
โพรวองซ์ (Provence) เมืองทางตอนใต้ของฝรั่งเศสที่แค่พูดชื่อ หลายคนน่าจะนึกถึงภาพ ทุ่งลาเวนเดอร์สีม่วงสุดลูกหูลูกตา บ้านหินหลังเล็ก ๆ บนเนินเขา ถนนชนบทสวย ๆ และบรรยากาศโรแมนติกแบบฝรั่งเศสแท้ ๆ ขึ้นมาทันที แต่บอกเลยว่าเสน่ห์ของที่นี่ไม่ได้มีแค่ลาเวนเดอร์นะ! เพราะยังมีทั้งเมืองเก่า หมู่บ้านน่ารัก ทะเลเมดิเตอร์เรเนียนสีฟ้าใส คาเฟ่ชิล ๆ และตลาดท้องถิ่นที่เดินเพลินจนเผลอใช้เวลาไปครึ่งวันได้เลย
ใครชอบทริปแบบค่อย ๆ เที่ยว ไม่ต้องรีบมาก เลือกมาเที่ยวโพรวองซ์ คือเหมาะสุด ๆ จะขับรถ Road Trip ไล่เก็บหมู่บ้านสวยอย่าง Gordes และ Roussillon แวะเมืองดังอย่าง Avignon, Arles และ Aix-en-Provence หรือออกไปชมธรรมชาติอลังการที่ Gorges du Verdon และทะเลสวย ๆ แถว Cassis ก็จัดแพลนรวมกันได้แบบสนุกมาก
บทความนี้ Traveloka เลยรวม 15 ที่เที่ยวโพรวองซ์ ที่น่าไปมาให้แบบจุใจ พร้อมพิกัด เวลาเปิด-ปิด ค่าเข้าชม วิธีเดินทาง ที่พักแนะนำ และช่วงเวลาน่าเที่ยว ใครอ่านแล้วเริ่มใจลอยไปฝรั่งเศส ก็สามารถจองตั๋วเครื่องบินและที่พักผ่าน Traveloka ได้เลย จัดทริปให้พร้อม แล้วไปตะลุยโพรวองซ์ กัน!
Sat, 12 Sep 2026

Aircalin
กรุงเทพ (BKK) ไป ปารีส (CDG)
เริ่มจาก THB 15,006.29
Sat, 19 Sep 2026

Aircalin
กรุงเทพ (BKK) ไป ปารีส (CDG)
เริ่มจาก THB 15,252.52
Wed, 16 Sep 2026

Thai Airways
กรุงเทพ (BKK) ไป ปารีส (CDG)
เริ่มจาก THB 16,648.81
เปิดลิสต์ด้วยแลนด์มาร์กที่เรียกว่าเป็นภาพจำของโพรวองซ์เลยก็ว่าได้ กับ ทุ่งลาเวนเดอร์วาล็องโซล (Valensole Plateau) ที่พอเข้าสู่ช่วงหน้าร้อน พื้นที่กว้าง ๆ บริเวณนี้จะถูกแต่งแต้มด้วยสีม่วงของลาเวนเดอร์สลับกับสีทองของทุ่งข้าวสาลี มองไปไกลสุดสายตาแล้วสวยเหมือนหลุดเข้าไปอยู่ในโปสการ์ดไม่เกินจริง โดยพื้นที่ราบสูง Valensole มีขนาดประมาณ 800 ตารางกิโลเมตร และเป็นพื้นที่สำคัญสำหรับการปลูกลาเวนเดอร์และธัญพืชของภูมิภาค
ใครตั้งใจมาเก็บภาพทุ่งลาเวนเดอร์โพรวองซ์แบบสีม่วงแน่น ๆ แนะนำให้เล็งช่วง ปลายเดือนมิถุนายน–กรกฎาคม เอาไว้เลย โดยช่วงเวลาบานจริงอาจเร็วหรือช้าต่างกันในแต่ละปีตามสภาพอากาศ ส่วนช่วงที่ถ่ายรูปสวย แนะนำมาเช้าหน่อยหรือรอช่วงเย็นก่อนพระอาทิตย์ตก แสงจะนุ่ม อากาศไม่ร้อนมาก แถมได้บรรยากาศโรแมนติกขึ้นอีกหลายเท่า
รอบ ๆ Valensole ยังมีร้านและฟาร์มท้องถิ่นให้แวะซื้อผลิตภัณฑ์กลับบ้าน ทั้งน้ำมันหอมระเหย สบู่ น้ำผึ้งลาเวนเดอร์ และของฝากต่าง ๆ ใครขับรถมาเองก็เที่ยวสะดวกมาก แต่อย่าจอดรถริมถนนแบบสุ่ม ๆ หรือเดินเข้าไปเหยียบต้นลาเวนเดอร์เพื่อถ่ายรูปนะ เพราะพื้นที่ส่วนใหญ่เป็นไร่ของเกษตรกร และทางการท้องถิ่นเองก็แนะนำให้หาจุดจอดที่ปลอดภัยก่อนลงไปชมวิว
Google Maps: https://maps.app.goo.gl/QFjJGJQ4XnGjFQYe6
เวลาเปิด-ปิด: พื้นที่ทุ่งกลางแจ้งเที่ยวชมได้ตลอดวัน
ค่าเข้าชม: ฟรี (ฟาร์มหรือกิจกรรมบางแห่งอาจมีค่าใช้จ่ายเพิ่มเติม)
จากทุ่งลาเวนเดอร์สีม่วง ลองเปลี่ยนบรรยากาศมาชมหมู่บ้านบนเนินเขากันที่ เมืองกอร์ดส์ (Gordes) หนึ่งในหมู่บ้านที่สวยและมีชื่อเสียงที่สุดของฝรั่งเศส ตัวเมืองตั้งอยู่บนโขดหินบริเวณเทือกเขา Vaucluse หันหน้าออกไปทาง Luberon จึงได้วิวชนบทกว้าง ๆ เป็นฉากหลังแบบที่เห็นแล้วต้องหยิบกล้องขึ้นมาถ่ายตั้งแต่ยังไม่ทันเข้าเมืองเลย
เสน่ห์ของ Gordes คือบ้านหินสีครีมอมทองที่สร้างเรียงลดหลั่นกันไปตามเนินเขา พอเดินเข้าไปด้านในก็จะเจอกับถนนหินเล็ก ๆ ซอกซอยเก่า บ้านสไตล์ Provençal คาเฟ่ ร้านอาหาร และร้านขายของท้องถิ่นซ่อนอยู่ตามมุมต่าง ๆ ไม่ต้องมีแพลนแน่นมากก็เที่ยวสนุก เพราะแค่เดินไปเรื่อย ๆ ก็เจอมุมถ่ายรูปสวยตลอดทาง
ส่วนใครอยากได้รูป Gordes แบบที่เห็นทั้งหมู่บ้าน แนะนำแวะ Gordes Viewpoint บนถนนก่อนเข้าเมือง มุมนี้จะเห็นบ้านหินเรียงตัวอยู่บนเนินเขาแบบเต็ม ๆ พร้อมวิว Luberon ด้านหลัง ยิ่งมาช่วงเช้าหรือก่อนพระอาทิตย์ตก แสงส่องกระทบบ้านหินจนเป็นสีทองสวยมาก เป็นอีกหนึ่งมุมที่ไม่ควรพลาดเวลาเที่ยวโพรวองซ์เลย
Google Maps:
เวลาเปิด-ปิด: เที่ยวชมตัวเมืองได้ตลอดวัน
ไหน ๆ มา Gordes แล้ว ขับรถต่อออกมาอีกนิดก็จะเจอกับ อารามเซน็องก์ (Abbaye Notre-Dame de Sénanque) อีกหนึ่งแลนด์มาร์กสุดคลาสสิกของโพรวองซ์ ที่หลายคนน่าจะเคยเห็นผ่านภาพถ่ายกันมาบ้าง เพราะด้านหน้าอารามมีทุ่งลาเวนเดอร์เรียงเป็นแถว โดยมีอาคารหินเก่าแก่ตั้งอยู่ด้านหลัง เป็นองค์ประกอบที่เรียบง่ายแต่สวยม้ากกก
อารามแห่งนี้มีประวัติย้อนกลับไปถึงศตวรรษที่ 12 และยังคงเป็นชุมชนทางศาสนาจนถึงปัจจุบัน เพราะฉะนั้นบรรยากาศด้านในจะค่อนข้างสงบ ใครอยากทำความรู้จักสถานที่มากขึ้นสามารถเลือกเข้าชมแบบมีไกด์ หรือเที่ยวด้วยตัวเองพร้อม HistoPad ได้ โดยใช้เวลาประมาณ 1 ชั่วโมง
ถ้ามาช่วงลาเวนเดอร์บาน ภาพของดอกไม้สีม่วงที่อยู่ด้านหน้าอาคารหินจะยิ่งสวยเป็นพิเศษ และก่อนกลับยังสามารถแวะร้านของอาราม ซื้อสบู่ลาเวนเดอร์ น้ำผึ้ง และผลิตภัณฑ์ท้องถิ่นติดไม้ติดมือกลับไปเป็นของฝากได้ด้วย
Google Maps: https://maps.app.goo.gl/qHzcqgKWJA1kj9FN7
เวลาเปิด-ปิด: เปิดตลอดปี แต่เวลาเข้าชมแตกต่างกันในแต่ละวัน และปิดช่วงเช้าวันอาทิตย์เพื่อประกอบพิธีทางศาสนา แนะนำเช็กตารางก่อนเดินทาง
ค่าเข้าชม:
ถ้าคิดว่าที่เที่ยวโพรวองซ์ จะมีแต่บ้านหินสีครีมกับทุ่งลาเวนเดอร์ ลองมา เมือง Roussillon แล้วจะได้เห็น โพรวองซ์ ในอีกมุมเลย เพราะหมู่บ้านแห่งนี้โดดเด่นด้วยสีส้ม แดง เหลือง และชมพูจากแร่ โอเคอร์ (Ochre) ในพื้นที่ ทำให้บ้านเรือนทั้งเมืองเต็มไปด้วยโทนสีอบอุ่น ดูสดใสและมีเอกลักษณ์ไม่เหมือนหมู่บ้านอื่น ๆ
แค่เดินเล่นในตัวเมืองก็เพลินแล้ว เพราะมีทั้งตรอกเล็ก ๆ บ้านสีสวย คาเฟ่ ร้านขายงานคราฟต์ และจุดชมวิวให้แวะถ่ายรูป แต่ไฮไลท์ที่อยากให้เผื่อเวลาไว้คือ Sentier des Ocres เส้นทางเดินศึกษาธรรมชาติที่พาเข้าไปชมหน้าผาและชั้นดินโอเคอร์สีส้มแดงแบบใกล้ ๆ บางมุมดูคล้ายแกรนด์แคนยอนขนาดย่อมเลย
เส้นทางเดินไม่ได้ยาวจนเหนื่อยเกินไป จึงเหมาะกับการแวะเที่ยวระหว่าง Road Trip มาก ๆ แต่แนะนำใส่รองเท้าที่พร้อมเลอะนิดหนึ่ง เพราะฝุ่นโอเคอร์สามารถติดรองเท้าและเสื้อผ้าได้ง่าย ใครจัดแพลนเที่ยว Gordes ในช่วงเช้า ก็สามารถต่อ Roussillon ในช่วงบ่ายได้แบบกำลังดี
Google Maps:
เวลาเปิด-ปิด:
ค่าเข้าชม:
สายธรรมชาติเตรียมว้าวได้เลย เพราะ Gorges du Verdon คือหนึ่งในสถานที่ที่วิวอลังการที่สุดของทริปเที่ยวโพรวองซ์ ที่นี่เป็นหน้าผาหินปูนขนาดใหญ่ยักษ์ที่ถูกแม่น้ำ Verdon กัดเซาะจนกลายเป็นหุบเขายาวเกือบ 25 กิโลเมตร มีสายน้ำสีฟ้าอมเขียวไหลอยู่ด้านล่าง จนได้รับการพูดถึงว่าเป็นหนึ่งในแคนยอนที่ใหญ่ที่สุดของยุโรป
กิจกรรมยอดฮิตที่เห็นแล้วอยากกระโดดลงเรือทันที คือการเช่าเรือถีบ คายัก หรือเรือไฟฟ้าจากบริเวณ Lake Sainte-Croix แล้วพายเข้าไปตรงปากหุบเขา จะได้เห็นหน้าผาสูงอยู่สองฝั่งพร้อมน้ำสีเทอร์ควอยซ์ตรงหน้า ยิ่งวันที่แดดดี น้ำจะยิ่งเป็นสีฟ้าสวยมาก ส่วนใครไม่อยากลงน้ำก็สามารถขับรถตามเส้นทางชมวิว แวะจุดอย่าง Point Sublime หรือ Route des Crêtes ได้เหมือนกัน
ถ้าเป็นสายลุย ที่นี่ยังมีกิจกรรมให้เลือกอีกเพียบ ตั้งแต่ ไฮกิ้ง ปั่นจักรยาน ปีนผา ไปจนถึงกิจกรรมทางน้ำแบบมีไกด์ เรียกว่าถ้าอยากพักจากการเดินชมหมู่บ้านสวย ๆ แล้วเพิ่มความแอดเวนเจอร์ให้ทริปโพรวองซ์ สักวัน Gorges du Verdon ตอบโจทย์มาก
แนะนำให้เผื่อเวลาอย่างน้อยหนึ่งวันเต็ม เพราะพื้นที่ค่อนข้างใหญ่ และถ้ามาช่วงหน้าร้อนควรออกเดินทางตั้งแต่เช้า จะได้มีเวลาเที่ยวแบบไม่ต้องรีบ ส่วนใครตั้งใจลงเล่นน้ำ ก็ควรระวังกันสักหน่อย เพราะเขามีข้อห้ามสำคัญคือห้ามลงเล่นน้ำในลำน้ำภายในช่องเขาเพื่อความปลอดภัยน้า
Google Maps: https://maps.app.goo.gl/rts2PH1P6wrQpodW6
เวลาเปิด-ปิด:
ค่าเข้าชม: ฟรี (ค่าเช่าเรือถีบ/คายัค คิดแยกตามผู้ให้บริการ เริ่มต้นประมาณ 20–40 ยูโร/ชั่วโมง)
ถ้าอยากสลับจากธรรมชาติมาเดินเล่นท่ามกลางเมืองเก่าที่เต็มไปด้วยเรื่องราวทางประวัติศาสตร์ ต้องปักหมุด เมือง Avignon ไว้เลย เมืองสวยริมแม่น้ำ Rhône แห่งนี้เคยเป็นศูนย์กลางสำคัญของศาสนจักรคาทอลิกในช่วงศตวรรษที่ 14 และปัจจุบันย่านประวัติศาสตร์ของเมืองก็ได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกจาก UNESCO ด้วย
แลนด์มาร์กที่มาแล้วห้ามพลาดคือ Palais des Papes หรือพระราชวังพระสันตะปาปา อาคารสไตล์โกธิกขนาดใหญ่ที่ตั้งโดดเด่นอยู่กลางเมืองเก่า และถือเป็นหนึ่งในพระราชวังโกธิกยุคกลางที่ใหญ่ที่สุดในยุโรป ภายในมีทั้งห้องโถง ห้องประกอบพิธี และพื้นที่ประวัติศาสตร์ให้เดินชม ใครชอบเรื่องราวยุโรปยุคกลางน่าจะใช้เวลาอยู่ตรงนี้ได้เป็นชั่วโมงเลย
จากพระราชวังสามารถเดินต่อไปยัง Pont Saint-Bénézet หรือที่หลายคนรู้จักในชื่อ Pont d'Avignon สะพานเก่าแก่ที่ปัจจุบันเหลือเพียงบางส่วนทอดออกไปกลางแม่น้ำ Rhône จากนั้นค่อยกลับมาเดินเล่นตามตรอกในเมืองเก่า หาอาหารอร่อย ๆ หรือแวะนั่งคาเฟ่แถว Place de l'Horloge ก็ได้ฟีลเที่ยวโพรวองซ์แบบสบาย ๆ ไปอีกแบบ
Google Maps:
เวลาเปิด-ปิด:
ค่าเข้าชม:
ถ้าอยากสัมผัสบรรยากาศโพรวองซ์แบบชิล ๆ เดินเล่นได้ทั้งวัน มีคาเฟ่น่านั่ง ร้านค้า และสถาปัตยกรรมสวย ๆ อยู่รอบตัว เมือง Aix-en-Provence คือเมืองที่น่าแวะอีกเมืองเลย เพราะบรรยากาศมีชีวิตชีวา แต่ก็ยังคงความโรแมนติกแบบเมืองทางตอนใต้ของฝรั่งเศสเอาไว้เต็ม ๆ
จุดที่เหมาะสำหรับเริ่มเดินเที่ยวคือ Cours Mirabeau ถนนสายหลักที่มีต้นไม้ใหญ่เรียงรายตลอดสองฝั่ง พร้อมอาคารเก่า คาเฟ่ ร้านอาหาร และน้ำพุสวย ๆ กระจายอยู่รอบเมือง เดินต่อเข้าไปในย่านเมืองเก่าก็จะเจอตรอกเล็กตรอกน้อย ตลาดท้องถิ่น และจัตุรัสน่ารัก ๆ ที่ชวนให้หยุดถ่ายรูปอยู่เรื่อย ๆ
Aix-en-Provence ยังเป็นเมืองที่มีความผูกพันกับ Paul Cézanne ศิลปินชาวฝรั่งเศสชื่อดังซึ่งเกิดและใช้ชีวิตอยู่ที่นี่ ใครเป็นสายอาร์ตสามารถตามรอย Atelier des Lauves (ห้องทำงานของ Cézanne) ได้ หรือจะแค่เลือกคาเฟ่สักร้าน นั่งจิบกาแฟแล้วมองผู้คนเดินผ่านไปมาก็เพลินไม่แพ้กัน ถือเป็นเมืองที่เหมาะมากสำหรับพักสัก 1–2 คืน และใช้เป็นฐานออกไปเที่ยวที่เที่ยวโพรวองซ์รอบ ๆ
Google Maps:
เวลาเปิด-ปิด:
ค่าเข้าชม:
ใครชอบทั้งประวัติศาสตร์และงานศิลปะ เมือง Arles น่าจะกลายเป็นหนึ่งในเมืองโปรดของทริปนี้ได้ไม่ยาก เพราะที่นี่มีเรื่องราวยาวนานมาตั้งแต่ยุคโรมัน และยังเป็นเมืองที่ Vincent van Gogh เคยอาศัยอยู่ในช่วงปลายศตวรรษที่ 19 จนกลายเป็นแรงบันดาลใจให้กับผลงานชื่อดังหลายชิ้น
ไฮไลท์สำคัญคือ Arles Amphitheatre สนามกีฬาโรมันโบราณที่สร้างขึ้นในช่วงปลายคริสต์ศตวรรษที่ 1 และยังคงได้รับการอนุรักษ์ไว้อย่างดี เดินเข้าไปด้านในจะได้เห็นทั้งอัฒจันทร์ ทางเดินหิน และโครงสร้างขนาดใหญ่ที่ทำให้นึกภาพตามได้เลยว่าเมื่อเกือบ 2,000 ปีก่อนสถานที่แห่งนี้คึกคักขนาดไหน
ส่วนสายอาร์ตก็สามารถไปเดินตามรอย Van Gogh ไปตามจุดต่าง ๆ ในเมือง เช่น Place du Forum และสวนของโรงพยาบาลเก่าที่ปัจจุบันคือ Espace Van Gogh หลายมุมยังคงมีบรรยากาศคล้ายกับที่ปรากฏในภาพวาดของเขา ทำให้การเดินเที่ยว Arles สนุกเหมือนกำลังตามหาฉากจากงานศิลปะไปด้วยเลย
Google Maps:
เวลาเปิด-ปิด:
ค่าเข้าชม:
อุทยานแห่งชาติ Calanques National Park
เที่ยวหมู่บ้านกับเมืองเก่ามาหลายแห่งแล้ว ได้เวลาลงไปเจอทะเลเมดิเตอร์เรเนียนกันบ้าง! เมือง Cassis เป็นเมืองท่าตากอากาศเล็ก ๆ ที่มีเสน่ห์มาก ทั้งบ้านเรือนสีพาสเทล เรือหลากสีที่จอดเรียงอยู่ในท่า และร้านอาหารทะเลกับคาเฟ่ที่เรียงรายอยู่ริมน้ำ แค่มานั่งกินมื้อกลางวันช้า ๆ รับลมทะเลก็รู้สึกเหมือนได้พักจริง ๆ แล้ว
แต่พระเอกของบริเวณนี้ต้องยกให้ Calanques National Park ที่ขึ้นชื่อเรื่องอ่าวแคบ ๆ ซึ่งถูกโอบล้อมด้วยหน้าผาหินปูนสีขาว ตัดกับน้ำทะเลสีฟ้าใสแบบเห็นแล้วอยากกระโดดลงไปเล่นทันที จุดดังมีทั้ง Port-Miou, Port-Pin และ En-Vau แต่ละแห่งมีเสน่ห์ต่างกัน และบางจุดต้องเดินไฮกิ้งเข้าไปจึงจะได้เห็นวิวแบบเต็ม ๆ
ถ้าไม่อยากเดินเยอะ วิธีง่ายและชิลที่สุดคือ นั่งเรือจากท่าเรือ Cassis ออกไปชม Calanques จากทะเล จะเลือกทริปสั้น ๆ ชมไม่กี่อ่าว หรือเที่ยวหลาย Calanques ต่อกันก็ได้ ส่วนสายแอดเวนเจอร์สามารถเลือกเดิน Hiking พายคายัก หรือเล่นน้ำตามจุดที่อนุญาตได้
ช่วงหน้าร้อนต้องวางแผนเพิ่มนิดหนึ่ง เพราะอุทยานอาจจำกัดหรือปิดการเข้าถึงบางพื้นที่ตามระดับความเสี่ยงไฟป่า และบางจุดอย่าง Sugiton มีระบบจองในวันที่กำหนด เพราะฉะนั้นควรเช็กประกาศของอุทยานในวันก่อนเดินทาง จะได้ไม่ไปถึงแล้วต้องเปลี่ยนแพลนกะทันหัน
Google Maps:
เวลาเปิด-ปิด:
ค่าเข้าชม:
มาถึงอีกหนึ่งแลนด์มาร์กที่เห็นของจริงแล้วน่าจะมีคำถามว่า “คนเมื่อ 2,000 ปีก่อนสร้างได้ยังไง?” กับ สะพานส่งน้ำ Pont du Gard สะพานส่งน้ำโรมันโบราณขนาดใหญ่ที่พาดผ่านแม่น้ำ Gardon และได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกจาก UNESCO
สะพาน Pont du Gard สร้างขึ้นในคริสต์ศตวรรษที่ 1 เพื่อเป็นส่วนหนึ่งของระบบส่งน้ำไปยังเมือง Nîmes ตัวสะพานสูงเกือบ 50 เมตร และประกอบด้วยซุ้มโค้งเรียงซ้อนกันถึง 3 ชั้น จุดที่น่าทึ่งคือโครงสร้างหลักสร้างจากบล็อกหินปูนขนาดใหญ่ที่ประกอบเข้าหากันอย่างแม่นยำ โดยเฉพาะชั้นล่างที่ใช้ก้อนหินขนาดใหญ่และวางซ้อนกันได้โดยไม่ต้องใช้ปูนก่อหรือตัวยึดประสานเหมือนงานก่อสร้างในปัจจุบัน
นอกจากเดินชมตัวสะพานแล้ว รอบ ๆ ยังมีเส้นทางเดินธรรมชาติ จุดชมวิว พิพิธภัณฑ์และศูนย์เรียนรู้ปงดูการ์ (Musée du Pont du Gard) ที่มีทั้งโซนแสดงประวัติศาสตร์ โรงภาพยนตร์ โซนกิจกรรมสำหรับครอบครัว และนิทรรศการหมุนเวียนตลอดปี รวมถึงพื้นที่ริมแม่น้ำให้แวะพักผ่อน ยิ่งถ้ามาช่วงหน้าร้อน บรรยากาศจะคึกคักเป็นพิเศษ เพราะมีทั้งชาวเมืองและนักท่องเที่ยวมาปิคนิคและลงเล่นน้ำกัน ถือเป็นที่เที่ยวโพรวองซ์ ที่ได้เสพทั้งประวัติศาสตร์และซึมซับธรรมชาติไปพร้อมกันเลย
ถ้าใครมีเวลา แนะนำอยู่จนถึงช่วงเย็น เพราะแสงอาทิตย์ที่ตกกระทบกับสะพานหินและแม่น้ำด้านล่างทำให้ Pont du Gard สวยขึ้นไปอีกแบบ เป็นอีกหนึ่งจุดที่สายถ่ายรูปน่าจะถูกใจมาก
Google Maps: https://maps.app.goo.gl/QimdMRiXQgUw7V9v9
เวลาเปิด-ปิด:
ค่าเข้าชม:
Credit: lesbauxdeprovence.com
ใครชอบหมู่บ้านบนเขาที่ได้ทั้งวิวสวยและกลิ่นอายประวัติศาสตร์ ต้องแวะ เมือง Les Baux-de-Provence อีกหนึ่งที่เที่ยวโพรวองซ์ที่มีเสน่ห์ไม่เหมือนใคร เพราะตัวหมู่บ้านตั้งอยู่บนสันเขาหินปูนสูงของเทือกเขา Alpilles มองลงไปด้านล่างจะเห็นทั้งไร่องุ่น สวนมะกอก และชนบทของโพรวองซ์กว้างสุดสายตา
พอเข้ามาในหมู่บ้านก็เดินเที่ยวได้เพลิน ๆ เพราะมีทั้งตรอกหิน บ้านเก่า ร้านอาหาร คาเฟ่ และร้านขายของท้องถิ่นเรียงรายอยู่ตลอดทาง ส่วนด้านบนสุดคือ Château des Baux-de-Provence ซากปราสาทและป้อมปราการเก่าแก่ที่สามารถเดินขึ้นไปชมวิวได้ ใครชอบถ่ายรูปแนะนำเตรียมพื้นที่ในกล้องไว้เยอะ ๆ เพราะวิวจากด้านบนสวยแทบทุกมุม
อีกหนึ่งไฮไลท์ที่ทำให้ที่นี่พิเศษขึ้นไปอีกคือ Carrières des Lumières พื้นที่จัดแสดงศิลปะดิจิทัลภายในเหมืองหินเก่า ที่นำภาพศิลปะ แสง สี และเสียงมาฉายขนาดใหญ่บนผนังหินรอบตัว ให้ความรู้สึกเหมือนเดินเข้าไปอยู่กลางผลงานศิลปะจริง ๆ โดยนิทรรศการและโปรแกรมจัดแสดงจะมีการผลัดเปลี่ยนไปเรื่อย ๆ ในแต่ละปี เช่น ผลงานของศิลปินระดับโลกอย่าง Picasso หรือ Frida Kahlo แนะนำให้เช็กธีมนิทรรศการล่าสุดก่อนเดินทางได้ทางเว็บไซต์หลัก (carrieres-lumieres.com)
Google Maps:
เวลาเปิด-ปิด:
ค่าเข้าชม:
ถ้าชอบเมืองเล็ก ๆ ที่เดินชิลได้ทั้งวัน เมือง L'Isle-sur-la-Sorgue น่าจะถูกใจไม่น้อย ที่นี่ได้ฉายาว่าเป็น “เวนิสแห่งโพรวองซ์” เพราะมีแม่น้ำ Sorgue และลำคลองเล็ก ๆ ไหลผ่านกลางเมือง พร้อมกังหันน้ำเก่าแก่ที่ยังเห็นได้ตามจุดต่าง ๆ ทำให้บรรยากาศดูร่มรื่นและโรแมนติกสุด ๆ
กิจกรรมที่เหมาะที่สุดคือการเดินเรื่อย ๆ ไปตามริมคลอง แวะสะพานเล็ก ๆ ถ่ายรูป หาคาเฟ่นั่งพัก แล้วค่อยเดินต่อเข้าไปตามตรอกต่าง ๆ แต่ถ้าเป็นสายช้อปของวินเทจ บอกเลยว่าควรเผื่อเวลาไว้เยอะหน่อย เพราะ L'Isle-sur-la-Sorgue ขึ้นชื่อเรื่องร้านขายของเก่าและแอนทีค มีตั้งแต่เฟอร์นิเจอร์ ของแต่งบ้าน หนังสือ งานศิลปะ ไปจนถึงของสะสมแปลก ๆ ให้เลือกดูแบบเพลินมาก
ถ้าเลือกวันได้ แนะนำมาวันอาทิตย์ เพราะเป็นวันที่ตลาดท้องถิ่นคึกคักเป็นพิเศษ มีทั้งผักผลไม้ ชีส ขนมปัง ดอกไม้ เสื้อผ้า และผลิตภัณฑ์จากโพรวองซ์ให้เดินเลือกซื้อ บรรยากาศจะเต็มไปด้วยผู้คนและสีสัน เหมาะกับคนที่อยากสัมผัสวิถีชีวิตท้องถิ่นมากกว่าการเที่ยวแลนด์มาร์กอย่างเดียว
Google Maps: https://maps.app.goo.gl/2p3wbWeahpGQVoi19
เวลาเปิด-ปิด:
ค่าเข้าชม: ฟรี
ถ้าแพลนไป Gorges du Verdon อยู่แล้ว อย่าเพิ่งรีบขับผ่านเมือง Moustiers-Sainte-Marie เพราะนี่คือหนึ่งในหมู่บ้านสวยที่น่าแวะที่สุดของเส้นทางนี้ ตัวเมืองตั้งอยู่ระหว่างหน้าผาหินปูนขนาดใหญ่ มีบ้านเรือนสีอ่อนเรียงตัวอยู่ตามเนินเขา พร้อมลำธารที่ไหลผ่านกลางหมู่บ้าน ให้บรรยากาศเหมือนเมืองเล็ก ๆ ในเทพนิยายเลยทีเดียว ที่นี่ยังได้รับการจัดให้เป็นหนึ่งใน Les Plus Beaux Villages de France หรือหมู่บ้านที่สวยที่สุดของฝรั่งเศสด้วย
ใครมาถึงแแล้ว แนะนำเดินขึ้นไปยัง Chapelle Notre-Dame de Beauvoir โบสถ์บนเนินเขาที่มองเห็นวิวหลังคาบ้านและธรรมชาติรอบ ๆ ได้สวยมาก หรือถ้าไม่อยากเดินขึ้นเขา จะเลือกเดินดูร้านเล็ก ๆ ในเมืองแทนก็เพลินไม่แพ้กัน โดยเฉพาะร้านขาย Faïence เครื่องปั้นดินเผาเคลือบที่เป็นงานหัตถกรรมขึ้นชื่อของ Moustiers และมีการสืบทอดกันมาตั้งแต่ศตวรรษที่ 17
Google Maps:
เวลาเปิด-ปิด: เที่ยวชมตัวหมู่บ้าน และ Chapelle Notre-Dame de Beauvoir ได้ตลอดวัน
ค่าเข้าชม: เที่ยวชมหมู่บ้านและ Chapelle Notre-Dame de Beauvoir ฟรี (พิพิธภัณฑ์และกิจกรรมบางแห่งมีค่าใช้จ่ายเพิ่มเติม)
อีกหนึ่งเมืองเล็ก ๆ ที่เหมาะกับการมาเดินเล่นแบบไม่ต้องรีบคือ เมือง Saint-Rémy-de-Provence เมืองน่ารักบริเวณเทือกเขา Alpilles ที่เต็มไปด้วยตรอกเก่า บ้านหิน คาเฟ่ ร้านอาหาร และร้านขายของท้องถิ่น บรรยากาศโดยรวมสงบกว่าเมืองใหญ่อย่าง Marseille หรือ Aix-en-Provence จึงเหมาะกับคนที่อยากพักจากแพลนแน่น ๆ สักครึ่งวัน
แต่สิ่งที่ทำให้ Saint-Rémy เป็นที่รู้จักมากขึ้นคือความเชื่อมโยงกับ Vincent van Gogh ซึ่งเคยเข้ารับการรักษาที่ Saint-Paul de Mausole และใช้ช่วงเวลาที่นี่สร้างผลงานจำนวนมาก รวมถึง The Starry Night ด้วย ใครเป็นแฟนงานศิลปะสามารถเข้าไปชมบริเวณอาราม สวน และพื้นที่ที่บอกเล่าเรื่องราวของ Van Gogh ได้
ใกล้กันยังมี Glanum แหล่งโบราณคดีสำคัญที่มีร่องรอยของเมืองโบราณตั้งแต่ยุคกรีกและโรมัน ทำให้การมา Saint-Rémy วันเดียวได้ทั้งตามรอยศิลปิน เดินชมเมืองสวย และย้อนเวลาไปดูโบราณสถานเก่าแก่ เรียกว่าครบกว่าที่คิดเยอะเลย!
Google Maps:
เวลาเปิด-ปิด:
ค่าเข้าชม:
ปิดท้ายลิสต์ 15 ที่เที่ยวโพรวองซ์ กันที่ Marseille เมืองท่าเก่าแก่ริมทะเลเมดิเตอร์เรเนียนที่เต็มไปด้วยสีสัน ทั้งย่านเมืองเก่า ร้านอาหารทะเล และวิวชายฝั่งสวย ๆ ให้บรรยากาศคึกคักและมีชีวิตชีวา แตกต่างจากหมู่บ้านเล็ก ๆ ของโพรวองซ์ไปอีกแบบ
เริ่มเที่ยวได้ง่าย ๆ จาก Vieux-Port ท่าเรือเก่าและหัวใจของเมืองที่รายล้อมด้วยเรือ คาเฟ่ และร้านอาหาร ก่อนเดินต่อไปยัง Le Panier ย่านเมืองเก่าที่เต็มไปด้วยตรอกเล็ก ๆ บ้านสีสันสดใส และงาน Street Art ให้เดินชมกันเพลิน ๆ
อีกสองแลนด์มาร์กที่ไม่ควรพลาดคือ Notre-Dame de la Garde มหาวิหารบนเนินเขาที่สามารถชมวิว Marseille และทะเลเมดิเตอร์เรเนียนได้แบบพาโนรามา และ MuCEM พิพิธภัณฑ์ที่บอกเล่าเรื่องราวของอารยธรรมยุโรปและเมดิเตอร์เรเนียน โดดเด่นด้วยอาคารดีไซน์โมเดิร์นริมทะเล บรรยากาศดีสุด ๆ ก่อนกลับอย่าลืมหาโอกาสลอง Bouillabaisse ซุปปลาขึ้นชื่อของ Marseille สักมื้อ รับรองว่าได้ครบทั้งเที่ยว กิน และชมวิวเลย
Google Maps:
เวลาเปิด-ปิด: Vieux-Port เที่ยวได้ตลอดวัน / MuCEM เปิดตามฤดูกาลและปิดวันอังคาร โดยช่วงฤดูท่องเที่ยวเวลาเปิดอาจยาวถึงช่วงค่ำ
ค่าเข้าชม:
เที่ยวโพรวองซ์ ให้สนุก ที่พักก็สำคัญไม่แพ้แพลนเที่ยวเลย โดยเฉพาะถ้าเลือกพักแถว Aix-en-Provence จะค่อนข้างสะดวก เพราะเป็นเมืองใหญ่ที่มีทั้งร้านอาหาร คาเฟ่ และแหล่งช้อปปิ้ง แถมยังใช้เป็นจุดตั้งต้นออกไปเที่ยวเมืองและหมู่บ้านต่าง ๆ รอบโพรวองซ์ ได้ง่าย ใครยังเลือกไม่ถูกว่าจะพักไหนดี ลองดู 3 ตัวเลือกนี้ได้เลย
อยากได้โรงแรมที่ทั้งสวยและอยู่ใกล้ใจกลางเมือง ลองปักหมุด Grand Hôtel Roi René Aix-en-Provence Centre - MGallery Collection ไว้ได้เลย โรงแรมบรรยากาศหรูแต่ไม่ดูเป็นทางการจนเกินไป ห้องพักตกแต่งสวย มีสระว่ายน้ำกลางแจ้งให้กลับมานั่งพักหลังเที่ยวมาทั้งวัน ที่สำคัญคือทำเลอยู่ไม่ไกลจากย่านเมืองเก่าและ Cours Mirabeau ทำให้ช่วงเย็นสามารถออกไปเดินเล่น หาร้านอาหาร หรือจิบกาแฟต่อได้ง่าย เหมาะมากสำหรับคนที่อยากเที่ยวโพรวองซ์แบบสะดวกสบายและยังได้อยู่ใกล้สีสันของเมือง

France

โรงแรม Grand Hôtel Roi René Aix-en-Provence Centre -MGallery Collection

8.8/10
•




Aix-en-Provence
ดูราคา
ถ้าทริปนี้อยากให้รางวัลตัวเองด้วยการนอนดี ๆ สักคืน Villa Saint Ange คืออีกตัวเลือกที่น่าไปพักมาก ตัวโรงแรมให้บรรยากาศเหมือนบ้านพักหรูในโพรวองซ์ รายล้อมด้วยสวนและพื้นที่สีเขียว พร้อมสระว่ายน้ำกลางแจ้งขนาดใหญ่ บรรยากาศโดยรวมเงียบสงบและเป็นส่วนตัว เหมาะกับคู่รักหรือใครที่อยากมีวันพักชิล ๆ แทรกอยู่ในทริป นอกจากออกไปเที่ยวเมืองแล้ว แค่กลับมานอนเล่นริมสระหรือใช้เวลากับโรงแรมก็รู้สึกเหมือนได้มาพักผ่อนในโพรวองซ์แบบเต็มที่แล้ว

France

Villa Saint Ange

9.7/10
•





Aix-en-Provence
THB 34,714.97
THB 27,657.71
สายเที่ยวเน้นคุ้ม อยากประหยัดค่าที่พักแล้วเก็บงบไว้กินและเที่ยวต่อ แนะนำ City Residence Aix En Provence ที่พักสไตล์อพาร์ตเมนต์ซึ่งตอบโจทย์ทั้งการพักระยะสั้นและหลายคืน ห้องพักมีพื้นที่ใช้งานค่อนข้างเป็นสัดส่วน พร้อมมุมครัวสำหรับเตรียมอาหารง่าย ๆ ได้เอง จึงเหมาะกับสาย Road Trip ครอบครัว หรือคนที่มาเที่ยวโพรวองซ์ด้วยตัวเองแล้วไม่ได้เน้นสิ่งอำนวยความสะดวกแบบโรงแรมหรู ใครกำลังมองหาที่พักราคาจับต้องง่ายและเอาไว้กลับมาพักสบาย ๆ หลังออกเที่ยวทั้งวัน ที่นี่ถือเป็นอีกตัวเลือกที่น่าสนใจเลย

France

City Residence Aix En Provence

7.4/10
•


Aix-en-Provence
ดูราคา
สำหรับนักท่องเที่ยวจากไทย วิธีเดินทางไปโพรวองซ์ที่สะดวกคือบินเข้าสู่ฝรั่งเศสหรือเมืองใหญ่ในยุโรป แล้วต่อรถไฟหรือเที่ยวบินภายในมายังตอนใต้ของฝรั่งเศส โดยเลือกได้ตามเส้นทางที่วางไว้
สำหรับนักท่องเที่ยวไทย อย่าลืมเตรียมวีซ่าเชงเก้น ให้เรียบร้อย และถ้ามาช่วงลาเวนเดอร์บานในเดือนมิถุนายน–กรกฎาคม แนะนำจองทั้งตั๋วเครื่องบิน รถเช่า และ ที่พักโพรวองซ์ ล่วงหน้า เพราะเป็นหนึ่งในช่วงยอดนิยมที่สุดของปีเลย
ต้องบอกก่อนว่า เที่ยวโพรวองซ์ด้วยรถเช่าจะสะดวกที่สุด โดยเฉพาะถ้าในแพลนมี Valensole, Gordes, Sénanque, Roussillon, Gorges du Verdon หรือหมู่บ้านเล็ก ๆ เพราะสถานที่เหล่านี้กระจายตัวค่อนข้างกว้าง และบางแห่งมีขนส่งสาธารณะไม่ถี่
เส้นทางแนะนำสำหรับมือใหม่: ถ้ามีประมาณ 5–7 วัน ลองแบ่งเป็น Aix-en-Provence → Valensole & Verdon → Gordes & Roussillon → Avignon → Arles & Les Baux → Marseille & Cassis จะได้สัมผัสโพรวองซ์ค่อนข้างครบทั้งทุ่งลาเวนเดอร์ เมืองเก่า หมู่บ้านบนเขา และทะเล
ถ้าถามว่า เที่ยวโพรวองซ์เดือนไหนดีที่สุด? แนะนำช่วงเดือนมิถุนายน–กรกฎาคม โดยเฉพาะคนที่อยากเห็นทุ่งลาเวนเดอร์ เพราะเป็นช่วงที่ลาเวนเดอร์ในหลายพื้นที่เริ่มบานสวย โดยเฉพาะแถว Valensole ที่มักสวยเต็มที่ช่วงปลายเดือนมิถุนายนถึงกรกฎาคม แถมกลางวันยังยาว เที่ยวได้เต็มอิ่มตั้งแต่เช้าจนถึงเย็น ส่วนใครไม่เน้นลาเวนเดอร์และอยากเที่ยวแบบอากาศสบาย ๆ ช่วง เมษายน–พฤษภาคม และกันยายน–ตุลาคม ก็น่าเที่ยวไม่แพ้กัน
| ฤดูกาล | ช่วงเดือน | อุณหภูมิโดยประมาณ | ไฮไลต์ |
| ใบไม้ผลิ | มี.ค.–พ.ค. | 8–22°C | อากาศสบาย ดอกไม้บาน เที่ยวเมืองและ Road Trip เพลิน |
| ฤดูร้อน | มิ.ย.–ส.ค. | 17–30°C | ทุ่งลาเวนเดอร์, ทะเล, กลางวันยาว |
| ใบไม้ร่วง | ก.ย.–พ.ย. | 9–25°C | คนเริ่มน้อย อากาศเย็นลง เที่ยวชนบทสบาย |
| ฤดูหนาว | ธ.ค.–ก.พ. | 3–13°C | บรรยากาศสงบ คนไม่แน่น เหมาะกับเที่ยวเมืองเก่า |
ก่อนแพ็กกระเป๋าออกไปตามหาทุ่งลาเวนเดอร์และหมู่บ้านสวย ๆ ลองเก็บทริกเหล่านี้ไว้ จะช่วยให้การเที่ยวโพรวองซ์ด้วยตัวเองง่ายและสนุกขึ้นเยอะ
สุดท้ายแล้ว เสน่ห์ของโพรวองซ์ อาจไม่ได้อยู่ที่การตามเก็บทุกแลนด์มาร์กให้ครบ แต่อยู่ระหว่างทางมากกว่า ทั้งการขับรถชมวิวชนบท แวะหมู่บ้านเล็ก ๆ ที่เจอแบบไม่ตั้งใจ นั่งกินมื้อกลางวันแบบไม่ต้องรีบ หรือหยุดชมทุ่งลาเวนเดอร์ท่ามกลางแสงเย็นสวย ๆ เรียกว่าเป็นทริปที่ยิ่งเที่ยวช้า ๆ ก็ยิ่งได้สัมผัสเสน่ห์ของที่นี่มากขึ้น
ใครกำลังมองหาทริปฝรั่งเศสที่ได้ครบทั้งเมืองเก่า ธรรมชาติ ทะเล ของอร่อย และบรรยากาศโรแมนติก โพรวองซ์ เป็นอีกหนึ่งจุดหมายที่น่าไปสัมผัสด้วยตัวเองสักครั้ง เตรียมแพลนเที่ยวให้พร้อม แล้วจองตั๋วเครื่องบินและที่พักผ่าน Traveloka ก่อนแพ็กกระเป๋าออกไปเที่ยว โพรวองซ์ กันได้เลย!
อ่านต่อ:
Q: เที่ยวโพรวองซ์ (Provence) ช่วงไหนดีที่สุด?
A: หากเน้นชมทุ่งลาเวนเดอร์ แนะนำช่วงปลายมิถุนายนถึงกรกฎาคม แต่ถ้าชอบอากาศเย็นสบาย คนไม่แน่น และเน้นเที่ยวเมืองเก่า แนะนำช่วงฤดูใบไม้ผลิ (เมษายน–พฤษภาคม) หรือฤดูใบไม้ร่วง (กันยายน–ตุลาคม)
Q: ต้องทำวีซ่าไหม สำหรับคนไทย?
A: ต้องทำ นักท่องเที่ยวไทยต้องยื่นขอวีซ่าเชงเก้น (Schengen Visa) ประเภทท่องเที่ยวล่วงหน้าก่อนเดินทาง
Q: เดินทางจากสนามบินเข้าโพรวองซ์ยังไงดี?
A: หากลงสนามบินปารีส (CDG) สามารถนั่งรถไฟความเร็วสูง TGV มาลงสถานี Avignon TGV ได้เลย แต่หากลงสนามบินมาร์กเซย (MRS) สามารถนั่ง Shuttle Bus เข้าเมือง Aix-en-Provence หรือ Marseille ได้ในเวลาประมาณ 30 นาที
Q: เที่ยวโพรวองซ์แต่งตัวยังไงดี?
A: หน้าร้อน (มิ.ย.-ส.ค.) อากาศร้อนแดดแรง แนะนำเสื้อผ้าพริ้วๆ ถ่ายรูปสวย หมวกสาน แว่นกันแดด และรองเท้าเดินสบาย ส่วนฤดูใบไม้ผลิ/ใบไม้ร่วง ควรเตรียมเสื้อคลุมหรือแจ็กเก็ตกันลมเพิ่ม
Q: ขับรถเที่ยวโพรวองซ์ มีที่จอดรถไหม?
A: ตามหมู่บ้านและเมืองท่องเที่ยวหลักจะมีลานจอดรถสาธารณะ (Parking) จัดไว้ให้บริเวณรอบนอกเมือง แต่ช่วงไฮซีซั่นหน้าร้อนที่จอดอาจเต็มไว แนะนำให้ออกเดินทางเที่ยวตั้งแต่ช่วงเช้า
Q: ไม่มีรถส่วนตัว/ไม่ขับรถ สามารถเที่ยวโพรวองซ์ได้ไหม?
A: เดินทางได้โดยใช้วิธีนั่งรถไฟหรือบัสเชื่อมระหว่างเมืองใหญ่ (เช่น Marseille, Avignon, Aix-en-Provence) แล้วเลือกซื้อทัวร์แบบ Day Trip สั้น ๆ เพื่อออกไปเที่ยวทุ่งลาเวนเดอร์และหมู่บ้านโบราณแทน

















