
ศาลเจ้าเมจิ (Meiji Jingu) เป็นที่เที่ยวโตเกียวสุดสงบที่เดินออกจากสถานีรถไฟแค่นาทีเดียว ฝั่งหนึ่งเป็นย่านฮาราจูกุที่คนเดินแน่นทั้งวัน อีกฝั่งเป็นทางเดินกรวดใต้ต้นไม้สูงที่พาเข้าไปสู่ศาลเจ้าชินโตซึ่งสร้างขึ้นในปี 1920 เพื่ออุทิศแด่จักรพรรดิเมจิและจักรพรรดินีโชเก็น ผู้พาญี่ปุ่นก้าวเข้าสู่ยุคสมัยใหม่
สิ่งที่ทำให้ศาลเจ้าเมจิ โตเกียว ต่างจากศาลเจ้าทั่วไปคือบรรยากาศทั้งเส้นทาง ตั้งแต่ลอดเสาโทริอิไม้ขนาดใหญ่ เดินผ่านกำแพงถังสาเกที่วางหันหน้าเข้าหาถังไวน์จากฝรั่งเศส ไปจนถึงสวนด้านในที่มีบ่อน้ำศักดิ์สิทธิ์ซ่อนอยู่ แถมเข้าชมฟรี บทความนี้รวมไฮไลท์ กิจกรรม วิธีเดินทาง ช่วงเวลาที่ควรไป และที่พักโตเกียวไว้ให้ครบ ใครกำลังวางแผนเที่ยวญี่ปุ่น อ่านจบแล้วจัดทริปต่อได้เลย
จุดแรกที่ทุกคนหยุดถ่ายรูปคือเสาโทริอิใหญ่ (Otorii) ตรงจุดที่ทางเดินฝั่งเหนือกับฝั่งใต้มาบรรจบกันก่อนเข้าสู่อาคารหลักของศาลเจ้าเมจิ โทริอินี้สูง 12 เมตร กว้าง 17.1 เมตร เสาแต่ละต้นมีเส้นผ่านศูนย์กลาง 1.2 เมตร นับเป็นเสาโทริอิไม้แบบเมียวจินที่ใหญ่ที่สุดในญี่ปุ่น ต้นเดิมถูกฟ้าผ่าเสียหายในปี 1966 ต้นที่เห็นวันนี้สร้างเสร็จปี 1975 จากไม้สนไซเปรสอายุประมาณ 1,500 ปีที่นำมาจากไต้หวัน และไม่ทาสีเพื่อให้เห็นลายไม้จริง จากที่ไปมา แนะนำให้โค้งคำนับหนึ่งครั้งก่อนลอดผ่าน แล้วเดินชิดด้านข้าง เพราะเค้าเชื่อกันว่ากลางทางถือเป็นทางของเทพเจ้า
ระหว่างทางเดินจากฝั่งฮาราจูกุจะเจอถังสาเกประดับ (Kazaridaru) ห่อลวดลายสีสันสดใสวางเรียงซ้อนกันประมาณ 200 ถัง ทั้งหมดเป็นของถวายจากโรงผลิตสาเกทั่วญี่ปุ่น ส่วนอีกฝั่งของทางเดินเป็นถังไวน์จากแคว้นเบอร์กันดี ประเทศฝรั่งเศส ที่เริ่มถวายตั้งแต่ปี 2006 เพื่อรำลึกถึงจักรพรรดิเมจิที่ชื่นชอบอาหารตะวันตกและไวน์ ถังสาเกที่จัดแสดงเป็นถังเปล่า ถ่ายรูปได้แต่ไม่ควรแตะหรือพิงจ้า
ป่ารอบศาลเจ้าเมจิ โตเกียว มีพื้นที่ประมาณ 70 เฮกตาร์ และเป็นป่าที่คนปลูกขึ้นเองทั้งหมด ต้นไม้ราว 100,000 ต้นได้รับบริจาคจากทั่วประเทศเมื่อร้อยกว่าปีก่อน โดยวางแผนให้ป่าดูแลและเติบโตต่อได้เองตามธรรมชาติ ผลลัพธ์คือวันนี้ทางเดินเต็มไปด้วยร่มไม้สูง อากาศเย็นกว่าข้างนอกอย่างชัดเจน โดยเฉพาะช่วงหน้าร้อน เทคนิคประหยัดเวลาคือถ้าอยากได้ทางเดินที่คนน้อย ให้เข้าทางประตูฝั่งโยโยงิหรือซังกุบาชิแทนฝั่งฮาราจูกุ จะได้เดินในป่าเงียบ ๆ ก่อนไปถึงลานหลัก
Credit : japansubculture
บ่อน้ำคิโยมาสะตั้งอยู่ในสวนเมจิจิงกุเงียวเอ็น (Inner Garden) ทางตอนใต้ของพื้นที่ศาลเจ้า ต้องจ่ายค่าบำรุงสวน 500 เยน ตามตำนานเล่าว่าขุดโดยขุนพลคาโต้ คิโยมาสะ ในสมัยเอโดะ น้ำผุดใสตลอดทั้งปีและเป็นพาวเวอร์สปอตที่คนญี่ปุ่นรู้จักกันดี หลายคนนิยมถ่ายรูปบ่อน้ำไปตั้งเป็นวอลเปเปอร์มือถือเพื่อเสริมดวง สวนเปิดประมาณ 9:00-16:30 น. (พฤศจิกายนถึงกุมภาพันธ์ปิด 16:00 น.) จากที่ไปมา แนะนำให้มาช่วงเช้าวันธรรมดา เพราะวันหยุดต้องต่อแถวรอถ่ายรูปนานนิดนึง
Credit : kkaa
พิพิธภัณฑ์ศาลเจ้าเมจิเปิดในปี 2019 ออกแบบโดยเคนโกะ คุมะ สถาปนิกคนเดียวกับที่ออกแบบสนามกีฬาแห่งชาติโตเกียว ตัวอาคารใช้ไม้เป็นองค์ประกอบหลักและกลืนไปกับป่ารอบข้างได้ดี ภายในจัดแสดงข้าวของเครื่องใช้ที่เกี่ยวข้องกับจักรพรรดิเมจิและจักรพรรดินีโชเก็น เหมาะกับคนที่อยากเข้าใจประวัติศาสตร์ญี่ปุ่นยุคใหม่มากขึ้น เปิด 10:00-16:30 น. (เข้าชมรอบสุดท้าย 16:00 น.) ปิดทุกวันพฤหัสบดี ค่าเข้าผู้ใหญ่ 1,000 เยน แนะนำให้เก็บไว้เป็นแผนสำรองในวันที่ฝนตกจ้า
ศาลเจ้าเมจิตั้งอยู่ที่เขตชิบุยะ กรุงโตเกียว อยู่กึ่งกลางระหว่างย่านชินจูกุกับชิบุยะ ติดกับสวนโยโยงิและย่านฮาราจูกุ ทางเข้าหลักมี 3 ทาง คือฝั่งฮาราจูกุ (ทางใต้) ซึ่งใกล้สถานีที่สุดและคนเยอะที่สุด ฝั่งโยโยงิ (ทางเหนือ) และฝั่งซังกุบาชิ (ทางตะวันตก) ที่เงียบกว่า พื้นที่หลักเปิดตั้งแต่พระอาทิตย์ขึ้นถึงพระอาทิตย์ตก เวลาจึงเปลี่ยนไปตามเดือน เช่น มิถุนายนประมาณ 5:00-18:30 น. และธันวาคมประมาณ 6:40-16:00 น. เดินจากประตูฝั่งฮาราจูกุถึงอาคารหลักใช้เวลาประมาณ 10-15 นาที ศาลเจ้าเมจิ ค่าเข้าฟรีสำหรับพื้นที่หลัก จ่ายเพิ่มเฉพาะสวนด้านในและพิพิธภัณฑ์
จุดเด่นที่สุดของศาลเจ้าเมจิคือความต่างระหว่างข้างในกับข้างนอก เดินพ้นประตูไม่กี่ก้าว ย่านฮาราจูกุที่วุ่นวายก็หายไป เหลือแค่เสียงกรวดใต้รองเท้ากับป่าทึบที่ปลูกขึ้นใหม่ทั้งหมดเมื่อร้อยปีก่อน ถือเป็นป่าในเมืองที่ใหญ่และร่มรื่นที่สุดแห่งหนึ่งของโตเกียว อีกข้อที่ชอบคือเข้าชมพื้นที่หลักได้ฟรี และอยู่ติดสถานีรถไฟ จึงแวะได้ง่ายถึงจะมีเวลาเที่ยวไม่เยอะ ตัวอาคารหลักใช้ไม้สนไซเปรสญี่ปุ่นแบบไม่ทาสี หลังคามุงทองแดงสีเขียว ดูเรียบ ๆ แต่ขลัง ต่างจากศาลเจ้าสีแดงสดที่หลายคนคุ้นตา ใครที่กำลังวางแผนเที่ยวโตเกียวครั้งแรก ศาลเจ้าเมจิควรอยู่ในลิสต์ด้วยนะจ๊ะ
เหมาะกับ : สายประหยัด / สายเที่ยวคนเดียว / คนที่อยากอยู่ใกล้สถานี
APA Hotel Ueno Ekiminami ตั้งอยู่ฝั่งใต้ของสถานีอุเอโนะตามชื่อโรงแรม เดินไปขึ้นรถไฟได้สะดวก ห้องพักเป็นสไตล์โรงแรมธุรกิจญี่ปุ่นที่กะทัดรัดแต่ครบ เหมาะกับคนที่ใช้ห้องแค่นอนแล้วออกไปเที่ยวทั้งวัน จากที่นี่นั่ง JR Yamanote ตรงไปสถานีฮาราจูกุได้เลยในประมาณ 30 นาที ไม่ต้องเปลี่ยนสาย ตกเย็นกลับมาเดินตลาดอะเมโยโกะหรือสวนอุเอโนะต่อได้ ส่วนตัวมองว่าเป็นตัวเลือกที่คุ้มสำหรับคนที่อยากคุมงบที่พักโตเกียวแต่ยังได้ทำเลที่เดินทางง่าย
เหมาะกับ : ครอบครัว / คู่รัก / คนเที่ยวโตเกียวครั้งแรก
Richmond Hotel Asakusa อยู่ในย่านอาซากุสะ เดินไปวัดเซ็นโซจิและถนนนากามิเสะได้ใกล้ๆ เหมาะกับคนที่อยากได้บรรยากาศโตเกียวแบบเมืองเก่าตอนเช้าและตอนเย็น ห้องพักกว้างกว่าโรงแรมธุรกิจทั่วไปเล็กน้อย พักเป็นครอบครัวได้สบายกว่า การไปศาลเจ้าเมจิใช้ Ginza Line ต่อ Chiyoda Line ประมาณ 35-40 นาที จากที่ไปมา แนะนำให้จัดวันเดียวกันเป็นสายวัดกับศาลเจ้า เช้าไหว้ศาลเจ้าเมจิ บ่ายเดินฮาราจูกุ แล้วกลับมาชมวัดเซ็นโซจิยามค่ำที่คนน้อยลง
เหมาะกับ : ครอบครัว / คู่รัก / คนอยากได้ห้องกว้าง
&Here TOKYO UENO เป็นที่พักสไตล์ทันสมัยในย่านอุเอโนะ เหมาะกับคนที่อยากได้ห้องพักดูใหม่และบรรยากาศสบายๆ หลังเดินเที่ยวมาทั้งวัน ทำเลอยู่ในโซนที่เดินทางต่อได้หลายสาย ทั้ง JR และ Tokyo Metro ทำให้ไปทั้งศาลเจ้าเมจิ อาซากุสะ หรืออากิฮาบาระได้สะดวก ใช้เวลาไปฮาราจูกุประมาณ 30-40 นาที รอบๆ มีร้านอาหารและร้านสะดวกซื้อเยอะ ถ้าทริปนี้อยากได้ที่พักที่ให้ความรู้สึกมากกว่าแค่ที่นอน ที่นี่ตอบโจทย์
พื้นที่หลักของศาลเจ้าและป่าเข้าชมฟรี จ่ายเพิ่มเฉพาะสวนเมจิจิงกุเงียวเอ็น 500 เยน และพิพิธภัณฑ์ศาลเจ้าเมจิ 1,000 เยน
เปิดตั้งแต่พระอาทิตย์ขึ้นถึงพระอาทิตย์ตกทุกวัน เวลาเปลี่ยนตามเดือน เช่น มิถุนายนประมาณ 5:00-18:30 น. และธันวาคมประมาณ 6:40-16:00 น.
ถ้าเดินเฉพาะพื้นที่หลักใช้เวลาประมาณ 1-2 ชั่วโมง ถ้ารวมสวนด้านในและพิพิธภัณฑ์ ให้เผื่อเพิ่มอีกประมาณ 1 ชั่วโมง
ใกล้ที่สุดคือสถานี JR ฮาราจูกุ และสถานีเมจิจิงกุมาเอะของ Tokyo Metro เดินถึงประตูศาลเจ้าประมาณ 1 นาที
ไม่มีกฎการแต่งกายเคร่งครัด แต่ควรแต่งตัวสุภาพเพราะเป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ และใส่รองเท้าที่เดินบนทางกรวดได้สบาย
ถ่ายรูปบริเวณทางเดิน ลานหลัก และจุดไฮไลท์ได้ตามปกติ แต่ควรงดถ่ายภายในพื้นที่ประกอบพิธีและไม่ถ่ายขบวนแต่งงานในระยะประชิด
คนนิยมมาขอพรเรื่องความรัก ครอบครัว และความสำเร็จ โดยเฉพาะที่ต้นการบูรคู่ใกล้อาคารหลัก ส่วนบ่อน้ำคิโยมาสะเป็นจุดเสริมดวงที่คนญี่ปุ่นรู้จักกันดี
ศาลเจ้าเมจิเป็นศาลเจ้าชินโตกลางป่าที่บรรยากาศสงบ ส่วนวัดเซ็นโซจิเป็นวัดพุทธในย่านอาซากุสะที่คึกคักและมีถนนร้านค้า ถ้ามีเวลาแนะนำให้ไปทั้งสองที่เลยจ้า
ถ้าพร้อมจะออกไปเที่ยวแล้ว อย่าลืมจองไฟล์ทไปโตเกียวและที่พักใกล้ศาลเจ้าเมจิกับ Traveloka ที่เดียวครบจบทั้งเที่ยวบิน ที่พัก และกิจกรรมสนุก ๆ ด้วยราคาน่ารักสบายกระเป๋า แถมมีโปรโมชั่นเด็ด ๆ มาแจกเป็นประจำ!






