ใครมีโอกาสได้ไปเที่ยวเวนิส ประเทศอิตาลี หนึ่งในแลนด์มาร์กที่ไม่ควรพลาดเลยก็คือ Basilica di San Marco หรือ มหาวิหารเซนต์มาร์ก มหาวิหารเก่าแก่ที่ตั้งตระหง่านอยู่ใจกลางเมือง โดดเด่นด้วยโดมขนาดใหญ่ ซุ้มประตูสุดวิจิตร และภาพโมเสกสีทองที่สวยอลังการจนได้รับฉายาว่า "โบสถ์ทองคำ" แค่เห็นจากด้านนอกก็ว่าสวยแล้ว แต่พอได้เข้าไปชมด้านใน บอกเลยว่ายิ่งประทับใจเข้าไปอีก!
นอกจากความสวยงามของตัวมหาวิหารแล้ว บริเวณรอบ ๆ ยังเต็มไปด้วยแลนด์มาร์กชื่อดังของเวนิส ทั้ง จัตุรัสเซนต์มาร์ก (Piazza San Marco) หอระฆังเซนต์มาร์ก และพระราชวังดอจ แถมยังมีตรอกเล็ก ๆ ร้านกาแฟเก่าแก่ และวิวคลองสวย ๆ ให้เดินเที่ยวกันได้แบบเพลิน ๆ เรียกว่ามาที่เดียวก็ได้สัมผัสเสน่ห์ของเวนิสแบบครบเลยทีเดียว
ใครกำลังวางแผนเที่ยวอิตาลีและอยากแวะมาชมมหาวิหารแห่งนี้ บทความนี้ Traveloka จะพาไปทำความรู้จักที่นี่กันให้มากขึ้น ตั้งแต่จุดไฮไลท์ที่ไม่ควรพลาด วิธีเดินทาง ค่าเข้าชม ช่วงเวลาน่าเที่ยว ไปจนถึงกิจกรรมสนุก ๆ และที่พักใกล้เคียง พร้อมเคล็ดลับที่จะช่วยให้เที่ยวได้สะดวกขึ้น ส่วนใครยังไม่ได้จองตั๋วเครื่องบินหรือที่พัก ก็สามารถเข้าไปเลือกดูดีลดี ๆ ผ่าน Traveloka เพื่อเตรียมทริปเวนิสให้พร้อมกันได้เลย!
Quick Summary: สรุปไฮไลท์การเที่ยว Basilica di San Marco ใน 1 นาที
แลนด์มาร์กตำนานแห่งเวนิส: มหาวิหารเก่าแก่สไตล์ไบแซนไทน์ใจกลางเมืองเวนิส โดดเด่นด้วยโดมขนาดใหญ่ ซุ้มประตูลายปูนปั้นสุดอลังการ และเพดานโมเสกแก้วเคลือบทองคำแท้กว่า 8,000 ตารางเมตร สะท้อนประกายระยิบระยับจนได้รับฉายาว่า "โบสถ์ทองคำ" (Chiesa d'Oro)
5 จุดท่องเที่ยวห้ามพลาด: ภาพโมเสกสีทอง (The Gold Mosaics), ฉากหลังแท่นบูชาทองคำประดับอัญมณี (Pala d'Oro), ประติมากรรมม้าสัมฤทธิ์โบราณ (The Horses of Saint Mark), ระเบียงชมวิวบนชั้นลอย (Loggia dei Cavalli) และสถานที่ประดิษฐานอัฐิธาตุนักบุญมาร์ก (Altar of St. Mark)
กิจกรรมยอดฮิต: เดินชมงานศิลปะและภาพโมเสกภายในวิหาร, ขึ้นหอระฆัง St. Mark's Campanile ชมวิวเมืองจากมุมสูง, เดินเที่ยวต่อที่พระราชวังดอจ (Doge's Palace) และสะพานถอนหายใจ, จิบกาแฟที่คาเฟ่เก่าแก่ ณ จัตุรัสซานมาร์โค พร้อมนั่งเรือกอนโดลาล่องคลองเวนิส
การเดินทางสะดวก: บินลงสนามบิน Venice Marco Polo (VCE) แล้วนั่งเรือ Alilaguna ต่อมายังท่า San Marco หรือนั่งรถไฟความเร็วสูงจากมิลาน/โรม ลงสถานี Venezia Santa Lucia แล้วต่อเรือ Vaporetto สาย 1 หรือ 2 มาลงท่า San Marco เดินต่ออีกเพียง 5–10 นาทีก็ถึงทันที
ช่วงเวลาน่าเที่ยว: เที่ยวได้ตลอดปี ช่วงยอดนิยมคือฤดูใบไม้ผลิ (เมษายน–พฤษภาคม) และฤดูใบไม้ร่วง (กันยายน–ตุลาคม) อากาศเย็นสบายกำลังดี, หน้าร้อนบรรยากาศคึกคัก ส่วนหน้าหนาวได้สัมผัสเสน่ห์สงบโรแมนติกและเทศกาลหน้ากาก Venice Carnival
ระยะเวลาที่แนะนำ: ชมภายในมหาวิหารและจุดไฮไลท์ใช้เวลาประมาณ 1–2 ชั่วโมง หรือเผื่อเวลาครึ่งวันถึง 1 วันในการเดินเก็บแลนด์มาร์กสำคัญรอบจัตุรัสซานมาร์โคและย่านเมืองเก่า
จุดไฮไลท์ต่าง ๆ ของ Basilica di San Marco
1. ภาพโมเสกทองคำ (The Gold Mosaics)
ถ้าถามว่าอะไรคือไฮไลท์ที่ทำให้ มหาวิหารเซนต์มาร์ก แตกต่างจากมหาวิหารแห่งอื่นในยุโรป ก็คงต้องยกให้ภาพโมเสกสีทองสุดอลังการที่ประดับอยู่ทั่วเพดานและผนังภายในวิหาร ครอบคลุมพื้นที่กว่า 8,000 ตารางเมตรเลยทีเดียว! ภาพเหล่านี้สร้างขึ้นจากชิ้นแก้วขนาดเล็กที่มีชั้นทองคำอยู่ภายใน นำมาเรียงต่อกันอย่างประณีตเพื่อบอกเล่าเรื่องราวจากพระคัมภีร์และชีวิตของนักบุญมาร์ก
ความพิเศษอยู่ตรงที่เมื่อแสงส่องเข้ามาภายในมหาวิหาร พื้นผิวโมเสกจะสะท้อนประกายสีทองระยิบระยับไปทั่วทั้งโถง จนทำให้ที่นี่ได้รับฉายาว่า Chiesa d'Oro หรือ "โบสถ์ทองคำ" นั่นเอง ยิ่งได้เดินชมใกล้ ๆ ก็ยิ่งเห็นรายละเอียดของงานศิลปะที่สวยจนแทบไม่อยากละสายตา ใครชอบสถาปัตยกรรมหรือศิลปะเก่าแก่ บอกเลยว่าต้องประทับใจกันแน่นอน
2. แท่นบูชาทองคำ (Pala d'Oro)
อีกหนึ่งสมบัติล้ำค่าที่ไม่ควรพลาดเมื่อมาเที่ยวมหาวิหารเซนต์มาร์ก ก็คือ Pala d'Oro ฉากหลังแท่นบูชาทองคำที่ตั้งอยู่บริเวณแท่นบูชาหลักของมหาวิหาร ผลงานชิ้นนี้ถือเป็นหนึ่งในสุดยอดงานศิลปะไบแซนไทน์ที่ทั้งสวยและละเอียดมาก เพราะตกแต่งด้วยทองคำ งานเคลือบสี และอัญมณีเกือบ 2,000 เม็ด ไม่ว่าจะเป็นไพลิน มรกต หรืออัญมณีสีสันต่าง ๆ ที่เรียงรายกันอย่างวิจิตร
นอกจากความหรูหราแล้ว Pala d'Oro ยังมีภาพเล่าเรื่องราวทางศาสนาผ่านงานเคลือบสีขนาดเล็กที่สร้างขึ้นโดยช่างฝีมือในอดีต ยิ่งได้เข้าไปชมใกล้ ๆ ก็ยิ่งว้าวกับความละเอียดของแต่ละชิ้น ใครอยากเห็นความรุ่งเรืองของเวนิสในยุคที่เป็นมหาอำนาจทางการค้า แนะนำให้ซื้อตั๋วเข้าชมส่วนนี้เพิ่มเติม เพราะเป็นหนึ่งในไฮไลท์ที่คุ้มค่ากับการแวะมาดูด้วยตาตัวเองมาก ๆ
3. ประติมากรรมม้าแห่งซานมาร์โค (The Horses of Saint Mark)
ถ้าสังเกตบริเวณระเบียงด้านหน้ามหาวิหาร จะเห็นประติมากรรมม้าสี่ตัวตั้งเรียงกันอย่างสง่างาม ซึ่งถือเป็นอีกหนึ่งสัญลักษณ์สำคัญของ Basilica di San Marco เลยก็ว่าได้ ประติมากรรมชุดนี้มีประวัติศาสตร์น่าสนใจมาก เพราะเป็นผลงานโลหะหล่อโบราณที่ถูกนำมาจากกรุงคอนสแตนติโนเปิล หลังเหตุการณ์สงครามครูเสดครั้งที่ 4 ในปี ค.ศ. 1204 ก่อนจะถูกนำมาติดตั้งประดับมหาวิหารแห่งนี้
แต่รู้ไหมว่าม้าสี่ตัวที่เห็นอยู่ด้านนอกในปัจจุบันเป็นเพียงรูปจำลองเท่านั้น! ส่วนประติมากรรมต้นฉบับถูกย้ายเข้าไปเก็บรักษาไว้ภายใน St. Mark's Museum เพื่อป้องกันความเสียหายจากสภาพอากาศ ใครอยากเห็นของจริงก็สามารถซื้อตั๋วเข้าชมพิพิธภัณฑ์ได้เลย นอกจากจะได้ชมงานศิลปะเก่าแก่แบบใกล้ชิดแล้ว ยังได้รู้จักอีกหนึ่งหน้าประวัติศาสตร์ที่เชื่อมโยงเวนิสเข้ากับจักรวรรดิไบแซนไทน์ด้วย
4. ระเบียงชมวิวบนชั้นลอย (Loggia dei Cavalli)
ใครเป็นสายถ่ายรูปหรือชอบชมวิวเมืองจากมุมสูง บอกเลยว่าต้องไม่พลาด Loggia dei Cavalli ระเบียงชมวิวบริเวณชั้นบนด้านหน้ามหาวิหาร ซึ่งสามารถเดินขึ้นมาจากโซนพิพิธภัณฑ์ St. Mark's Museum ได้ จุดนี้ถือเป็นหนึ่งในมุมที่สวยที่สุดสำหรับการชม จัตุรัสเซนต์มาร์ก (Piazza San Marco) เพราะสามารถมองเห็นลานกว้างและอาคารเก่าแก่ที่ล้อมรอบได้แบบเต็ม ๆ ตา
จากระเบียงจะเห็นทั้งหอระฆังเซนต์มาร์กที่ตั้งเด่นอยู่ฝั่งตรงข้าม แนวอาคาร Procuratie ที่ทอดยาวรอบจัตุรัส และผู้คนที่เดินเที่ยวกันอย่างคึกคักด้านล่าง ยิ่งถ้ามาในวันที่ท้องฟ้าแจ่มใส วิวยิ่งสวยเป็นพิเศษ แถมยังได้ชมรายละเอียดของซุ้มประตูและงานตกแต่งด้านหน้ามหาวิหารจากมุมที่ใกล้กว่าเดิมอีกด้วย ใครอยากได้รูปเวนิสสวย ๆ กลับไป บอกเลยว่ามุมนี้ห้ามพลาด!
5. แท่นบูชาและสถานที่ประดิษฐานอัฐิธาตุของนักบุญมาร์ก (Altar of St. Mark)
ปิดท้ายด้วยอีกหนึ่งจุดสำคัญที่เป็นเหมือนหัวใจของ มหาวิหารเซนต์มาร์ก นั่นก็คือแท่นบูชาหลักที่ประดิษฐานอัฐิธาตุของนักบุญมาร์ก (Saint Mark) นักบุญอุปถัมภ์ของเมืองเวนิส โดยตามประวัติศาสตร์เล่าว่าพระอัฐิถูกนำมาจากเมืองอเล็กซานเดรีย ประเทศอียิปต์ ในปี ค.ศ. 828 ก่อนจะกลายเป็นเหตุผลสำคัญที่ทำให้มีการสร้างมหาวิหารแห่งนี้ขึ้นมา
บริเวณแท่นบูชาโดดเด่นด้วยเสาหินอ่อนและงานตกแต่งเก่าแก่ที่ให้บรรยากาศสงบและขลังในเวลาเดียวกัน ส่วนด้านล่างยังมีห้องใต้ดินหรือ Crypt ซึ่งเคยเป็นสถานที่ประดิษฐานอัฐิธาตุในอดีต ก่อนจะย้ายมายังบริเวณแท่นบูชาหลักในปัจจุบัน แม้ห้องใต้ดินจะไม่ได้เปิดให้เข้าชมทั่วไปตลอดเวลา แต่แค่ได้มาเห็นแท่นบูชาและสัมผัสบรรยากาศภายใน ก็ช่วยให้เข้าใจถึงความสำคัญทางศาสนาและประวัติศาสตร์ของมหาวิหารแห่งนี้ได้มากขึ้นแล้ว
ที่ตั้งและการเดินทางไป Basilica di San Marco
Basilica di San Marco หรือ มหาวิหารเซนต์มาร์ก ตั้งอยู่บริเวณจัตุรัสเซนต์มาร์ก (Piazza San Marco) ใจกลางเมืองเวนิส แคว้นเวเนโต ทางตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศอิตาลี ถือเป็นหนึ่งในแลนด์มาร์กสำคัญที่นักท่องเที่ยวแทบทุกคนต้องแวะมาเยือนเมื่อเดินทางมาถึงเมืองแห่งสายน้ำแห่งนี้
เสน่ห์ของการมาเที่ยวที่นี่คือระหว่างทางจะได้สัมผัสบรรยากาศเวนิสไปด้วย เพราะเขตเมืองเก่าบนเกาะไม่มีถนนให้รถยนต์วิ่งเหมือนเมืองทั่วไป การเดินทางจึงใช้ทั้งการเดินเท้าและเรือโดยสารเป็นหลัก จะเลือกนั่งเรือชมวิวสองฝั่งคลอง หรือเดินลัดเลาะไปตามตรอกเล็ก ๆ ก็สนุกไปคนละแบบ แถมยังมีมุมถ่ายรูปสวย ๆ ให้แวะตลอดทางด้วย
เวลาเปิด-ปิด มหาวิหารหลัก (Basilica) & พิพิธภัณฑ์:
วันจันทร์ – วันเสาร์: 09:30 น. – 17:15 น. (เปิดให้เข้าชมรอบสุดท้าย 16:45 น.)
วันอาทิตย์ และวันหยุดทางศาสนา: 14:00 น. – 17:15 น. (เนื่องจากช่วงเช้ามีพิธีมิสซา)
เวลาเปิด-ปิด หอระฆัง (Campanile di San Marco):
เปิดทุกวัน: 09:30 น. – 21:15 น. (เปิดให้เข้าชมรอบสุดท้าย 20:45 น.)
ตั๋วถูกแบ่งเป็นประเภทตามจุดที่ต้องการเข้าชม ดังนี้:
ตั๋วเข้าชมมหาวิหารหลัก (Basilica Only): 10 ยูโร ชมโถงหลักและภาพโมเสกทองคำ
ตั๋วเข้าชมมหาวิหาร + ฉากหลังแท่นบูชาทองคำ (Pala d'Oro): 20 ยูโร
ตั๋วเข้าชมมหาวิหาร + พิพิธภัณฑ์และระเบียงชมวิว (Museum & Loggia dei Cavalli): 20 ยูโร
ตั๋วรวมทุกจุด (Full Ticket): 30 ยูโร รวมมหาวิหารหลัก + Pala d'Oro + พิพิธภัณฑ์ + ระเบียงชมวิว
ตั๋วขึ้นหอระฆัง (Campanile): 15 ยูโร (ต้องซื้อแยกต่างหาก)
ข้อแนะนำ: เด็กอายุต่ำกว่า 10 ขวบเข้าฟรี (ผู้เยาว์และนักเรียน/นักศึกษามีส่วนลด) แนะนำให้จองตั๋วล่วงหน้าผ่านทางออนไลน์เพื่อเลือกรอบเวลา (Timed Entry) และไม่ต้องเสียเวลาต่อคิวยาวบริเวณหน้าทางเข้า
วิธีเดินทางจากไทยไป Basilica di San Marco
บินไปสนามบิน Venice Marco Polo Airport (VCE) เป็นวิธีที่สะดวกสำหรับคนที่อยากมาเที่ยวเวนิสโดยตรง โดยสามารถเลือกเที่ยวบินจากกรุงเทพฯ ไปยังเวนิส ซึ่งต้องต่อเครื่องระหว่างทาง เมื่อถึงสนามบินแล้วให้นั่งเรือ Alilaguna สาย Blu ไปลงท่า San Marco หรือ San Zaccaria ตามรอบที่ให้บริการ จากนั้นเดินต่ออีกไม่นานก็ถึงมหาวิหารแล้ว
บินไปมิลานแล้วต่อรถไฟเข้าเวนิส เหมาะกับคนที่มีแพลนเที่ยวหลายเมืองในอิตาลี โดยสามารถนั่งรถไฟความเร็วสูง Frecciarossa หรือ Italo จากสถานี Milano Centrale ไปลงที่ Venezia Santa Lucia ใช้เวลาประมาณ 2 ชั่วโมง 15 นาที – 2 ชั่วโมง 30 นาที จากนั้นต่อเรือ Vaporetto ไปยังย่าน San Marco ได้เลย
นั่งรถไฟจากเมืองอื่นในอิตาลี ถ้าเที่ยวโรม ฟลอเรนซ์ หรือโบโลญญามาก่อน ก็สามารถนั่งรถไฟความเร็วสูงมายังสถานี Venezia Santa Lucia ได้เช่นกัน โดยจากฟลอเรนซ์ใช้เวลาประมาณ 2 ชั่วโมง ส่วนจากโรมประมาณ 4 ชั่วโมง เหมาะกับคนที่อยากเที่ยวหลายเมืองแบบไม่ต้องเช่ารถขับเอง วิธีการเดินทางในเวนิสไป Basilica di San Marco
เรือโดยสาร Vaporetto เป็นวิธีเดินทางยอดนิยมและได้บรรยากาศเวนิสสุด ๆ โดยเฉพาะสาย 1 และ 2 ที่วิ่งผ่าน Grand Canal สามารถลงที่ท่า San Marco Vallaresso หรือ San Zaccaria ตามเส้นทางที่เลือก แล้วเดินต่อไปยังมหาวิหารประมาณ 5–10 นาที ระหว่างทางยังได้ชมวิวอาคารเก่าแก่ริมคลองอีกด้วย
เดินเท้าจากสะพาน Rialto ถ้าเที่ยวอยู่แถวสะพาน Rialto สามารถเดินตามป้าย San Marco ไปยังมหาวิหารได้ในเวลาประมาณ 10–15 นาที ระหว่างทางมีทั้งร้านขายหน้ากากเวนิส ร้านของฝาก และตรอกเล็ก ๆ ให้แวะถ่ายรูปกันเพลิน ๆ เผลอแป๊บเดียวก็ถึงแล้ว
เรือแท็กซี่ (Water Taxi) สำหรับใครที่เดินทางพร้อมครอบครัวหรือมีกระเป๋าหลายใบ การนั่งเรือแท็กซี่ก็สะดวกไม่น้อย เพราะสามารถเดินทางจากสนามบินหรือจุดต่าง ๆ ในเมืองมายังท่าเรือใกล้จัตุรัสเซนต์มาร์กได้เลย แต่ราคาจะสูงกว่าเรือโดยสารทั่วไปพอสมควร
เดินจากที่พักในย่าน San Marco ถ้าเลือกพักโรงแรมแถวนี้ก็แทบไม่ต้องพึ่งรถหรือเรือเลย เพราะสามารถเดินไปยังมหาวิหาร พระราชวังดอจ และหอระฆังเซนต์มาร์กได้ง่ายมาก แถมยังสะดวกสำหรับการออกมาถ่ายรูปช่วงเช้าตรู่ก่อนนักท่องเที่ยวจะเริ่มเยอะด้วย
จุดเด่นของ Basilica di San Marco
สัญลักษณ์แห่งความรุ่งเรืองของเวนิสในอดีต มหาวิหารแห่งนี้ไม่ได้เป็นเพียงสถานที่ประกอบพิธีทางศาสนา แต่ยังสะท้อนความมั่งคั่งและอำนาจของสาธารณรัฐเวนิสในยุคที่เป็นศูนย์กลางการค้าทางทะเล งานศิลปะและของล้ำค่าที่รวบรวมไว้จึงบอกเล่าเรื่องราวความยิ่งใหญ่ของเมืองได้เป็นอย่างดี
สถาปัตยกรรมที่ผสมผสานวัฒนธรรมตะวันออกและตะวันตก ด้วยความที่เวนิสเคยเป็นเมืองท่าสำคัญ จึงได้รับอิทธิพลจากหลากหลายวัฒนธรรม โดยเฉพาะศิลปะไบแซนไทน์ที่ผสมเข้ากับเอกลักษณ์แบบเวนิสได้อย่างลงตัว ทำให้มหาวิหารเซนต์มาร์กมีหน้าตาโดดเด่นและแตกต่างจากมหาวิหารหลายแห่งในยุโรป
เป็นหัวใจสำคัญของชาวเวนิสมานานหลายศตวรรษ จากเดิมที่เคยเป็นโบสถ์ประจำตัวผู้ปกครองเวนิส ก่อนจะกลายมาเป็นมหาวิหารประจำเมืองในปี ค.ศ. 1807 ที่นี่ยังคงใช้ประกอบพิธีทางศาสนามาจนถึงปัจจุบัน จึงไม่ได้เป็นแค่สถานที่ท่องเที่ยว แต่ยังเป็นส่วนหนึ่งของวิถีชีวิตและความศรัทธาของชาวเมืองด้วย
ตั้งอยู่ในย่านที่เต็มไปด้วยเสน่ห์ของเมืองเก่า รอบมหาวิหารคือจัตุรัสเซนต์มาร์กที่รายล้อมด้วยอาคารสวย ๆ คาเฟ่เก่าแก่ และตรอกเล็ก ๆ ที่ชวนให้เดินสำรวจ จะมาเดินเล่นช่วงเช้าที่บรรยากาศยังสงบ หรือช่วงเย็นที่แสงแดดเริ่มนุ่ม ก็ได้สัมผัสความโรแมนติกของเวนิสไปคนละแบบ
เที่ยวสะดวก เก็บแลนด์มาร์กดังได้หลายแห่งในวันเดียว อีกหนึ่งข้อดีของการมาเที่ยวมหาวิหารเซนต์มาร์ก คือสามารถเดินต่อไปยังพระราชวังดอจ หอระฆังเซนต์มาร์ก และสะพานถอนหายใจได้ง่ายมาก เหมาะกับคนที่มีเวลาเที่ยวเวนิสไม่เยอะ แต่อยากสัมผัสบรรยากาศและสถานที่สำคัญของเมืองให้ได้มากที่สุด
เที่ยว Basilica di San Marco เดือนไหนดี?
ช่วงเวลาที่ดีที่สุดในการเที่ยว Basilica di San Marco คือเดือนเมษายน–พฤษภาคม และกันยายน–ตุลาคม เพราะอากาศกำลังเย็นสบาย ไม่ร้อนหรือหนาวจนเกินไป เหมาะกับการเดินชมมหาวิหารเซนต์มาร์ก และเที่ยวแลนด์มาร์กรอบจัตุรัสเซนต์มาร์กได้แบบเพลิน ๆ แถมบรรยากาศเมืองเวนิสช่วงนี้ยังโรแมนติกมากอีกด้วย แต่ถ้าใครมีแพลนมาเที่ยวช่วงอื่นก็ไม่ต้องกังวล เพราะแต่ละฤดูมีเสน่ห์แตกต่างกันไป
ฤดูใบไม้ผลิ (มีนาคม–พฤษภาคม): อุณหภูมิประมาณ 8–22°C เป็นหนึ่งในช่วงที่น่าเที่ยวที่สุดของเวนิส เพราะอากาศเริ่มอุ่นขึ้น มีแดดอ่อน ๆ และลมเย็นสบาย เหมาะกับการเดินชมมหาวิหาร ถ่ายรูปรอบจัตุรัสเซนต์มาร์ก หรือแวะนั่งคาเฟ่กลางแจ้ง โดยเฉพาะเดือนเมษายน–พฤษภาคมที่อากาศกำลังดี เดินเที่ยวได้ทั้งวันแบบไม่เหนื่อยกับความร้อนมากนัก
ฤดูร้อน (มิถุนายน–สิงหาคม): อุณหภูมิประมาณ 18–30°C ช่วงนี้เวนิสจะคึกคักเป็นพิเศษ ท้องฟ้ามักแจ่มใสและกลางวันยาว เหมาะกับการเที่ยวหลายสถานที่ในวันเดียว ทั้งชมมหาวิหาร ขึ้นหอระฆัง และล่องเรือชมคลอง แต่ต้องเตรียมใจเรื่องอากาศร้อนชื้นและนักท่องเที่ยวที่ค่อนข้างเยอะ แนะนำให้จองตั๋วล่วงหน้าและเริ่มเที่ยวตั้งแต่เช้าจะสบายกว่า
ฤดูใบไม้ร่วง (กันยายน–พฤศจิกายน): อุณหภูมิประมาณ 7–25°C อีกหนึ่งช่วงที่เหมาะกับการมา เที่ยวมหาวิหารเซนต์มาร์ก โดยเฉพาะเดือนกันยายน–ตุลาคมที่อากาศเริ่มเย็นลง เดินเที่ยวสบายขึ้น แถมแสงแดดช่วงบ่ายยังช่วยขับให้ตัวมหาวิหารดูสวยเป็นพิเศษ บรรยากาศรอบจัตุรัสยังคงมีชีวิตชีวา แต่ช่วงปลายฤดูอาจเจอฝนหรือปรากฏการณ์น้ำทะเลหนุนสูง (Acqua Alta) จึงควรเช็กสภาพอากาศก่อนเดินทางด้วย
ฤดูหนาว (ธันวาคม–กุมภาพันธ์): อุณหภูมิประมาณ 1–10°C ใครชอบบรรยากาศยุโรปหน้าหนาวน่าจะถูกใจ เพราะเวนิสจะมีเสน่ห์ไปอีกแบบ โดยเฉพาะเดือนมกราคมที่นักท่องเที่ยวมักบางตาลง ทำให้เดินชมมหาวิหารได้ในบรรยากาศสงบขึ้น แต่ถ้ามาช่วงเทศกาล Venice Carnival ซึ่งมักจัดในเดือนกุมภาพันธ์ ก็จะได้เห็นผู้คนสวมหน้ากากและแต่งชุดแฟนซีสุดอลังการ ให้ความรู้สึกเหมือนย้อนเวลากลับไปในเวนิสยุคเก่าเลย
กิจกรรมแนะนำใน Basilica di San Marco
มาเที่ยว Basilica di San Marco ทั้งที นอกจากการชมความสวยงามของมหาวิหารแล้ว ยังมีกิจกรรมสนุก ๆ รอบจัตุรัสเซนต์มาร์กให้เลือกทำอีกเพียบ ไม่ว่าจะเป็นสายถ่ายรูป ชอบเดินชมเมืองเก่า หรืออยากสัมผัสบรรยากาศเวนิสแบบโรแมนติก ก็สามารถจัดโปรแกรมเที่ยวได้ตามสไตล์ที่ชอบเลย
เข้าร่วมทัวร์พร้อมไกด์เพื่อเจาะลึกประวัติศาสตร์มหาวิหาร ใครอยากรู้เรื่องราวเบื้องหลังงานศิลปะและสถาปัตยกรรมแบบมากกว่าการเดินชมด้วยตัวเอง แนะนำให้ลองจองทัวร์พร้อมไกด์ เพราะจะได้ฟังเรื่องราวสนุก ๆ ตั้งแต่ยุคที่เวนิสเป็นมหาอำนาจทางทะเล ไปจนถึงความหมายของสัญลักษณ์ต่าง ๆ ที่ซ่อนอยู่ภายในมหาวิหาร
ขึ้นหอระฆังเซนต์มาร์กชมวิวเมืองแบบพาโนรามา ถ้าอยากเห็นเวนิสจากมุมสูง แนะนำให้ขึ้นลิฟต์ไปยังจุดชมวิวบน St. Mark's Campanile ที่อยู่ฝั่งตรงข้ามมหาวิหาร จากด้านบนจะมองเห็นทั้งหลังคาสีส้ม คลองต่าง ๆ และทะเลสาบเวนิสแบบเต็มตา ยิ่งวันที่ฟ้าใส บอกเลยว่าวิวสวยมาก!
เดินเที่ยวพระราชวังดอจและสะพานถอนหายใจ หลังชมมหาวิหารเสร็จ สามารถเดินต่อไปยัง Doge's Palace เพื่อชมห้องโถงสุดอลังการและห้องประชุมเก่าแก่ ก่อนแวะชม Bridge of Sighs สะพานหินที่เชื่อมพระราชวังกับเรือนจำในอดีต เป็นอีกกิจกรรมที่ได้ทั้งรูปสวย ๆ และเรื่องราวประวัติศาสตร์น่าสนใจกลับไปด้วย
นั่งจิบกาแฟชมบรรยากาศ Piazza San Marco ถ้าเดินเที่ยวจนเริ่มเหนื่อย ลองแวะพักที่คาเฟ่เก่าแก่อย่าง Caffè Florian ซึ่งเปิดมาตั้งแต่ปี ค.ศ. 1720 แล้วสั่งกาแฟหรือขนมมานั่งกินชิล ๆ พร้อมชมผู้คนเดินผ่านไปมา บางช่วงยังมีดนตรีสดให้ฟังด้วย ได้ฟีลเวนิสคลาสสิกแบบเต็ม ๆ
เดินเล่นตามตรอกเมืองเก่าไปจนถึงสะพาน Rialto จากมหาวิหารสามารถเดินลัดเลาะไปตามตรอกเล็ก ๆ ผ่านร้านขายหน้ากากเวนิส ร้านงานฝีมือ และร้านของฝากต่าง ๆ จนถึงสะพาน Rialto ใช้เวลาประมาณ 10–15 นาที ระหว่างทางมีมุมถ่ายรูปน่ารัก ๆ ซ่อนอยู่เพียบ เหมาะมากกับคนที่ชอบเดินสำรวจเมืองแบบไม่ต้องรีบร้อน
ล่องเรือ Gondola สัมผัสเสน่ห์เมืองแห่งสายน้ำ ปิดท้ายวันด้วยกิจกรรมสุดคลาสสิกของเวนิสอย่างการนั่งเรือกอนโดลาลัดเลาะไปตามคลองเล็ก ๆ ระหว่างทางจะได้ชมสะพานหิน อาคารเก่าแก่ และบ้านเรือนริมน้ำจากมุมที่ต่างออกไป โดยเฉพาะช่วงเย็นที่แสงแดดเริ่มนุ่ม บรรยากาศโรแมนติกสุด ๆ เหมาะกับทั้งคู่รักและคนที่อยากสัมผัสเสน่ห์ของเวนิสแบบเต็มอารมณ์
แนะนำที่พักใกล้ Basilica di San Marco
San Marco Palace
ถ้าอยากพักใจกลางเวนิสแบบเดินออกจากโรงแรมไม่กี่ก้าวก็ถึงจัตุรัสเซนต์มาร์ก San Marco Palace เป็นตัวเลือกที่น่าสนใจมาก เพราะตั้งอยู่ในย่าน San Marco ใกล้ทั้ง มหาวิหารเซนต์มาร์ก พระราชวังดอจ และหอระฆังเซนต์มาร์ก จะตื่นเช้าออกไปถ่ายรูปก่อนคนเยอะ หรือเดินเล่นชมเมืองเก่าตอนค่ำก็สะดวกสุด ๆ แถมรอบ ๆ ยังมีร้านอาหาร คาเฟ่ และร้านขายของฝากให้แวะได้ตลอดทาง
จุดเด่นของที่นี่คือห้องพักแบบสวีทที่มีพื้นที่ค่อนข้างกว้าง ตกแต่งในสไตล์เวนิสคลาสสิก ทั้งเฟอร์นิเจอร์ไม้ ผ้าม่านลวดลายหรูหรา และโทนสีอบอุ่นที่ให้ความรู้สึกเหมือนพักอยู่ในอาคารเก่าแก่ของเมือง บางห้องยังมีพื้นที่นั่งเล่นแยกเป็นสัดส่วน เหมาะกับคู่รัก ครอบครัว หรือใครที่อยากได้ที่พักใกล้ Basilica di San Marco ที่ทั้งทำเลดีและมีพื้นที่ให้พักผ่อนสบาย ๆ หลังเดินเที่ยวมาทั้งวัน
Baglioni Hotel Luna - The Leading Hotels of the World
สำหรับสายลักซ์ชู ขอแนะนำ Baglioni Hotel Luna - The Leading Hotels of the World โรงแรมหรูระดับ 5 ดาวที่อยู่ห่างจากจัตุรัสเซนต์มาร์กเพียงไม่กี่ก้าว แค่เดินเข้ามาก็สัมผัสได้ถึงความสง่างามแบบพระราชวังเวนิสเก่าแก่ แถมยังอยู่ใกล้ริมทะเลสาบเวนิสและมีท่าเรือส่วนตัว ทำให้เดินทางด้วยเรือแท็กซี่ได้สะดวกมาก
บรรยากาศภายในโรงแรมเต็มไปด้วยความหรูหราแบบคลาสสิก ทั้งเฟอร์นิเจอร์โบราณ โคมไฟแก้วมูราโน และห้องพักที่ตกแต่งอย่างประณีต โดยห้องสวีทบางประเภทสามารถมองเห็นวิวทะเลสาบเวนิสได้ด้วย อีกหนึ่งไฮไลท์คือห้องอาหารเช้าที่ประดับภาพเฟรสโกสวยงาม ให้ความรู้สึกเหมือนได้ย้อนเวลากลับไปในยุคที่เวนิสรุ่งเรืองสุด ๆ เหมาะกับคู่รักที่มาฮันนีมูน ฉลองโอกาสพิเศษ หรือใครที่อยากสัมผัสการพักผ่อนแบบลักชัวรีให้สมกับทริปในฝัน
Hotel Trovatore
สำหรับสายเที่ยวที่อยากประหยัดงบค่าที่พัก แต่ยังอยากนอนใกล้แลนด์มาร์กสำคัญของเวนิส Hotel Trovatore ก็เป็นอีกตัวเลือกที่น่าเก็บไว้ในลิสต์ โรงแรมตั้งอยู่ในย่าน Castello ใกล้ถนน Riva degli Schiavoni และท่าเรือ San Zaccaria โดยสามารถเดินไปมหาวิหารเซนต์มาร์กและพระราชวังดอจได้ในเวลาประมาณ 5 นาทีเท่านั้น ทำเลนี้จึงเหมาะมากสำหรับคนที่อยากออกไปเที่ยวตั้งแต่เช้าจนค่ำโดยไม่ต้องเสียเวลาเดินทางเยอะ
ตัวโรงแรมมีบรรยากาศอบอุ่นเป็นกันเอง ห้องพักตกแต่งเรียบง่ายในสไตล์คลาสสิก มีสิ่งอำนวยความสะดวกพื้นฐานครบ และบางห้องยังมีระเบียงให้รับลมชมบรรยากาศเมืองเก่าอีกด้วย แม้จะไม่ได้หรูหราเท่าโรงแรมระดับ 5 ดาว แต่ก็ได้ความสะดวกสบายและทำเลที่ดีมากเมื่อเทียบกับตัวเลือกอื่น ๆ ในย่านนี้ ใครเน้นออกไปเที่ยวให้เต็มที่แล้วกลับมานอนพักแบบสบาย ๆ ที่นี่ก็ตอบโจทย์เลย
เคล็ดลับการเที่ยว Basilica di San Marco
ใครกำลังวางแผนมาเที่ยว Basilica di San Marco ลองเก็บเคล็ดลับเหล่านี้ไว้สักหน่อย เพราะจะช่วยให้เที่ยวได้สะดวกขึ้น ประหยัดเวลา และไม่พลาดจุดสำคัญภายในมหาวิหารเซนต์มาร์ก
จองตั๋วเข้าชมล่วงหน้า โดยเฉพาะช่วงฤดูร้อนและวันหยุดที่นักท่องเที่ยวค่อนข้างเยอะ แนะนำให้จองผ่านเว็บไซต์ทางการก่อนเดินทาง จะได้เลือกเวลาเข้าชมที่สะดวกและลดเวลารอคิว
เลือกมาเที่ยวช่วงเช้า ถ้าอยากถ่ายรูปด้านหน้ามหาวิหารแบบไม่ติดคนเยอะ แนะนำให้มาถึงจัตุรัสเซนต์มาร์กตั้งแต่เช้าตรู่ เพราะบรรยากาศยังค่อนข้างสงบ แสงสวย และเดินเล่นได้สบายกว่าช่วงสาย
เช็กเวลาเปิด–ปิดให้ดี โดยทั่วไปมหาวิหารเปิดให้นักท่องเที่ยวเข้าชมวันจันทร์–เสาร์ เวลา 09.30–17.15 น. ส่วนวันอาทิตย์และวันสำคัญทางศาสนาอาจเปิดให้เข้าชมเฉพาะช่วงบ่ายหรือปรับเวลา ควรตรวจสอบอีกครั้งก่อนเดินทาง
แต่งกายสุภาพและเตรียมสัมภาระให้พร้อม ควรสวมเสื้อที่คลุมไหล่และกางเกงหรือกระโปรงที่คลุมเข่า เพราะมหาวิหารยังเป็นสถานที่ประกอบพิธีทางศาสนา รวมถึงหลีกเลี่ยงการนำกระเป๋าเดินทางหรือสัมภาระขนาดใหญ่ติดตัวไปด้วย
เผื่อเวลาเที่ยวอย่างน้อย 1–2 ชั่วโมง หากตั้งใจชมทั้งตัวมหาวิหาร Pala d'Oro และพิพิธภัณฑ์ แนะนำให้เผื่อเวลาไว้พอสมควร จะได้เดินชมรายละเอียดต่าง ๆ แบบไม่ต้องรีบร้อน และอย่าลืมว่าบางโซนต้องซื้อตั๋วเพิ่มเติมด้วย
ตรวจสอบกฎการถ่ายภาพ ภายในมหาวิหารมีข้อจำกัดเรื่องการถ่ายภาพและวิดีโอ ควรปฏิบัติตามป้ายและคำแนะนำของเจ้าหน้าที่ ส่วนใครอยากได้ภาพสวย ๆ สามารถเก็บภาพบริเวณด้านนอกและจัตุรัสเซนต์มาร์กได้อย่างเต็มที่
เช็กระดับน้ำทะเลก่อนออกเที่ยว โดยเฉพาะช่วงฤดูใบไม้ร่วงและฤดูหนาวที่เวนิสอาจเกิดปรากฏการณ์น้ำทะเลหนุนสูง หรือ Acqua Alta ทำให้บางพื้นที่รอบจัตุรัสมีน้ำท่วมขังชั่วคราว แนะนำให้เช็กพยากรณ์อากาศและสวมรองเท้าที่เดินสบายไว้ก่อน
อ่านต่อบทความท่องเที่ยวอิตาลีอื่น ๆ:
FAQ: คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับการเที่ยว Basilica di San Marco
Q: แต่งตัวอย่างไรเมื่อไปเที่ยว Basilica di San Marco?
A: เนื่องจากเป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ทางศาสนา ต้องแต่งกายสุภาพ โดยผู้หญิงและผู้ชายควรสวมเสื้อคลุมไหล่และกางเกงหรือกระโปรงยาวคลุมเข่า ห้ามสวมเสื้อสายเดี่ยว เสื้อกล้าม หรือกางเกงขาสั้นเหนือเข่า
Q: ไปเที่ยว Basilica di San Marco ต้องทำวีซ่าไหม?
A: นักท่องเที่ยวชาวไทยต้องยื่นขอ วีซ่าเชงเก้น (Schengen Visa) ล่วงหน้าก่อนเดินทาง โดยสามารถใช้เดินทางท่องเที่ยวในประเทศกลุ่มเชงเกนอื่น ๆ ได้ด้วย
Q: ค่าเข้าชม Basilica di San Marco ประมาณเท่าไหร่?
A: ค่าเข้าชมโถงมหาวิหารหลักอยู่ที่ 10 ยูโร หากต้องการชมจุดไฮไลท์เสริมอย่าง Pala d'Oro พิพิธภัณฑ์/ระเบียง หรือขึ้นหอระฆัง จะมีค่าตั๋วเพิ่มเติมจุดละ 5–20 ยูโร หรือเลือกซื้อตั๋วรวมทุกจุดในราคา 30 ยูโร
Q: เดินทางจากสนามบินเวนิส (Marco Polo Airport) ไปยังมหาวิหารอย่างไร?
A: วิธีที่สะดวกที่สุดคือนั่งเรือด่วน Alilaguna (สาย Linea Blu) จากสนามบินมาลงที่ท่าเรือ San Marco หรือ San Zaccaria แล้วเดินต่ออีกประมาณ 5–10 นาที หรือเลือกใช้บริการเรือแท็กซี่ส่วนตัว (Water Taxi)
Q: เที่ยว Basilica di San Marco ช่วงไหนดีที่สุด?
A: ช่วงเดือนเมษายน–พฤษภาคม และกันยายน–ตุลาคม เหมาะที่สุดเพราะอากาศเย็นสบายและแดดกำลังดี ส่วนช่วงปลายฤดูใบไม้ร่วงถึงฤดูหนาว (พ.ย.–ก.พ.) อาจต้องระวังปรากฏการณ์น้ำทะเลหนุนสูง (Acqua Alta) บริเวณจัตุรัส
Q: ขับรถยนต์ไปเที่ยว หรือมีที่จอดรถใกล้ ๆ มหาวิหารไหม?
A: เขตเมืองเก่าของเวนิสเป็นพื้นที่ปลอดรถยนต์ 100% ไม่มีถนนและที่จอดรถใกล้จัตุรัสซานมาร์โค หากขับรถมาจะต้องจอดไว้ที่ลานจอดรถบริเวณริมฝั่งเกาะ เช่น Piazzale Roma แล้วนั่งเรือโดยสาร Vaporetto เข้ามาในเมือง