[รีวิว] น้ำตกไนแองการ่า (Niagara Falls) พร้อมจุดไฮไลท์ กิจกรรมแนะนำ

รีวิว น้ำตกไนแองการ่า (Niagara Falls) รวมจุดไฮไลต์ วิธีเดินทาง ฝั่งแคนาดาและอเมริกา กิจกรรม ที่พัก และช่วงเวลาน่าเที่ยว เตรียมทริปได้ครบในที่เดียว!
Traveloka TH
ใช้เวลาอ่านประมาณ 4 นาที

น้ำตกไนแองการ่า (Niagara Falls) หนึ่งในแลนด์มาร์กธรรมชาติระดับโลกที่แค่เห็นในรูปก็ว่าอลังการแล้ว แต่พอได้มายืนอยู่ตรงหน้าจริง ๆ บอกเลยว่าความรู้สึกต่างกันมาก ทั้งเสียงน้ำที่ดังสนั่น ละอองน้ำที่ลอยฟุ้งอยู่รอบตัว และสายน้ำมหาศาลที่ไหลลงจากหน้าผาแบบไม่มีพัก เป็นภาพที่ทำให้หลายคนยืนมองได้นานแบบไม่รู้เบื่อเลย

ที่น่าสนใจคือ Niagara Falls ตั้งอยู่ตรงพรมแดนระหว่างแคนาดาและสหรัฐอเมริกาพอดี เราเลยเลือกเที่ยวได้ทั้งแคนาดาและอเมริกา ซึ่งแต่ละฝั่งก็มีเสน่ห์ต่างกัน ฝั่งแคนาดาเด่นเรื่องวิวกว้าง มองเห็นน้ำตกแบบเต็ม ๆ ส่วนฝั่งอเมริกาจะได้เข้าใกล้ตัวน้ำตกมากกว่า เรียกว่าเลือกยากเหมือนกัน แต่ถ้ามีเวลาและเอกสารพร้อม เก็บสองฝั่งไปเลยคุ้มสุด!

ใครกำลังแพลนเที่ยวน้ำตกไนแองการ่า บทความนี้รวมมาให้ครบแล้ว ตั้งแต่จุดไฮไลต์ วิธีเดินทาง ช่วงไหนน่าเที่ยว กิจกรรมไหนควรลอง ไปจนถึงที่พักและทริคเล็ก ๆ ที่ช่วยให้เที่ยวสนุกขึ้น ส่วนใครยังไม่ได้จองตั๋วเครื่องบินหรือที่พักใกล้ Niagara Falls ก็สามารถเข้าไปเช็กเที่ยวบินและเลือกที่พักผ่าน Traveloka ได้เลย เตรียมทุกอย่างให้พร้อม แล้วไปว้าวกับหนึ่งในน้ำตกที่โด่งดังที่สุดในโลกกัน!

Quick Summary: สรุปไฮไลท์การเที่ยวน้ำตกไนแองการ่า (Niagara Falls) ใน 1 นาที

แลนด์มาร์กระดับโลกสองประเทศ: ตั้งอยู่บนพรมแดนธรรมชาติระหว่างแคนาดา (รัฐ Ontario) และสหรัฐอเมริกา (รัฐ New York) เลือกชมวิวได้ทั้งสองฝั่ง และสามารถเดินข้ามสะพาน Rainbow Bridge เพื่อเที่ยวควบสองประเทศในทริปเดียวได้
จุดท่องเที่ยวห้ามพลาด: ชม Horseshoe Falls น้ำตกรูปเกือกม้าที่ใหญ่ที่สุดจากฝั่งแคนาดา, เดินชม American Falls และ Bridal Veil Falls ฝั่งอเมริกา และรอดูไฟประดับสีสันสดใสตลอดค่ำคืน
กิจกรรมยอดฮิต: ล่องเรือเข้าไปกลางละอองน้ำสุดอลังการ (Niagara City Cruises ฝั่งแคนาดา / Maid of the Mist ฝั่งอเมริกา), เดินมุดอุโมงค์ใต้ดินดูม่านน้ำด้านหลังที่ Journey Behind the Falls และเดินลุยละอองน้ำแบบชิดขอบฐานน้ำตกที่ Cave of the Winds
การเดินทางสะดวก: ฝั่งแคนาดาบินลงที่ Toronto (YYZ) แล้วต่อนั่งรถบัส/รถไฟ/ขับรถประมาณ 1.5–2 ชั่วโมง ส่วนฝั่งอเมริกาบินลง Buffalo (BUF) แล้วต่อรถเพียง 30–40 นาที
ช่วงเวลาน่าเที่ยว: เที่ยวได้ตลอดปี ช่วงที่นิยมที่สุดคือ พฤษภาคม–ตุลาคม อากาศกำลังสบาย กิจกรรมเปิดครบและมีใบไม้เปลี่ยนสีช่วงปลายฤดู ส่วนหน้าหนาวจะได้สัมผัสบรรยากาศธารน้ำแข็งขาวโพนแปลกตา
ระยะเวลาที่แนะนำ: นอนค้าง 1–2 คืนกำลังดี เพื่อจะได้ไม่รีบเร่ง เก็บครบทั้งกิจกรรมกลางวัน ชมแสงไฟยามค่ำคืน และแวะเที่ยวเมืองรอบๆ ได้เต็มอิ่ม

จุดไฮไลท์ต่าง ๆ ของน้ำตกไนแองการ่า (Niagara Falls)

1. Horseshoe Falls — ฝั่งแคนาดา

ถ้าให้นึกถึงภาพจำของน้ำตกไนแองการ่า จุดที่เด้งขึ้นมาในหัวก่อนเลยก็คงเป็น Horseshoe Falls น้ำตกขนาดใหญ่ที่โค้งเป็นรูปเกือกม้า และเป็นส่วนที่ใหญ่ที่สุดของน้ำตกไนแองการ่า โดยพื้นที่ส่วนใหญ่อยู่ทางฝั่งแคนาดา

ของจริงคืออลังการกว่าที่เห็นในรูปเยอะมาก เพราะสายน้ำมหาศาลไหลลงจากหน้าผาแบบต่อเนื่องจนเกิดเป็นละอองน้ำสีขาวฟุ้งอยู่ตลอดเวลา ยิ่งวันไหนแดดดี ๆ ยังมีโอกาสเห็นสายรุ้งพาดเหนือน้ำตกด้วย เป็นวิวที่ยืนดูเพลินจนลืมเวลาได้ง่าย ๆ เลย

ถ้าอยากชมแบบใกล้ ๆ แนะนำให้ไปบริเวณ Table Rock ซึ่งอยู่แทบชิดขอบ Horseshoe Falls ตรงนี้จะได้เห็นสายน้ำไหลลงไปด้านล่างแบบเต็มตา พร้อมได้ยินเสียงน้ำดังสนั่นอยู่ตรงหน้า ใครมาเที่ยวน้ำตกไนแองการ่า แคนาดา จุดนี้คือไฮไลท์ที่ต้องปักหมุดไว้เลย

2. American Falls — ฝั่งอเมริกา

ข้ามมาทางฝั่งสหรัฐอเมริกากันบ้างกับ American Falls อีกหนึ่งน้ำตกหลักของ Niagara Falls ที่มีเสน่ห์คนละแบบกับ Horseshoe Falls จุดเด่นคือแนวหน้าผาที่กว้างและมีก้อนหินขนาดใหญ่กระจายอยู่บริเวณฐาน ทำให้ภาพรวมดูดิบตามธรรมชาติและทรงพลังมาก

American Falls สามารถชมได้จากหลายจุดภายใน Niagara Falls State Park โดยเฉพาะ Prospect Point ที่เป็นหนึ่งในจุดยอดนิยมสำหรับชมสายน้ำขนาดใหญ่ไหลลงจากหน้าผาแบบใกล้ ๆ หรือจะเดินต่อไปยัง Goat Island และบริเวณ Luna Island ก็ได้ แต่ละจุดจะได้มุมของน้ำตกที่ต่างกันออกไป ทำให้เดินเที่ยวและแวะถ่ายรูปได้เพลินกว่าที่คิด ใครมาเที่ยวน้ำตกไนแองการ่า อเมริกา แนะนำเผื่อเวลาเดินเล่นรอบ ๆ สักหน่อย จะได้เก็บวิวสวย ๆ ให้ครบหลายมุม

อีกช่วงที่อยากให้ลองกลับมาดูคือหลังพระอาทิตย์ตก เพราะจะมีการเปิดไฟส่องตัวน้ำตกเป็นสีต่าง ๆ บรรยากาศเปลี่ยนจากความอลังการในตอนกลางวันมาเป็นวิวกลางคืนที่สวยและโรแมนติกขึ้นทันที ใครนอนค้างใกล้ แถวนี้ บอกเลยว่าอย่าเพิ่งกลับโรงแรมเร็วเกินไป!

3. Bridal Veil Falls และ Cave of the Winds — ฝั่งอเมริกา

ปิดท้ายสามน้ำตกหลักด้วย Bridal Veil Falls น้ำตกที่มีขนาดเล็กที่สุดในกลุ่ม Niagara Falls แต่กลับมีเสน่ห์ไม่แพ้อีกสองแห่งเลย เพราะสายน้ำสีขาวที่ไหลลงมาจากหน้าผาดูบางพลิ้วคล้ายผ้าคลุมหน้าของเจ้าสาว จึงกลายมาเป็นที่มาของชื่อ Bridal Veil Falls นั่นเอง

ความสนุกของจุดนี้คือเราสามารถเข้าไปชมได้ใกล้มาก โดยเฉพาะบริเวณ Luna Island ที่อยู่ระหว่าง American Falls กับ Bridal Veil Falls แต่ถ้าอยากเพิ่มความตื่นเต้นขึ้นอีกระดับ แนะนำให้ลอง Cave of the Winds หนึ่งในกิจกรรมดังของฝั่งอเมริกา ที่จะพาเราลงไปยังบริเวณ Niagara Gorge ก่อนเดินตามทางไม้เข้าไปใกล้ฐาน Bridal Veil Falls แบบสุด ๆ

ตรงนี้ไม่ได้มีแค่ยืนดูวิวสวย ๆ เท่านั้น เพราะยิ่งเดินเข้าใกล้ก็ยิ่งได้ยินเสียงน้ำดังขึ้นเรื่อย ๆ พร้อมละอองน้ำที่สาดมาแบบเต็มแรง บางจุดเปียกกันจริงจังจนเสื้อกันน้ำก็อาจช่วยได้ไม่หมด แต่ความเปียกนี่แหละคือส่วนที่สนุกที่สุด ใครอยากสัมผัสพลังของน้ำตกไนแองการ่า แบบใกล้ชิดมากกว่าการยืนมองจากด้านบน Cave of the Winds เป็นกิจกรรมที่ควรลองสักครั้ง!

ที่ตั้งและการเดินทางไปน้ำตกไนแองการ่า (Niagara Falls)

สำหรับคนที่สงสัยว่าน้ำตกไนแองการ่า อยู่ที่ไหน ที่นี่ตั้งอยู่บนแม่น้ำ Niagara River ซึ่งทำหน้าที่เป็นพรมแดนธรรมชาติระหว่างรัฐ New York ของสหรัฐอเมริกา กับรัฐ Ontario ของแคนาดา ทำให้ Niagara Falls เป็นหนึ่งในไม่กี่แลนด์มาร์กที่สามารถเลือกชมได้จากสองประเทศ

แล้วไปชมน้ำตกไนแองการ่า ฝั่งไหนดี? ถ้าอยากได้วิวกว้าง ๆ เห็นน้ำตกแบบเต็มตา ฝั่งแคนาดาจะได้เปรียบกว่า เพราะมองเห็นทั้ง Horseshoe Falls และ American Falls ได้ชัด ส่วนฝั่งอเมริกาจะเด่นตรงที่ได้เดินเข้าใกล้ตัวน้ำตกมากกว่าและมีบรรยากาศธรรมชาติของ Niagara Falls State Park

วิธีเดินทางจากไทย

บินไป Toronto ประเทศแคนาดา: เป็นเส้นทางยอดนิยมสำหรับคนที่จะเที่ยวฝั่งแคนาดา เพราะ Toronto เป็นเมืองใหญ่และอยู่ห่างจากน้ำตกประมาณ 130 กิโลเมตร จากสนามบิน Toronto Pearson International Airport (YYZ) สามารถต่อรถเข้า Niagara Falls ได้หลายวิธีเลย 
บินไป Buffalo ประเทศสหรัฐอเมริกา: ใครเน้นเที่ยวฝั่งอเมริกา สามารถต่อเครื่องไปลง Buffalo Niagara International Airport ซึ่งอยู่ใกล้ Niagara Falls มากกว่า New York City จากนั้นต่อรถหรือเช่ารถเข้าเมืองได้

วิธีเดินทางไปน้ำตกไนแองการ่า จากโตรอนโต (Toronto) 

การเดินทางจากโตรอนโตไป Niagara Falls ถือว่าสะดวกสบายมาก เหมาะทั้งทำเป็น Day Trip เช้าไป-เย็นกลับ หรือจะนอนค้างสักคืนก็ฟิน ระยะทางประมาณ 130 กิโลเมตร มีตัวเลือกการเดินทางที่ตอบโจทย์ทุกสไตล์ 

ขับรถยนต์: วิธีนี้ยืดหยุ่นที่สุด ใช้เวลาประมาณ 1.5–2 ชั่วโมง วิ่งบน Highway 401 West แล้วตัดเข้า Queen Elizabeth Way (QEW) ยาวจนถึงตัวน้ำตก เลย 
รถบัส (Express Bus): สะดวกและราคาสบายกระเป๋า มีค่ายยอดนิยมอย่าง FlixBus หรือ Megabus ขึ้นได้จาก Union Station Bus Terminal ใจกลางโตรอนโต ยิงยาวถึง Niagara Falls Bus Terminal ใช้เวลาประมาณ 1.5–2 ชั่วโมง รถมีรอบวิ่งตลอดทั้งวัน
รถไฟ (GO Transit / VIA Rail): นั่งชิล ๆ ชมวิวข้างทางจากสถานี Union Station ไปลงสถานี Niagara Falls โดยตรง ช่วงหน้าร้อนจะมี GO Train สายพิเศษวิ่งตรงในวันหยุดเสาร์-อาทิตย์ ใช้เวลาประมาณ 2 ชั่วโมงนิด ๆ
ซื้อ Day Tour: เหมาะสำหรับคนไม่อยากวางแผนเอง มีบริการรถตู้/รถบัส VIP รับ-ส่งถึงโรงแรมในโตรอนโต พร้อมไกด์นำเที่ยว พาแวะจุดไฮไลท์สำคัญครบจบในวันเดียว

วิธีเดินทางไปน้ำตกไนแองการ่า จากนิวยอร์ก (New York City) 

แม้จะอยู่ในรัฐ New York เหมือนกัน แต่ Niagara Falls ตั้งอยู่ทางตอนเหนือ ห่างจากใจกลาง Manhattan กว่า 600 กิโลเมตร การเดินทางจึงต้องวางแผนเรื่องเวลาให้ดี

บินตรง + ต่อรถ (เร็วที่สุด): บินจากสนามบินใน New York (JFK, LGA หรือ EWR) ไปลงที่สนามบิน Buffalo Niagara International Airport (BUF) ใช้เวลาบินเพียง 1.5 ชั่วโมง จากนั้นนั่งแท็กซี่ Uber หรือรถบัสต่ออีกประมาณ 30–40 นาที ก็ถึงตัวน้ำตกฝั่งอเมริกา เหมาะมากสำหรับคนที่มีเวลาจำกัด
รถไฟ (Amtrak): นั่งรถไฟสาย Maple Leaf หรือ Empire Service จากสถานี Moynihan Train Hall (Penn Station) ใน New York วิ่งยาวไปลงสถานี Niagara Falls ใช้เวลาประมาณ 9 ชั่วโมง ได้ชมวิวทิวทัศน์สวย ๆ ของรัฐนิวยอร์กตลอดทาง
รถบัสประจำทาง (Express Bus): นั่ง Greyhound หรือ FlixBus จาก Port Authority Bus Terminal ใช้เวลาเดินทางประมาณ 9–10 ชั่วโมง (ส่วนใหญ่เป็นรอบดึก ไปถึงน้ำตกก็เช้าพอดี)
ซื้อซื้อทัวร์ 2 วัน 1 คืน: เนื่องจากระยะทางไกล ทัวร์จาก New York ส่วนใหญ่จึงจัดเป็นแพ็กเกจค้างคืน พาเดินทางด้วยรถบัสปรับอากาศ พร้อมแวะเที่ยวสถานที่ท่องเที่ยวอื่นระหว่างทาง เช่น Watkins Glen State Park

อยากเที่ยวน้ำตกไนแองการ่าทั้งสองฝั่ง ทำได้ไหม?

ทำได้ และจริง ๆ แล้วน่าสนุกมากด้วย เพราะมี Rainbow Bridge ที่เชื่อม Niagara Falls ฝั่งแคนาดากับสหรัฐอเมริกา และสามารถเดินทางข้ามได้ โดยเลือกได้ว่าจะ เดินเท้า (Pedestrian Lane) หรือ ขับรถข้าม (Vehicle Lane) โดยทางเดินเท้าเปิดตลอด 24 ชั่วโมง

การตรวจคนเข้าเมือง

บริเวณปลายสะพานทั้งสองฝั่งมีด่านตรวจคนเข้าเมือง (Border Control/Customs) มีเจ้าหน้าที่ตรวจหนังสือเดินทางและวีซ่าจริง ไม่สามารถเดินไป-กลับโดยไม่ผ่านด่านได้

ค่าธรรมเนียมผ่านทาง (Pedestrian Toll):

การเดินเท้าข้ามสะพานจากฝั่งสหรัฐอเมริกาไปแคนาดา มีค่าธรรมเนียมเดินผ่านประตูหมุน (Turnstile) ประมาณ 1.00 USD (เตรียมเหรียญ หรือแตะบัตรเครดิต/เดบิตแบบ Contactless ได้) ส่วนขาข้ามกลับจากแคนาดาเข้าอเมริกาไม่ต้องเสียเงิน

เอกสารเข้าประเทศที่ต้องระวัง (นอกจากวีซ่า):

เข้าฝั่งแคนาดา: ไม่ต้องใช้ eTA (Electronic Travel Authorization) หากเดินหรือขับรถข้ามสะพาน แต่ต้องใช้ Passport และ Visa แคนาดาแบบป้ายติดเล่ม (หรือถือสิทธิยกเว้นวีซ่าตามเงื่อนไข)
เข้าฝั่งอเมริกา: หากใช้สิทธิ Visa Waiver (เช่น ผู้ถือพาสปอร์ตไทยที่มีวีซ่าอเมริกาท่องเที่ยวแบบ B1/B2) สามารถยื่น Passport ให้เจ้าหน้าที่ตรวจได้เลย แต่ถ้าเป็นผู้ถือพาสปอร์ตประเทศที่เข้าอเมริกาแบบไม่ต้องใช้วีซ่า ต้องลงทะเบียน ESTA มาก่อนล่วงหน้า

จุดเด่นของน้ำตกไนแองการ่า (Niagara Falls)

น้ำตกเดียวแต่ได้เที่ยวถึงสองประเทศ: เสน่ห์ของ Niagara Falls คือสามารถชมวิวได้ทั้งจากแคนาดาและสหรัฐฯ แถมแต่ละฝั่งยังให้ประสบการณ์ไม่เหมือนกันด้วย
ไม่ได้มีแค่น้ำตกเดียว: เพราะ Niagara Falls ประกอบด้วย Horseshoe Falls, American Falls และ Bridal Veil Falls ทำให้มีมุมให้เดินเที่ยวและถ่ายรูปเยอะกว่าที่คิด
เข้าใกล้น้ำตกได้แบบสุด ๆ: จะล่องเรือเข้าไปกลางละอองน้ำ เดินด้านหลัง Horseshoe Falls หรือเดินใกล้ Bridal Veil Falls ก็มีให้เลือก ใครคิดว่ามาที่นี่แล้วได้แค่ยืนถ่ายรูป เปลี่ยนความคิดได้เลย!
กลางวันสวย กลางคืนก็ต้องดู: ตอนกลางวันจะเห็นพลังของสายน้ำชัดมาก ส่วนกลางคืนมีไฟส่องน้ำตกหลากสี บรรยากาศโรแมนติกขึ้นทันที แนะนำให้อยู่ดูทั้งสองช่วงเลย
เที่ยวได้ตลอดปี: หน้าร้อนมีกิจกรรมเปิดเยอะ อากาศดี เที่ยวสบาย ส่วนหน้าหนาว ก็สวยไปอีกแบบ เพราะน้ำและละอองน้ำบางส่วนจับตัวเป็นน้ำแข็ง กลายเป็นวิวขาว ๆ ที่ดูเหมือนหลุดออกมาจากหนังแฟนตาซีเลย
จัดรวมกับทริปเมืองใหญ่ได้ง่าย: จะจับคู่กับ Toronto เป็นทริปเที่ยวแคนาดา หรือเที่ยว New York–Buffalo แล้วต่อ Niagara Falls เป็นทริปเที่ยวอเมริกา ก็จัดแพลนได้ไม่ยาก

เที่ยวน้ำตกไนแองการ่า (Niagara Falls) เดือนไหนดี?

ช่วงที่เหมาะกับการเที่ยวน้ำตกไนแองการ่ามากที่สุดคือประมาณเดือนพฤษภาคม–ตุลาคม เพราะอากาศค่อนข้างดี เดินเที่ยวสนุก และกิจกรรมกลางแจ้งรวมถึงเรือล่องน้ำตกเปิดให้บริการเยอะ โดยเฉพาะช่วงมิถุนายน–สิงหาคมที่บรรยากาศคึกคักที่สุด

แต่ทั้งนี้ ที่นี่ก็สามารถเที่ยวได้ทุกช่วง เพียงแค่บรรยากาศจะแตกต่างกันไปตามฤดูกาล ตามนี้เลย 

ฤดูใบไม้ผลิ (มีนาคม–พฤษภาคม): ช่วงต้นฤดูยังมีความหนาวหลงเหลืออยู่ แต่พอเข้าเมษายน–พฤษภาคมอากาศจะเริ่มสบายขึ้น นักท่องเที่ยวยังไม่แน่นเท่าหน้าร้อน และกิจกรรมต่าง ๆ ก็เริ่มทยอยเปิด ใครไม่ชอบเที่ยวท่ามกลางคนเยอะ ช่วงปลายฤดูใบไม้ผลิน่าเล็งมาก
ฤดูร้อน (มิถุนายน–สิงหาคม): ถ้าถามว่าเที่ยวน้ำตกไนแองการ่าเดือนไหนดี สำหรับคนมาเป็นครั้งแรก ช่วงนี้ตอบโจทย์ที่สุด เพราะอากาศอบอุ่น กลางวันยาว และกิจกรรมเปิดค่อนข้างครบ จะล่อง Niagara City Cruises, ขึ้น Maid of the Mist หรือเดินเที่ยวรอบน้ำตกก็สะดวก แต่ก็ต้องแลกกับจำนวนคนที่เยอะที่สุดเหมือนกัน
ฤดูใบไม้ร่วง (กันยายน–พฤศจิกายน): เป็นช่วงที่วิวสวยแบบมีโบนัส เพราะต้นไม้รอบ Niagara Gorge จะค่อย ๆ เปลี่ยนเป็นสีเหลือง ส้ม และแดง ยิ่งช่วงปลายกันยายนถึงตุลาคม ถ่ายรูปออกมาสวยมาก อากาศก็เย็นสบายกว่าหน้าร้อน เหมาะกับคนที่ชอบธรรมชาติและอยากเที่ยวแบบไม่ร้อน
ฤดูหนาว (ธันวาคม–กุมภาพันธ์): ใครอยากเห็นน้ำตกไนแองการ่า หน้าหนาว แบบวิวขาว ๆ ต้องมาช่วงนี้เลย อากาศจะหนาวจัดและบางพื้นที่รอบน้ำตกจะมีน้ำแข็งเกาะจนดูเหมือนเมืองน้ำแข็ง นักท่องเที่ยวน้อยกว่าฤดูอื่น กิจกรรมทางน้ำหลายอย่างจะปิด จึงเหมาะกับสายชมวิวและถ่ายรูปมากกว่าสายกิจกรรม

กิจกรรมแนะนำในน้ำตกไนแองการ่า (Niagara Falls)

ล่อง Niagara City Cruises ฝั่งแคนาดา: กิจกรรมที่มาแล้วควรลองสักครั้ง เรือจะค่อย ๆ พาเข้าใกล้ Horseshoe Falls จนได้ทั้งเสียงน้ำและละอองน้ำแบบเต็ม ๆ ถึงจะมีเสื้อกันฝนให้ แต่บอกเลยว่ามีโอกาสเปียกอยู่ดี เตรียมซองกันน้ำให้โทรศัพท์ไว้จะอุ่นใจกว่า
ขึ้น Maid of the Mist ฝั่งอเมริกา: อีกหนึ่งกิจกรรมระดับตำนานของ Niagara Falls เรือจะพาออกจากฝั่ง Niagara Falls State Park แล้วเข้าไปใกล้ฐานน้ำตก ใครอยากสัมผัสความยิ่งใหญ่แบบไม่ใช่แค่ยืนมองจากด้านบน กิจกรรมนี้ตอบโจทย์มาก
ลงไปหลังน้ำตกกับ Journey Behind the Falls: ความสนุกของกิจกรรมนี้คือได้เปลี่ยนมุมจากการยืนมอง Horseshoe Falls ด้านบน มาเดินผ่านอุโมงค์ใต้ดินและชมม่านน้ำจากด้านหลัง เสียงน้ำดังสะใจและรู้สึกถึงพลังของน้ำตกได้ชัดสุด ๆ
เดินเล่นรอบ Niagara Falls State Park: วันไหนอยากเที่ยวแบบชิล ๆ ก็ไม่จำเป็นต้องซื้อกิจกรรมทุกอย่างก็ได้ ลองเดินเล่นรอบ Goat Island แวะจุดชมวิว แล้วค่อยนั่งพักดูน้ำตกไปเรื่อย ๆ ก็เพลินได้หลายชั่วโมงเลย 
รอดูไฟ Niagara Falls ตอนกลางคืน: อันนี้อยากให้เผื่อเวลาไว้เลย เพราะพอพระอาทิตย์ตก น้ำตกจะถูกส่องด้วยไฟหลากสี บรรยากาศเปลี่ยนไปจากตอนกลางวันแบบชัดเจน ใครมากับแฟนยิ่งโรแมนติก
เดินข้าม Rainbow Bridge: ถ้าเอกสารเดินทางพร้อม ลองเดินข้ามฝั่งแคนาดา-สหรัฐฯดู ระหว่างทางได้เห็นน้ำตกจากมุมสูงด้วย เรียกว่าเดินข้ามประเทศพร้อมชมวิวไปในตัว
เดิน White Water Walk: ถ้าอยากเปลี่ยนจากการดูน้ำตกมาดูความแรงของ Niagara River บ้าง กิจกรรมนี้จะพาเดินบนทางไม้ริมแม่น้ำ เห็นกระแสน้ำเชี่ยวอยู่ใกล้ ๆ เป็นอีกมุมของ Niagara ที่หลายคนอาจไม่ได้นึกถึง แต่ก็สวยไม่แพ้กัน! 

แนะนำที่พักใกล้น้ำตกไนแองการ่า (Niagara Falls)

มาเที่ยวน้ำตกไนแองการ่าทั้งที ถ้ามีเวลาแนะนำให้นอนค้างสัก 1–2 คืน จะได้ไม่ต้องรีบเก็บทุกอย่างในวันเดียว แถมยังมีเวลาอยู่ดูไฟประดับน้ำตกตอนกลางคืน แล้วตื่นมาเที่ยวต่อแบบชิล ๆ ในวันรุ่งขึ้นด้วย

ส่วนการเลือก ที่พัก แนะนำให้เลือกตามฝั่งที่วางแผนเที่ยวเป็นหลัก เพราะทั้งแคนาดาและอเมริกามีโรงแรมทำเลดีที่อยู่ใกล้น้ำตกและสถานที่เที่ยวสำคัญ รอบนี้เราเลยคัดมาให้ฝั่งละ 2 แห่ง เน้นพักสบาย โลเคชันสะดวก และเดินทางไปเที่ยวน้ำตกได้ง่าย ตามนี้เลย

ที่พักฝั่งแคนาดา

Niagara Falls Marriott on the Falls

จุดขายของ Niagara Falls Marriott on the Falls ต้องยกให้เรื่องวิวเลย เพราะโรงแรมเป็นอาคารสูงในย่าน Fallsview และมีห้องพักหลายประเภทที่มองเห็น Niagara Falls ได้จากมุมสูง ยิ่งได้ห้องฝั่ง Fallsview ก็สามารถนั่งชมวิวได้ตั้งแต่เช้าจนถึงช่วงค่ำที่น้ำตกเปิดไฟ เรียกว่าแค่พักอยู่ในห้องก็ยังรู้สึกว่าได้มาเที่ยว Niagara Falls เต็ม ๆ แถมโลเคชันยังอยู่ทางฝั่ง Horseshoe Falls ใกล้กับโซน Table Rock และจุดทำกิจกรรมยอดนิยมอย่าง Journey Behind the Falls เหมาะกับคนที่ตั้งใจมาน้ำตกไนแองการ่า แคนาดาเป็นหลัก และอยากได้โรงแรมที่ช่วยเพิ่มวิวสวย ๆ ให้กลายเป็นอีกหนึ่งไฮไลต์ของทริปไปเลย

Hilton Niagara Falls/Fallsview Hotel and Suites

ถ้าชอบโรงแรมใหญ่ที่มีอะไรให้ครบในที่เดียว Hilton Niagara Falls/Fallsview Hotel and Suites จะตอบโจทย์ที่สุด! เพราะนอกจากมีห้องพักให้เลือกหลายแบบแล้ว ภายในยังมีร้านอาหารและสิ่งอำนวยความสะดวกค่อนข้างครบ แถมเชื่อมกับ Fallsview Casino Resort ผ่านทางเดินในร่มอีกด้วย วันไหนอากาศหนาวหรือฝนตกก็ยังหาของกินและเดินเล่นต่อได้โดยไม่ต้องออกไปข้างนอกตลอดเวลา อีกหนึ่งไฮไลต์คือห้องพักบางประเภทสามารถมองเห็นน้ำตกจากห้องพักได้เลยด้วย เหมาะกับครอบครัว กลุ่มเพื่อน หรือคนที่อยากพักโรงแรมใหญ่แบบสะดวกครบ ๆ แล้วใช้ที่นี่เป็นฐานสำหรับเที่ยวหลายวัน

ที่พักฝั่งอเมริกา

Wingate By Wyndham Niagara Falls

สำหรับสายเที่ยวที่คิดว่า “โรงแรมเอาไว้นอน ส่วนเวลาและงบขอเอาไปลงกับกิจกรรมดีกว่า” Wingate By Wyndham Niagara Falls  น่าจะเข้าทางที่สุด เพราะเป็นที่พักที่เน้นความคุ้มและใช้งานง่าย แถมอยู่ไม่ไกลจาก Niagara Falls State Park ทำให้ตอนเช้าสามารถออกไปเริ่มเที่ยวฝั่งอเมริกาได้เลย เหมาะมากกับคนที่มีแพลนแน่น ๆ ตั้งแต่เดินชม American Falls ไปจนถึงขึ้น Maid of the Mist หรือเล่น Cave of the Winds แล้วกลับมาพักตอนเย็น ไม่จำเป็นต้องจ่ายเพิ่มเพื่อห้องวิวอลังการ แต่ยังได้ทำเลที่ช่วยให้เที่ยวน้ำตกไนแองการ่าได้ง่ายและประหยัดเวลาเดินทาง

DoubleTree by Hilton Niagara Falls New York

DoubleTree by Hilton Niagara Falls New York  ให้อารมณ์ต่างจากอีกสามแห่งตรงบรรยากาศริม Niagara River ที่ทั้งสงบและเหมาะกับการพักผ่อนมากกว่าโซนท่องเที่ยวที่คึกคัก ตัวโรงแรมตั้งอยู่ริมแม่น้ำ และห้องพักบางประเภทมีวิว Niagara River ให้ชมจากในห้อง เหมาะกับคนที่อยากกลับมาพักแบบชิล ๆ หลังเจอทั้งเสียงน้ำและกิจกรรมสนุก ๆ มาทั้งวัน ขณะเดียวกันก็ไม่ได้อยู่ไกลจนเที่ยวลำบาก เพราะยังสามารถเดินทางไป Niagara Falls State Park และแลนด์มาร์กสำคัญของฝั่งอเมริกาได้สะดวก ที่นี่จึงเหมาะกับคู่รักหรือครอบครัวที่อยากได้ที่พักที่บรรยากาศดีขึ้นมาหน่อย เน้นพักผ่อนจริงจัง แต่ยังออกไปเที่ยวและทำกิจกรรมรอบน้ำตกได้ง่าย

เคล็ดลับการเที่ยวน้ำตกไนแองการ่า (Niagara Falls)

เลือกฝั่งให้ตรงกับสไตล์เที่ยว: ถ้ายังตัดสินใจไม่ได้ว่าจะเที่ยวน้ำตกไนแองการ่า ฝั่งไหนดี จำง่าย ๆ เลยว่า ฝั่งแคนาดาเหมาะกับการชมวิวกว้าง ๆ และถ่ายรูปน้ำตกแบบเต็มเฟรม ส่วนฝั่งอเมริกาเหมาะกับคนที่อยากเดินเข้าใกล้น้ำตกและสัมผัสธรรมชาติมากกว่า ถ้ามีเวลาพอ เที่ยวทั้งคู่ดีที่สุด!
ชมตัวน้ำตกได้ฟรี: ใครกำลังเช็กว่าน้ำตกไนแองการ่า ค่าเข้าเท่าไร ขอบอกข่าวดีสุด ๆ เลยก็คือ การเดินไปชมตัวน้ำตกไม่มีค่าเข้า จะเสียเงินก็ต่อเมื่อเลือกทำกิจกรรมเพิ่มเติม เช่น ล่องเรือ Journey Behind the Falls หรือ Cave of the Winds
เตรียมใจเปียกไว้เลย: จะล่อง Niagara City Cruises, Maid of the Mist หรือเข้าใกล้น้ำตกผ่านกิจกรรมต่าง ๆ ละอองน้ำแรงกว่าที่เห็นในรูปเยอะ ถึงมีเสื้อกันน้ำให้ก็อาจเปียกได้อยู่ดี โทรศัพท์ กล้อง และพาสปอร์ตควรเก็บในซองกันน้ำให้เรียบร้อย
รองเท้าสบายสำคัญมาก: พื้นที่รอบ Niagara Falls ต้องเดินเยอะพอสมควร และบางจุดค่อนข้างเปียก เตรียมรองเท้าที่ใส่สบายและพื้นไม่ลื่นจะช่วยชีวิตได้มาก โดยเฉพาะวันที่ตั้งใจเก็บหลายกิจกรรม
นอนค้างสักคืนแล้วทริปจะชิลขึ้นเยอะ: แม้จะสามารถทำ Day Trip ได้ (จาก Toronto) แต่ถ้าไม่อยากรีบ แนะนำค้าง 1 คืน จะได้เที่ยวกลางวันแบบเต็มที่ พักกินข้าว แล้วค่อยกลับมาดูไฟน้ำตกตอนกลางคืนโดยไม่ต้องคอยพะวงเรื่องการจัดการเวลา
อย่าลืมเรื่องวีซ่าถ้าจะเที่ยวสองฝั่ง: แม้ Rainbow Bridge ดูเหมือนเดินข้ามง่าย ๆ แต่ปลายสะพานคืออีกประเทศหนึ่งเลย เพราะฉะนั้นพาสปอร์ตและเอกสารเข้าประเทศต้องพร้อม ไม่อย่างนั้นอาจได้ชมอีกฝั่งจากไกล ๆ กันนะ
หน้าร้อนควรจองล่วงหน้า: ช่วงมิถุนายน–สิงหาคมเป็น High Season ทั้งโรงแรมและกิจกรรมยอดนิยมคนค่อนข้างเยอะ โดยเฉพาะวันหยุด ถ้ารู้วันเดินทางแน่นอนแล้ว จองที่พักไว้ก่อนจะสบายใจกว่า
อย่าเที่ยวแค่น้ำตกแล้วกลับ: ถ้ามีเวลาเพิ่ม ลองเผื่อไว้เที่ยว Niagara-on-the-Lake หรือเดินเล่นรอบ Niagara River ด้วย จะได้เห็นอีกมุมของพื้นที่ Niagara ที่บรรยากาศต่างจากโซนน้ำตกแบบชัดเจน

การได้มาเห็นน้ำตกไนแองการ่าด้วยตาตัวเองสักครั้ง เป็นหนึ่งในประสบการณ์ที่รูปถ่ายแทนของจริงได้ยากมาก เพราะสิ่งที่ทำให้ที่นี่น่าประทับใจไม่ใช่แค่ความใหญ่ของน้ำตก แต่เป็นทั้งเสียงน้ำ ละอองน้ำ และความรู้สึกตอนยืนอยู่ตรงหน้าสายน้ำมหาศาลที่ไหลลงมาแบบไม่มีหยุด

ไม่ว่าจะเลือกชม Horseshoe Falls จากฝั่งแคนาดา ล่อง Maid of the Mist เข้าไปใกล้ ๆ หรือเดินเที่ยว Niagara Falls State Park ทางฝั่งอเมริกา แต่ละแบบก็สนุกคนละฟีล ใครกำลังจัดทริปเที่ยวแคนาดา หรือ เที่ยวอเมริกา และมีเวลาเหลือสัก 1–2 วัน ลองเพิ่ม Niagara Falls เข้าไปในแพลนได้เลย เป็นอีกหนึ่งแลนด์มาร์กที่มาไกลแล้วคุ้มแน่นอน!

อ่านต่อ:

FAQ: คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับการเที่ยวน้ำตกไนแองการ่า (Niagara Falls)

Q: ไปเที่ยวน้ำตกไนแองการ่า ต้องแต่งตัวยังไง?

A: เน้นเสื้อผ้าที่คล่องตัว แห้งไว และสวมรองเท้าที่ใส่สบายและพื้นกันลื่นเพราะต้องเดินเยอะ หากแพลนทำกิจกรรมใกล้น้ำตกควรพกซองกันน้ำสำหรับใส่โทรศัพท์/เอกสาร และเตรียมเสื้อแจ็กเก็ตกันลม/กันน้ำติดตัวไว้เพราะละอองน้ำค่อนข้างแรง

Q: ต้องทำวีซ่าอะไรบ้าง ถ้าอยากเที่ยวให้ครบทั้งสองฝั่ง?

A: ต้องมีวีซ่าท่องเที่ยวของทั้งสองประเทศ (วีซ่าแคนาดา และ วีซ่าอเมริกา) หากต้องการเดินหรือขับรถข้ามสะพาน Rainbow Bridge เนื่องจากปลายสะพานทั้งสองฝั่งมีด่านตรวจคนเข้าเมืองและยื่นตรวจหนังสือเดินทางตามกฎหมายเต็มรูปแบบ

Q: ไปเที่ยวน้ำตกไนแองการ่า มีค่าเข้าไหม และค่าใช้จ่ายประมาณเท่าไหร่?

A: การเดินชมวิวตัวน้ำตกจากจุดชมวิวสาธารณะทั้งสองฝั่ง ฟรี 24 ชั่วโมง ไม่เสียค่าเข้าอุทยาน จะมีค่าใช้จ่ายเฉพาะกิจกรรมพิเศษเพิ่มเติม (เช่น ล่องเรือ หรือ Walkway) ค่าจอดรถ และค่าธรรมเนียมเดินข้ามสะพาน Rainbow Bridge ฝั่งไปแคนาดาประมาณ $1 USD

Q: เดินทางจากสนามบินไปน้ำตกไนแองการ่ายังไง สะดวกที่สุด?

A: ฝั่งแคนาดาให้ลงสนามบิน Toronto Pearson (YYZ) แล้วต่อ Express Bus, รถไฟ GO Train หรือเช่ารถขับประมาณ 1.5–2 ชั่วโมง ส่วนฝั่งอเมริกาให้ลงสนามบิน Buffalo Niagara (BUF) แล้วต่อนั่ง Uber/Taxi เพียง 30–40 นาทีก็ถึงตัวน้ำตก

Q: เที่ยวน้ำตกไนแองการ่า ช่วงไหนดีที่สุด?

A: ช่วงเดือนพฤษภาคมถึงตุลาคมดีที่สุด เพราะอากาศอบอุ่น เดินสบาย และกิจกรรมทางน้ำเปิดให้บริการครบถ้วน โดยเฉพาะช่วงมิถุนายน–สิงหาคมบรรยากาศจะคึกคักที่สุด ส่วนกันยายน–ตุลาคมจะได้ชมวิวใบไม้เปลี่ยนสีรอบๆ

Q: มีที่จอดรถรองรับไหม ถ้าเช่ารถขับไปเอง?

A: มีลานจอดรถรองรับทั้งสองฝั่ง ฝั่งอเมริกามีลานจอดรถหลักของ Niagara Falls State Park บริเวณใกล้จุดชมวิว ส่วนฝั่งแคนาดามีลานจอดรถขนาดใหญ่บริเวณ Table Rock อาคารจอดรถของเมือง และจุดจอดตามโรงแรมต่างๆ ใกล้น้ำตก

บทความแนะนำ

รวม 15 เมืองน่าเที่ยวในประเทศจีน อัปเดตเมืองสวย จุดเช็กอิน ที่เที่ยวจีน 2026 ห้ามพลาด!

04 Aug 2026 - ใช้เวลาอ่านประมาณ 6 นาที

ปักหมุด 30 ที่เที่ยวอุดรธานี ลิสต์เดียวเที่ยวได้ทั้งทริป อัปเดตใหม่ 2026

26 Jul 2026 - ใช้เวลาอ่านประมาณ 12 นาที

สิงหาคม เที่ยวไหนดี? 20 พิกัดเที่ยวไทย-เที่ยวต่างประเทศ พาแม่เที่ยวฟินๆ [อัปเดต 2026]

25 Jul 2026 - ใช้เวลาอ่านประมาณ 7 นาที

18 ของฝากชลบุรีที่ห้ามพลาด พร้อมลิสต์แหล่งช้อปยอดนิยม [อัปเดท 2026]

30 Jun 2026 - ใช้เวลาอ่านประมาณ 4 นาที

เที่ยวคามิโคจิเดือนไหนดี? พร้อมลิสต์สถานที่น่าไปในแต่ละช่วง

26 Jun 2026 - ใช้เวลาอ่านประมาณ 3 นาที

กิจกรรมแอดเวนเจอร์ในสิงคโปร์: คู่มือสุดยอดความสนุกกลางแจ้งและเส้นทางศึกษาธรรมชาติ

23 Jun 2026 - ใช้เวลาอ่านประมาณ 1 นาที

สำรวจสิ่งที่ดีที่สุดของ Canada

Vancouver

Canada

Ontario

Canada

Toronto

Canada

Alberta

Canada
จองโรงแรม
จองตั๋วเครื่องบิน
สิ่งที่ต้องทำ
รับทราบข้อมูลใหม่ ๆ ตลอดเวลา
สมัครรับจดหมายข่าวของเรา เพื่อคำแนะนำการท่องเที่ยวและรูปแบบการใช้ชีวิตที่มากขึ้น พร้อมด้วยข้อเสนอที่น่าตื่นเต้น
สมัคร