
เกาะนิวฟันด์แลนด์ (Newfoundland Island) เป็นอีกหนึ่งจุดหมายของแคนาดาที่อยากชวนสายธรรมชาติลองปักหมุดไว้สักครั้ง เพราะที่นี่มีเสน่ห์ต่างจากเมืองท่องเที่ยวยอดนิยมที่หลายคนคุ้นเคย บรรยากาศรอบเกาะค่อนข้างสงบ ได้ฟีลใกล้ชิดธรรมชาติ และมีวิวสวยๆ ให้เจอตลอดการเดินทาง ยิ่งใครชอบทริปที่ได้ออกไปสูดอากาศดีๆ ชมวิวกว้างๆ และเที่ยวแบบไม่ต้องเร่งรีบ น่าจะถูกใจกับบรรยากาศของที่นี่ไม่น้อยเลย
ความสนุกของการเที่ยวนิวฟันด์แลนด์ คือที่นี่เหมาะกับการค่อยๆ เที่ยวไปตามจังหวะของตัวเอง จะวางแพลนแบบเน้นธรรมชาติ ออกไปทำกิจกรรมกลางแจ้ง หรือจัด Road Trip แคนาดา แวะชมวิวระหว่างทางไปเรื่อยๆ ก็สนุกได้คนละแบบ ที่สำคัญคือแต่ละช่วงของปีมีบรรยากาศแตกต่างกันออกไป ทำให้เลือกจัดทริปได้ตามสไตล์ที่ชอบเลย
ใครเริ่มสนใจแล้วว่า เกาะนิวฟันด์แลนด์ มีอะไรน่าเที่ยว บทความนี้จะพาไปทำความรู้จักกันแบบครบๆ ตั้งแต่จุดไฮไลท์ วิธีเดินทาง ช่วงเวลาน่าเที่ยว กิจกรรมน่าลอง ไปจนถึงที่พักและเคล็ดลับสำหรับคนอยากเที่ยวด้วยตัวเอง เตรียมแพลนให้พร้อม แล้วไปจองเที่ยวบินและที่พักกับ Traveloka ก่อนออกไปสัมผัสอีกมุมของแคนาดาที่น่าเที่ยวกว่าที่คิดกันได้เลย!
เริ่มกันที่ Gros Morne National Park แลนด์มาร์กธรรมชาติตัวท็อปของ Newfoundland ที่เหมาะมากกับคนชอบภูเขา เดินป่า และวิวกว้าง ๆ แบบมองแล้วต้องหยุดถ่ายรูป ที่นี่เป็นอุทยานมรดกโลก UNESCO และมีภูมิประเทศหลากหลายมาก ทั้งภูเขา ป่า ทะเลสาบ ชายหาด ไปจนถึงหน้าผาสูงที่เกิดจากธารน้ำแข็งในอดีต เรียกว่าเดินไปแต่ละโซนแล้วแทบจะได้บรรยากาศคนละแบบเลย
หนึ่งในมุมที่อยากให้ไปเห็นกับตาคือ Western Brook Pond ทะเลสาบขนาดใหญ่ที่มีหน้าผาสูงขนาบอยู่สองด้าน วิวอลังการจนให้ฟีลคล้ายกำลังล่องเรืออยู่กลางฟยอร์ด ส่วนใครชอบภูมิประเทศแปลก ๆ ต้องลองไป The Tablelands ภูเขาสีน้ำตาลอมส้มที่ดูต่างจากพื้นที่สีเขียวรอบ ๆ แบบชัดเจน ที่พิเศษคือหินบริเวณนี้มาจากส่วนลึกของโลกซึ่งถูกดันขึ้นมาอยู่บนพื้นผิว ใครเป็นสายธรรมชาติหรือชอบ Hiking น่าจะใช้เวลาอยู่ที่นี่ได้แบบเพลินๆ เลย
อีกหนึ่งแลนด์มาร์กที่ไม่ควรพลาดเมื่อมาเที่ยวเกาะนิวฟันด์แลนด์ คือ Signal Hill เนินเขาชื่อดังที่ตั้งอยู่บริเวณเมือง St. John's เมืองหลวงของ Newfoundland and Labrador จุดนี้ขึ้นชื่อเรื่องวิวสวย เพราะจากด้านบนสามารถมองเห็นทั้งตัวเมือง ท่าเรือ และมหาสมุทรแอตแลนติกได้แบบกว้างๆ โดยมี Cabot Tower อาคารหินทรงคลาสสิกตั้งเด่นอยู่บนยอดเขา ยิ่งวันไหนฟ้าเปิด วิวจะยิ่งสวยจับใจ จะมาเดินเล่นช่วงกลางวันหรือรอชมแสงเย็นก็ได้บรรยากาศดีไปคนละแบบ
นอกจากวิวแล้ว Signal Hill ยังมีเรื่องราวน่าสนใจซ่อนอยู่ด้วย เพราะบริเวณนี้เคยมีบทบาททั้งด้านการทหารและการสื่อสาร โดยในปี 1901 Guglielmo Marconi สามารถรับสัญญาณวิทยุไร้สายข้ามมหาสมุทรแอตแลนติกได้ที่นี่ รอบๆ ยังมีเส้นทางเดินเลียบหน้าผาให้เดินรับลม ชมทะเล และมองเมืองจากหลายมุม ใครชอบเที่ยวแบบได้ทั้งวิวธรรมชาติและเรื่องราวระหว่างทาง ที่นี่ถือว่าครบเลย
ถ้าอยากรู้ว่า ฟีลลิ่งของการยืนอยู่ริมมหาสมุทรแบบสุดลูกหูลูกตาเป็นยังไง ลองมาที่ Cape Spear กันดูได้เลย เพราะที่นี่อยู่ตรงปลายตะวันออกของเกาะ Newfoundland และเป็นจุดตะวันออกสุดของประเทศแคนาดา วิวด้านหน้าจึงแทบไม่มีอะไรมาบัง มีแค่หน้าผา ทุ่งหญ้า และมหาสมุทรแอตแลนติกกว้างๆ ให้ยืนรับลมกันแบบเต็มที่
อีกหนึ่งไฮไลท์ของที่นี่คือ Cape Spear Lighthouse ประภาคารเก่าแก่ที่สร้างมาตั้งแต่ปี 1835 และกลายเป็นหนึ่งในภาพจำของบริเวณนี้ไปแล้ว รอบ ๆ มีทางเดินให้ค่อย ๆ เดินชมชายฝั่งและจุดชมวิวหลายมุม ถ้ามาถูกช่วงยังมีโอกาสเห็นวาฬหรือภูเขาน้ำแข็งอยู่ไกล ๆ กลางทะเลด้วย ส่วนสายตื่นเช้าจะลองมารอดูพระอาทิตย์ขึ้นก็ได้ เพราะด้วยตำแหน่งที่อยู่ทางตะวันออกสุด บรรยากาศตอนเช้าของที่นี่ถือว่าน่าจดจำมากทีเดียว
จากวิวภูเขาและหน้าผา ลองเปลี่ยนมาสัมผัสฟีลเมืองชายทะเลเล็กๆ กันที่ Twillingate เมืองที่มีทั้งบ้านเรือนริมอ่าว เรือประมง และวิวมหาสมุทรอยู่รอบตัว บรรยากาศค่อนข้างสบาย ๆ ไม่ต้องมีแพลนแน่นก็เที่ยวสนุก แค่ขับรถชมวิวแล้วแวะตรงจุดที่ถูกใจก็เพลินได้แล้ว
แต่สิ่งที่ทำให้ Twillingate พิเศษขึ้นไปอีกคือเมืองนี้อยู่บนแนว Iceberg Alley เส้นทางที่ภูเขาน้ำแข็งลอยผ่านลงมาจากทางเหนือในแต่ละปี ถ้ามาถูกจังหวะอาจได้เห็นไอซ์เบิร์กก้อนใหญ่ลอยอยู่กลางทะเลแบบไม่ต้องบินไปถึงขั้วโลกเลย จะชมจากริมฝั่ง ขึ้นไปดูวิวบริเวณ Long Point Lighthouse หรือออก Boat Tour ก็เลือกได้ตามสไตล์ ใครมีภาพเที่ยว Newfoundland ในฝันเป็นบ้านริมทะเลกับภูเขาน้ำแข็งสีขาวอยู่ไกลๆ พิกัดนี้น่าจะตรงใจมาก!
ปิดท้ายด้วยอีกหนึ่งพิกัดที่ให้อารมณ์ต่างจากสี่แห่งแรกแบบชัดเจนอย่าง L'Anse aux Meadows เพราะที่นี่ไม่ได้เด่นแค่วิวธรรมชาติ แต่ยังพาย้อนกลับไปเจอกับเรื่องราวของชาวนอร์สหรือที่หลายคนคุ้นกันในชื่อ “ไวกิ้ง” เมื่อกว่า 1,000 ปีก่อน โดยบริเวณนี้มีการค้นพบร่องรอยการตั้งถิ่นฐานของชาวนอร์ส และปัจจุบันได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลก UNESCO
ความสนุกของการมาเที่ยวที่นี่คือไม่ได้มีแค่เดินชมพื้นที่ประวัติศาสตร์หรืออ่านป้ายข้อมูลเท่านั้น แต่ยังมีอาคารจำลองและกิจกรรมที่ช่วยให้เห็นภาพชีวิตในอดีตได้ชัดขึ้น ทั้งการตีเหล็ก งานไม้ และการแต่งกายแบบชาวนอร์ส ยิ่งมีฉากหลังเป็นทุ่งโล่งและชายฝั่งกว้างๆ ก็ยิ่งได้บรรยากาศเหมือนกำลังย้อนเวลากลับไปในอดีต ใครวางแผน Newfoundland Road Trip ขึ้นมาทางตอนเหนือของเกาะ ที่นี่ถือเป็นจุดปิดท้ายเส้นทางที่มีคาแรกเตอร์มาก ๆ เลย
เกาะนิวฟันด์แลนด์ (Newfoundland Island) ตั้งอยู่ทางตะวันออกของประเทศแคนาดา ริมมหาสมุทรแอตแลนติก และเป็นส่วนหนึ่งของ Newfoundland and Labrador โดยมี St. John's เป็นเมืองหลวงของจังหวัดและเป็นหนึ่งในประตูหลักสำหรับนักท่องเที่ยวที่เดินทางมายังเกาะแห่งนี้
สำหรับนักท่องเที่ยวจากไทย วิธีเดินทางไป Newfoundland ที่สะดวกที่สุดคือเครื่องบิน ปัจจุบันยังไม่มีเที่ยวบินตรงจากกรุงเทพฯ ไปยังเกาะ จึงต้องต่อเครื่องอย่างน้อย 2 จุด (ต่อเครื่องในเอเชีย/ยุโรป 1 จุด และต่อเครื่องในแคนาดาอีก 1 จุดเพื่อผ่านการตรวจคนเข้าเมือง) โดยจุดต่อเครื่องหลักในแคนาดาก่อนบินเข้าเกาะ ได้แก่:
ส่วนการเลือกบินลงสนามบินบนเกาะ สามารถเลือกได้ตามแผนการเดินทางและโซนที่อยากเที่ยว ดังนี้:
การเที่ยวเกาะนิวฟันด์แลนด์ ต่างจากเที่ยวเมืองใหญ่ตรงที่สถานที่ท่องเที่ยวกระจายอยู่ทั่วเกาะ บางแห่งอยู่ห่างกันหลายร้อยกิโลเมตร จึงควรวางเส้นทางไว้คร่าวๆ ก่อนออกเดินทาง โดยวิธีหลักๆ มีดังนี้
ช่วงเวลาที่เหมาะกับการเที่ยวเกาะนิวฟันด์แลนด์ที่สุดคือประมาณเดือนมิถุนายน–กันยายน เพราะอากาศอุ่นขึ้น กลางวันยาว เหมาะกับการขับรถเที่ยว เดินป่า และทำกิจกรรมกลางแจ้ง ส่วนใครอยากเพิ่มโอกาสเจอภูเขาน้ำแข็ง ช่วงปลายฤดูใบไม้ผลิถึงต้นฤดูร้อนก็น่าสนใจเป็นพิเศษ ทั้งนี้ Newfoundland อากาศ ค่อนข้างแปรปรวน และอุณหภูมิแต่ละพื้นที่บนเกาะอาจต่างกันได้
ถ้าอยากพักใน St. John’s แบบตื่นมาก็ได้เห็นบรรยากาศเมืองท่าของ Newfoundland เลย DoubleTree by Hilton St. John’s Harbourview น่านอนมาก ตัวโรงแรมอยู่ใกล้ St. John’s Harbour และ Downtown บางห้องสามารถมองเห็นวิวอ่าวและหมู่บ้านสีสันสดใสที่เรียงตัวอยู่ตามเนินเขาได้จากหน้าต่าง ยิ่งช่วงเช้าที่เมืองค่อย ๆ สว่างหรือช่วงเย็นที่เริ่มเปิดไฟกันแล้ว วิวจากห้องก็ยิ่งมีเสน่ห์ขึ้นไปอีก ด้านในตกแต่งสไตล์โมเดิร์น ดูสบายตา ห้องพักมีพื้นที่ให้พักผ่อนแบบไม่อึดอัด เหมาะกับการกลับมาเอนตัวหลังเดินเที่ยวมาทั้งวัน ที่หลายคนชอบอีกอย่างคือโลเคชันค่อนข้างดี จะออกไปเดินเล่นแถว Waterfront แวะหาร้านอาหารใน Downtown หรือเดินทางต่อไปเที่ยวรอบเมืองก็สะดวก ใครอยากได้โรงแรมที่พักง่าย ทำเลดี และยังได้บรรยากาศของ St. John’s แบบเต็ม ๆ ที่นี่ลงตัวเลย
ถ้าอยากมีสักคืนที่เปลี่ยนจากการเร่งเก็บที่เที่ยวมาเป็นการพักผ่อนแบบช้า ๆ Dvele Inn ใน Twillingate น่าเก็บไว้ในลิสต์มาก ที่นี่เป็นที่พักบูทีคที่ให้บรรยากาศสงบและเป็นส่วนตัวสุด ๆ การตกแต่งออกแนวเรียบหรูแต่ยังดูอบอุ่น ทุกอย่างให้ความรู้สึกเหมือนตั้งใจออกแบบมาเพื่อให้ได้พักผ่อนจริง ๆ มากกว่าจะเป็นแค่ที่นอนระหว่างทาง ส่วนโลเคชันก็เข้ากับบรรยากาศสุด ๆ เพราะอยู่ใน Twillingate เมืองชายทะเลเล็ก ๆ ที่รอบตัวมีทั้งวิวชายฝั่ง อ่าว และธรรมชาติ ถ้ามาช่วงฤดูไอซ์เบิร์กก็สามารถใช้ที่นี่เป็นจุดพักสำหรับออกไปตามหาภูเขาน้ำแข็งหรือขึ้น Boat Tour ได้ ตอนเย็นกลับมาพักในบรรยากาศเงียบ ๆ หลังออกเที่ยวมาทั้งวัน บอกเลยว่าฟินเกินต้าน เหมาะมากกับคู่รักหรือใครที่อยากเพิ่มคืนพิเศษ ๆ สักคืนให้ทริปนี้
ใครชอบที่พักมีคาแรกเตอร์มากกว่าโรงแรมสมัยใหม่ทั่ว ๆ ไป ลองดู The Murray Premises Hotel ใน Downtown St. John’s กันได้เลย ที่นี่ตั้งอยู่ในอาคารเก่าแก่ซึ่งถูกนำมาปรับเป็นโรงแรม แต่ยังเก็บรายละเอียดดั้งเดิมเอาไว้ ทั้งกำแพงหิน งานไม้ และบรรยากาศคลาสสิก พอเข้ามาในห้องจึงได้ความรู้สึกอบอุ่นและมีเสน่ห์แบบเมืองเก่า โดยไม่ดูเชยจนเกินไป ที่สำคัญคือทำเลดีมาก เพราะอยู่ใกล้ St. John’s Harbour และ Water Street ออกจากโรงแรมก็เดินไปหาร้านอาหาร คาเฟ่ หรือเดินเล่นชมบรรยากาศ Downtown ได้เลย เหมาะกับวันที่อยากจอดรถไว้แล้วออกเดินเที่ยวเมืองแบบสบาย ๆ ยิ่งตอนเย็นออกไปหาอะไรกินแล้วเดินกลับที่พักได้ก็ยิ่งสะดวก ใครกำลังมองหา ที่พัก Newfoundland ที่ได้ทั้งโลเคชันและบรรยากาศแบบ St. John’s ที่นี่เป็นอีกแห่งที่น่านอนเลย
อ่านต่อ:
Q: ไปเที่ยวเกาะนิวฟันด์แลนด์ ต้องทำวีซ่าไหม?
A: นักท่องเที่ยวที่ถือพาสปอร์ตไทยจำเป็นต้องขอวีซ่าท่องเที่ยวแคนาดา (Visitor Visa/TRV) ล่วงหน้าก่อนเดินทาง ไม่สามารถใช้ระบบ eTA ได้ เว้นแต่จะเข้าเงื่อนไขพิเศษ เช่น มีวีซ่าชั่วคราวของสหรัฐอเมริกาที่ยังไม่หมดอายุ หรือเคยถือวีซ่าแคนาดาในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา
Q: เที่ยวเกาะนิวฟันด์แลนด์ช่วงไหนดีที่สุด?
A: ช่วงเดือนมิถุนายนถึงสิงหาคมดีที่สุด เพราะอากาศอุ่นสบายกำลังดี (อุณหภูมิเฉลี่ย 15–21°C) ช่วงเวลากลางวันยาวนาน เดินทางสะดวก และกิจกรรมท่องเที่ยวเปิดคึกคัก แต่หากตั้งใจมาชมภูเขาน้ำแข็ง แนะนำให้มาช่วงปลายพฤษภาคมถึงมิถุนายน
Q: เดินทางภายในเกาะนิวฟันด์แลนด์ยังไงสะดวกที่สุด?
A: การเช่ารถขับทำ Road Trip สะดวกและคล่องตัวที่สุด เนื่องจากสถานที่ท่องเที่ยวกระจายตัวอยู่ห่างกันหลายร้อยกิโลเมตร ส่วนระบบขนส่งสาธารณะอย่างรถบัสระหว่างเมือง (DRL) จะมีให้บริการเฉพาะบนเส้นทางหลัก Route 1 เท่านั้น
Q: อยากเห็นภูเขาน้ำแข็ง (Iceberg) ต้องไปเมืองไหน และช่วงไหน?
A: ปักหมุดไปที่เมือง Twillingate ได้เลย เพราะได้รับการขนานนามว่าเป็น "Iceberg Capital of the World" โดยช่วงเวลาที่มีโอกาสเห็นภูเขาน้ำแข็งขนาดยักษ์ลอยผ่านมากที่สุดคือช่วงปลายฤดูใบไม้ผลิถึงต้นฤดูร้อน (ประมาณปลายพฤษภาคม–มิถุนายน)
Q: เที่ยวเกาะนิวฟันด์แลนด์ใช้งบประมาณเท่าไหร่?
A: สำหรับทริปประมาณ 7–10 วัน คาดการณ์งบประมาณเริ่มต้นอยู่ที่ประมาณ 100,000 – 150,000 บาทต่อคน ขึ้นอยู่กับราคาตั๋วเครื่องบินไป-กลับจากไทย ค่าเช่ารถ ค่าน้ำมัน และประเภทของที่พักที่เลือก







