[รีวิว] เกาะแบฟฟิน (Baffin Island) พร้อมจุดไฮไลท์และกิจกรรมแนะนำ

เกาะแบฟฟิน (Baffin Island) เป็นเกาะที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในแคนาดา ทั้งยังใหญ่เป็นอันดับ 5 ของโลก เกาะแห่งนี้เป็นแหล่งธรรมชาติและศูนย์รวมวัฒนธรรมแถบอาร์กติก
Traveloka TH
ใช้เวลาอ่านประมาณ 4 นาที

ถ้าอยากลองเที่ยวแคนาดา แบบฉีกออกจากเส้นทางยอดฮิต แล้วเปลี่ยนวิวเมือง ทะเลสาบ และภูเขาสวย ๆ มาเป็นฟีลสุดขอบโลก เกาะแบฟฟิน (Baffin Island) คือหนึ่งในจุดหมายที่น่าใส่ไว้ใน Bucket List มาก เพราะเกาะแห่งนี้ตั้งอยู่ทางตอนเหนือของแคนาดาในเขต นูนาวุต (Nunavut) ดินแดนอาร์กติกที่เต็มไปด้วยภูเขาสูง ฟยอร์ด ธารน้ำแข็ง และทุ่งทุนดรากว้างสุดสายตา บรรยากาศหลายจุดสวยแบบเหมือนหลุดไปอยู่อีกโลกเลยทีเดียว

นอกจากธรรมชาติที่เป็นพระเอกแล้ว เสน่ห์ของ Baffin Island Canada ยังอยู่ที่บรรยากาศเงียบสงบ ความห่างไกล และวิถีชีวิตของผู้คนในดินแดนทางเหนือ ทำให้การมาเที่ยวเกาะแบฟฟิน ไม่ได้มีแค่การออกไปชมวิวหรือถ่ายรูปสวย ๆ แต่ยังได้สัมผัสแคนาดาในมุมที่แตกต่างจากเมืองท่องเที่ยวทั่วไปอย่างชัดเจน จะมาเดินป่า ชมสัตว์ป่า ลุยหิมะ หรือออกตามหาวิวอาร์กติกแบบในสารคดี ก็มีประสบการณ์ให้เลือกสนุกได้หลายแบบ

ใครเริ่มสนใจแล้วว่า Baffin Island มีอะไรน่าเที่ยว, Baffin Island ไปยังไง หรือควรมาเดือนไหนถึงจะได้เจอบรรยากาศแบบที่อยากเห็น บทความนี้ Traveloka รวมข้อมูลไว้ให้ครบ ตั้งแต่จุดไฮไลท์ วิธีเดินทาง ช่วงน่าเที่ยว กิจกรรม ไปจนถึงที่พักและเคล็ดลับเตรียมตัวเที่ยว ถึงจะเป็นทริปที่ต้องวางแผนกันละเอียดกว่าปกติสักหน่อย แต่สำหรับสายธรรมชาติและสายแอดเวนเจอร์ บอกเลยว่าคุ้มกับการเดินทางแน่นอน และถ้าพร้อมออกไปสัมผัสแคนาดาในมุมใหม่ ๆ ก็สามารถเข้าไปเช็กและจองตั๋วเครื่องบิน รวมถึงที่พักสำหรับทริปแคนาดาผ่าน Traveloka ได้เลย ช่วยให้เตรียมทริปยาว ๆ แบบนี้สะดวกขึ้นอีกเยอะ!

Quick Summary: สรุปไฮไลท์การเที่ยวเกาะแบฟฟิน (Baffin Island) ใน 1 นาที

สัมผัสความยิ่งใหญ่ของเกาะขั้วโลก: เกาะที่ใหญ่ที่สุดในแคนาดาและใหญ่เป็นอันดับ 5 ของโลก ในดินแดนอาร์กติก นูนาวุต (Nunavut) โดดเด่นด้วยทัศนียภาพสุดขอบโลก ทั้งเทือกเขาหินแกรนิตสูงชัน ฟยอร์ด ธารน้ำแข็งสุดอลังการ ทุ่งทุนดรา และวัฒนธรรมอันทรงเสน่ห์ของชาว Inuit
5 จุดท่องเที่ยวห้ามพลาด: ตะลุยเส้นทางเดินป่า Akshayuk Pass และชมหน้าผาดิ่ง Mount Thor ในอุทยานแห่งชาติ Auyuittuq, ชมธรรมชาติหลากหลายบนเกาะ Bylot Island ในอุทยานแห่งชาติ Sirmilik, เช็กอิน Iqaluit เมืองหลวงและประตูสู่อาร์กติก, สัมผัสชุมชนสุดขอบโลกที่ Pond Inlet และชมงานศิลปะหัตถกรรมชาวอินุอิตริมฟยอร์ดที่ Pangnirtung
กิจกรรมยอดฮิต: ออกทริป Floe Edge ชมรอยต่อทะเลน้ำแข็งและลุ้นเจอสัตว์อย่างวาฬนาร์วาล วาฬเบลูกา แมวน้ำ และหมีขั้วโลก, นั่ง Snowmobile ลุยหิมะ, ล่องเรือชมฟยอร์ดและชายฝั่ง, เทรคกิ้งชมทุ่งทุนดรา, ตามล่าแสงเหนือ และทำความรู้จักวิถีชีวิตชาวพื้นเมือง
วิธีเดินทาง: บินจากไทยไปลงเมืองใหญ่ของแคนาดา เช่น แวนคูเวอร์ (Vancouver - YVR) หรือ โทรอนโต (Toronto - YYZ) แล้วต่อเครื่องไป ออตตาวา (Ottawa - YOW) หรือ มอนทรีออล (Montreal - YUL) เพื่อบินตรงสู่เมือง Iqaluit การเดินทางระหว่างชุมชนบนเกาะจะไม่มีถนนเชื่อมต่อ ต้องใช้เที่ยวบินภายใน เรือ หรือ Snowmobile ผ่านไกด์ท้องถิ่นเท่านั้น
ช่วงเวลาน่าเที่ยว: เที่ยวได้ตามสไตล์ที่ชอบ หน้าร้อน (กรกฎาคม–สิงหาคม) เดินทางง่าย สภาพอากาศสบายๆ เหมาะกับการเดินป่าและล่องเรือ ส่วนปลายฤดูใบไม้ผลิ (มีนาคม–พฤษภาคม) เหมาะกับสายลุยที่อยากเห็นหิมะ ทะเลน้ำแข็ง ออกทริป Floe Edge และนั่ง Snowmobile
ระยะเวลาที่แนะนำ: แนะนำอย่างน้อย 7–10 วันขึ้นไป เพราะต้องต่อเครื่องหลายต่อ และควรเผื่อวันสำรองไว้ในแพลนเนื่องจากสภาพอากาศขั้วโลกเหนืออาจทำให้ไฟลต์หรือทัวร์มีการปรับเปลี่ยนได้ตลอดเวลา

ประวัติเกาะแบฟฟิน (Baffin Island)

เกาะแบฟฟิน ภูมิอากาศ

เรื่องราวของ เกาะแบฟฟิน (Baffin Island) ย้อนกลับไปไกลกว่าชื่อที่เราเรียกกันในปัจจุบันมาก เพราะพื้นที่แห่งนี้เป็นถิ่นฐานของชนพื้นเมืองในเขตอาร์กติกมาอย่างยาวนาน ก่อนที่นักสำรวจจากยุโรปจะเดินทางเข้ามาในภูมิภาคนี้ในเวลาต่อมา

ชื่อ Baffin Island ตั้งตาม วิลเลียม แบฟฟิน (William Baffin) นักเดินเรือและนักสำรวจชาวอังกฤษ ผู้เดินทางสำรวจบริเวณอาร์กติกในช่วงต้นศตวรรษที่ 17 ระหว่างการค้นหาเส้นทาง Northwest Passage ส่วนทุกวันนี้ เกาะแบฟฟิน ยังคงเป็นหนึ่งในพื้นที่สำคัญของ นูนาวุต (Nunavut) ที่สามารถสัมผัสได้ทั้งธรรมชาติอาร์กติกและวัฒนธรรม Inuit ไปพร้อม ๆ กัน จึงเป็นจุดหมายที่มีเสน่ห์มากกว่าการมาชมวิวสวย ๆ เพียงอย่างเดียว

จุดไฮไลท์ต่างๆ ของเกาะแบฟฟิน (Baffin Island)

1. อุทยานแห่งชาติ Auyuittuq National Park

เปิดลิสต์ด้วยหนึ่งในภาพจำของเกาะแบฟฟิน อย่าง Auyuittuq National Park อุทยานแห่งชาติที่อยู่ทางตะวันออกเฉียงใต้ของเกาะ แค่ชื่อก็น่าสนใจแล้ว เพราะคำว่า Auyuittuq ในภาษา Inuktitut มีความหมายประมาณว่า “ดินแดนที่ไม่เคยละลาย” ซึ่งพอได้เห็นวิวจริง ๆ ก็เข้าใจทันทีว่าทำไมถึงได้ชื่อนี้ เพราะรอบตัวเต็มไปด้วยธารน้ำแข็ง ภูเขาหินขนาดมหึมา และหุบเขาที่ทอดยาวแบบสุดสายตา

หนึ่งในไฮไลท์ดังของที่นี่คือ Akshayuk Pass เส้นทางธรรมชาติระยะไกลประมาณ 100 กิโลเมตรที่ตัดผ่านใจกลางอุทยาน ระหว่างทางจะได้เห็นทั้งธารน้ำแข็ง แม่น้ำ และยอดเขารูปร่างแปลกตา โดยเฉพาะ Mount Thor ที่มีหน้าผาสูงชันจนกลายเป็นหนึ่งในแลนด์มาร์กของพื้นที่ ใครเป็นสาย Trekking และอยากสัมผัสบรรยากาศขั้วโลกของแคนาดาแบบจริงจัง ที่นี่เรียกได้ว่าเป็น Dream Destination เลยทีเดียว

เวลาเปิด: 

ตัวอุทยานเปิดตลอด 24 ชั่วโมง 
สำนักงานอุทยานเปิดวันจันทร์–ศุกร์ เวลา 08:30–17:00 น. 

ค่าเข้า: 

เข้าชมรายวัน (Day Excursion Fee): 17.75 CAD/คน/วัน 
ทำใบอนุญาตพักแรม/ตั้งแคมป์ป่าลึก (Backcountry Camping Permit): 37.00 CAD/คน/คืน

2. อุทยานแห่งชาติ Sirmilik National Park

ถ้าชอบทั้งวิวสวย ๆ และอยากดูสัตว์ป่าแคนาดา ลองขยับขึ้นไปทางตอนเหนือของเกาะกับ Sirmilik National Park อุทยานแห่งชาติที่ให้บรรยากาศต่างจาก Auyuittuq ไปอีกแบบ เพราะพื้นที่ของที่นี่มีตั้งแต่ธารน้ำแข็ง ภูเขา และทุ่งทุนดรา ไปจนถึงชายฝั่งและทะเลอาร์กติก เรียกว่ามาที่เดียวแต่ได้เห็นธรรมชาติหลายแบบมาก

ไฮไลท์ที่น่าสนใจมากคือบริเวณ Floe Edge หรือแนวที่น้ำแข็งทะเลมาบรรจบกับผืนน้ำเปิด ซึ่งในช่วงที่เหมาะสมจะกลายเป็นพื้นที่คึกคักของสัตว์อาร์กติก มีโอกาสได้เห็นทั้งวาฬนาร์วาล วาฬเบลูกา แมวน้ำ และนกทะเล ส่วนหมีขั้วโลกก็สามารถพบได้ในพื้นที่เช่นกัน การออกไปชมธรรมชาติโซนนี้จึงควรเดินทางกับไกด์ท้องถิ่นที่รู้จักพื้นที่เป็นอย่างดีเท่านั้น 

ส่วนอีกจุดที่สวยไม่แพ้กันคือ Bylot Island ซึ่งเต็มไปด้วยภูเขา ธารน้ำแข็ง และหน้าผาริมทะเล ถ้าวันไหนอากาศเป็นใจ วิวตรงนี้คือได้ฟีลสุดขอบโลกแบบเต็ม ๆ!

เวลาเปิด: เปิดตลอดปี แต่ช่วงเวลาที่เข้าถึงพื้นที่ต่าง ๆ ได้จะเปลี่ยนตามสภาพน้ำแข็งและฤดูกาล

ค่าเข้า: 

เข้าชมรายวัน (Day Excursion Fee): 17.75 CAD/คน/วัน 
ทำใบอนุญาตพักแรม/ตั้งแคมป์ป่าลึก (Backcountry Camping Permit): 37.00 CAD/คน/คืน

3. เมือง Iqaluit

ใครที่คิดว่ามาเที่ยว Baffin Island แล้วจะเจอแต่ภูเขา ธารน้ำแข็ง และธรรมชาติสุดขอบโลก ลองแวะมาเปลี่ยนบรรยากาศกันที่อิคาลูอิต (Iqaluit) เมืองหลวงของนูนาวุต (Nunavut) และเมืองสำคัญของเกาะแบฟฟิน ที่นี่เปรียบเหมือนประตูสู่ดินแดนอาร์กติก เพราะนักท่องเที่ยวส่วนใหญ่มักเดินทางมาลงที่ Iqaluit ก่อน แล้วค่อยต่อเครื่องไปยังชุมชนและแหล่งท่องเที่ยวอื่น ๆ บนเกาะ

ถึงจะเป็นเมืองหลวง แต่ Iqaluit ยังคงให้บรรยากาศของเมืองเล็ก ๆ ที่รายล้อมด้วยธรรมชาติ เดินออกจากตัวเมืองมาไม่ไกลก็ได้เห็นทั้งทุ่งทุนดราและวิวกว้าง ๆ ของอ่าว Frobisher Bay แล้ว นอกจากนี้ยังเป็นจุดที่เหมาะกับการทำความรู้จักวัฒนธรรมของ Inuit ให้มากขึ้น ทั้งเรื่องราวทางประวัติศาสตร์ งานศิลปะ และวิถีชีวิตของผู้คนในแถบอาร์กติก ใครเดินทางมาจากไทยและต้องต่อเครื่องไปเที่ยวส่วนอื่นของเกาะ จะพักที่นี่สัก 1–2 คืนเพื่อเที่ยวเมืองและพักเอาแรงก่อนก็ได้

ถ้ายังมีเวลาเหลือ ลองแวะ Sylvia Grinnell Territorial Park ที่อยู่ไม่ไกลจากตัวเมือง เป็นพื้นที่ธรรมชาติที่สามารถเดินเล่น ชมแม่น้ำ น้ำตก และวิวทุ่งทุนดราได้แบบชิล ๆ เหมาะมากสำหรับวันแรก ๆ ที่อยากเริ่มทำความรู้จักธรรมชาติของเกาะแบฟฟินโดยยังไม่ต้องออกไปลุยไกลจาก Iqaluit มากนัก

4. Pond Inlet

ถ้าอยากสัมผัสบรรยากาศของอาร์กติกแบบเต็ม ๆ Pond Inlet คืออีกหนึ่งพิกัดที่น่าแวะมาก ชุมชนเล็ก ๆ ทางตอนเหนือของ Baffin Island แห่งนี้ตั้งอยู่ริม Eclipse Sound โดยมี Bylot Island และแนวภูเขาสูงเป็นฉากหลัง ทำให้วิวรอบ ๆ สวยแบบแทบไม่ต้องออกไปไหนไกล โดยเฉพาะวันที่อากาศเป็นใจ ฟ้าเปิด จะได้เห็นทั้งทะเล ภูเขา และท้องฟ้ากว้าง ๆ อยู่ในเฟรมเดียวกัน

นอกจากนี้ Pond Inlet ยังเป็นหนึ่งในจุดเริ่มต้นสำหรับเดินทางไป Sirmilik National Park และออกไปสัมผัสธรรมชาติของเกาะแบฟฟิน ช่วงปลายฤดูใบไม้ผลิเป็นช่วงยอดนิยมสำหรับทริป Floe Edge ที่พาไปชมรอยต่อของทะเลน้ำแข็ง พร้อมลุ้นเจอสัตว์อาร์กติกอย่างวาฬนาร์วาล และวาฬเบลูกา ส่วนช่วงฤดูร้อนก็สามารถเปลี่ยนบรรยากาศมาล่องเรือ เดินชมทุ่งทุนดรา หรือออกไปชมวิวตามแนวชายฝั่งได้ ใครอยากเห็น เกาะแบฟฟิน แคนาดา ในมุมที่ทั้งสงบ สโลวไลฟ์ และใกล้ชิดธรรมชาติ Pond Inlet ถือเป็นอีกจุดที่ไม่ควรพลาดเลย

5. Pangnirtung

ปิดท้ายด้วย Pangnirtung หรือที่คนท้องถิ่นมักเรียกสั้น ๆ ว่า “Pang” ชุมชนเล็ก ๆ ที่ซ่อนตัวอยู่ริมฟยอร์ด Pangnirtung Fiord และมีภูเขาสูงโอบอยู่รอบ ๆ บรรยากาศตรงนี้สวยแบบไม่ต้องมีแลนด์มาร์กใหญ่โต เพราะแค่เดินเล่นริมชุมชน มองออกไปเห็นน้ำ ฟยอร์ด และภูเขาที่เรียงตัวอยู่ด้านหลัง ก็ได้ฟีลการมา เที่ยวเกาะแบฟฟินแบบเต็มร้อยแล้ว

ที่สำคัญ Pangnirtung ยังเป็นหนึ่งในเส้นทางหลักสำหรับเข้า Auyuittuq National Park จากชุมชนสามารถนัดหมาย Local Outfitter เพื่อนั่งเรือผ่านฟยอร์ดเข้าใกล้อุทยานในช่วงฤดูร้อน ส่วนช่วงที่น้ำแข็งมีสภาพเหมาะสมจะสามารถเดินทางด้วย Snowmobile ได้ ทำให้ที่นี่เหมาะสำหรับใช้เป็นจุดพักก่อนออกไปสัมผัสธรรมชาติแบบเต็ม ๆ

นอกจากธรรมชาติแล้ว Pangnirtung ยังขึ้นชื่อเรื่องงานศิลปะและงานทอของชุมชน Inuit ด้วย ใครอยากพักจากโหมดลุยธรรมชาติแล้วมาทำความรู้จักวัฒนธรรมท้องถิ่นบ้าง ที่นี่ถือว่าน่าแวะมาก เพราะได้ทั้งวิวสวยและอีกมุมของชีวิตบน Baffin Island ในที่เดียว

ที่ตั้งและการเดินทางไปเกาะแบฟฟิน (Baffin Island)

เกาะแบฟฟิน (Baffin Island) ตั้งอยู่ทางตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศแคนาดา ในดินแดน นูนาวุต (Nunavut) โดยมีอ่าว Baffin Bay คั่นระหว่างเกาะกับกรีนแลนด์ ตัวเกาะมีขนาดใหญ่มากและมีชุมชนกระจายตัวอยู่ตามแนวชายฝั่ง โดย อิคาลูอิต (Iqaluit) เมืองหลวงของนูนาวุตตั้งอยู่ทางตอนใต้ของเกาะ และถือเป็นศูนย์กลางสำคัญสำหรับการเดินทางมายังพื้นที่นี้

สำหรับคนที่สงสัยว่า Baffin Island ไปยังไง ต้องบอกก่อนว่าการเดินทางจะแตกต่างจากที่เที่ยวอื่น ๆ ของแคนาดาพอสมควร เพราะไม่มีถนนเชื่อมเกาะกับพื้นที่ตอนใต้ของแคนาดา และไม่มีถนนเชื่อมระหว่างชุมชนต่าง ๆ บนเกาะ การเดินทางหลักจึงต้องพึ่งเครื่องบิน ส่วนการเข้าอุทยานหรือพื้นที่ธรรมชาติห่างไกลอาจต้องต่อเรือหรือ Snowmobile ตามฤดูกาล

วิธีเดินทางจากไทยไปเกาะแบฟฟิน

ปัจจุบันยังไม่มีเที่ยวบินตรงจากประเทศไทยไป Baffin Island การเดินทางจึงต้องต่อเครื่องหลายช่วง แต่ถ้าวางเส้นทางไว้ล่วงหน้าก็ไม่ได้ซับซ้อนอย่างที่คิด โดยส่วนใหญ่นักท่องเที่ยวจะใช้ Iqaluit เป็นจุดตั้งต้นก่อนเดินทางต่อไปยังพื้นที่อื่นบนเกาะ

บินจากกรุงเทพฯ ไปแคนาดา: เริ่มต้นด้วยการบินจากกรุงเทพฯ ไปยังเมืองใหญ่ของแคนาดาเช่น แวนคูเวอร์ (Vancouver - YVR)  หรือ โตรอนโต (Toronto - YYZ)  แล้วเดินทางต่อไปยัง ออตตาวา (Ottawa - YOW) หรือ มอนทรีออล (Montreal - YUL) ซึ่งเป็นจุดเชื่อมต่อสำคัญสำหรับเที่ยวบินขึ้นไปยัง Nunavut
ต่อเครื่องไป Iqaluit: จาก Ottawa หรือ Montreal สามารถบินต่อไปยัง Iqaluit ได้ โดยใช้เวลาบินจาก Ottawa ประมาณ 3 ชั่วโมงกว่า ๆ เมื่อมาถึงแล้วสามารถเลือกพักเที่ยวในเมืองก่อนสัก 1–2 คืน หรือเดินทางต่อไปยังจุดหมายอื่นบนเกาะได้
บินต่อไปยังชุมชนอื่นบน Baffin Island: ถ้าแพลนเที่ยวพื้นที่อื่น เช่น ทางตอนเหนือหรือตะวันออกของเกาะ จะต้องใช้เที่ยวบินภายในต่อจาก Iqaluit เนื่องจากแต่ละชุมชนไม่มีถนนเชื่อมถึงกัน การเดินทางด้วยเครื่องบินจึงเป็นเรื่องปกติของที่นี่

การเดินทางภายในเกาะแบฟฟิน

ความสนุกของการเที่ยว Baffin Island คือแต่ละฤดูกาลมีวิธีเดินทางไม่เหมือนกัน โดยเฉพาะเมื่อต้องออกจากชุมชนไปยังอุทยานหรือพื้นที่ธรรมชาติห่างไกล จึงควรวางแผนเส้นทางและติดต่อผู้ให้บริการท้องถิ่นไว้ตั้งแต่ก่อนเดินทาง

เครื่องบิน: เป็นวิธีหลักสำหรับเดินทางระหว่างชุมชนต่าง ๆ เช่น จาก Iqaluit ไป Pangnirtung หรือ Pond Inlet เพราะบนเกาะไม่มีถนนเชื่อมเมืองถึงกัน
เรือ: ช่วงฤดูร้อน (ประมาณ กรกฎาคม – กันยายน) ที่ทะเลและฟยอร์ดไม่มีน้ำแข็ง การเดินทางด้วยเรือเป็นอีกวิธีสำคัญ โดยเฉพาะการเข้าไปยังพื้นที่ธรรมชาติและอุทยานแห่งชาติ
Snowmobile: เมื่อเข้าสู่ช่วงที่ทะเลและฟยอร์ดกลายเป็นน้ำแข็ง Snowmobile จะเข้ามามีบทบาทมากขึ้น และเป็นหนึ่งในวิธีเดินทางไปยังพื้นที่ห่างไกลที่ให้บรรยากาศ อาร์กติก แบบเต็ม ๆ

จุดเด่นของเกาะแบฟฟิน (Baffin Island)

วิวธรรมชาติเปลี่ยนไปตามฤดูกาล: เสน่ห์ของเกาะแบฟฟิน คือแต่ละช่วงของปีให้อารมณ์ไม่เหมือนกันเลย ตั้งแต่โลกสีขาวที่เต็มไปด้วยหิมะและน้ำแข็ง ไปจนถึงหน้าร้อนที่ทุ่งทุนดราเริ่มมีสีสัน ใครกลับมาเที่ยวต่างฤดูก็แทบได้คนละบรรยากาศ
สวรรค์ของสายดูสัตว์ป่า: ถ้าอยากดูสัตว์ป่าแคนาดาแบบที่หาไม่ได้ง่าย ๆ ที่นี่มีโอกาสพบทั้งวาฬนาร์วาล วาฬเบลูกา แมวน้ำ นกทะเล ไปจนถึงหมีขั้วโลก เรียกว่าแค่ลิสต์สัตว์ที่มีโอกาสเจอก็น่าตื่นเต้นแล้ว
มีช่วงกลางวันที่ยาวนานในฤดูร้อน: ด้วยตำแหน่งที่อยู่ทางตอนเหนือ ช่วงหน้าร้อนบางพื้นที่ของ Baffin Island จะมีเวลากลางวันที่ยาวมาก เหมาะกับการออกไปทำกิจกรรมและชมวิวได้นานขึ้น แถมยังได้สัมผัสบรรยากาศอาร์กติกในแบบที่ต่างจากการเที่ยวเมืองทั่วไป
มีโอกาสชมแสงเหนือ: ช่วงที่ท้องฟ้ามืดและสภาพอากาศเป็นใจ แสงเหนือก็เป็นอีกหนึ่งไฮไลท์ที่น่าลุ้น ยิ่งได้เห็นแสงสีเขียวฟ้าพาดผ่านท้องฟ้าเหนือภูมิประเทศอาร์กติก ยิ่งเป็นภาพที่น่าจดจำมาก
เที่ยวแล้วได้ฟีลผจญภัยจริง ๆ: ที่นี่เหมาะกับคนที่อยากออกจาก Comfort Zone เพราะการเที่ยวเกาะแบฟฟิน ไม่ได้เน้นแลนด์มาร์กหรือแหล่งช้อปปิ้ง แต่เป็นการออกไปสัมผัสธรรมชาติและประสบการณ์ใหม่ ๆ แบบเต็มตัว ใครชอบทริปที่มีเรื่องให้เล่าหลังกลับบ้าน น่าจะถูกใจมาก

เที่ยวเกาะแบฟฟิน (Baffin Island) เดือนไหนดี?

ถ้าถามว่าเที่ยว Baffin Island เดือนไหนดี ต้องดูว่าอยากมาเจอบรรยากาศแบบไหน เพราะแต่ละฤดูของที่นี่แตกต่างกันค่อนข้างชัด ถ้าอยากเดินป่า ล่องเรือ และเที่ยวได้คล่องตัว ช่วงกรกฎาคม–สิงหาคม จะเหมาะที่สุด ส่วนคนที่อยากเห็นหิมะ ทะเลน้ำแข็ง และออกทริป Floe Edge ให้เล็งช่วงปลายฤดูใบไม้ผลิไว้ได้เลย 

ฤดูใบไม้ผลิ (มีนาคม–พฤษภาคม): ใครอยากเห็นเกาะแบฟฟิน ในเวอร์ชันขาวโพลน ช่วงนี้น่าสนใจมาก เพราะหิมะและน้ำแข็งยังปกคลุมพื้นที่ส่วนใหญ่ แต่กลางวันเริ่มยาวขึ้น อุณหภูมิโดยทั่วไปอยู่ประมาณ -20 ถึง 0°C และจะค่อย ๆ อุ่นขึ้นเมื่อเข้าใกล้เดือนพฤษภาคม เหมาะกับกิจกรรมบนหิมะ รวมถึงทริป Floe Edge ในบางพื้นที่เมื่อสภาพน้ำแข็งเหมาะสม
ฤดูร้อน (มิถุนายน–สิงหาคม): เป็นช่วงที่เที่ยวค่อนข้างง่ายและเหมาะกับคนที่มา เที่ยว Baffin Island ครั้งแรก หิมะตามพื้นที่ต่ำเริ่มละลาย ทุ่งทุนดราค่อย ๆ กลับมามีสีสัน และกลางวันยาวจนมีเวลาออกเที่ยวได้เต็มที่ อุณหภูมิโดยเฉลี่ยอยู่ราว 5–10°C แต่บางวันอาจอุ่นกว่านี้ เหมาะกับการเดินป่า ล่องเรือ ชมฟยอร์ด และออกไปดูสัตว์ป่า
ฤดูใบไม้ร่วง (กันยายน–ตุลาคม): บรรยากาศเริ่มกลับมาเงียบสงบ อากาศเย็นลงอย่างรวดเร็ว และทุ่งทุนดราจะเปลี่ยนเป็นโทนเหลือง แดง และน้ำตาลก่อนเข้าสู่ฤดูหนาว อุณหภูมิอยู่ประมาณ -5 ถึง 5°C โดยเดือนตุลาคมอาจหนาวต่ำกว่านี้ได้ ช่วงกลางคืนที่ยาวขึ้นยังทำให้มีโอกาสลุ้นชมแสงเหนือได้มากขึ้นด้วย
ฤดูหนาว (พฤศจิกายน–กุมภาพันธ์): ช่วงนี้คือบรรยากาศอาร์กติกแบบเต็มตัว ทั้งหิมะ น้ำแข็ง ลมแรง และช่วงกลางวันที่สั้นมาก อุณหภูมิมักอยู่ประมาณ -15 ถึง -30°C และอาจต่ำกว่านี้เมื่อเจอลมแรง เหมาะกับคนที่ตั้งใจมาสัมผัสฤดูหนาวจริง ๆ เช่น นั่ง Snowmobile หรือชมแสงเหนือ แต่ต้องเตรียมเสื้อผ้าและวางแผนการเดินทางให้พร้อมกว่าฤดูอื่น

กิจกรรมแนะนำในเกาะแบฟฟิน (Baffin Island)

เดินป่าชมธรรมชาติ: หนึ่งในกิจกรรมที่เหมาะกับ Baffin Island มากที่สุด เพราะที่นี่เขามีทั้งเส้นทางเดินเล่นสบาย ๆ และเส้นทาง Trekking หลายวัน ระหว่างทางจะได้ชมทุ่งทุนดรา หุบเขา และวิวภูเขาแบบใกล้ ๆ อีกด้วย 
ออกทริป Floe Edge: ถ้ามาช่วงที่เหมาะสม ลองออกไปชมบริเวณรอยต่อระหว่างแผ่นน้ำแข็งกับทะเลเปิด เพราะนอกจากจะได้เห็นวิวทะเลน้ำแข็งแบบใกล้ ๆ แล้ว ยังมีโอกาสเจอทั้งวาฬและแมวน้ำที่ออกมาหากินบริเวณนี้ด้วย
นั่ง Snowmobile ลุยหิมะ: อีกหนึ่งกิจกรรมที่เข้ากับบรรยากาศของที่นี่สุด ๆ โดยเฉพาะช่วงที่พื้นและทะเลกลายเป็นน้ำแข็ง สามารถนั่ง Snowmobile ออกไปชมวิวรอบ ๆ พร้อมสัมผัสความกว้างใหญ่ของดินแดนอาร์กติกได้อีกแบบ
ล่องเรือชมฟยอร์ดและชายฝั่ง: พอเข้าสู่ฤดูร้อนและน้ำแข็งเริ่มละลาย ก็ถึงเวลาออกไปเที่ยวทางน้ำ ล่องเรือชมแนวชายฝั่ง หน้าผา และภูเขาที่ทอดตัวอยู่รอบฟยอร์ด พร้อมลุ้นเจอสัตว์ทะเลระหว่างทาง
ชมแสงเหนือ: ใครมีแสงเหนือ อยู่ใน Bucket List แนะนำให้เลือกเดินทางช่วงที่กลางคืนยาวและท้องฟ้ามืดสนิท ถ้าอากาศเป็นใจ ก็มีโอกาสได้เห็นแสงออโรราพาดผ่านท้องฟ้าเหนือวิวอาร์กติกแบบสวยเต็มตา
สัมผัสวัฒนธรรม Inuit: ลองแบ่งเวลาจากการเที่ยวธรรมชาติมาทำความรู้จักผู้คนบนเกาะกันบ้าง ไม่ว่าจะเป็นการชมงานแกะสลัก ภาพพิมพ์ งานทอ หรือเรียนรู้เรื่องราวของชุมชน ก็ช่วยให้การเที่ยวเกาะแบฟฟิน ได้เห็นมากกว่าวิวสวย ๆ และเข้าใจเสน่ห์ของที่นี่มากขึ้นด้วย

แนะนำที่พักใกล้เกาะแบฟฟิน (Baffin Island)

Frobisher Inn

Frobisher Inn เป็นที่พักใจกลาง Iqaluit ที่เหมาะกับคนอยากอยู่ใกล้ความสะดวกของเมือง แต่ยังได้บรรยากาศของดินแดนอาร์กติกอยู่รอบตัว จุดเด่นคือทำเลบน Astro Hill ซึ่งสามารถมองออกไปเห็นวิวเมืองและ Frobisher Bay ได้จากบริเวณโรงแรม ภายในมีทั้งห้องพัก ร้านอาหาร และพื้นที่นั่งพัก ทำให้วันไหนกลับจากเที่ยวเหนื่อย ๆ ก็ไม่ต้องออกไปไหนไกล แถมยังเดินทางจากสนามบิน Iqaluit ใช้เวลาไม่นาน เหมาะทั้งสำหรับพักเที่ยวในเมือง หรือแวะนอนเอาแรงสัก 1–2 คืนก่อนออกไปเที่ยวพิกัดอื่น ๆ บน Baffin Island ต่อ

Aqsarniit Hotel and Conference Centre

Aqsarniit Hotel and Conference Centre เหมาะกับคนที่อยากได้ที่พักบรรยากาศทันสมัยและมีพื้นที่ค่อนข้างกว้าง ตัวโรงแรมอยู่บน Federal Road ไม่ไกลจากสนามบิน Iqaluit จึงสะดวกมากสำหรับคนที่มีไฟลต์เช้าหรือต้องเดินทางต่อไปยังชุมชนอื่นบนเกาะ ภายในตกแต่งโดยหยิบกลิ่นอายของธรรมชาติและวัฒนธรรม Inuit มาเป็นส่วนหนึ่งของดีไซน์ มีทั้งห้องพัก ร้านอาหาร และพื้นที่ส่วนกลางให้ใช้งาน หลังจากออกไปเจออากาศหนาวมาทั้งวัน การได้กลับมาพักในบรรยากาศสบาย ๆ แบบนี้ก็ช่วยเติมพลังสำหรับทริปวันถัดไปได้ดีทีเดียว

Illu B&B

ใครชอบที่พักเล็ก ๆ บรรยากาศสบาย ๆ มากกว่าโรงแรมใหญ่ Illu B&B เป็นอีกตัวเลือกที่น่าเก็บไว้ในลิสต์ ด้วยความเป็น Bed & Breakfast ทำให้ที่นี่ให้ความรู้สึกอบอุ่นและเป็นกันเอง เหมาะกับการกลับมาพักผ่อนหลังออกไปเที่ยวท่ามกลางอากาศหนาวมาทั้งวัน บรรยากาศไม่วุ่นวาย มีของใช้และสิ่งอำนวยความสะดวกพื้นฐานครบ จึงเหมาะกับคนที่อยากพักชิล ๆ และใช้เวลาใน Iqaluit แบบไม่เร่งรีบ ก่อนตื่นเช้ามาเติมพลังแล้วออกไปตะลุยที่เที่ยวต่าง ๆ 

เคล็ดลับการเที่ยวเกาะแบฟฟิน (Baffin Island)

เผื่อวันสำรองไว้ในแพลน: สภาพอากาศในแถบอาร์กติกเปลี่ยนค่อนข้างเร็ว เที่ยวบินหรือทัวร์บางกิจกรรมจึงอาจมีการเลื่อนหรือปรับเวลาได้ ถ้ามีวันสำรองไว้สัก 1–2 วัน ทริปจะยืดหยุ่นและไม่ต้องรีบจนเกินไป
เตรียมเสื้อผ้าให้พร้อมรับลมและอากาศหนาว: ต่อให้มาเที่ยวช่วงหน้าร้อน อากาศบน Baffin Island ก็ยังค่อนข้างเย็นและมีลมแรงได้ แนะนำให้แต่งตัวแบบสวมทับหลายชั้น จะได้ถอด ใส่สะดวก สิ่งสำคัญเลยคือต้องมีเสื้อกันลมและรองเท้าที่เหมาะกับการเดินกลางแจ้งมาด้วย
จองเที่ยวบินและทัวร์ล่วงหน้า: เที่ยวบินภายใน Nunavut มีตัวเลือกไม่มากเท่าเมืองใหญ่ เช่นเดียวกับทัวร์ Floe Edge ล่องเรือ หรือกิจกรรมที่ต้องใช้ไกด์ท้องถิ่น ถ้ารู้วันเดินทางแน่นอนแล้ว ควรวางแผนและจองไว้แต่เนิ่น ๆ
เช็กฤดูกาลก่อนเลือกกิจกรรม: การเที่ยวเกาะแบฟฟิน แต่ละช่วงให้ประสบการณ์ต่างกันมาก บางกิจกรรมต้องรอให้น้ำแข็งแข็งตัว ขณะที่บางกิจกรรมทำได้หลังน้ำแข็งละลายแล้ว จึงควรเลือกช่วงเดินทางให้ตรงกับสิ่งที่อยากทำมากที่สุด
เตรียมงบสำหรับการเดินทางภายในเกาะ: ทริป Baffin Island จากไทย มีค่าใช้จ่ายส่วนหนึ่งอยู่ที่การต่อเครื่องและเดินทางระหว่างชุมชน แนะนำให้เช็กราคาเที่ยวบิน ที่พัก และกิจกรรมต่าง ๆ ล่วงหน้า จะได้จัดงบสำหรับทริปได้ง่ายขึ้น
เคารพชุมชนและธรรมชาติ: หลายพื้นที่บนเกาะเป็นทั้งบ้านของชุมชน Inuit และถิ่นอาศัยของสัตว์ป่า เวลาเที่ยวจึงควรทำตามคำแนะนำของคนในพื้นที่ รักษาระยะห่างจากสัตว์ และหลีกเลี่ยงการรบกวนธรรมชาติ เพื่อให้ได้เที่ยวสนุกพร้อมเคารพสถานที่ไปด้วย

อ่านต่อ:

FAQ: คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับการเที่ยวเกาะแบฟฟิน (Baffin Island)

Q: ไปเที่ยว Baffin Island ต้องทำวีซ่าอะไร? 

A: คนไทยต้องขอวีซ่าท่องเที่ยวแคนาดา (Visitor Visa) ให้เรียบร้อยก่อนเดินทาง เนื่องจากต้องบินไปต่อเครื่องผ่านเมืองใหญ่ของแคนาดา เช่น แวนคูเวอร์ โทรอนโต หรือออตตาวา

Q: เที่ยว Baffin Island ช่วงไหนดีที่สุด? 

A: หากชอบอากาศสบายๆ เที่ยวค่อนข้างง่าย เดินป่า ล่องเรือ แนะนำช่วงฤดูร้อน (กรกฎาคม–สิงหาคม) แต่ถ้าอยากสัมผัสวิวลุยหิมะ ทะเลน้ำแข็ง ออกทริป Floe Edge และนั่ง Snowmobile แนะนำช่วงปลายฤดูใบไม้ผลิ (มีนาคม–พฤษภาคม)

Q: เดินทางจากสนามบินเข้าตัวเมืองหรือไปจุดท่องเที่ยวอย่างไร? 

A: จากสนามบิน Iqaluit สามารถใช้บริการรถแท็กซี่หรือรถรับส่งของโรงแรมเข้าสู่ตัวเมืองได้ในเวลาไม่กี่นาที ส่วนการเดินทางต่อไปยังชุมชนอื่นหรือเข้าอุทยานแห่งชาติ จะต้องใช้เที่ยวบินภายในเกาะ เรือ หรือ Snowmobile ร่วมกับผู้ให้บริการทัวร์ท้องถิ่น (Local Outfitter) เท่านั้น เนื่องจากไม่มีถนนเชื่อมต่อ

Q: เช่ารถขับเที่ยวเองบนเกาะแบฟฟินได้ไหม มีที่จอดรถหรือเปล่า? 

A: เนื่องจากบนเกาะไม่มีเส้นทางถนนเชื่อมต่อระหว่างเมือง และไม่มีถนนนำเข้าสู่พื้นที่ธรรมชาติหรืออุทยานแห่งชาติ การเดินทางข้ามพื้นที่จึงต้องพึ่งพาเครื่องบิน เรือ สโนว์โมบิล และไกด์ท้องถิ่นเป็นหลัก

Q: ค่าใช้จ่ายประมาณเท่าไหร่ แพงไหม? 

A: ถือเป็นทริปที่มีค่าใช้จ่ายค่อนข้างสูงกว่าการเที่ยวเมืองทั่วไปในแคนาดา เนื่องจากมีค่าเที่ยวบินต่อหลายช่วง ค่าทัวร์ท้องถิ่น และค่าธรรมเนียมอุทยาน จึงควรวางแผนและเช็กราคาล่วงหน้าอย่างรัดกุม

บทความแนะนำ

กิจกรรมแอดเวนเจอร์ในสิงคโปร์: คู่มือสุดยอดความสนุกกลางแจ้งและเส้นทางศึกษาธรรมชาติ

23 Sep 2026 - ใช้เวลาอ่านประมาณ 1 นาที

เที่ยวสิงคโปร์ เดือนไหนดี? - ที่เที่ยวกิจกรรมแนะนำในแต่ละฤดูกาล

19 Sep 2026 - ใช้เวลาอ่านประมาณ 3 นาที

จุดเช็กอิน "ต๋าข่า" สุดไวรัลในจีนประจำปี 2026: ถนนอู่คัง, กำแพงแดงหอกลอง และแคนตันทาวเวอร์

18 Sep 2026 - ใช้เวลาอ่านประมาณ 2 นาที

รวม 15 เมืองน่าเที่ยวในประเทศจีน อัปเดตเมืองสวย จุดเช็กอิน ที่เที่ยวจีน 2026 ห้ามพลาด!

04 Aug 2026 - ใช้เวลาอ่านประมาณ 6 นาที

ปักหมุด 30 ที่เที่ยวอุดรธานี ลิสต์เดียวเที่ยวได้ทั้งทริป อัปเดตใหม่ 2026

26 Jul 2026 - ใช้เวลาอ่านประมาณ 12 นาที

สิงหาคม เที่ยวไหนดี? 20 พิกัดเที่ยวไทย-เที่ยวต่างประเทศ พาแม่เที่ยวฟินๆ [อัปเดต 2026]

25 Jul 2026 - ใช้เวลาอ่านประมาณ 7 นาที
จองโรงแรม
จองตั๋วเครื่องบิน
สิ่งที่ต้องทำ
รับทราบข้อมูลใหม่ ๆ ตลอดเวลา
สมัครรับจดหมายข่าวของเรา เพื่อคำแนะนำการท่องเที่ยวและรูปแบบการใช้ชีวิตที่มากขึ้น พร้อมด้วยข้อเสนอที่น่าตื่นเต้น
สมัคร