
Rio de Janeiro หรือรีโอเดจาเนโร เมืองริมอ่าวกวานาบาราทางตะวันออกเฉียงใต้ของที่เที่ยวบราซิล เป็นเมืองที่มีแลนด์สเคปสุดจึ้ง มีทั้งภูเขาสูงชันกับชายหาดยาวเหยียด พิกัดเที่ยวดัง ๆ ก็มีรูปปั้นพระเยซูคริสต์ยืนกางแขนอยู่บนยอดเขา หาดโคปาคาบานาและอิปาเนมาที่คึกคักตั้งแต่เช้าจรดค่ำ ไปจนถึงย่านเก่าที่เต็มไปด้วยงานศิลปะข้างถนน จนยูเนสโกยกภูมิทัศน์ระหว่างภูเขากับทะเลของเมืองนี้ให้เป็นมรดกโลกเมื่อปี 2012
ข่าวดีสำหรับคนไทยคือพาสปอร์ตไทยเข้าบราซิลได้โดยไม่ต้องขอวีซ่า ส่วนที่ต้องวางแผนจริงจังคือการเดินทางไกลกับการเลือกช่วงเวลาให้เหมาะ บทความนี้รวบรวม 12 ที่เที่ยวรีโอเดจาเนโรที่ไปครั้งแรกแล้วไม่ควรพลาด ทั้งจุดชมวิว ชายหาด ป่ากลางเมือง และย่านศิลปะ พร้อมวิธีเดินทาง ค่าใช้จ่ายโดยประมาณ เดือนที่น่าไป และที่พักปัง ๆ ใน Rio de Janeiro ใครกำลังวางแผนเที่ยวริโอมาเซฟไว้ด่วนจ้า!
มาถึงริโอแล้วไม่ขึ้นไปเช็กอินกับพระคริสต์บนยอดเขากอร์โกวาดู ก็เหมือนมาไม่ถึง! รูปปั้นพระเยซูคริสต์ ริโอ สูง 30 เมตร ไม่รวมฐานอีก 8 เมตร ตั้งอยู่บนความสูงประมาณ 710 เมตรเหนือระดับน้ำทะเล และได้รับเลือกเป็นหนึ่งในเจ็ดสิ่งมหัศจรรย์ของโลกยุคใหม่ จากลานด้านบนมองเห็นทั้งอ่าวกวานาบารา ภูเขาชูการ์โลฟ และหาดโคปาคาบานาในมุมเดียว วิธีขึ้นที่คลาสสิกที่สุดคือนั่งรถไฟ Trem do Corcovado ไต่ผ่านป่าแอตแลนติกประมาณ 20 นาที ตั๋วรวมค่าเข้าประมาณ 134 เรอัล (ประมาณ 800 บาท) จากที่ไปมา แนะนำให้จองรอบเช้าสุด เพราะเมฆยังไม่ลงมาบังและคนยังไม่แน่นลาน
เวลาเปิด-ปิด : ทุกวัน 08:00–19:00 น.
ภูเขาชูการ์โลฟคือหินแกรนิตรูปทรงก้อนน้ำตาลสูง 396 เมตร ตั้งเด่นอยู่ริมอ่าวกวานาบารา ขึ้นด้วยกระเช้าลอยฟ้า Bondinho สองช่วง ช่วงแรกจากย่านอูร์กาไปยอดเขาอูร์กา แล้วต่อขึ้นยอดชูการ์โลฟ กระเช้าเส้นนี้เปิดให้บริการมาตั้งแต่ปี 1912 ด้านบนเห็นหาดโคปาคาบานา สนามบินซานโตสดูมองต์ และพระคริสต์บนเขาฝั่งตรงข้าม ช่วงที่คุ้มที่สุดคือขึ้นก่อนพระอาทิตย์ตกประมาณหนึ่งชั่วโมง จะได้วิวทั้งตอนกลางวัน ตอนฟ้าเปลี่ยนสี และตอนไฟเมืองเริ่มสว่าง ตั๋วสำหรับชาวต่างชาติประมาณ 205 เรอัล ใครชอบเดินป่าเดินเท้าขึ้นเขาอูร์กาแล้วค่อยต่อกระเช้าก็ได้
เวลาเปิด-ปิด : ทุกวัน 08:30–20:00 น. (ขึ้นกระเช้ารอบสุดท้ายประมาณ 19:30 น.)
หาดโคปาคาบานาคือหาดรูปพระจันทร์เสี้ยวยาวประมาณ 4 กิโลเมตร ที่เป็นภาพจำของริโอมาหลายสิบปี ทางเดินริมหาดเค้าทำอย่างดีและมีดีไซน์ปูกระเบื้องลายคลื่นขาวดำทอดยาวตลอดแนว ตั้งแต่เช้าจะมีคนวิ่ง ปั่นจักรยาน เล่นวอลเลย์บอลชายหาดและฟุตวอลเลย์ ตกเย็นซุ้มริมหาดเริ่มเปิดขายน้ำมะพร้าวกับไกปิรินญา ส่วนคืนส่งท้ายปีเก่าที่นี่จัดงานพลุ Réveillon ซึ่งมีคนมาร่วมนับล้าน ส่วนตัวชอบช่วงเช้าก่อน 9 โมงมากที่สุด แดดยังไม่แรง ถ่ายรูปแนวหาดกับภูเขาด้านหลังได้สวย ข้อควรระวังคือไม่ควรวางโทรศัพท์หรือกระเป๋าทิ้งไว้บนชายหาดตอนลงเล่นน้ำ
เวลาเปิด-ปิด : เปิด 24 ชั่วโมง
ถ้าโคปาคาบานาคือหาดของนักท่องเที่ยว หาดอิปาเนมาคือหาดของคนท้องถิ่นที่บรรยากาศดูชิคกว่า หาดนี้โด่งดังไปทั่วโลกจากเพลงบอสซาโนวา Garota de Ipanema ชายหาดแบ่งเป็นช่วงตามเสาไลฟ์การ์ดที่เรียกว่า Posto แต่ละช่วงมีกลุ่มคนประจำต่างกันไป ฉากหลังคือเขาแฝด Dois Irmãos ที่ทำให้วิวหาดนี้ไม่ซ้ำกับที่ไหน ท้ายหาดฝั่งตะวันออกมีโขดหิน Arpoador ซึ่งคนนิยมปีนขึ้นไปนั่งรอพระอาทิตย์ตกลงทะเล พอดวงอาทิตย์ลับขอบฟ้าคนทั้งโขดหินจะปรบมือพร้อมกัน เป็นโมเมนต์เล็ก ๆ ที่น่าประทับใจ ควรไปถึงก่อนตะวันตกสัก 40 นาทีเพื่อจองที่นั่ง
เวลาเปิด-ปิด : เปิด 24 ชั่วโมง
บันได 215 ขั้นที่เชื่อมย่านลาปากับซานตาเตเรซาแห่งนี้ เป็นผลงานของ Jorge Selarón ศิลปินชาวชิลีที่ลงมือปูกระเบื้องหลากสีตั้งแต่ปี 1990 และทำต่อเนื่องจนวาระสุดท้ายของชีวิต กระเบื้องจำนวนมากมาจากกว่า 60 ประเทศทั่วโลก ซึ่งส่วนหนึ่งนักท่องเที่ยวส่งมาให้เอง เดินไล่ดูทีละขั้นจะเจอลายธงชาติ ชื่อเมือง และภาพวาดที่ไม่ซ้ำกัน สีเหลือง เขียว น้ำเงินที่ใช้ก็คือสีธงชาติบราซิลนั่นเอง เทคนิคประหยัดเวลาคือไปก่อน 9 โมงเช้า จะได้คอนเทนต์เริ่ด ๆ โดยไม่มีคนเดินผ่านเฟรม และควรเที่ยวช่วงกลางวันเป็นหลัก
เวลาเปิด-ปิด : เปิด 24 ชั่วโมง
Credit: Museu do Amanhã
อาคารสีขาวรูปทรงคล้ายโครงกระดูกปลายื่นออกไปเหนืออ่าวนี้ ออกแบบโดยสถาปนิก Santiago Calatrava และเปิดเมื่อปี 2015 ในโครงการฟื้นฟูย่านท่าเรือเก่า นิทรรศการด้านในชวนตั้งคำถามว่าโลกจะเป็นอย่างไรในอีก 50 ปี ผ่านเรื่องวิทยาศาสตร์ สิ่งแวดล้อม และการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศ เล่าด้วยจอและสื่ออินเทอร์แอกทีฟ ตัวอาคารเองก็ใช้พลังงานแสงอาทิตย์และหมุนเวียนน้ำจากอ่าวมาใช้ เดินออกมาด้านข้างจะเจอ Boulevard Olímpico ที่มีภาพกราฟฟิตี้ขนาดยักษ์ Etnias ของ Eduardo Kobra ใช้เวลาเที่ยวรวมกันครึ่งวันกำลังดี
เวลาเปิด-ปิด : 10:00–17:00 น. (ปิดทุกวันพุธ)
ปาร์กลาเชคือคฤหาสน์เก่าสไตล์อิตาลีที่ตั้งอยู่ในสวนร่มรื่นบริเวณเชิงเขากอร์โกวาดู ปัจจุบันเป็นที่ตั้งของโรงเรียนศิลปะ Escola de Artes Visuais ไฮไลต์อยู่ที่ลานกลางอาคารซึ่งมีสระน้ำล้อมด้วยเสาโค้ง และถ้าเงยหน้าขึ้นไปจะเห็นรูปปั้นพระคริสต์อยู่บนยอดเขาพอดี มุมนี้คนนิยมมาถ่ายรูปสุด ๆ ด้านหลังสวนยังเป็นจุดเริ่มเส้นทางเดินป่าขึ้นไปถึงพระคริสต์ ใช้เวลาประมาณ 2–3 ชั่วโมง ทางชันและมีช่วงปีนโซ่ ถ้าอยากลองแนะนำให้ไปกับไกด์ท้องถิ่น ส่วนคนที่อยากเที่ยวเบา ๆ แค่เดินเล่นในสวนแล้วนั่งชิลที่ลานกลางก็เพลินแล้ว
เวลาเปิด-ปิด : 08:00–17:00 น.
Credit: Riotour.rio
สวนพฤกษศาสตร์แห่งนี้ก่อตั้งเมื่อปี 1808 โดยพระเจ้าโจเอาที่ 6 แห่งโปรตุเกส ช่วงที่ราชสำนักย้ายมาอยู่บราซิล ไฮไลต์ที่ทุกคนต้องไปยืนถ่ายรูปคือถนนต้นปาล์มจักรพรรดิ (Imperial Palm) ที่เรียงสูงเป็นแนวยาว นอกจากนั้นยังมีเรือนกล้วยไม้ เรือนพืชกินแมลง บ่อบัววิกตอเรียใบยักษ์ และสวนญี่ปุ่น ระหว่างเดินมีโอกาสเจอลิงมาร์โมเซตตัวเล็กกับนกทูแคนบนต้นไม้ด้วย จากที่ไปมา แนะนำให้ซื้อตั๋วออนไลน์ล่วงหน้า และเผื่อเวลาอย่างน้อย 2 ชั่วโมง เพราะสวนแอบกว้างกว่าที่เห็นจากทางเข้าเยอะเลย
เวลาเปิด-ปิด : 08:00–17:00 น.
ป่าติจูกาเป็นหนึ่งในป่าในเมืองที่ใหญ่ที่สุดในโลก และเป็นตัวอย่างการฟื้นป่าที่น่าสนใจ เพราะในศตวรรษที่ 19 พื้นที่นี้เคยถูกถางทำไร่กาแฟจนเกิดปัญหาน้ำ ก่อนจะปลูกป่ากลับคืนจนกลายเป็นป่าทึบอย่างทุกวันนี้ ภายในอุทยานมีน้ำตก Cascatinha Taunay จุดชมวิว Vista Chinesa ที่เห็นทะเลสาบลากัวกับหาดอิปาเนมา และเส้นทางเดินขึ้นยอด Pico da Tijuca สำหรับคนชอบเดินป่า จุดท่องเที่ยวกระจายตัวอยู่ไกลกัน วิธีที่สะดวกที่สุดคือเช่ารถพร้อมคนขับหรือจอยทัวร์ครึ่งวัน และควรพกยากันยุงกับน้ำดื่มไปด้วยจ้า
เวลาเปิด-ปิด : 08:00–17:00 น.
ซานตาเตเรซาคือย่านบนเนินเขาที่เต็มไปด้วยบ้านเก่าสไตล์โคโลเนียล แกลเลอรี และสตูดิโอศิลปิน วิธีขึ้นไปที่สนุกที่สุดคือนั่งรถรางสีเหลือง Bonde de Santa Teresa ซึ่งวิ่งข้ามซุ้มโค้งสีขาว Arcos da Lapa ท่อส่งน้ำโบราณจากศตวรรษที่ 18 ก่อนไต่ขึ้นเนินผ่านถนนแคบ ๆ ระหว่างทางลงไปเดินที่ Parque das Ruínas ซากคฤหาสน์เก่าที่กลายเป็นจุดชมวิวฟรี มองเห็นทั้งย่าน Centro และอ่าวกวานาบารา ย่านนี้เหมาะกับการเดินเล่นช้า ๆ ช่วงบ่าย แต่ไม่แนะนำให้เดินตามซอยเปลี่ยวตอนมืด ๆ นะ
เวลาเปิด-ปิด : ย่านเที่ยวได้ทั้งวัน / รถรางให้บริการช่วงกลางวัน ประมาณ 08:00–18:00 น.
แฟนบอลต้องแวะมาราคานา สนามในตำนานที่สร้างขึ้นเพื่อฟุตบอลโลกปี 1950 เคยใช้จัดนัดชิงชนะเลิศฟุตบอลโลกทั้งปี 1950 และ 2014 รวมถึงพิธีเปิดโอลิมปิก 2016 ปัจจุบันเป็นสนามเหย้าของ Flamengo และ Fluminense สองทีมดังของเมือง ทัวร์สนามจะพาเข้าห้องแต่งตัวนักเตะ เดินผ่านอุโมงค์ออกไปข้างสนาม และดูโถงเกียรติยศ ถ้าจังหวะดีมีแมตช์ช่วงที่ไป แนะนำให้หาตั๋วมาดูของจริงสักนัด เสียงเชียร์ทั้งสนามเป็นประสบการณ์ที่ดูผ่านจอไม่ได้ เลือกโซนที่นั่งกลาง ๆ จะสบายกว่าโซนกองเชียร์หลัก
เวลาเปิด-ปิด : ทัวร์สนามทุกวัน ประมาณ 09:00–17:00 น. (งดหรือลดเวลาในวันที่มีการแข่งขัน)
ทะเลสาบน้ำกร่อยกลางเมืองที่อยู่ด้านหลังหาดอิปาเนมาและเลอบลง ล้อมรอบด้วยภูเขาและย่านที่พักอาศัย มีทางเดินและทางจักรยานรอบทะเลสาบยาวประมาณ 7.5 กิโลเมตร คนท้องถิ่นมาวิ่ง ปั่นจักรยาน และพายเรือกันตั้งแต่เช้า ช่วงเย็นแสงจะตกกระทบผิวน้ำ มองขึ้นไปเห็นรูปปั้นพระคริสต์บนเขากอร์โกวาดูอยู่ไกล ๆ เป็นมุมพักผ่อนที่นักท่องเที่ยวหลายคนมองข้าม จากที่ไปมา แนะนำให้เช่าจักรยานปั่นรอบทะเลสาบช่วงบ่ายแก่ ๆ แล้วหาที่นั่งชิลที่ซุ้มริมน้ำ เหมาะกับวันที่อยากเที่ยวแบบชิล ๆ ไม่อะไรมาก
เวลาเปิด-ปิด : เปิด 24 ชั่วโมง
รีโอเดจาเนโรเป็นเมืองหลวงของรัฐรีโอเดจาเนโร ตั้งอยู่บนชายฝั่งมหาสมุทรแอตแลนติกทางตะวันออกเฉียงใต้ของบราซิล ห่างจากเซาเปาโลประมาณ 430 กิโลเมตร และเคยเป็นเมืองหลวงของประเทศจนถึงปี 1960 ก่อนย้ายไปบราซิเลีย ตัวเมืองแบ่งคร่าว ๆ เป็นโซนใต้ (Zona Sul) ที่มีหาดโคปาคาบานา อิปาเนมา และเลอบลง ซึ่งเป็นย่านที่นักท่องเที่ยวนิยมพัก ย่าน Centro และลาปาที่เป็นศูนย์กลางประวัติศาสตร์ และโซนเหนือที่มีสนามมาราคานา สนามบินนานาชาติหลักคือ Galeão (GIG) อยู่ห่างจากโคปาคาบานาประมาณ 20 กิโลเมตร สำหรับคนไทยที่จะเดินทางไปบราซิล ควรเผื่อเวลาเดินทางอย่างน้อยฝั่งละ 1 วันเต็ม และวางแผนพักฟื้นจากอาการเจ็ตแล็กในวันแรกนิดนึง
สิ่งที่ทำให้ริโอต่างจากเมืองใหญ่ทั่วไปคือธรรมชาติกับเมืองอยู่ติดกันจริง ๆ ภายในวันเดียวสามารถเดินป่าในอุทยาน ขึ้นยอดเขาดูวิว แล้วลงมานอนเล่นบนหาดตอนบ่ายได้ ภูมิทัศน์นี้เองที่ทำให้ยูเนสโกขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกในฐานะภูมิทัศน์วัฒนธรรมของเมืองระหว่างภูเขากับทะเล และยังมีรูปปั้นพระเยซูคริสต์ซึ่งเป็นหนึ่งในเจ็ดสิ่งมหัศจรรย์ของโลกยุคใหม่ เป็นเหตุผลที่ทำให้ริโออยู่ท็อปลิสต์ที่เที่ยวบราซิลเสมอ
อีกเสน่ห์คือวัฒนธรรมที่สัมผัสได้ทั่วเมือง ตั้งแต่ดนตรีแซมบ้าในย่านลาปา บอสซาโนวาที่เกิดจากย่านอิปาเนมา ฟุตบอลที่เป็นเหมือนจิตใจของคนท้องถิ่น ไปจนถึงคาร์นิวัลริโอ เทศกาลที่มีขบวนพาเหรดของโรงเรียนแซมบ้าใน Sambódromo และงานปาร์ตี้ตามถนนที่เรียกว่า Bloco ทั่วเมือง ส่วนตัวมองว่าแม้ไม่ได้ไปตรงช่วงเทศกาล บรรยากาศสบาย ๆ ของคนริโอที่ชอบใช้ชีวิตนอกบ้านก็ทำให้ทริปมีสีสันอยู่แล้ว
บราซิลอยู่ซีกโลกใต้ ฤดูกาลจึงสลับกับฝั่งเอเชีย ใครกำลังคิดว่าไปริโอเดือนไหนดี ดูภาพรวมแต่ละช่วงได้ตามนี้เลยจ้า
เหมาะกับ : คู่รัก / ครอบครัว / คนที่อยากได้วิวทะเลจากห้องพัก
Hilton Rio de Janeiro Copacabana ตั้งอยู่บนถนน Avenida Atlântica ฝั่งย่านเลมี ซึ่งเป็นหัวหาดโคปาคาบานาที่บรรยากาศสงบกว่าช่วงกลางหาด อาคารสูง 39 ชั้น มีห้องพัก 545 ห้อง ห้องฝั่งทะเลเปิดม่านมาเจอแนวหาดยาวสุดสายตา ภายในมีสระว่ายน้ำกลางแจ้งและฟิตเนส ออกจากโรงแรมก็เจอทางเดินริมหาดทันที นั่งรถไปภูเขาชูการ์โลฟใช้เวลาไม่ถึง 15 นาที เหมาะกับทริปที่อยากได้ความสะดวกครบในที่เดียว ใครจองห้องวิวทะเล แนะนำให้ขอชั้นสูง เพราะเห็นทั้งหาดและภูเขาด้านหลังได้ชัดกว่า
เหมาะกับ : สายประหยัด / กลุ่มเพื่อน / คนที่เดินทางด้วยรถไฟใต้ดิน
Premier Copacabana Hotel อยู่บนถนน Rua Tonelero ถนนสายในของย่านโคปาคาบานา ห่างจากสถานีรถไฟใต้ดิน Cardeal Arcoverde ประมาณ 750 เมตร ทำให้นั่งรถไฟไปย่าน Centro ลาปา หรือสนามมาราคานาได้ง่าย และเดินไปหาดได้ในไม่กี่นาที อาคาร 15 ชั้น มีห้องพัก 110 ห้อง พร้อมสระว่ายน้ำ บาร์ และคาเฟ่ ราคาจับต้องได้กว่าโรงแรมที่อยู่ติดหาดโดยตรง ถือว่าคุ้มสำหรับคนที่ใช้ห้องเป็นที่นอนแล้วออกไปเที่ยวทั้งวัน ย่านรอบโรงแรมมีร้านค้าและซูเปอร์มาร์เก็ตเยอะ ซื้อน้ำดื่มกับของกินเล่นตุนไว้ได้สะดวก
เหมาะกับ : สายเที่ยวหาด / คนชอบเดินเล่น / คนที่อยากพักใกล้ทั้งโคปาคาบานาและอิปาเนมา
Rio Design Copacabana Hotel อยู่บนถนน Rua Francisco Sá ช่วง Posto 6 ปลายหาดโคปาคาบานาฝั่งที่ติดกับ Arpoador ทำเลนี้เดินไปนั่งดูพระอาทิตย์ตกที่โขดหิน Arpoador แล้วต่อไปหาดอิปาเนมาได้ในระยะเดินเท้า และสถานีรถไฟใต้ดิน General Osório ก็อยู่ไม่ไกล โรงแรมมีห้องพัก 66 ห้อง มีร้านอาหาร อาหารเช้า แผนกต้อนรับ 24 ชั่วโมง และบริการจัดทัวร์ ช่วยให้จองทริปขึ้นพระคริสต์หรือทัวร์ป่าติจูกาได้ง่ายขึ้น ขนาดไม่ใหญ่ บรรยากาศเป็นกันเอง เหมาะกับคนที่อยากได้ทำเลดีโดยไม่ต้องจ่ายราคาโรงแรมหรูริมหาด
คนไทยที่ถือพาสปอร์ตธรรมดาเข้าบราซิลเพื่อท่องเที่ยวได้โดยไม่ต้องขอวีซ่า พำนักได้สูงสุด 90 วัน พาสปอร์ตควรมีอายุเหลือไม่น้อยกว่า 6 เดือน และควรมีใบรับรองวัคซีนไข้เหลืองไว้ใช้ตอนกลับเข้าไทย
ครั้งแรกแนะนำ 4–5 วัน จะได้เที่ยวไฮไลต์อย่างพระคริสต์ ชูการ์โลฟ ชายหาด และย่าน Centro ได้ไม่เร่ง ถ้าอยากไปป่าติจูกาหรือเกาะใกล้เคียงอย่าง Ilha Grande ให้เผื่อเพิ่มอีก 2–3 วัน
ต้องระวังการฉกโทรศัพท์และกระเป๋า โดยเฉพาะบนหาดและในที่คนพลุกพล่าน ไม่ควรเดินซอยเปลี่ยวตอนกลางคืน ใช้ Uber แทนการเดินไกล ๆ และไม่ควรเข้าชุมชนฟาเวลาโดยไม่มีไกด์ท้องถิ่น
รถไฟ Trem do Corcovado ได้วิวป่าระหว่างทางและเป็นประสบการณ์คลาสสิก แต่ตั๋วหมดเร็วต้องจองล่วงหน้า ส่วนรถตู้ทางการมีหลายจุดขึ้นรถในเมืองและยืดหยุ่นกว่า เหมาะกับคนที่จองรถไฟไม่ทัน
ไม่รวมตั๋วเครื่องบิน ควรเตรียมประมาณ 3,000–6,000 บาทต่อคนต่อวัน ครอบคลุมที่พักระดับกลาง ๆ อาหาร ค่าเดินทาง และค่าเข้าชม ช่วงปีใหม่และคาร์นิวัลค่าที่พักจะสูงขึ้นอีกเยอะ
ถ้าเที่ยวครั้งแรกขอแนะนำโคปาคาบานาเพราะมีที่พักหลายระดับราคาและมีรถไฟใต้ดินผ่าน ส่วนอิปาเนมาและเลอบลงบรรยากาศดีกว่าแต่ราคาสูงกว่าหน่อย
บราซิลใช้เงินเรอัล (BRL) บัตรเครดิตและการแตะจ่ายใช้ได้แทบทุกที่รวมถึงรถไฟใต้ดิน แต่ควรพกเงินสดเล็กน้อยไว้ซื้อของตามซุ้มริมหาด
เวลาที่รีโอเดจาเนโรช้ากว่าไทย 10 ชั่วโมง และบราซิลยกเลิกการปรับเวลาออมแสงไปแล้ว เลยต่างกันเท่าเดิมตลอดปีจ้า
ถ้าพร้อมจะออกไปเที่ยวแล้ว อย่าลืมจองไฟล์ทไป Rio de Janeiro และที่พักใกล้ Rio de Janeiro กับ Traveloka ที่เดียวครบจบทั้งเที่ยวบิน ที่พัก และกิจกรรมสนุก ๆ ด้วยราคาน่ารักสบายกระเป๋า แถมมีโปรโมชั่นเด็ด ๆ มาแจกเป็นประจำ!







