
น้ำตกไนแองการ่า (Niagara Falls) หนึ่งในแลนด์มาร์กธรรมชาติระดับโลกที่แค่เห็นในรูปก็ว่าอลังการแล้ว แต่พอได้มายืนอยู่ตรงหน้าจริง ๆ บอกเลยว่าความรู้สึกต่างกันมาก ทั้งเสียงน้ำที่ดังสนั่น ละอองน้ำที่ลอยฟุ้งอยู่รอบตัว และสายน้ำมหาศาลที่ไหลลงจากหน้าผาแบบไม่มีพัก เป็นภาพที่ทำให้หลายคนยืนมองได้นานแบบไม่รู้เบื่อเลย
ที่น่าสนใจคือ Niagara Falls ตั้งอยู่ตรงพรมแดนระหว่างแคนาดาและสหรัฐอเมริกาพอดี เราเลยเลือกเที่ยวได้ทั้งแคนาดาและอเมริกา ซึ่งแต่ละฝั่งก็มีเสน่ห์ต่างกัน ฝั่งแคนาดาเด่นเรื่องวิวกว้าง มองเห็นน้ำตกแบบเต็ม ๆ ส่วนฝั่งอเมริกาจะได้เข้าใกล้ตัวน้ำตกมากกว่า เรียกว่าเลือกยากเหมือนกัน แต่ถ้ามีเวลาและเอกสารพร้อม เก็บสองฝั่งไปเลยคุ้มสุด!
ใครกำลังแพลนเที่ยวน้ำตกไนแองการ่า บทความนี้รวมมาให้ครบแล้ว ตั้งแต่จุดไฮไลต์ วิธีเดินทาง ช่วงไหนน่าเที่ยว กิจกรรมไหนควรลอง ไปจนถึงที่พักและทริคเล็ก ๆ ที่ช่วยให้เที่ยวสนุกขึ้น ส่วนใครยังไม่ได้จองตั๋วเครื่องบินหรือที่พักใกล้ Niagara Falls ก็สามารถเข้าไปเช็กเที่ยวบินและเลือกที่พักผ่าน Traveloka ได้เลย เตรียมทุกอย่างให้พร้อม แล้วไปว้าวกับหนึ่งในน้ำตกที่โด่งดังที่สุดในโลกกัน!
ถ้าให้นึกถึงภาพจำของน้ำตกไนแองการ่า จุดที่เด้งขึ้นมาในหัวก่อนเลยก็คงเป็น Horseshoe Falls น้ำตกขนาดใหญ่ที่โค้งเป็นรูปเกือกม้า และเป็นส่วนที่ใหญ่ที่สุดของน้ำตกไนแองการ่า โดยพื้นที่ส่วนใหญ่อยู่ทางฝั่งแคนาดา
ของจริงคืออลังการกว่าที่เห็นในรูปเยอะมาก เพราะสายน้ำมหาศาลไหลลงจากหน้าผาแบบต่อเนื่องจนเกิดเป็นละอองน้ำสีขาวฟุ้งอยู่ตลอดเวลา ยิ่งวันไหนแดดดี ๆ ยังมีโอกาสเห็นสายรุ้งพาดเหนือน้ำตกด้วย เป็นวิวที่ยืนดูเพลินจนลืมเวลาได้ง่าย ๆ เลย
ถ้าอยากชมแบบใกล้ ๆ แนะนำให้ไปบริเวณ Table Rock ซึ่งอยู่แทบชิดขอบ Horseshoe Falls ตรงนี้จะได้เห็นสายน้ำไหลลงไปด้านล่างแบบเต็มตา พร้อมได้ยินเสียงน้ำดังสนั่นอยู่ตรงหน้า ใครมาเที่ยวน้ำตกไนแองการ่า แคนาดา จุดนี้คือไฮไลท์ที่ต้องปักหมุดไว้เลย
ข้ามมาทางฝั่งสหรัฐอเมริกากันบ้างกับ American Falls อีกหนึ่งน้ำตกหลักของ Niagara Falls ที่มีเสน่ห์คนละแบบกับ Horseshoe Falls จุดเด่นคือแนวหน้าผาที่กว้างและมีก้อนหินขนาดใหญ่กระจายอยู่บริเวณฐาน ทำให้ภาพรวมดูดิบตามธรรมชาติและทรงพลังมาก
American Falls สามารถชมได้จากหลายจุดภายใน Niagara Falls State Park โดยเฉพาะ Prospect Point ที่เป็นหนึ่งในจุดยอดนิยมสำหรับชมสายน้ำขนาดใหญ่ไหลลงจากหน้าผาแบบใกล้ ๆ หรือจะเดินต่อไปยัง Goat Island และบริเวณ Luna Island ก็ได้ แต่ละจุดจะได้มุมของน้ำตกที่ต่างกันออกไป ทำให้เดินเที่ยวและแวะถ่ายรูปได้เพลินกว่าที่คิด ใครมาเที่ยวน้ำตกไนแองการ่า อเมริกา แนะนำเผื่อเวลาเดินเล่นรอบ ๆ สักหน่อย จะได้เก็บวิวสวย ๆ ให้ครบหลายมุม
อีกช่วงที่อยากให้ลองกลับมาดูคือหลังพระอาทิตย์ตก เพราะจะมีการเปิดไฟส่องตัวน้ำตกเป็นสีต่าง ๆ บรรยากาศเปลี่ยนจากความอลังการในตอนกลางวันมาเป็นวิวกลางคืนที่สวยและโรแมนติกขึ้นทันที ใครนอนค้างใกล้ แถวนี้ บอกเลยว่าอย่าเพิ่งกลับโรงแรมเร็วเกินไป!
ปิดท้ายสามน้ำตกหลักด้วย Bridal Veil Falls น้ำตกที่มีขนาดเล็กที่สุดในกลุ่ม Niagara Falls แต่กลับมีเสน่ห์ไม่แพ้อีกสองแห่งเลย เพราะสายน้ำสีขาวที่ไหลลงมาจากหน้าผาดูบางพลิ้วคล้ายผ้าคลุมหน้าของเจ้าสาว จึงกลายมาเป็นที่มาของชื่อ Bridal Veil Falls นั่นเอง
ความสนุกของจุดนี้คือเราสามารถเข้าไปชมได้ใกล้มาก โดยเฉพาะบริเวณ Luna Island ที่อยู่ระหว่าง American Falls กับ Bridal Veil Falls แต่ถ้าอยากเพิ่มความตื่นเต้นขึ้นอีกระดับ แนะนำให้ลอง Cave of the Winds หนึ่งในกิจกรรมดังของฝั่งอเมริกา ที่จะพาเราลงไปยังบริเวณ Niagara Gorge ก่อนเดินตามทางไม้เข้าไปใกล้ฐาน Bridal Veil Falls แบบสุด ๆ
ตรงนี้ไม่ได้มีแค่ยืนดูวิวสวย ๆ เท่านั้น เพราะยิ่งเดินเข้าใกล้ก็ยิ่งได้ยินเสียงน้ำดังขึ้นเรื่อย ๆ พร้อมละอองน้ำที่สาดมาแบบเต็มแรง บางจุดเปียกกันจริงจังจนเสื้อกันน้ำก็อาจช่วยได้ไม่หมด แต่ความเปียกนี่แหละคือส่วนที่สนุกที่สุด ใครอยากสัมผัสพลังของน้ำตกไนแองการ่า แบบใกล้ชิดมากกว่าการยืนมองจากด้านบน Cave of the Winds เป็นกิจกรรมที่ควรลองสักครั้ง!
สำหรับคนที่สงสัยว่าน้ำตกไนแองการ่า อยู่ที่ไหน ที่นี่ตั้งอยู่บนแม่น้ำ Niagara River ซึ่งทำหน้าที่เป็นพรมแดนธรรมชาติระหว่างรัฐ New York ของสหรัฐอเมริกา กับรัฐ Ontario ของแคนาดา ทำให้ Niagara Falls เป็นหนึ่งในไม่กี่แลนด์มาร์กที่สามารถเลือกชมได้จากสองประเทศ
แล้วไปชมน้ำตกไนแองการ่า ฝั่งไหนดี? ถ้าอยากได้วิวกว้าง ๆ เห็นน้ำตกแบบเต็มตา ฝั่งแคนาดาจะได้เปรียบกว่า เพราะมองเห็นทั้ง Horseshoe Falls และ American Falls ได้ชัด ส่วนฝั่งอเมริกาจะเด่นตรงที่ได้เดินเข้าใกล้ตัวน้ำตกมากกว่าและมีบรรยากาศธรรมชาติของ Niagara Falls State Park
การเดินทางจากโตรอนโตไป Niagara Falls ถือว่าสะดวกสบายมาก เหมาะทั้งทำเป็น Day Trip เช้าไป-เย็นกลับ หรือจะนอนค้างสักคืนก็ฟิน ระยะทางประมาณ 130 กิโลเมตร มีตัวเลือกการเดินทางที่ตอบโจทย์ทุกสไตล์
แม้จะอยู่ในรัฐ New York เหมือนกัน แต่ Niagara Falls ตั้งอยู่ทางตอนเหนือ ห่างจากใจกลาง Manhattan กว่า 600 กิโลเมตร การเดินทางจึงต้องวางแผนเรื่องเวลาให้ดี
ทำได้ และจริง ๆ แล้วน่าสนุกมากด้วย เพราะมี Rainbow Bridge ที่เชื่อม Niagara Falls ฝั่งแคนาดากับสหรัฐอเมริกา และสามารถเดินทางข้ามได้ โดยเลือกได้ว่าจะ เดินเท้า (Pedestrian Lane) หรือ ขับรถข้าม (Vehicle Lane) โดยทางเดินเท้าเปิดตลอด 24 ชั่วโมง
การตรวจคนเข้าเมือง
บริเวณปลายสะพานทั้งสองฝั่งมีด่านตรวจคนเข้าเมือง (Border Control/Customs) มีเจ้าหน้าที่ตรวจหนังสือเดินทางและวีซ่าจริง ไม่สามารถเดินไป-กลับโดยไม่ผ่านด่านได้
ค่าธรรมเนียมผ่านทาง (Pedestrian Toll):
การเดินเท้าข้ามสะพานจากฝั่งสหรัฐอเมริกาไปแคนาดา มีค่าธรรมเนียมเดินผ่านประตูหมุน (Turnstile) ประมาณ 1.00 USD (เตรียมเหรียญ หรือแตะบัตรเครดิต/เดบิตแบบ Contactless ได้) ส่วนขาข้ามกลับจากแคนาดาเข้าอเมริกาไม่ต้องเสียเงิน
เอกสารเข้าประเทศที่ต้องระวัง (นอกจากวีซ่า):
ช่วงที่เหมาะกับการเที่ยวน้ำตกไนแองการ่ามากที่สุดคือประมาณเดือนพฤษภาคม–ตุลาคม เพราะอากาศค่อนข้างดี เดินเที่ยวสนุก และกิจกรรมกลางแจ้งรวมถึงเรือล่องน้ำตกเปิดให้บริการเยอะ โดยเฉพาะช่วงมิถุนายน–สิงหาคมที่บรรยากาศคึกคักที่สุด
แต่ทั้งนี้ ที่นี่ก็สามารถเที่ยวได้ทุกช่วง เพียงแค่บรรยากาศจะแตกต่างกันไปตามฤดูกาล ตามนี้เลย
มาเที่ยวน้ำตกไนแองการ่าทั้งที ถ้ามีเวลาแนะนำให้นอนค้างสัก 1–2 คืน จะได้ไม่ต้องรีบเก็บทุกอย่างในวันเดียว แถมยังมีเวลาอยู่ดูไฟประดับน้ำตกตอนกลางคืน แล้วตื่นมาเที่ยวต่อแบบชิล ๆ ในวันรุ่งขึ้นด้วย
ส่วนการเลือก ที่พัก แนะนำให้เลือกตามฝั่งที่วางแผนเที่ยวเป็นหลัก เพราะทั้งแคนาดาและอเมริกามีโรงแรมทำเลดีที่อยู่ใกล้น้ำตกและสถานที่เที่ยวสำคัญ รอบนี้เราเลยคัดมาให้ฝั่งละ 2 แห่ง เน้นพักสบาย โลเคชันสะดวก และเดินทางไปเที่ยวน้ำตกได้ง่าย ตามนี้เลย
จุดขายของ Niagara Falls Marriott on the Falls ต้องยกให้เรื่องวิวเลย เพราะโรงแรมเป็นอาคารสูงในย่าน Fallsview และมีห้องพักหลายประเภทที่มองเห็น Niagara Falls ได้จากมุมสูง ยิ่งได้ห้องฝั่ง Fallsview ก็สามารถนั่งชมวิวได้ตั้งแต่เช้าจนถึงช่วงค่ำที่น้ำตกเปิดไฟ เรียกว่าแค่พักอยู่ในห้องก็ยังรู้สึกว่าได้มาเที่ยว Niagara Falls เต็ม ๆ แถมโลเคชันยังอยู่ทางฝั่ง Horseshoe Falls ใกล้กับโซน Table Rock และจุดทำกิจกรรมยอดนิยมอย่าง Journey Behind the Falls เหมาะกับคนที่ตั้งใจมาน้ำตกไนแองการ่า แคนาดาเป็นหลัก และอยากได้โรงแรมที่ช่วยเพิ่มวิวสวย ๆ ให้กลายเป็นอีกหนึ่งไฮไลต์ของทริปไปเลย
ถ้าชอบโรงแรมใหญ่ที่มีอะไรให้ครบในที่เดียว Hilton Niagara Falls/Fallsview Hotel and Suites จะตอบโจทย์ที่สุด! เพราะนอกจากมีห้องพักให้เลือกหลายแบบแล้ว ภายในยังมีร้านอาหารและสิ่งอำนวยความสะดวกค่อนข้างครบ แถมเชื่อมกับ Fallsview Casino Resort ผ่านทางเดินในร่มอีกด้วย วันไหนอากาศหนาวหรือฝนตกก็ยังหาของกินและเดินเล่นต่อได้โดยไม่ต้องออกไปข้างนอกตลอดเวลา อีกหนึ่งไฮไลต์คือห้องพักบางประเภทสามารถมองเห็นน้ำตกจากห้องพักได้เลยด้วย เหมาะกับครอบครัว กลุ่มเพื่อน หรือคนที่อยากพักโรงแรมใหญ่แบบสะดวกครบ ๆ แล้วใช้ที่นี่เป็นฐานสำหรับเที่ยวหลายวัน
สำหรับสายเที่ยวที่คิดว่า “โรงแรมเอาไว้นอน ส่วนเวลาและงบขอเอาไปลงกับกิจกรรมดีกว่า” Wingate By Wyndham Niagara Falls น่าจะเข้าทางที่สุด เพราะเป็นที่พักที่เน้นความคุ้มและใช้งานง่าย แถมอยู่ไม่ไกลจาก Niagara Falls State Park ทำให้ตอนเช้าสามารถออกไปเริ่มเที่ยวฝั่งอเมริกาได้เลย เหมาะมากกับคนที่มีแพลนแน่น ๆ ตั้งแต่เดินชม American Falls ไปจนถึงขึ้น Maid of the Mist หรือเล่น Cave of the Winds แล้วกลับมาพักตอนเย็น ไม่จำเป็นต้องจ่ายเพิ่มเพื่อห้องวิวอลังการ แต่ยังได้ทำเลที่ช่วยให้เที่ยวน้ำตกไนแองการ่าได้ง่ายและประหยัดเวลาเดินทาง
DoubleTree by Hilton Niagara Falls New York ให้อารมณ์ต่างจากอีกสามแห่งตรงบรรยากาศริม Niagara River ที่ทั้งสงบและเหมาะกับการพักผ่อนมากกว่าโซนท่องเที่ยวที่คึกคัก ตัวโรงแรมตั้งอยู่ริมแม่น้ำ และห้องพักบางประเภทมีวิว Niagara River ให้ชมจากในห้อง เหมาะกับคนที่อยากกลับมาพักแบบชิล ๆ หลังเจอทั้งเสียงน้ำและกิจกรรมสนุก ๆ มาทั้งวัน ขณะเดียวกันก็ไม่ได้อยู่ไกลจนเที่ยวลำบาก เพราะยังสามารถเดินทางไป Niagara Falls State Park และแลนด์มาร์กสำคัญของฝั่งอเมริกาได้สะดวก ที่นี่จึงเหมาะกับคู่รักหรือครอบครัวที่อยากได้ที่พักที่บรรยากาศดีขึ้นมาหน่อย เน้นพักผ่อนจริงจัง แต่ยังออกไปเที่ยวและทำกิจกรรมรอบน้ำตกได้ง่าย
การได้มาเห็นน้ำตกไนแองการ่าด้วยตาตัวเองสักครั้ง เป็นหนึ่งในประสบการณ์ที่รูปถ่ายแทนของจริงได้ยากมาก เพราะสิ่งที่ทำให้ที่นี่น่าประทับใจไม่ใช่แค่ความใหญ่ของน้ำตก แต่เป็นทั้งเสียงน้ำ ละอองน้ำ และความรู้สึกตอนยืนอยู่ตรงหน้าสายน้ำมหาศาลที่ไหลลงมาแบบไม่มีหยุด
ไม่ว่าจะเลือกชม Horseshoe Falls จากฝั่งแคนาดา ล่อง Maid of the Mist เข้าไปใกล้ ๆ หรือเดินเที่ยว Niagara Falls State Park ทางฝั่งอเมริกา แต่ละแบบก็สนุกคนละฟีล ใครกำลังจัดทริปเที่ยวแคนาดา หรือ เที่ยวอเมริกา และมีเวลาเหลือสัก 1–2 วัน ลองเพิ่ม Niagara Falls เข้าไปในแพลนได้เลย เป็นอีกหนึ่งแลนด์มาร์กที่มาไกลแล้วคุ้มแน่นอน!
อ่านต่อ:
Q: ไปเที่ยวน้ำตกไนแองการ่า ต้องแต่งตัวยังไง?
A: เน้นเสื้อผ้าที่คล่องตัว แห้งไว และสวมรองเท้าที่ใส่สบายและพื้นกันลื่นเพราะต้องเดินเยอะ หากแพลนทำกิจกรรมใกล้น้ำตกควรพกซองกันน้ำสำหรับใส่โทรศัพท์/เอกสาร และเตรียมเสื้อแจ็กเก็ตกันลม/กันน้ำติดตัวไว้เพราะละอองน้ำค่อนข้างแรง
Q: ต้องทำวีซ่าอะไรบ้าง ถ้าอยากเที่ยวให้ครบทั้งสองฝั่ง?
A: ต้องมีวีซ่าท่องเที่ยวของทั้งสองประเทศ (วีซ่าแคนาดา และ วีซ่าอเมริกา) หากต้องการเดินหรือขับรถข้ามสะพาน Rainbow Bridge เนื่องจากปลายสะพานทั้งสองฝั่งมีด่านตรวจคนเข้าเมืองและยื่นตรวจหนังสือเดินทางตามกฎหมายเต็มรูปแบบ
Q: ไปเที่ยวน้ำตกไนแองการ่า มีค่าเข้าไหม และค่าใช้จ่ายประมาณเท่าไหร่?
A: การเดินชมวิวตัวน้ำตกจากจุดชมวิวสาธารณะทั้งสองฝั่ง ฟรี 24 ชั่วโมง ไม่เสียค่าเข้าอุทยาน จะมีค่าใช้จ่ายเฉพาะกิจกรรมพิเศษเพิ่มเติม (เช่น ล่องเรือ หรือ Walkway) ค่าจอดรถ และค่าธรรมเนียมเดินข้ามสะพาน Rainbow Bridge ฝั่งไปแคนาดาประมาณ $1 USD
Q: เดินทางจากสนามบินไปน้ำตกไนแองการ่ายังไง สะดวกที่สุด?
A: ฝั่งแคนาดาให้ลงสนามบิน Toronto Pearson (YYZ) แล้วต่อ Express Bus, รถไฟ GO Train หรือเช่ารถขับประมาณ 1.5–2 ชั่วโมง ส่วนฝั่งอเมริกาให้ลงสนามบิน Buffalo Niagara (BUF) แล้วต่อนั่ง Uber/Taxi เพียง 30–40 นาทีก็ถึงตัวน้ำตก
Q: เที่ยวน้ำตกไนแองการ่า ช่วงไหนดีที่สุด?
A: ช่วงเดือนพฤษภาคมถึงตุลาคมดีที่สุด เพราะอากาศอบอุ่น เดินสบาย และกิจกรรมทางน้ำเปิดให้บริการครบถ้วน โดยเฉพาะช่วงมิถุนายน–สิงหาคมบรรยากาศจะคึกคักที่สุด ส่วนกันยายน–ตุลาคมจะได้ชมวิวใบไม้เปลี่ยนสีรอบๆ
Q: มีที่จอดรถรองรับไหม ถ้าเช่ารถขับไปเอง?
A: มีลานจอดรถรองรับทั้งสองฝั่ง ฝั่งอเมริกามีลานจอดรถหลักของ Niagara Falls State Park บริเวณใกล้จุดชมวิว ส่วนฝั่งแคนาดามีลานจอดรถขนาดใหญ่บริเวณ Table Rock อาคารจอดรถของเมือง และจุดจอดตามโรงแรมต่างๆ ใกล้น้ำตก






