
ที่เที่ยวอิตาลีในตำนานที่ใคร ๆ ก็ต้องรู้จัก หอเอนปิซ่า (Leaning Tower of Pisa) หอระฆังหินอ่อนสีขาวที่ยืนเอียงอยู่กลางเมืองปิซา แคว้นทัสคานี มาเกือบ 850 ปี เดิมทีตั้งใจสร้างให้เป็นหอระฆังตั้งตรงคู่กับมหาวิหาร แต่สร้างไปได้แค่ 3 ชั้น พื้นดินด้านล่างก็เริ่มทรุด จนกลายเป็นสิ่งก่อสร้างที่เอียงแล้วดังที่สุดในโลกไปซะงั้น
หอเอนปิซ่าตั้งอยู่ในจัตุรัสแห่งปาฏิหาริย์ (Piazza dei Miracoli) ที่เป็นมรดกโลกของ UNESCO อีกด้วย มีทั้งมหาวิหาร หอศีลจุ่ม และสุสานโบราณให้เดินดูได้ทั้งวัน บทความนี้รวมไฮไลท์ กิจกรรมแนะนำ วิธีเดินทางจากกรุงเทพฯ ช่วงเวลาที่เหมาะ และที่พักใกล้หอเอนปิซ่าไว้ให้ครบ ใครกำลังวางแผนเที่ยวปิซ่า อ่านจบแล้วจัดทริปต่อได้เลย!
หอเอนปิซ่าเป็นตัวอย่างที่ชัดที่สุดของสถาปัตยกรรมโรมาเนสก์แบบปิซา (Pisan Romanesque) สไตล์ที่ผสมเสาและซุ้มโค้งแบบคลาสสิกเข้ากับลวดลายหินอ่อนสลับสีที่ได้อิทธิพลจากไบแซนไทน์และโลกอิสลาม ตัวหอเป็นทรงกระบอกสูงประมาณ 56 เมตร หุ้มหินอ่อนสีขาวแซมเทาทั้งหลัง ชั้นกลาง 6 ชั้นล้อมด้วยระเบียงซุ้มโค้งเรียงเสาเล็ก ๆ รอบตัว ส่วนชั้นล่างเป็นซุ้มโค้งแนบผนังที่ล้อไปกับลวดลายของมหาวิหารด้านข้าง จากที่ไปมา แนะนำให้เดินวนรอบหอสักรอบก่อนขึ้น จะเห็นชัดว่าด้านที่ต่ำกับด้านที่สูงต่างกันเกือบหนึ่งเมตร และจะเข้าใจว่าทำไมช่างยุคหลังเค้าถึงต้องสร้างชั้นบนให้เอียงสวนกลับมาเล็กน้อย เพราะเดี๋ยวมันจะไปกันใหญ่!
กาลิเลโอ กาลิเลอี (Galileo Galilei) เกิดที่ปิซาในปี 1564 และเคยสอนคณิตศาสตร์ที่มหาวิทยาลัยปิซาด้วยนะ เรื่องเล่าที่ดังที่สุดคือเขาปล่อยลูกบอลสองลูกที่น้ำหนักต่างกันจากยอดหอเอนปิซ่า เพื่อพิสูจน์ว่าวัตถุตกถึงพื้นพร้อมกัน ซึ่งแย้งกับแนวคิดของอริสโตเติลที่เชื่อกันมาเกือบสองพันปี เรื่องนี้มาจากบันทึกของวินเชนโซ วิวิอานี ลูกศิษย์ของเขา และนักประวัติศาสตร์หลายคนยังไม่แน่ใจว่าเกิดขึ้นจริงหรือเป็นแค่การทดลองทางความคิด ส่วนตัวมองว่าไม่ใช่ประเด็นสำคัญ เพราะการได้ยืนบนยอดหอแล้วนึกภาพตามก็สนุกดี ใครอยากมาตามรอย ลองเข้าไปดูโคมไฟสัมฤทธิ์ด้วยนะ ในมหาวิหารที่มีเรื่องเล่าว่าเป็นแรงบันดาลใจให้เขาศึกษาการแกว่งของลูกตุ้มที่นี่ด้วยจ้า
ชั้นบนสุดของหอเอนปิซ่าคือห้องระฆัง (Bell Chamber) ที่สร้างเสร็จในปี 1372 ถือเป็นการปิดงานก่อสร้างที่ลากยาวมาเกือบ 200 ปี ภายในแขวนระฆังสัมฤทธิ์ 7 ใบ แต่ละใบตั้งเสียงตามโน้ตดนตรีคนละตัว ใบใหญ่ที่สุดชื่อ L'Assunta หล่อขึ้นในปี 1655 หนักประมาณ 3.5 ตัน ปัจจุบันระฆังไม่ได้แกว่งแบบสมัยก่อนแล้วเพื่อลดแรงสั่นสะเทือนต่อตัวหอ แต่ใช้ค้อนตีแทน บนนี้ลมแรงและวิวเปิดกว้างเว่อร์ ๆ มองเห็นวิวเมืองทั้งเมืองไปจนถึงเทือกเขา Monti Pisani ในวันฟ้าใส ถ้าขึ้นจังหวะเทพ ๆ หน่อย จะได้ฟังเสียงระฆังไปด้วยชมวิวไปด้วย เป็นช่วงที่ประทับใจที่สุดของการขึ้นหอเอนปิซ่าเลย
Credit : opapisa.it
หอเอนปิซ่าตั้งอยู่ในจัตุรัสแห่งปาฏิหาริย์ (Piazza dei Miracoli) หรือที่เรียกอีกชื่อว่า Piazza del Duomo ทางฝั่งตะวันตกเฉียงเหนือของเมืองเก่าปิซา แคว้นทัสคานี ภาคกลางของอิตาลี ตัวเมืองปิซาอยู่ห่างจากฟลอเรนซ์ไปทางตะวันตกประมาณ 80 กิโลเมตร และห่างจากชายฝั่งทะเลลิกูเรียนแค่ราว 10 กิโลเมตร จุดเด่นเรื่องทำเลคือทุกอย่างอยู่ใกล้กันมาก จากสนามบินปิซา (Pisa International Airport หรือ Galileo Galilei) ถึงสถานีรถไฟ Pisa Centrale ใช้เวลาแค่ 5 นาที และจากสถานีเดินต่อถึงหอได้ในประมาณ 20-25 นาที ผ่านถนนช้อปปิ้ง Corso Italia สะพาน Ponte di Mezzo ข้ามแม่น้ำอาร์โน และจัตุรัส Piazza dei Cavalieri หลายคนจึงเลือกเที่ยวปิซ่าแบบไปเช้าเย็นกลับจากฟลอเรนซ์ แต่ถ้ามีเวลา การค้างที่ปิซาสักคืนจะได้เห็นจัตุรัสตอนเช้าและตอนค่ำที่คนน้อยกว่ามาก!
สิ่งที่ทำให้หอเอนปิซ่าน่าสนใจไม่ใช่แค่ความเอียง แต่คือเรื่องที่มันรอดมาได้ หอเริ่มสร้างในปี 1173 และใช้เวลาถึง 199 ปีกว่าจะเสร็จ เพราะงานต้องหยุดหลายครั้งจากสงครามระหว่างปิซากับเมืองข้างเคียง ซึ่งช่วงที่หยุดสร้างนี่เองทำให้ดินเหนียวผสมทรายด้านล่างมีเวลาอัดตัว ถ้าสร้างต่อเนื่องรวดเดียว หอนี้อาจล้มไปตั้งแต่ยุคกลางแล้ว แต่ถึงอย่างงั้นความเอียงเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ จนเกือบ 5.5 องศาในช่วงปลายศตวรรษที่ 20 ทางการจึงปิดหอระหว่างปี 1990-2001 แล้วค่อย ๆ ขุดดินใต้ฐานฝั่งที่สูงออก จนความเอียงลดเหลือประมาณ 4 องศา วิศวกรประเมินว่าหอจะมั่นคงไปอีกอย่างน้อย 200 ปี บวกกับการที่จัตุรัสแห่งปาฏิหาริย์ได้ขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกตั้งแต่ปี 1987 ทำให้ที่นี่เป็นทั้งแลนด์มาร์กของการเที่ยวอิตาลีและเป็นกรณีศึกษาด้านวิศวกรรมในตำนานที่คนทั่วโลกยังพูดถึง
เหมาะกับ : คนที่อยากพักใกล้หอเอน / คู่รัก / สายรักความสะดวกสบาย
Grand Hotel Duomo เป็นโรงแรม 4 ดาวบนถนน Via Santa Maria ที่เดินไปถึงจัตุรัสแห่งปาฏิหาริย์ได้ในไม่กี่นาที ไฮไลท์คือรูฟท็อปเทอร์เรซที่มองเห็นจัตุรัสและหอเอนจากมุมสูง นั่งจิบเครื่องดื่มตอนพระอาทิตย์ตกได้บรรยากาศมาก ห้องฝั่งด้านหน้าบางห้องมองเห็นหอจากหน้าต่างด้วย มีบาร์ ร้านอาหาร และบุฟเฟ่ต์อาหารเช้า ทำเลแบบนี้ทำให้ตื่นมาเดินไปถ่ายรูปตอนเช้าก่อนทัวร์มาได้สบาย ข้อที่ควรรู้คือห้องพักตกแต่งแบบคลาสสิก ไม่ได้ใหม่เอี่ยม ใครให้ความสำคัญกับทำเลมากกว่าดีไซน์ห้อง ที่นี่ตอบโจทย์ที่สุดในบรรดาที่พักใกล้หอเอนปิซ่า
เหมาะกับ : คนขับรถเที่ยวทัสคานี / ครอบครัว / คนที่ชอบความเงียบ
Grand Hotel Bonanno เป็นโรงแรม 4 ดาวในย่านที่พักอาศัยที่เงียบกว่าใจกลางเมือง เดินไปหอเอนปิซ่าประมาณ 10-15 นาที และอยู่ใกล้สถานีรถไฟ Pisa San Rossore แค่ไม่กี่นาที สะดวกมากถ้าจะนั่งรถไฟต่อไปเที่ยวเมืองลุกกา (Lucca) ห้องพักค่อนข้างกว้าง มีที่จอดรถ สวน บาร์ และร้านอาหารอิตาเลียน Il Palmizio ในโรงแรม พร้อมบุฟเฟ่ต์อาหารเช้าที่รีวิวชมกันเยอะ เรื่องที่จอดรถถือเป็นจุดขายสำคัญ เพราะเมืองเก่าปิซามีเขตจำกัดการจราจร ใครเช่ารถขับเที่ยวทัสคานีจะหาที่จอดยากถ้าพักในตัวเมือง
เหมาะกับ : ครอบครัว / กลุ่มเพื่อน / คนที่บินเข้าออกสนามบินปิซา
Blue Shades Aparthotel เป็นอพาร์ตโฮเทล 4 ดาวที่อยู่ห่างสนามบินปิซาประมาณ 2 กิโลเมตร ห้องพักทุกห้องมีครัวหรือมุมครัวเล็ก บางห้องเป็นอพาร์ตเมนต์ 2 ห้องนอนพร้อมห้องนั่งเล่น เหมาะกับครอบครัวที่อยากทำอาหารกินเองหรือพักหลายคืน มีที่จอดรถใต้ดิน คาเฟ่ ร้านขายยา และสนามเด็กเล่นอยู่ใกล้ ๆ ส่วนเรื่องที่ต้องคิดก่อนจองคือระยะทางไปหอเอนประมาณ 3 กิโลเมตร ต้องนั่งรถบัสหรือแท็กซี่ไป แต่ถ้ามีไฟลต์เช้าตรู่หรือมาถึงดึก การพักใกล้สนามบินแบบนี้ช่วยประหยัดเวลาได้มาก
Leaning Tower of Pisa หรือที่คนไทยนิยมเรียกว่าหอเอนปิซ่า อยู่ที่ประเทศอิตาลี ในเมืองปิซา แคว้นทัสคานี ห่างจากฟลอเรนซ์ประมาณ 80 กิโลเมตร
ตั๋วขึ้นหอเอนราคา 20 ยูโรต่อคน รวมสิทธิ์เข้ามหาวิหาร ถ้าต้องการเข้าอนุสรณ์สถานทั้งหมดในจัตุรัสด้วยจะเป็นตั๋วรวมราคา 27 ยูโร
เพราะหอสร้างบนดินเหนียวผสมทรายที่อ่อนตัว ฐานรากลึกเพียงประมาณ 3 เมตร พอสร้างถึงชั้นที่ 3 น้ำหนักของหอก็กดให้ดินฝั่งหนึ่งทรุดลงจนหอเริ่มเอียง
จากการบูรณะช่วงปี 1990-2001 ความเอียงลดลงเหลือประมาณ 4 องศา และวิศวกรประเมินว่าหอจะมั่นคงไปอีกอย่างน้อย 200 ปี ปัจจุบันยังมีการตรวจวัดอย่างต่อเนื่อง
เด็กอายุต่ำกว่า 8 ปีไม่อนุญาตให้ขึ้นหอ ส่วนเด็กที่อายุมากกว่านั้นแต่ยังไม่บรรลุนิติภาวะต้องมีผู้ใหญ่ขึ้นไปด้วย
ถ้าขึ้นหอและเดินดูมหาวิหาร ใช้เวลาประมาณ 2-3 ชั่วโมง แต่ถ้าอยากเข้าอนุสรณ์สถานครบทุกแห่งในจัตุรัส ควรเผื่อไว้อย่างน้อยครึ่งวันถึง 1 วันเต็ม ๆ
ต้องใช้ เพราะอิตาลีอยู่ในกลุ่มเชงเก้น คนไทยต้องขอเชงเก้นวีซ่าก่อนเดินทาง ควรยื่นล่วงหน้าอย่างน้อย 1-2 เดือนในช่วงไฮซีซัน
นั่งรถไฟภูมิภาคจากสถานี Firenze Santa Maria Novella ไป Pisa Centrale ประมาณ 1 ชั่วโมง จากนั้นเดินต่อ 20-25 นาทีหรือนั่งรถบัส LAM Rossa ไปลงป้าย Torre
ถ้าพร้อมจะออกไปเที่ยวแล้ว อย่าลืมจองไฟล์ทไปปิซ่าและที่พักในปิซ่ากับ Traveloka ที่เดียวครบจบทั้งเที่ยวบิน ที่พัก และกิจกรรมสนุก ๆ ด้วยราคาน่ารักสบายกระเป๋า แถมมีโปรโมชั่นเด็ด ๆ มาแจกเป็นประจำ!






