่างทางจะได้เห็นทั้งธารน้ำแข็ง แม่น้ำ และยอดเขารูปร่างแปลกตา โดยเฉพาะ Mount Thor ที่มีหน้าผาสูงชันจนกลายเป็นหนึ่งในแลนด์มาร์กของพื้นที่ ใครเป็นสาย Trekking และอยากสัมผัสบรรยากาศขั้วโลกของแคนาดาแบบจริงจัง ที่นี่เรียกได้ว่าเป็น Dream Destination เลยทีเดียว
Google Maps: https://maps.app.goo.gl/7Lyw8aSh3WyLW4BAA
เวลาเปิด:
ค่าเข้า:
ถ้าชอบทั้งวิวสวย ๆ และอยากดูสัตว์ป่าแคนาดา ลองขยับขึ้นไปทางตอนเหนือของเกาะกับ Sirmilik National Park อุทยานแห่งชาติที่ให้บรรยากาศต่างจาก Auyuittuq ไปอีกแบบ เพราะพื้นที่ของที่นี่มีตั้งแต่ธารน้ำแข็ง ภูเขา และทุ่งทุนดรา ไปจนถึงชายฝั่งและทะเลอาร์กติก เรียกว่ามาที่เดียวแต่ได้เห็นธรรมชาติหลายแบบมาก
ไฮไลท์ที่น่าสนใจมากคือบริเวณ Floe Edge หรือแนวที่น้ำแข็งทะเลมาบรรจบกับผืนน้ำเปิด ซึ่งในช่วงที่เหมาะสมจะกลายเป็นพื้นที่คึกคักของสัตว์อาร์กติก มีโอกาสได้เห็นทั้งวาฬนาร์วาล วาฬเบลูกา แมวน้ำ และนกทะเล ส่วนหมีขั้วโลกก็สามารถพบได้ในพื้นที่เช่นกัน การออกไปชมธรรมชาติโซนนี้จึงควรเดินทางกับไกด์ท้องถิ่นที่รู้จักพื้นที่เป็นอย่างดีเท่านั้น
ส่วนอีกจุดที่สวยไม่แพ้กันคือ Bylot Island ซึ่งเต็มไปด้วยภูเขา ธารน้ำแข็ง และหน้าผาริมทะเล ถ้าวันไหนอากาศเป็นใจ วิวตรงนี้คือได้ฟีลสุดขอบโลกแบบเต็ม ๆ!
Google Maps: https://maps.app.goo.gl/45UjNYsQDEM834H17
เวลาเปิด: เปิดตลอดปี แต่ช่วงเวลาที่เข้าถึงพื้นที่ต่าง ๆ ได้จะเปลี่ยนตามสภาพน้ำแข็งและฤดูกาล
ค่าเข้า:
ใครที่คิดว่ามาเที่ยว Baffin Island แล้วจะเจอแต่ภูเขา ธารน้ำแข็ง และธรรมชาติสุดขอบโลก ลองแวะมาเปลี่ยนบรรยากาศกันที่อิคาลูอิต (Iqaluit) เมืองหลวงของนูนาวุต (Nunavut) และเมืองสำคัญของเกาะแบฟฟิน ที่นี่เปรียบเหมือนประตูสู่ดินแดนอาร์กติก เพราะนักท่องเที่ยวส่วนใหญ่มักเดินทางมาลงที่ Iqaluit ก่อน แล้วค่อยต่อเครื่องไปยังชุมชนและแหล่งท่องเที่ยวอื่น ๆ บนเกาะ
ถึงจะเป็นเมืองหลวง แต่ Iqaluit ยังคงให้บรรยากาศของเมืองเล็ก ๆ ที่รายล้อมด้วยธรรมชาติ เดินออกจากตัวเมืองมาไม่ไกลก็ได้เห็นทั้งทุ่งทุนดราและวิวกว้าง ๆ ของอ่าว Frobisher Bay แล้ว นอกจากนี้ยังเป็นจุดที่เหมาะกับการทำความรู้จักวัฒนธรรมของ Inuit ให้มากขึ้น ทั้งเรื่องราวทางประวัติศาสตร์ งานศิลปะ และวิถีชีวิตของผู้คนในแถบอาร์กติก ใครเดินทางมาจากไทยและต้องต่อเครื่องไปเที่ยวส่วนอื่นของเกาะ จะพักที่นี่สัก 1–2 คืนเพื่อเที่ยวเมืองและพักเอาแรงก่อนก็ได้
ถ้ายังมีเวลาเหลือ ลองแวะ Sylvia Grinnell Territorial Park ที่อยู่ไม่ไกลจากตัวเมือง เป็นพื้นที่ธรรมชาติที่สามารถเดินเล่น ชมแม่น้ำ น้ำตก และวิวทุ่งทุนดราได้แบบชิล ๆ เหมาะมากสำหรับวันแรก ๆ ที่อยากเริ่มทำความรู้จักธรรมชาติของเกาะแบฟฟินโดยยังไม่ต้องออกไปลุยไกลจาก Iqaluit มากนัก
Google Maps: https://maps.app.goo.gl/fMuoJjN4iWwsAmEd7
ถ้าอยากสัมผัสบรรยากาศของอาร์กติกแบบเต็ม ๆ Pond Inlet คืออีกหนึ่งพิกัดที่น่าแวะมาก ชุมชนเล็ก ๆ ทางตอนเหนือของ Baffin Island แห่งนี้ตั้งอยู่ริม Eclipse Sound โดยมี Bylot Island และแนวภูเขาสูงเป็นฉากหลัง ทำให้วิวรอบ ๆ สวยแบบแทบไม่ต้องออกไปไหนไกล โดยเฉพาะวันที่อากาศเป็นใจ ฟ้าเปิด จะได้เห็นทั้งทะเล ภูเขา และท้องฟ้ากว้าง ๆ อยู่ในเฟรมเดียวกัน
นอกจากนี้ Pond Inlet ยังเป็นหนึ่งในจุดเริ่มต้นสำหรับเดินทางไป Sirmilik National Park และออกไปสัมผัสธรรมชาติของเกาะแบฟฟิน ช่วงปลายฤดูใบไม้ผลิเป็นช่วงยอดนิยมสำหรับทริป Floe Edge ที่พาไปชมรอยต่อของทะเลน้ำแข็ง พร้อมลุ้นเจอสัตว์อาร์กติกอย่างวาฬนาร์วาล และวาฬเบลูกา ส่วนช่วงฤดูร้อนก็สามารถเปลี่ยนบรรยากาศมาล่องเรือ เดินชมทุ่งทุนดรา หรือออกไปชมวิวตามแนวชายฝั่งได้ ใครอยากเห็น เกาะแบฟฟิน แคนาดา ในมุมที่ทั้งสงบ สโลวไลฟ์ และใกล้ชิดธรรมชาติ Pond Inlet ถือเป็นอีกจุดที่ไม่ควรพลาดเลย
Google Maps: https://maps.app.goo.gl/zHNWD5vyoRKEfrmH6
ปิดท้ายด้วย Pangnirtung หรือที่คนท้องถิ่นมักเรียกสั้น ๆ ว่า “Pang” ชุมชนเล็ก ๆ ที่ซ่อนตัวอยู่ริมฟยอร์ด Pangnirtung Fiord และมีภูเขาสูงโอบอยู่รอบ ๆ บรรยากาศตรงนี้สวยแบบไม่ต้องมีแลนด์มาร์กใหญ่โต เพราะแค่เดินเล่นริมชุมชน มองออกไปเห็นน้ำ ฟยอร์ด และภูเขาที่เรียงตัวอยู่ด้านหลัง ก็ได้ฟีลการมา เที่ยวเกาะแบฟฟินแบบเต็มร้อยแล้ว
ที่สำคัญ Pangnirtung ยังเป็นหนึ่งในเส้นทางหลักสำหรับเข้า Auyuittuq National Park จากชุมชนสามารถนัดหมาย Local Outfitter เพื่อนั่งเรือผ่านฟยอร์ดเข้าใกล้อุทยานในช่วงฤดูร้อน ส่วนช่วงที่น้ำแข็งมีสภาพเหมาะสมจะสามารถเดินทางด้วย Snowmobile ได้ ทำให้ที่นี่เหมาะสำหรับใช้เป็นจุดพักก่อนออกไปสัมผัสธรรมชาติแบบเต็ม ๆ
นอกจากธรรมชาติแล้ว Pangnirtung ยังขึ้นชื่อเรื่องงานศิลปะและงานทอของชุมชน Inuit ด้วย ใครอยากพักจากโหมดลุยธรรมชาติแล้วมาทำความรู้จักวัฒนธรรมท้องถิ่นบ้าง ที่นี่ถือว่าน่าแวะมาก เพราะได้ทั้งวิวสวยและอีกมุมของชีวิตบน Baffin Island ในที่เดียว
Google Maps: https://maps.app.goo.gl/kjSyZQRUWaaxUQo96
เกาะแบฟฟิน (Baffin Island) ตั้งอยู่ทางตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศแคนาดา ในดินแดน นูนาวุต (Nunavut) โดยมีอ่าว Baffin Bay คั่นระหว่างเกาะกับกรีนแลนด์ ตัวเกาะมีขนาดใหญ่มากและมีชุมชนกระจายตัวอยู่ตามแนวชายฝั่ง โดย อิคาลูอิต (Iqaluit) เมืองหลวงของนูนาวุตตั้งอยู่ทางตอนใต้ของเกาะ และถือเป็นศูนย์กลางสำคัญสำหรับการเดินทางมายังพื้นที่นี้
สำหรับคนที่สงสัยว่า Baffin Island ไปยังไง ต้องบอกก่อนว่าการเดินทางจะแตกต่างจากที่เที่ยวอื่น ๆ ของแคนาดาพอสมควร เพราะไม่มีถนนเชื่อมเกาะกับพื้นที่ตอนใต้ของแคนาดา และไม่มีถนนเชื่อมระหว่างชุมชนต่าง ๆ บนเกาะ การเดินทางหลักจึงต้องพึ่งเครื่องบิน ส่วนการเข้าอุทยานหรือพื้นที่ธรรมชาติห่างไกลอาจต้องต่อเรือหรือ Snowmobile ตามฤดูกาล
Google Maps: https://maps.app.goo.gl/bbgoAwjswpp72w4CA
ปัจจุบันยังไม่มีเที่ยวบินตรงจากประเทศไทยไป Baffin Island การเดินทางจึงต้องต่อเครื่องหลายช่วง แต่ถ้าวางเส้นทางไว้ล่วงหน้าก็ไม่ได้ซับซ้อนอย่างที่คิด โดยส่วนใหญ่นักท่องเที่ยวจะใช้ Iqaluit เป็นจุดตั้งต้นก่อนเดินทางต่อไปยังพื้นที่อื่นบนเกาะ
ความสนุกของการเที่ยว Baffin Island คือแต่ละฤดูกาลมีวิธีเดินทางไม่เหมือนกัน โดยเฉพาะเมื่อต้องออกจากชุมชนไปยังอุทยานหรือพื้นที่ธรรมชาติห่างไกล จึงควรวางแผนเส้นทางและติดต่อผู้ให้บริการท้องถิ่นไว้ตั้งแต่ก่อนเดินทาง
ถ้าถามว่าเที่ยว Baffin Island เดือนไหนดี ต้องดูว่าอยากมาเจอบรรยากาศแบบไหน เพราะแต่ละฤดูของที่นี่แตกต่างกันค่อนข้างชัด ถ้าอยากเดินป่า ล่องเรือ และเที่ยวได้คล่องตัว ช่วงกรกฎาคม–สิงหาคม จะเหมาะที่สุด ส่วนคนที่อยากเห็นหิมะ ทะเลน้ำแข็ง และออกทริป Floe Edge ให้เล็งช่วงปลายฤดูใบไม้ผลิไว้ได้เลย
Frobisher Inn เป็นที่พักใจกลาง Iqaluit ที่เหมาะกับคนอยากอยู่ใกล้ความสะดวกของเมือง แต่ยังได้บรรยากาศของดินแดนอาร์กติกอยู่รอบตัว จุดเด่นคือทำเลบน Astro Hill ซึ่งสามารถมองออกไปเห็นวิวเมืองและ Frobisher Bay ได้จากบริเวณโรงแรม ภายในมีทั้งห้องพัก ร้านอาหาร และพื้นที่นั่งพัก ทำให้วันไหนกลับจากเที่ยวเหนื่อย ๆ ก็ไม่ต้องออกไปไหนไกล แถมยังเดินทางจากสนามบิน Iqaluit ใช้เวลาไม่นาน เหมาะทั้งสำหรับพักเที่ยวในเมือง หรือแวะนอนเอาแรงสัก 1–2 คืนก่อนออกไปเที่ยวพิกัดอื่น ๆ บน Baffin Island ต่อ
Aqsarniit Hotel and Conference Centre เหมาะกับคนที่อยากได้ที่พักบรรยากาศทันสมัยและมีพื้นที่ค่อนข้างกว้าง ตัวโรงแรมอยู่บน Federal Road ไม่ไกลจากสนามบิน Iqaluit จึงสะดวกมากสำหรับคนที่มีไฟลต์เช้าหรือต้องเดินทางต่อไปยังชุมชนอื่นบนเกาะ ภายในตกแต่งโดยหยิบกลิ่นอายของธรรมชาติและวัฒนธรรม Inuit มาเป็นส่วนหนึ่งของดีไซน์ มีทั้งห้องพัก ร้านอาหาร และพื้นที่ส่วนกลางให้ใช้งาน หลังจากออกไปเจออากาศหนาวมาทั้งวัน การได้กลับมาพักในบรรยากาศสบาย ๆ แบบนี้ก็ช่วยเติมพลังสำหรับทริปวันถัดไปได้ดีทีเดียว
ใครชอบที่พักเล็ก ๆ บรรยากาศสบาย ๆ มากกว่าโรงแรมใหญ่ Illu B&B เป็นอีกตัวเลือกที่น่าเก็บไว้ในลิสต์ ด้วยความเป็น Bed & Breakfast ทำให้ที่นี่ให้ความรู้สึกอบอุ่นและเป็นกันเอง เหมาะกับการกลับมาพักผ่อนหลังออกไปเที่ยวท่ามกลางอากาศหนาวมาทั้งวัน บรรยากาศไม่วุ่นวาย มีของใช้และสิ่งอำนวยความสะดวกพื้นฐานครบ จึงเหมาะกับคนที่อยากพักชิล ๆ และใช้เวลาใน Iqaluit แบบไม่เร่งรีบ ก่อนตื่นเช้ามาเติมพลังแล้วออกไปตะลุยที่เที่ยวต่าง ๆ
อ่านต่อ:
Q: ไปเที่ยว Baffin Island ต้องทำวีซ่าอะไร?
A: คนไทยต้องขอวีซ่าท่องเที่ยวแคนาดา (Visitor Visa) ให้เรียบร้อยก่อนเดินทาง เนื่องจากต้องบินไปต่อเครื่องผ่านเมืองใหญ่ของแคนาดา เช่น แวนคูเวอร์ โทรอนโต หรือออตตาวา
Q: เที่ยว Baffin Island ช่วงไหนดีที่สุด?
A: หากชอบอากาศสบายๆ เที่ยวค่อนข้างง่าย เดินป่า ล่องเรือ แนะนำช่วงฤดูร้อน (กรกฎาคม–สิงหาคม) แต่ถ้าอยากสัมผัสวิวลุยหิมะ ทะเลน้ำแข็ง ออกทริป Floe Edge และนั่ง Snowmobile แนะนำช่วงปลายฤดูใบไม้ผลิ (มีนาคม–พฤษภาคม)
Q: เดินทางจากสนามบินเข้าตัวเมืองหรือไปจุดท่องเที่ยวอย่างไร?
A: จากสนามบิน Iqaluit สามารถใช้บริการรถแท็กซี่หรือรถรับส่งของโรงแรมเข้าสู่ตัวเมืองได้ในเวลาไม่กี่นาที ส่วนการเดินทางต่อไปยังชุมชนอื่นหรือเข้าอุทยานแห่งชาติ จะต้องใช้เที่ยวบินภายในเกาะ เรือ หรือ Snowmobile ร่วมกับผู้ให้บริการทัวร์ท้องถิ่น (Local Outfitter) เท่านั้น เนื่องจากไม่มีถนนเชื่อมต่อ
Q: เช่ารถขับเที่ยวเองบนเกาะแบฟฟินได้ไหม มีที่จอดรถหรือเปล่า?
A: เนื่องจากบนเกาะไม่มีเส้นทางถนนเชื่อมต่อระหว่างเมือง และไม่มีถนนนำเข้าสู่พื้นที่ธรรมชาติหรืออุทยานแห่งชาติ การเดินทางข้ามพื้นที่จึงต้องพึ่งพาเครื่องบิน เรือ สโนว์โมบิล และไกด์ท้องถิ่นเป็นหลัก
Q: ค่าใช้จ่ายประมาณเท่าไหร่ แพงไหม?
A: ถือเป็นทริปที่มีค่าใช้จ่ายค่อนข้างสูงกว่าการเที่ยวเมืองทั่วไปในแคนาดา เนื่องจากมีค่าเที่ยวบินต่อหลายช่วง ค่าทัวร์ท้องถิ่น และค่าธรรมเนียมอุทยาน จึงควรวางแผนและเช็กราคาล่วงหน้าอย่างรัดกุม






