20 สวนสนุกอเมริกา รวมสวนสนุกดังระดับโลกที่สายเที่ยวต้องไป [2026]

รวม 20 สวนสนุกอเมริกา ชื่อดัง ทั้ง Disney, Universal, SeaWorld และ Six Flags พร้อมแนะนำที่พัก การเดินทาง ช่วงน่าเที่ยว และทิปเที่ยวครบในที่เดียว
Traveloka TH
ใช้เวลาอ่านประมาณ 18 นาที
สวนสนุกอเมริกา

คงไม่ผิดนักหากจะบอกว่าอเมริกาคือ ‘ประเทศแห่งสวนสนุก’ อย่างแท้จริง เพราะเรียกได้ว่าแทบทุกรัฐ ทุกเมืองจะต้องมีสวนสนุกไว้ให้ทั้งคนท้องถิ่น รวมถึงนักท่องเที่ยวตีตั๋วเข้าไปผ่อนคลายอารมณ์ สนุกกันให้สุดเหวี่ยง อย่างไรก็ตาม ลัดฟ้าไกลถึงสหรัฐอเมริกาทั้งที ก็ต้องไปสวนสนุกระดับท็อปเทียร์ ที่มาพร้อมความตื่นตาตื่นใจ บทความนี้จึงจะมาแนะนำ 5 สวนสนุกในอเมริกา ที่มาพร้อมกับความอลังการงานสร้าง ที่ชีวิตนี้ควรไปเยือนสักครั้ง และถ้าอ่านแล้วอยากลองไปพิสูจน์ความมันส์ด้วยตัวเองก็สามารถจองตั๋วไปอเมริกาได้ง่าย ๆ กับ Traveloka ที่จองได้ทั้งตั๋วเครื่องบินและโรงแรม สะดวก ใช้งานง่าย เที่ยวทั่วโลกได้เพียงปลายนิ้ว

Discover Flights With Traveloka

Sat, 24 Oct 2026

United Airlines

กรุงเทพ (BKK) ไป ลอสแอนเจลิส (LAX)

เริ่มจาก THB 18,551.30

Wed, 28 Oct 2026

United Airlines

กรุงเทพ (BKK) ไป ลอสแอนเจลิส (LAX)

เริ่มจาก THB 18,627.17

Sun, 18 Oct 2026

United Airlines

กรุงเทพ (BKK) ไป ลอสแอนเจลิส (LAX)

เริ่มจาก THB 18,631.74

Quick Summary: สรุปไฮไลท์การเที่ยวสวนสนุกอเมริกาใน 1 นาที

ศูนย์รวมธีมพาร์กระดับโลก: รวบรวม 20 สวนสนุกระดับท็อปเทียร์ทั่วสหรัฐอเมริกา ทั้งสายเทพนิยาย (Disney) โลกภาพยนตร์และเกม (Universal) สวนสัตว์ธรรมชาติ (Animal Kingdom / SeaWorld) ไปจนถึงสนามปล่อยพลังสำหรับคนรักรถไฟเหาะหวาดเสียว (Six Flags, Cedar Point)
สวนสนุกใน Florida (Orlando & Tampa): Magic Kingdom, EPCOT, Disney's Hollywood Studios, Disney's Animal Kingdom, Universal Studios Florida, Universal's Islands of Adventure, SeaWorld Orlando, Busch Gardens Tampa Bay
สวนสนุกใน California (Anaheim, LA & San Diego): Disneyland Park, Disney California Adventure Park, Universal Studios Hollywood, Knott's Berry Farm, Six Flags Magic Mountain, SeaWorld San Diego, LEGOLAND California Resort
สวนสนุกใน รัฐอื่นๆ: Cedar Point และ Kings Island (Ohio), Hersheypark (Pennsylvania), Dollywood (Tennessee) และ Busch Gardens Williamsburg (Virginia)
วิธีการเดินทาง: บินลงสนามบินหลักอย่าง Orlando (MCO) สำหรับฝั่ง Florida หรือ Los Angeles (LAX) สำหรับฝั่ง California จากนั้นเลือกเดินทางต่อไปสวนด้วยการเช่ารถขับ, แท็กซี่ หรือบริการ Shuttle Bus ของโรงแรม
ช่วงเวลาน่าเที่ยว: แนะนำช่วงฤดูใบไม้ผลิ (มี.ค.–พ.ค.) และฤดูใบไม้ร่วง (ก.ย.–พ.ย.) เพราะอากาศกำลังสบาย เดินเล่นกลางแจ้งสนุก และคนไม่หนาแน่นเท่าฤดูร้อน
ทริคเที่ยวสวนสนุก: วางแผนซื้อตั๋วเครื่องบิน ที่พัก และบัตรเข้าสวนสนุกล่วงหน้าผ่าน Traveloka, ดาวน์โหลดแอปพลิเคชันของสวนสนุกเช็กเวลารอคิว, ไปถึงสวนตั้งแต่เช้า และเตรียมรองเท้าที่เดินสบายเพื่อตะลุยสวนสนุกตลอดทั้งวัน

20 สวนสนุกในอเมริกาแนะนำ

1. Magic Kingdom Park (Walt Disney World, Florida)

ถ้าพูดถึงสวนสนุกอเมริกาที่ให้พาเราไปสัมผัสฟีล Disney แบบเต็มร้อย ต้องเริ่มที่ Magic Kingdom Park หนึ่งในสวนหลักของ Walt Disney World Resort ที่มี Cinderella Castle เป็นแลนด์มาร์กเด่นกลางสวน แค่เดินผ่าน Main Street, U.S.A. แล้วเห็นปราสาทอยู่ตรงหน้าก็เหมือนหลุดเข้าโลกเทพนิยายแล้ว

ด้านในแบ่งเป็นหลายโซนให้เดินเล่นได้ทั้งวัน ตั้งแต่ Fantasyland, Adventureland ไปจนถึง Tomorrowland พร้อมเครื่องเล่นระดับตำนานอย่าง Pirates of the Caribbean, Haunted Mansion และ Space Mountain ส่วนสายมันต้องลอง TRON Lightcycle / Run รถไฟเหาะที่ให้เรานั่งในท่าขี่มอเตอร์ไซค์แล้วพุ่งไปบนรางด้วยความเร็วแบบสะใจ

ใครได้มาแล้ว ก็ขอแนะนำให้อยู่ยาวถึงช่วงค่ำเลย เพราะบรรยากาศหน้า Cinderella Castle ตอนเปิดไฟ พร้อมโชว์แสง สี และดนตรี เป็นอีกโมเมนต์ที่ทำให้ Magic Kingdom สมกับเป็นหนึ่งในสวนสนุกระดับโลกที่ควรมาสัมผัสสักครั้ง

เวลาเปิด-ปิด: 09:00 – 22:00 น. (เวลาอาจเปลี่ยนแปลงตามวันและฤดูกาล)

ค่าเข้าชม / ราคาตั๋ว: เริ่มต้นประมาณ $109 - $189 (ขึ้นอยู่กับประเภทบัตร วันที่ และฤดูกาล)

สามารถซื้อตั๋วเข้าสวนสนุก Walt Disney World Resort ผ่านทาง Traveloka ได้เลย  

United-states

บัตรเข้าสวนสนุก Walt Disney World Resort | สหรัฐฯ

9.4/10

ออเรนจ์

THB 2,473.62

2. EPCOT (Walt Disney World, Florida)

ถ้าอยากเที่ยว Disney ในมู้ดที่แตกต่างออกไป ลองปักหมุด EPCOT กันได้เลย เพราะสวนนี้จับทั้งเทคโนโลยี อวกาศ วัฒนธรรม และอาหารจากทั่วโลกมาไว้ด้วยกัน แลนด์มาร์กเด่นคือ Spaceship Earth ลูกบอลทรงกลมขนาดยักษ์ที่เห็นปุ๊บก็รู้ทันทีว่ามาถึง EPCOT แล้ว

สายเครื่องเล่นยังไงก็ต้องไม่พลาด Guardians of the Galaxy: Cosmic Rewind รถไฟเหาะในร่มที่ทั้งพุ่ง ทั้งหมุน และเคลื่อนตามจังหวะเพลง สนุกแบบแทบไม่มีเวลาให้ตั้งตัว ส่วนสายกินและสายเดินชิลต้องไปต่อที่ World Showcase ซึ่งจำลองบรรยากาศจากหลายประเทศ ทั้งญี่ปุ่น ฝรั่งเศส อิตาลี เม็กซิโก และอีกเพียบ มีทั้งร้านอาหาร ของกิน และมุมถ่ายรูปให้แวะตลอดทาง

ที่นี่เลยเป็นสวนสนุกที่เหมาะมากสำหรับคนที่อยากได้อะไรนอกเหนือจากปราสาทและตัวการ์ตูน จะเล่นเครื่องเล่น เดินถ่ายรูป หรือเปลี่ยนเป็นทัวร์ชิมอาหารรอบโลกก็สนุกได้หมด!

เวลาเปิด-ปิด: 09:00 – 21:00 น. 

ค่าเข้าชม / ราคาตั๋ว: เริ่มต้นประมาณ $109 - $179 (ขึ้นอยู่กับประเภทบัตร วันที่ และฤดูกาล)

สามารถซื้อตั๋วเข้าสวนสนุก Walt Disney World Resort ผ่านทาง Traveloka ได้เลย  

3. Disney's Hollywood Studios (Walt Disney World, Florida)

แฟน ๆ Star Wars และ Toy Story มีโอกาสใช้เวลาอยู่ Disney's Hollywood Studios ตั้งแต่เช้าจนสวนปิด กันอย่างแน่นอน! เพราะที่นี่เด่นเรื่องการหยิบโลกจากภาพยนตร์และอนิเมชันมาสร้างเป็นพื้นที่จริงให้เราเดินเข้าไปสัมผัสกันแบบเต็ม ๆ

ตัวท็อปคือ Star Wars: Galaxy's Edge ที่จำลองดาว Batuu พร้อมยาน Millennium Falcon ตั้งเด่นอยู่กลางโซน เครื่องเล่นที่ไม่ควรพลาดคือ Star Wars: Rise of the Resistance ซึ่งผสมทั้งฉากขนาดใหญ่ เอฟเฟกต์ และการเคลื่อนไหวจนเหมือนเข้าไปอยู่กลางภารกิจในหนังจริง ๆ

จากนั้นเปลี่ยนมู้ดไป Toy Story Land แล้วขึ้น Slinky Dog Dash หรือถ้าอยากเพิ่มความหวาดเสียวก็ตรงไป The Twilight Zone Tower of Terror ได้เลย ใครชอบสวนสนุกในอเมริกาที่มีทั้งธีมสวย ๆ เครื่องเล่นสนุก และมุมถ่ายรูปเยอะ ที่นี่น่าจะถูกใจสุด ๆ

เวลาเปิด-ปิด: 09:00 – 21:00 น. 

ค่าเข้าชม / ราคาตั๋ว: เริ่มต้นประมาณ $109 - $189 (ขึ้นอยู่กับประเภทบัตร วันที่ และฤดูกาล)

สามารถซื้อตั๋วเข้าสวนสนุก Walt Disney World Resort ผ่านทาง Traveloka ได้เลย  

4. Disney's Animal Kingdom (Walt Disney World, Florida)

Disney's Animal Kingdom เป็นอีกสวนที่มีคาแรกเตอร์ชัดมาก เพราะเอาความสนุกแบบ Disney มารวมกับธรรมชาติและโลกของสัตว์ แลนด์มาร์กหลักคือ Tree of Life ต้นไม้ยักษ์กลางสวนที่มีรูปสัตว์นานาชนิดซ่อนอยู่ตามลำต้นและรากไม้

แต่ไฮไลต์ที่หลายคนตั้งใจมาหาโดยเฉพาะคือ Pandora – The World of Avatar ที่จัดเต็มทั้งภูเขาลอยฟ้า น้ำตก และพืชหน้าตาแปลก ๆ ยิ่งช่วงค่ำทั้งโซนจะเริ่มเรืองแสง ได้บรรยากาศเหมือนเดินอยู่บนดาว Pandora จริง ๆ ส่วน Avatar Flight of Passage ก็เป็นเครื่องเล่นตัวเด็ดที่จำลองการขี่ Banshee บินเหนือโลก Avatar ได้แบบสมจริงสุด ๆ

อีกกิจกรรมที่ต่างจากสวน Disney แห่งอื่นคือ Kilimanjaro Safaris ที่พานั่งรถออกไปชมยีราฟ แรด สิงโต และสัตว์อื่น ๆ ในพื้นที่เปิดกว้าง เรียกว่าเป็นพิกัดสวนสนุกอเมริกา สำหรับครอบครัว ที่วันเดียวได้ทั้งเล่นเครื่องเล่น ดูสัตว์ และเดินเที่ยวท่ามกลางธรรมชาติแบบครบ ๆ เลย 

เวลาเปิด-ปิด: 08:00 – 19:00 น. (เวลาอาจเปลี่ยนแปลงตามวันและฤดูกาล)

ค่าเข้าชม / ราคาตั๋ว: เริ่มต้นประมาณ $109 - $169  (ขึ้นอยู่กับประเภทบัตร วันที่ และฤดูกาล)

สามารถซื้อตั๋วเข้าสวนสนุก Walt Disney World Resort ผ่านทาง Traveloka ได้เลย  

United-states

บัตรเข้าสวนสนุก Walt Disney World Resort | สหรัฐฯ

9.4/10

ออเรนจ์

THB 2,473.62

5. Universal Studios Florida (Universal Orlando Resort)

เปลี่ยนจากโลก Disney มาฝั่ง Universal Orlando Resort กันบ้าง โดย Universal Studios Florida เป็นอีกหนึ่งสวนสนุกในออร์แลนโด ที่สายภาพยนตร์และแฟน Harry Potter ควรเผื่อเวลาไว้เต็มวัน!

ไฮไลต์ใหญ่เลยก็คือ The Wizarding World of Harry Potter – Diagon Alley ที่จำลองตรอกไดแอกอนออกมาแบบจัดเต็ม มีทั้งร้าน Ollivanders, Gringotts Bank และมังกรตัวใหญ่บนยอดธนาคารที่มีจังหวะพ่นไฟออกมาเรียกเสียงฮือฮาจากคนทั้งโซน ส่วนเครื่องเล่น Harry Potter and the Escape from Gringotts ก็พาเราเข้าไปผจญภัยใต้ธนาคารพ่อมดได้แบบตื่นเต้นกำลังดี

นอกจากนี้ แฟน ๆ  Harry Potter ยังสามารถเดินไป King's Cross Station แล้วขึ้น Hogwarts Express เดินทางต่อไปยัง Hogsmeade ใน Islands of Adventure ได้ด้วย ใครหาพิกัดสวนสนุกดังในอเมริกา ที่เน้นโลกภาพยนตร์แบบเดินเข้าไปแล้วอินกับธีมได้ทันที Universal Studios Florida คือหนึ่งในพิกัดที่ไม่ควรข้ามเลย

เวลาเปิด-ปิด: 09:00 – 21:00 น. (เวลาอาจเปลี่ยนแปลงตามวันและฤดูกาล)

ค่าเข้าชม / ราคาตั๋ว: เริ่มต้นประมาณ $119 - $179 (ขึ้นอยู่กับประเภทบัตร วันที่ และฤดูกาล)

สามารถซื้อตั๋วเข้าสวนสนุก Universal Orlando Resort ผ่านทาง Traveloka ได้เลย  

6. Universal's Islands of Adventure (Universal Orlando Resort)

ถ้า Universal Studios Florida เน้นโลกภาพยนตร์ ฝั่ง Universal Islands of Adventure จะเพิ่มดีกรีความมันส์ขึ้นมาอีกขั้น เพราะที่นี่รวมทั้งโลกเวทมนตร์ ซูเปอร์ฮีโร่ ไดโนเสาร์ และเครื่องเล่นหวาดเสียวไว้แบบแน่น ๆ

ไฮไลต์ที่แฟน Harry Potter ต้องตรงไปก่อนคือ Hogsmeade และ Hogwarts Castle พร้อม Hagrid's Magical Creatures Motorbike Adventure รถไฟเหาะที่ให้เลือกนั่งบนมอเตอร์ไซค์หรือ Sidecar แล้วออกผจญภัยไปกับสัตว์วิเศษ ส่วนสายรถไฟเหาะห้ามพลาด Jurassic World VelociCoaster ที่ทั้งเร็ว พุ่งแรง และตีลังกาหลายจังหวะ เรียกว่าเป็นตัวท็อปสำหรับคนที่ตามหาสวนสนุกอเมริกา ที่มีเครื่องเล่นหวาดเสียวสนุก ๆ

นอกจากนี้ยังมี Jurassic Park, Marvel Super Hero Island และโซนสำหรับเด็ก ๆ ให้เที่ยวต่อได้อีก ใครมา Universal Orlando Resort แล้วชอบเครื่องเล่นมนส์ ๆ มากกว่าเดินถ่ายรูป ที่นี่ควรล็อกไว้เต็มวันเลย

เวลาเปิด-ปิด: 09:00 – 20:00 น. (เวลาอาจเปลี่ยนแปลงตามวันและฤดูกาล)

ค่าเข้าชม / ราคาตั๋ว: เริ่มต้นประมาณ $119 - $179 (ขึ้นอยู่กับประเภทบัตร วันที่ และฤดูกาล)

สามารถซื้อตั๋วเข้าสวนสนุก Universal Orlando Resort ผ่านทาง Traveloka ได้เลย  

United-states

ตั๋ว ยูนิเวอร์แซล ออร์แลนโด รีสอร์ท

9.4/10

ออร์แลนโด

THB 5,570.83

7. SeaWorld Orlando (Florida)

ใครคิดว่า SeaWorld Orlando มีแค่โชว์และสัตว์ทะเล บอกเลยว่าต้องคิดใหม่ เพราะปัจจุบันที่นี่มีรถไฟเหาะตัวแรงให้เลือกเล่นหลายตัว จนกลายเป็นอีกหนึ่งสวนสนุกในออร์แลนโด ที่สาย Thrill Ride ไม่ควรมองข้าม

ตัวเด่นคือ Mako รถไฟเหาะที่ขึ้นชื่อเรื่องความสูงและความเร็ว รวมถึง Pipeline: The Surf Coaster ที่มาแปลกด้วยท่านั่งคล้ายยืนเล่นเซิร์ฟ ให้ความรู้สึกต่างจากรถไฟเหาะทั่วไปพอสมควร ขณะเดียวกันก็ยังมีพื้นที่ชมสัตว์ทะเลและกิจกรรมสำหรับครอบครัวให้สลับพักจากเครื่องเล่นหนัก ๆ

จุดนี้แหละที่ทำให้ SeaWorld Orlando เที่ยวได้หลายวัย จะมากับเด็ก ๆ หรือมากับแก๊งเพื่อนที่อยากไล่เก็บรถไฟเหาะก็สนุกได้คนละแบบในสวนเดียว

เวลาเปิด-ปิด: 09:00 – 19:00 น. (เวลาอาจเปลี่ยนแปลงตามวันและฤดูกาล)

ค่าเข้าชม / ราคาตั๋ว: เริ่มต้นประมาณ $69 - $139 (ขึ้นอยู่กับประเภทบัตร วันที่ และฤดูกาล)

สามารถซื้อตั๋วเข้าสวนสนุก SeaWorld Orlando ผ่านทาง Traveloka ได้เลย  

United-states

SeaWorld Orlando Ticket: Direct Entry + Optional All-Day Dining Deal + Multi-Park Discount Ticket

8.8/10

ออเรนจ์

THB 2,898.03

8. Busch Gardens Tampa Bay (Florida)

ขยับออกจาก Orlando มาที่เมือง Tampa กันบ้างกับ Busch Gardens Tampa Bay อีกหนึ่งสวนสนุกในฟลอริดาที่เด่นตรงการจับสวนสัตว์ขนาดใหญ่เข้ากับเครื่องเล่นหวาดเสียวได้แบบลงตัวสุด ๆ

สายรถไฟเหาะควรปักหมุด Iron Gwazi รถไฟเหาะ Hybrid ที่ขึ้นชื่อเรื่องความเร็วและจังหวะดิ่งแบบใจหาย หรือจะลอง SheiKra ที่พาขึ้นไปสูงก่อนหยุดให้ลุ้น แล้วค่อยดิ่งลงมาแบบแทบตั้งตัวไม่ทันก็สนุกไปอีกแบบ ส่วนใครไม่ใช่สายหวาดเสียวก็ยังมีพื้นที่ชมสัตว์หลากหลายชนิดให้เดินเที่ยวได้เรื่อย ๆ

ด้วยความที่ได้ทั้งเครื่องเล่นและโลกของสัตว์ในวันเดียว Busch Gardens Tampa Bay จึงเหมาะกับคนที่อยากออกจากเส้นทาง Disney–Universal แล้วลองสวนสนุกอเมริกาที่ให้บรรยากาศต่างออกไปบ้าง

เวลาเปิด-ปิด: 10:00 – 18:00 น. (เวลาอาจเปลี่ยนแปลงตามวันและฤดูกาล)

ค่าเข้าชม / ราคาตั๋ว: เริ่มต้นประมาณ $89 - $140 (ขึ้นอยู่กับประเภทบัตร วันที่ และฤดูกาล)

9. Disneyland Park (Disneyland Resort California)

ถ้า Magic Kingdom คือภาพจำของ Walt Disney World ฝั่ง California ก็ต้องยกให้ Disneyland Park ที่ Anaheim เพราะนี่คือสวน Disney แห่งแรกของโลกที่เปิดมาตั้งแต่ปี 1955 และเป็นสวนเพียงแห่งเดียวที่สร้างขึ้นภายใต้การดูแลโดยตรงของ Walt Disney

แลนด์มาร์กหลักคือ Sleeping Beauty Castle ที่แม้จะไม่ได้ใหญ่เท่าปราสาทฝั่ง Florida แต่ก็เต็มไปด้วยเสน่ห์แบบ Disney ดั้งเดิม รอบสวนมีเครื่องเล่นคลาสสิกอย่าง Pirates of the Caribbean, Haunted Mansion และ Space Mountain ให้ตามเก็บกันครบ

อีกโซนที่ไม่ควรพลาดคือ Star Wars: Galaxy's Edge ซึ่งยกโลก Star Wars มาไว้แบบจัดเต็ม ทั้ง Millennium Falcon และเครื่องเล่น Star Wars: Rise of the Resistance ใครกำลังมองหาสวนสนุกในแคลิฟอร์เนียสำหรับทริปแรก Disneyland Park ถือเป็นพิกัดคลาสสิกที่ไปแล้วได้ทั้งความสนุกและกลิ่นอายประวัติศาสตร์ของ Disney เต็ม ๆ เลย 

เวลาเปิด-ปิด: 08:00 – 23:00 น.  (เวลาอาจเปลี่ยนแปลงตามวันและฤดูกาล)

ค่าเข้าชม / ราคาตั๋ว: เริ่มต้นประมาณ $104 - $224 (ขึ้นอยู่กับประเภทบัตร วันที่ และฤดูกาล)

สามารถซื้อตั๋วเข้าสวนสนุก Disneyland Resort California ผ่านทาง Traveloka ได้เลย  

10. Disney California Adventure Park (Disneyland Resort California)

อยู่ Anaheim แล้วแนะนำให้เผื่ออีกหนึ่งวันสำหรับ Disney California Adventure Park ซึ่งตั้งอยู่ติดกับ Disneyland Park แต่บรรยากาศต่างกันพอสมควร เพราะสวนนี้จัดเต็มทั้ง Pixar, Marvel และเครื่องเล่นที่มีความหวาดเสียวขึ้นมาอีกระดับ

โซนที่เห็นแล้วจำได้ทันทีคือ Cars Land ซึ่งจำลอง Radiator Springs จากเรื่อง Cars ออกมาแทบทั้งเมือง พร้อม Radiator Springs Racers ที่พาขึ้นรถแข่งผ่านฉากต่าง ๆ ก่อนซิ่งประชันกันช่วงท้าย ส่วนสาย Marvel ต้องตรงไป Avengers Campus ที่มีทั้งตัวละครและเครื่องเล่นธีมซูเปอร์ฮีโร่ให้ตามเก็บ

อีกตัวที่เป็นภาพจำของสวนคือ Incredicoaster รถไฟเหาะขนาดใหญ่บริเวณ Pixar Pier ที่ทั้งเร็วและมีช่วงตีลังกาให้ลุ้น ใครรู้สึกว่า Disneyland Park เน้นความคลาสสิกและเทพนิยายมากไปหน่อย ฝั่งนี้จะได้มู้ดสนุกและมันขึ้นอีกระดับ เหมาะกับวัยรุ่นและผู้ใหญ่ที่อยากเติมความตื่นเต้นให้ทริป Disneyland California มากขึ้น

เวลาเปิด-ปิด: 08:00 – 21:00 น. (เวลาอาจเปลี่ยนแปลงตามวันและฤดูกาล)

ค่าเข้าชม / ราคาตั๋ว: เริ่มต้นประมาณ $104 - $224 (ขึ้นอยู่กับประเภทบัตร วันที่ และฤดูกาล)

สามารถซื้อตั๋วเข้าสวนสนุก Disneyland Resort California ผ่านทาง Traveloka ได้เลย 

United-states

Disneyland® Park และ Disney California Adventure® Park ตั๋วเข้าชม

9.2/10

ออเรนจ์

THB 5,690.72

11. Universal Studios Hollywood (California)

ถ้าเที่ยว Los Angeles แล้วอยากแทรกวันสนุก ๆ เข้าไปในแพลน Universal Studios Hollywood คือหนึ่งใน สวนสนุกในลอสแอนเจลิสที่ควรปักหมุด! เพราะที่นี่ไม่ได้มีแค่เครื่องเล่น แต่ยังตั้งอยู่บนพื้นที่สตูดิโอภาพยนตร์จริงของ Universal อีกด้วย

ไฮไลต์ที่แตกต่างจาก Universal แห่งอื่นคือ Studio Tour ที่พานั่งรถเข้าไปชมฉากและพื้นที่ถ่ายทำ พร้อมเจอเอฟเฟกต์และเซอร์ไพรส์ระหว่างทาง ส่วนแฟนเกมต้องตรงไป SUPER NINTENDO WORLD ที่ยก Mushroom Kingdom มาให้เดินเล่นกันแบบเต็ม ๆ พร้อม Mario Kart: Bowser’s Challenge ให้ลองประชันความเร็ว

แน่นอนว่ายังไม่หมดแค่นั้น เพราะด้านในมีทั้ง The Wizarding World of Harry Potter และ Jurassic World – The Ride ให้ตามเก็บต่อ ใครเป็นสายหนัง สายเกม หรืออยากเที่ยวสวนสนุกอเมริกา ควบคู่กับทริป LA ที่นี่ตอบโจทย์มาก!

เวลาเปิด-ปิด: 10:00 – 18:00 น. (เวลาอาจเปลี่ยนแปลงตามวันและฤดูกาล)

ค่าเข้าชม / ราคาตั๋ว: เริ่มต้นประมาณ $99 - $189 (ขึ้นอยู่กับประเภทบัตร วันที่ และฤดูกาล)

12. Knott's Berry Farm (California)

ใครอยากลองสวนสนุกในแคลิฟอร์เนีย ที่มีกลิ่นอายอเมริกันคลาสสิกขึ้นมาหน่อย ลองแวะ Knott's Berry Farm ที่ Buena Park ซึ่งอยู่ไม่ไกลจาก Disneyland Resort และมีประวัติยาวนานจนกลายเป็นอีกหนึ่งสวนคู่เมืองของ Southern California

จุดเด่นคือ Ghost Town ที่จำลองเมืองตะวันตกยุคบุกเบิกมาให้เดินเล่น ทั้งอาคารไม้ ร้านค้า และบรรยากาศแบบ Wild West ส่วนสายรถไฟเหาะห้ามพลาด GhostRider รถไฟเหาะไม้ขนาดใหญ่ที่ทั้งเร็วและโยกสะใจ หรือ HangTime ที่มีช่วงไต่ขึ้นสูงก่อนดิ่งลงมาแบบชวนเสียวท้อง

บรรยากาศของ Knott's Berry Farm จะต่างจาก Disney และ Universal พอสมควร ใครอยากพักจากโลกภาพยนตร์แล้วมาสนุกกับเครื่องเล่นแบบสวนสนุกอเมริกันคลาสสิก ๆ อยากให้ลองแวะที่นี่กันสักครั้ง รับรองว่าติดใจกันแน่นอน

เวลาเปิด-ปิด: 10:00 – 18:00 น. (เวลาอาจเปลี่ยนแปลงตามวันและฤดูกาล)

ค่าเข้าชม / ราคาตั๋ว: เริ่มต้นประมาณ $60 - $100 (ขึ้นอยู่กับประเภทบัตร วันที่ และฤดูกาล)

13. SeaWorld San Diego (California)

ขยับลงมาทางใต้ของ California กันที่ SeaWorld San Diego สวนสนุกธีมมหาสมุทรที่เหมาะกับทั้งครอบครัวและสายเครื่องเล่น เพราะสามารถสลับระหว่างชมสัตว์ทะเล เดินดูนิทรรศการ แล้วไปขึ้นรถไฟเหาะต่อได้ในวันเดียว

สายชอบเครื่องเล่นหวาดเสียวก็มีทีเด็ดที่ Emperor รถไฟเหาะที่พาขึ้นไปบนความสูงก่อนดิ่งลงมาแบบแทบไม่มีเวลาให้ตั้งตัว และ Arctic Rescue ที่มาในธีมการผจญภัยแถบอาร์กติก ส่วนเด็ก ๆ ก็มีโซนและเครื่องเล่นที่เบาลงมาให้สนุกได้เหมือนกัน

ใครจัด Road Trip เที่ยว California แล้วมี San Diego อยู่ในแพลน SeaWorld ถือเป็นสวนสนุกอเมริกา สำหรับครอบครัว ที่ช่วยเพิ่มอีกหนึ่งวันสนุก ๆ ให้ทริปได้แบบไม่ต้องเน้นรถไฟเหาะหนักตลอดวัน

เวลาเปิด-ปิด: 10:00 – 18:00 น. (เวลาอาจเปลี่ยนแปลงตามวันและฤดูกาล)

ค่าเข้าชม / ราคาตั๋ว: เริ่มต้นประมาณ $70 - $150 (ขึ้นอยู่กับประเภทบัตร วันที่ และฤดูกาล)

สามารถซื้อตั๋วเข้าสวนสนุก SeaWorld San Diego ผ่านทาง Traveloka ได้เลย  

United-states

ตั๋ว SeaWorld San Diego California

8.7/10

แซนดีเอโก

THB 3,055.91

14. Six Flags Magic Mountain (California)

สายรถไฟเหาะตัวจริงมาถึง California แล้วไม่ควรข้าม Six Flags Magic Mountain ที่ Valencia เพราะที่นี่เน้นเครื่องเล่นหวาดเสียวแบบจัดหนัก และเป็นหนึ่งในชื่อที่โดดเด่นมากเมื่อพูดถึงสวนสนุกสำหรับคนรัก Roller Coaster

ไฮไลต์มีให้เลือกหลายสไตล์ ตั้งแต่ Twisted Colossus รถไฟเหาะ Hybrid ที่ผสมโครงสร้างไม้กับรางเหล็ก ไปจนถึง X2 ที่เบาะนั่งสามารถหมุนได้ระหว่างวิ่ง ทำให้แทบเดาไม่ได้ว่าจังหวะต่อไปเราจะหันหน้าไปทางไหน หรือจะลอง Tatsu ที่จัดท่านั่งให้เหมือนกำลังบินอยู่เหนือรางก็ได้ฟีลไปอีกแบบ

ถ้า Disney คือความแฟนตาซี Six Flags Magic Mountain ก็คือสนามปล่อยพลังของสายหวาดเสียวแบบเต็มตัว ใครกำลังหาสวนสนุกอเมริกาที่เน้นขึ้นรถไฟเหาะวนไปทั้งวัน ที่นี่น่าจะตรงโจทย์สุด ๆ

เวลาเปิด-ปิด: 10:30 – 20:00 น. (เวลาอาจเปลี่ยนแปลงตามวันและฤดูกาล)

ค่าเข้าชม / ราคาตั๋ว: เริ่มต้นประมาณ $49 - $140 (ขึ้นอยู่กับประเภทบัตร วันที่ และฤดูกาล)

15. LEGOLAND California Resort (California)

ปิดท้ายโซน California ด้วยสวนที่เด็ก ๆ น่าจะเห็นแล้วตาลุกวาวอย่าง LEGOLAND California Resort ในเมือง Carlsbad ซึ่งมาในธีม LEGO แบบเต็มพื้นที่ ตั้งแต่เครื่องเล่น อาคาร ไปจนถึงโมเดลขนาดใหญ่ที่สร้างจากตัวต่อ LEGO นับไม่ถ้วน

หนึ่งในโซนที่เดินเพลินสุด ๆ คือ Miniland USA ซึ่งนำแลนด์มาร์กและเมืองดังของสหรัฐฯ มาย่อส่วนด้วย LEGO ส่วนเครื่องเล่นส่วนใหญ่เน้นความสนุกที่เข้าถึงง่าย มีทั้งขับรถ ล่องเรือ และเครื่องเล่นธีม LEGO จึงเหมาะกับครอบครัวที่มีเด็กเล็กมากกว่าสายหวาดเสียว

นอกจาก Theme Park แล้ว ภายในรีสอร์ตยังมี SEA LIFE Aquarium และพื้นที่กิจกรรมอื่น ๆ ให้เที่ยวต่อได้ ที่นี่จึงเป็นหนึ่งในสวนสนุกอเมริกา สำหรับเด็กที่เหมาะมากสำหรับบ้านที่อยากจัดวันเที่ยวแบบสนุก ๆ โดยไม่ต้องเจอเครื่องเล่นหนักเกินไป

เวลาเปิด-ปิด: 10:30 – 16:30 น. (เวลาเปิด-ปิดอาจเปลี่ยนแปลงตามวันและฤดูกาล)

ค่าเข้าชม / ราคาตั๋ว: เริ่มต้นประมาณ $69 - $139 (ขึ้นอยู่กับประเภทบัตร วันที่ และฤดูกาล)

16. Cedar Point (Ohio)

อีกหนึ่งพิกัดสำหรับสายรถไฟเหาะที่ไม่ควรพลาดคือ Cedar Point ในเมือง Sandusky รัฐ Ohio สวนสนุกริม Lake Erie ที่ขึ้นชื่อเรื่องเครื่องเล่นหวาดเสียว แถมโลเคชั่นยังดีมาก เพราะระหว่างขึ้นรถไฟเหาะจะได้เห็นวิวทะเลสาบกว้าง ๆ เป็นฉากหลังไปด้วย

ตัวเด่นมีตั้งแต่ Millennium Force รถไฟเหาะความเร็วสูงที่พุ่งไปตามรางยาว ๆ พร้อมวิว Lake Erie ไปจนถึง Valravn ที่พาขึ้นไปค้างบนจุดสูงก่อนดิ่งลงมาแบบชวนใจหาย ส่วน Steel Vengeance ก็จัดเต็มทั้งความเร็ว ทางชัน และจังหวะพลิกตัวต่อเนื่องแบบแทบไม่ได้พัก

ใครกำลังหาสวนสนุกอเมริกา เน้นเครื่องเล่นหวาดเสียว ที่สามารถใช้เวลาทั้งวันไล่เก็บ Roller Coaster แบบจริงจัง Cedar Point เป็นอีกพิกัดที่สายแอดเวนเจอร์น่าจะถูกใจมาก

เวลาเปิด-ปิด: 11:00 – 00:00 น. (เปิดเฉพาะบางฤดูกาล และเวลาอาจเปลี่ยนแปลงตามวัน ควรเช็กก่อนเดินทาง)

ค่าเข้าชม / ราคาตั๋ว: เริ่มต้นประมาณ $55 - $125 (ขึ้นอยู่กับประเภทบัตร วันที่ และฤดูกาล)

17. Kings Island (Ohio)

ยังอยู่ที่รัฐ Ohio กับ Kings Island ในเมือง Mason อีกหนึ่งสวนที่โดดเด่นเรื่องรถไฟเหาะ แต่ก็มีเครื่องเล่นสำหรับครอบครัวให้เลือกเยอะ ทำให้เที่ยวได้สนุกแม้สมาชิกในทริปจะชอบความหวาดเสียวไม่เท่ากัน

เครื่องเล่นระดับตำนานของที่นี่คือ The Beast รถไฟเหาะไม้ที่พาวิ่งผ่านพื้นที่ป่า ให้บรรยากาศต่างจากรถไฟเหาะที่วนอยู่กลางสวนทั่วไป ส่วนสายความเร็วมี Orion รถไฟเหาะขนาดใหญ่ที่พาขึ้นไปสูงก่อนดิ่งลงมาแล้วเร่งความเร็วแบบเต็มพิกัด

ถ้ามีแพลนเที่ยว Ohio อยู่แล้ว สามารถจับ Kings Island คู่กับ Cedar Point กลายเป็นทริปตะลุยสองสวนสนุกชื่อดังในอเมริกาสำหรับสาย Roller Coaster ได้แบบจุใจเลย 

เวลาเปิด-ปิด: 11:00 – 00:00 น. (เปิดเฉพาะบางฤดูกาล และเวลาอาจเปลี่ยนแปลงตามวัน ควรเช็กก่อนเดินทาง)

ค่าเข้าชม / ราคาตั๋ว: เริ่มต้นประมาณ $39 - $125 (ขึ้นอยู่กับประเภทบัตร วันที่ และฤดูกาล)

18. Hersheypark (Pennsylvania)

แค่ได้ยินชื่อก็น่าจะเดาธีมกันได้ไม่ยาก เพราะ Hersheypark ตั้งอยู่ที่เมือง Hershey รัฐ Pennsylvania บ้านเกิดของแบรนด์ช็อกโกแลตชื่อดัง และเป็นสวนที่มีบรรยากาศสนุก ๆ เหมาะกับทั้งเด็กและผู้ใหญ่

แต่ขอบอกไว้ก่อนเลยว่า อย่าคิดว่ามีแต่ความน่ารัก เพราะสายแอดเวนเจอร์ก็มีเครื่องเล่นให้ตามเก็บไม่น้อย ทั้ง Candymonium รถไฟเหาะขนาดใหญ่ และ Wildcat's Revenge ที่จัดเต็มทั้งความเร็วและจังหวะพลิกตัว ส่วนใครมาเป็นครอบครัวก็มีเครื่องเล่นเบา ๆ และกิจกรรมธีม Hershey ให้สนุกกันได้ตลอดวัน

อีกเสน่ห์คือเมือง Hershey รอบ ๆ ที่ยังคงคอนเซปต์ช็อกโกแลตไว้หลายจุด ใครเป็นสายของหวานและอยากหาสวนสนุกอเมริกาที่มีธีมแตกต่างจากพิกัดอื่น ๆ ที่นี่น่าลองมาก

เวลาเปิด-ปิด: 12:00 – 22:00 น. (เปิดเฉพาะบางฤดูกาล และเวลาอาจเปลี่ยนแปลงตามวัน ควรเช็กก่อนเดินทาง)

ค่าเข้าชม / ราคาตั๋ว: เริ่มต้นประมาณ $50 - $89 (ขึ้นอยู่กับประเภทบัตร วันที่ และฤดูกาล)

19. Dollywood (Tennessee)

Credit: FB Dollywood

ถ้าอยากเที่ยวสวนสนุกที่ไม่ได้มีดีแค่เครื่องเล่น ลองปักหมุด Dollywood ในเมือง Pigeon Forge รัฐ Tennessee กันดูได้เลย เพราะที่นี่ผสมความสนุกเข้ากับดนตรี อาหาร และวัฒนธรรมของแถบ Southern Appalachia โดยมีบรรยากาศของ Great Smoky Mountains อยู่รอบ ๆ

สายรถไฟเหาะมีทั้ง Lightning Rod ที่วิ่งผ่านเนินเขาแบบเร็วสะใจ และ Wild Eagle ที่ออกแบบที่นั่งให้อยู่ด้านข้างราง ได้ฟีลเหมือนกำลังบินผ่านวิวภูเขา ส่วนคนที่อยากเดินชิลก็มีโชว์ดนตรีสด งานคราฟต์ อาหารสไตล์ Southern และเทศกาลตามฤดูกาลให้แวะตลอดวัน

จุดเด่นของ Dollywood คือบรรยากาศที่มีความอบอุ่นและเป็นเอกลักษณ์ ไม่ได้รู้สึกเหมือนสวนสนุกเมืองใหญ่ทั่วไป ใครจัด Road Trip แถว Tennessee หรือ Great Smoky Mountains แล้วอยากเพิ่มวันสนุก ๆ เข้าไปในแพลน ที่นี่ลงตัวสุด ๆ 

เวลาเปิด-ปิด: 10:00 – 21:00 น. (เวลาอาจเปลี่ยนแปลงตามวันและฤดูกาล)

ค่าเข้าชม / ราคาตั๋ว: เริ่มต้นประมาณ $89 - $110 (ขึ้นอยู่กับประเภทบัตร วันที่ และฤดูกาล)

20. Busch Gardens Williamsburg (Virginia)

Credit: FB Busch Gardens Williamsburg

ปิดท้ายด้วย Busch Gardens Williamsburg ในรัฐ Virginia อีกหนึ่งสวนสนุกในอเมริกาที่มีคาแรกเตอร์ชัดมาก เพราะเขานำบรรยากาศและสถาปัตยกรรมจากประเทศต่าง ๆ ในยุโรปมาเป็นธีมของแต่ละโซน เดินเที่ยวจึงได้ทั้งมุมสวย ๆ และเครื่องเล่นสนุก ๆ ไปพร้อมกัน

สายแอดเวนเจอร์มี Griffon รถไฟเหาะที่ขึ้นไปหยุดค้างก่อนดิ่งลงจากความสูงแบบเสียวท้อง หรือ Apollo's Chariot ที่เน้นความเร็วและจังหวะลอยตัวต่อเนื่อง ส่วนคนที่อยากพักจากเครื่องเล่นก็สามารถเดินชมแต่ละโซน แวะดูโชว์ หรือหาอะไรอร่อย ๆ กินได้เรื่อย ๆ

ด้วยบรรยากาศที่สวยและมีเครื่องเล่นหลายระดับ ที่นี่จึงไม่ได้เหมาะเฉพาะสายรถไฟเหาะ แต่เที่ยวได้ทั้งคู่รัก กลุ่มเพื่อน และครอบครัว ถือเป็นพิกัดปิดท้ายลิสต์ 20 สวนสนุกในอเมริกา ที่ได้ทั้งความสนุกและบรรยากาศแตกต่างจากสวนอื่น ๆ แบบชัดเจนเลย 

เวลาเปิด-ปิด: 10:00 – 22:00 น. (เวลาอาจเปลี่ยนแปลงตามวันและฤดูกาล)

ค่าเข้าชม / ราคาตั๋ว: เริ่มต้นประมาณ $62 - $172 (ขึ้นอยู่กับประเภทบัตร วันที่ และฤดูกาล)

ที่พักยอดนิยมใกล้สวนสนุก 

ถ้าทริปนี้ตั้งใจมาเก็บสวนสนุกอเมริกาแบบจริงจัง การเลือกโรงแรมให้อยู่ใกล้สวนช่วยประหยัดเวลาได้เยอะมาก โดยเฉพาะสองโซนใหญ่อย่าง Orlando, Florida และ Anaheim, California ที่มีสวนดังหลายแห่งอยู่ใกล้กัน บางโรงแรมยังมีบริการรับส่งหรือสิทธิประโยชน์สำหรับผู้เข้าพัก ช่วยให้วันเที่ยวสวนสนุกสะดวกขึ้นอีกด้วย 

Disney's Grand Floridian Resort & Spa (Florida)

Disney's Grand Floridian Resort & Spa (Florida)
Disney's Grand Floridian Resort & Spa (Florida)
Disney's Grand Floridian Resort & Spa (Florida)
Disney's Grand Floridian Resort & Spa (Florida)

+2

Disney's Grand Floridian Resort & Spa (Florida)

อยากให้ทริป Disney World ฟินต่อเนื่องตั้งแต่เช้าจนเข้านอน ลองพักที่ Disney's Grand Floridian Resort & Spa กันได้เลย! โรงแรมสไตล์ Victorian บรรยากาศหรูแต่ยังมีความแฟนตาซีแบบ Disney แทรกอยู่กำลังดี จุดเด่นที่สุดคืออยู่ใกล้ Magic Kingdom มาก จะนั่ง Monorail หรือเรือไปสวนก็สะดวก ไม่ต้องเสียเวลานั่งรถนาน ๆ ภายในมีทั้งสระว่ายน้ำ ร้านอาหาร และมุมพักผ่อนให้ใช้เวลาชิล ๆ หลังกลับจากสวน เหมาะกับครอบครัวและคู่รักที่อยากเพิ่มความพิเศษให้ทริป Disney แบบตื่นมาก็พร้อมเข้าสวน กลับมาก็พักได้เต็มที่

ใกล้สวนสนุก: Walt Disney World Resort

United-states

ดิสนีย์สแกรนด์ฟลอริเดียน รีสอร์ทแอนด์สปา

9.0/10

•

ออเรนจ์

THB 32,168.90

Four Seasons Resort Orlando at Walt Disney World Resort (Florida)

Four Seasons Resort Orlando at Walt Disney World Resort (Florida)
Four Seasons Resort Orlando at Walt Disney World Resort (Florida)
Four Seasons Resort Orlando at Walt Disney World Resort (Florida)
Four Seasons Resort Orlando at Walt Disney World Resort (Florida)

+2

Four Seasons Resort Orlando at Walt Disney World Resort (Florida)

ใครอยากเล่นสวนสนุกให้สุด แล้วกลับมาพักแบบสบาย ๆ Four Seasons Resort Orlando at Walt Disney World Resort น่าจะถูกใจ เพราะได้ทั้งทำเลใกล้ Disney World และบรรยากาศรีสอร์ตหรูที่ค่อนข้างสงบ เหมือนได้พักผ่อนไปพร้อมกับเที่ยวสวนสนุก ห้องพักกว้าง มีทั้งสระว่ายน้ำ สปา สนามกอล์ฟ และร้านอาหารให้เลือกหลายแห่ง เหมาะกับครอบครัวหรือคู่รักที่ไม่ได้อยากใช้เวลาทุกนาทีอยู่ในสวน แต่อยากมีวันพักชิล ๆ แทรกไว้ในทริปด้วย เรียกว่าช่วงเช้าไปหาตัวละครที่ชอบหรือเล่นเครื่องเล่นมันส์ ๆ ส่วนเย็นกลับมานอนสบาย ๆ ได้เลย

ใกล้สวนสนุก: Walt Disney World Resort

United-states

โฟร์ซีซันส์ รีสอร์ท ออร์แลนโดที่ WALT DISNEY WORLD® รีสอร์ท

9.5/10

•

ออเรนจ์

THB 54,102.44

Universal's Hard Rock Hotel (Florida)

Universal's Hard Rock Hotel (Florida)
Universal's Hard Rock Hotel (Florida)
Universal's Hard Rock Hotel (Florida)
Universal's Hard Rock Hotel (Florida)

+2

Universal's Hard Rock Hotel (Florida)

ถ้าทริปเที่ยว Florida นี้เทใจให้ Universal เป็นหลัก โรงแรม Universal's Hard Rock Hotel ถือว่าทำเลดีมาก เพราะอยู่ใน Universal Orlando Resort และใกล้ทั้ง Universal Studios Florida และ Islands of Adventure จะเดินไปสวนหรือนั่งเรือรับส่งก็สะดวกสุด ๆ บรรยากาศโรงแรมมาในธีม Rock & Roll แบบสนุก ๆ มีทั้งของตกแต่งเกี่ยวกับดนตรี สระว่ายน้ำ และพื้นที่พักผ่อน เหมาะกับแก๊งเพื่อนหรือครอบครัวที่อยากเที่ยว Universal หลายวัน ยิ่งวันที่เล่นจนขาล้า การรู้ว่าโรงแรมอยู่ไม่ไกลจากสวนคือดีมากจริง ๆ

ใกล้สวนสนุก: Universal Studios Florida และ Universal Islands of Adventure

United-states

โรงแรมยูนิเวอร์แซลส์ ฮาร์ดร็อค

9.2/10

•

ออร์แลนโด

THB 23,857.49

Disney's Grand Californian Hotel & Spa (California)

Disney's Grand Californian Hotel & Spa (California)
Disney's Grand Californian Hotel & Spa (California)
Disney's Grand Californian Hotel & Spa (California)
Disney's Grand Californian Hotel & Spa (California)

+2

Disney's Grand Californian Hotel & Spa (California)

ข้ามมาฝั่ง California กันบ้าง ใครวางแผนเก็บทั้ง Disneyland Park และ Disney California Adventure Park แล้วไม่อยากเสียเวลาเดินทางเยอะ Disney's Grand Californian Hotel & Spa เป็นตัวเลือกที่ทำเลสะดวกมาก เพราะอยู่ภายใน Disneyland Resort เลย ตัวโรงแรมตกแต่งสไตล์ Craftsman ใช้ไม้เป็นองค์ประกอบหลัก ให้บรรยากาศอบอุ่นและดูหรูแบบไม่เป็นทางการเกินไป จุดที่สายสวนสนุกน่าจะชอบคือความสะดวก จะเข้าสวนตั้งแต่เช้า กลับมาพักช่วงบ่าย แล้วค่อยออกไปดูโชว์ตอนค่ำก็ทำได้ง่าย ๆ เหมาะมากกับคนที่อยากใช้เวลาใน Disneyland California ให้คุ้มที่สุด

ใกล้สวนสนุก: Disneyland Park และ Disney California Adventure Park

United-states

ดิสนีย์ส แกรนด์แคลิฟอร์เนียน โฮเทลแอนด์สปา

9.0/10

•

ออเรนจ์

THB 35,391.23

The Westin Anaheim Resort (California)

The Westin Anaheim Resort (California)
The Westin Anaheim Resort (California)
The Westin Anaheim Resort (California)
The Westin Anaheim Resort (California)

+2

The Westin Anaheim Resort (California)

ถ้าอยากอยู่ใกล้ Disneyland แต่ไม่จำเป็นต้องพักในโรงแรม Disney โดยตรง The Westin Anaheim Resort เป็นอีกตัวเลือกที่ลงตัว โรงแรมอยู่ใกล้ Disneyland Resort และ Anaheim Convention Center เดินทางไปสวนสะดวก แถวยังมีร้านอาหารและสิ่งอำนวยความสะดวกให้หาได้ง่าย ห้องพักมาในสไตล์โมเดิร์น ดูโปร่ง พักสบาย เหมาะมากกับการกลับมาทิ้งตัวหลังเดินสวนสนุกมาทั้งวัน บางพื้นที่ของโรงแรมยังมองเห็นวิวฝั่ง Disneyland Resort ได้ด้วย ใครอยากได้ที่พักดี ๆ ใกล้สวนสนุกในแคลิฟอร์เนียแต่ชอบบรรยากาศโรงแรมร่วมสมัยมากกว่าธีม Disney ที่นี่น่าเก็บไว้เป็นตัวเลือกเลย

ใกล้สวนสนุก: Disneyland Park และ Disney California Adventure Park

United-states

The Westin Anaheim Resort

9.4/10

ออเรนจ์

THB 9,934.64

วิธีการเดินทางไปอเมริกา  

สำหรับทริปเที่ยวสวนสนุกอเมริกาจากไทย ถ้าอยากจัดเส้นทางง่ายที่สุด แนะนำให้เลือกสนามบินตามโซนสวนสนุกที่ต้องการเที่ยว โดยสองฐานหลักคือ Orlando, Florida สำหรับ Disney World และ Universal Orlando Resort กับ Los Angeles, California สำหรับ Disneyland และ Universal Studios Hollywood

บินจากกรุงเทพฯ ไป Orlando, Florida: หากเน้นเก็บสวนสนุกในออร์แลนโด ให้เลือกปลายทางเป็น Orlando International Airport (MCO) โดยเที่ยวบินจากกรุงเทพฯ ส่วนใหญ่ต้องต่อเครื่องอย่างน้อย 1 ครั้ง เช่น ผ่านตะวันออกกลาง เอเชีย หรือเมืองใหญ่ในสหรัฐฯ จากสนามบิน MCO ขับรถ หรือ นั่งแท็กซี่ ไป Walt Disney World Resort ประมาณ 25–35 นาที และ Universal Orlando Resort ประมาณ 20–30 นาที ขึ้นอยู่กับการจราจร
บินจากกรุงเทพฯ ไป Los Angeles, California: หากเน้นสวนสนุกในแคลิฟอร์เนีย ให้ลง Los Angeles International Airport (LAX) ซึ่งเหมาะกับการจัดทริป Universal Studios Hollywood, Disneyland Resort และ Knott's Berry Farm ต่อกัน จาก LAX ไป Disneyland ที่ Anaheim โดยขับรถหรือนั่งแท็กซี่ใช้เวลาประมาณ 40–60 นาที ส่วน Universal Studios Hollywood อยู่ทางเหนือของตัวเมือง LA ใช้เวลาจากสนามบินประมาณ 40–60 นาทีในสภาพการจราจรปกติ แต่ช่วงรถติดอาจนานกว่านี้มาก
เที่ยวหลายรัฐในทริปเดียว: ถ้าอยากเก็บทั้ง Florida และ California ไม่แนะนำให้ขับรถข้ามประเทศ เพราะระยะทางไกลมาก วิธีที่สะดวกกว่าคือใช้เที่ยวบินภายในประเทศ เช่น Orlando (MCO) – Los Angeles (LAX) แล้วเช่ารถหรือใช้ขนส่งสาธารณะต่อเมื่อถึงแต่ละเมือง จะประหยัดเวลาเที่ยวได้เยอะกว่า

Discover Flights With Traveloka

Sat, 24 Oct 2026

United Airlines

กรุงเทพ (BKK) ไป ลอสแอนเจลิส (LAX)

เริ่มจาก THB 18,551.30

Wed, 28 Oct 2026

United Airlines

กรุงเทพ (BKK) ไป ลอสแอนเจลิส (LAX)

เริ่มจาก THB 18,627.17

Sun, 18 Oct 2026

United Airlines

กรุงเทพ (BKK) ไป ลอสแอนเจลิส (LAX)

เริ่มจาก THB 18,631.74

วิธีเดินทางภายในเมืองและระหว่างสวนสนุก

เช่ารถขับ: เป็นวิธีที่ยืดหยุ่นที่สุด โดยเฉพาะถ้าวางแผนเที่ยวหลายสวนหรือเดินทางกันเป็นครอบครัว สามารถออกจากโรงแรมตามเวลาที่ต้องการและแวะเที่ยวที่อื่นต่อได้ง่าย เหมาะกับ Florida, California รวมถึงสวนที่อยู่นอกเมือง แต่ควรเผื่องบค่าที่จอดรถ ค่าทางด่วน และเวลารถติดไว้ด้วย
รถบัสและ Shuttle Bus: โรงแรมและรีสอร์ตใกล้สวนสนุกหลายแห่งมี Shuttle Bus รับ-ส่งไปยังสวนหลัก เหมาะกับคนที่ไม่อยากเช่ารถ แนะนำให้เช็กเส้นทาง รอบเวลา และจุดขึ้นรถกับโรงแรมล่วงหน้า เพราะบางแห่งต้องจองที่นั่งก่อน และอาจไม่ได้ให้บริการตลอดทั้งวัน
ขนส่งของสวนสนุก: รีสอร์ตขนาดใหญ่ของ Disney และ Universal มีระบบเดินทางภายในพื้นที่ของตัวเอง ไม่ว่าจะเป็นรถบัส รถไฟ Monorail เรือ หรือระบบขนส่งรูปแบบอื่น ๆ ช่วยให้เดินทางระหว่างโรงแรมและสวนต่าง ๆ ได้สะดวก โดยไม่ต้องขับรถเองทุกครั้ง
รถไฟและขนส่งสาธารณะ: เมืองใหญ่อย่าง Los Angeles มีรถไฟ Metro และรถบัสที่สามารถใช้เดินทางไปยังสวนบางแห่งได้ เช่น Universal Studios Hollywood เหมาะกับคนที่พักในตัวเมืองและอยากประหยัดค่าเดินทาง แต่ควรเช็กเส้นทางและเวลาเดินทางให้ดี เพราะสวนบางแห่งอาจต้องต่อรถมากกว่าหนึ่งครั้ง
Taxi และ Ride-hailing: บริการอย่าง Taxi, Uber หรือ Lyft เป็นอีกทางเลือกที่สะดวกสำหรับคนที่ไม่อยากขับรถ โดยเฉพาะการเดินทางระหว่างโรงแรมกับสวนสนุกในระยะไม่ไกล หรือวันที่ตั้งใจเที่ยวเพียงสวนเดียว ข้อดีคือเรียกรถได้ตามเวลา แต่ค่าโดยสารอาจสูงขึ้นในช่วงคนเยอะหรือเวลาเร่งด่วน

เที่ยวสวนสนุกอเมริกา   เดือนไหนดี?

ช่วงที่เหมาะกับการเที่ยวสวนสนุกอเมริกามากที่สุดคือประมาณเดือนมีนาคม–พฤษภาคม และกันยายน–พฤศจิกายน เพราะอากาศโดยรวมไม่ร้อนหรือหนาวเกินไป เดินเล่นกลางแจ้งได้สบายกว่า และหลายช่วงยังหลบความหนาแน่นของวันหยุดฤดูร้อนได้ด้วย แต่เนื่องจากสวนสนุกในอเมริกากระจายอยู่หลายรัฐ อุณหภูมิจะแตกต่างกันพอสมควร โดยเฉพาะ Florida ที่อุ่นกว่า California และรัฐทางตอนเหนือ

ฤดูใบไม้ผลิ (มีนาคม–พฤษภาคม): เป็นหนึ่งในช่วงที่น่าเที่ยวที่สุด โดย Florida และ California มีอุณหภูมิกลางวันประมาณ 20–30°C อากาศกำลังดี ไม่ร้อนจัดเหมือนหน้าร้อน บรรยากาศในสวนคึกคักและเดินเที่ยวได้ยาว ๆ แต่ควรเลี่ยงช่วง Spring Break และ Easter หากไม่ชอบคนเยอะ เพราะสวนยอดนิยมอย่าง Disney และ Universal อาจแน่นขึ้นพอสมควร
ฤดูร้อน (มิถุนายน–สิงหาคม): ช่วงนี้สวนสนุกคึกคักสุด ๆ เพราะตรงกับวันหยุดของโรงเรียน เหมาะกับครอบครัวที่อยากเที่ยวแบบจัดเต็มและอยู่เล่นจนค่ำ ฝั่ง Florida ค่อนข้างร้อนชื้น อุณหภูมิประมาณ 25–33°C และมีโอกาสเจอฝนช่วงบ่าย ส่วน California แห้งกว่าและอยู่ราว 18–30°C ถ้ามาช่วงนี้ควรเตรียมหมวก ครีมกันแดด และเผื่อเวลาต่อคิวมากขึ้น
ฤดูใบไม้ร่วง (กันยายน–พฤศจิกายน): อีกหนึ่งช่วงแนะ เพราะอากาศเริ่มเย็นลง โดยทั่วไปอยู่ประมาณ 15–30°C ขึ้นอยู่กับรัฐ แถมหลายสวนยังเริ่มจัดอีเวนต์ Halloween ทำให้บรรยากาศช่วงเย็นสนุกเป็นพิเศษ อย่างไรก็ตาม Florida ยังอยู่ในช่วงฤดูเฮอริเคน จึงควรเช็กพยากรณ์อากาศและสถานะสวนก่อนเดินทาง
ฤดูหนาว (ธันวาคม–กุมภาพันธ์): เหมาะกับคนที่อยากสัมผัสบรรยากาศสวนสนุกช่วงเทศกาล เพราะหลายแห่งจัดไฟและตกแต่งธีม Christmas กันแบบเต็มที่ Florida และ California ยังเที่ยวได้ค่อนข้างสบาย อุณหภูมิประมาณ 10–25°C ขณะที่รัฐทางเหนืออย่าง Ohio หรือ Pennsylvania อาจลดลงใกล้ 0°C หรือต่ำกว่า และสวนบางแห่งเปิดเฉพาะบางวันหรือปิดเครื่องเล่นบางส่วนในช่วงฤดูหนาว

ช่วงเวลาอุณหภูมิโดยประมาณ*บรรยากาศเหมาะกับ
มี.ค.–พ.ค.20–30°Cอากาศสบาย สดใสช่วงแนะนำ เดินสวนสนุกสบาย
มิ.ย.–ส.ค.18–33°Cคึกคัก ร้อน คนค่อนข้างเยอะครอบครัวเที่ยวช่วงปิดเทอม
ก.ย.–พ.ย.15–30°Cเย็นลง มีธีม Halloweenช่วงแนะนำ สำหรับคนชอบอีเวนต์
ธ.ค.–ก.พ.0–25°Cอากาศเย็น มีบรรยากาศ Christmasเที่ยว Florida/California และสายเทศกาล

*อุณหภูมิเป็นช่วงโดยประมาณ เพราะสหรัฐฯ มีพื้นที่ขนาดใหญ่และสภาพอากาศแตกต่างกันมากในแต่ละรัฐ หากเน้นทาง Florida เป็นหลัก ช่วง มีนาคม–พฤษภาคม และ ตุลาคม–พฤศจิกายน จะเที่ยวกลางแจ้งได้สบายกว่าหน้าร้อน ส่วนฝั่ง California สามารถเที่ยวได้ตลอดทั้งปี

เคล็ดลับการเที่ยวสวนสนุกอเมริกา  

วางแผนสวนที่จะเที่ยวก่อนจองที่พัก: สวนสนุกในอเมริกาหลายแห่งมีพื้นที่ใหญ่มาก และบางสวนอยู่ห่างกันพอสมควร ควรเลือกพักโซนสวน จะได้ช่วยลดเวลาเดินทางและมีแรงเหลือไว้เล่นเครื่องเล่นมากขึ้น
ซื้อตั๋วล่วงหน้าไว้ก่อน: ตั๋วสวนสนุกอเมริกาหลายแห่งใช้ราคาแบบเปลี่ยนตามวันและช่วงเวลา ถ้ารู้วันเที่ยวแน่นอนแล้ว ควรเช็กราคาและเงื่อนไขล่วงหน้า รวมถึงดูว่าบัตรที่ซื้อเข้าได้กี่สวนและสามารถย้ายสวนระหว่างวันได้หรือไม่
ดาวน์โหลดแอปของสวนไว้เลย: สวนใหญ่ ๆ มักมีแอปสำหรับดูแผนที่ เวลารอเครื่องเล่น ตารางโชว์ ร้านอาหาร และข้อมูลสำคัญแบบเรียลไทม์ ช่วยให้วางเส้นทางในสวนได้ง่ายขึ้น ไม่ต้องเดินย้อนกลับไปกลับมาให้เสียแรง
เลือกเครื่องเล่นที่ต้องเล่นไว้ 3–5 อย่าง: อย่าพยายามเก็บทุกเครื่องในวันเดียว เพราะสวนอย่าง Disney World หรือ Universal มีอะไรให้ทำเยอะมาก เลือกตัวที่อยากเล่นที่สุดก่อน แล้วค่อยแทรกเครื่องเล่นอื่นระหว่างวัน จะเที่ยวสนุกกว่าและไม่รู้สึกว่าต้องรีบตลอดเวลา
เข้าสวนช่วงเช้าช่วยประหยัดเวลาต่อคิว: ถ้าอยากเก็บเครื่องเล่นฮิต ๆ แนะนำให้ไปถึงก่อนหรือใกล้เวลาเปิดสวน เพราะช่วงแรกของวันมักจัดแผนเที่ยวได้ง่ายกว่า โดยเฉพาะเครื่องเล่นยอดนิยมที่คิวอาจยาวขึ้นเรื่อย ๆ หลังสาย
เช็กส่วนสูงเด็กก่อนต่อคิว: ใครพาเด็ก ๆ ไปเที่ยวสวนสนุกอเมริกา ควรเช็กข้อกำหนดเรื่องส่วนสูงของเครื่องเล่นล่วงหน้า เพราะเครื่องเล่นหวาดเสียวหลายตัวมีเกณฑ์ขั้นต่ำ จะได้ไม่ต้องต่อคิวนานแล้วเพิ่งมารู้ว่าขึ้นไม่ได้
เตรียมตัวสำหรับอากาศที่เปลี่ยนได้: Florida ช่วงหน้าร้อนทั้งร้อนและมีโอกาสเจอฝน ส่วน California แดดค่อนข้างแรง ควรพกครีมกันแดด หมวก เสื้อกันฝนแบบบาง และขวดน้ำติดตัวไว้ ที่สำคัญคือรองเท้าต้องเดินสบาย เพราะหนึ่งวันในสวนอาจเดินกันหลายกิโลเมตร
เผื่อวันพักถ้าเที่ยวหลายสวนติดกัน: ถ้าจัดทริปตามเก็บสวนสนุกหลายแห่งต่อเนื่องหลายวัน ลองเว้นวันพักหรือวันเที่ยวเบา ๆ ไว้ตรงกลางบ้าง เพราะการเข้าสวนตั้งแต่เช้าจนค่ำหลายวันติดกันเหนื่อยกว่าที่คิด จะได้กลับไปลุยสวนถัดไปแบบยังสนุกอยู่ ไม่ใช่หมดแรงตั้งแต่ครึ่งวันแรก

อ่านต่อบทความอื่นๆ : 

FAQ: คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับการเที่ยวสวนสนุกอเมริกา  

Q: เที่ยวสวนสนุกอเมริกา ต้องทำวีซ่าไหม?

A: จำเป็นต้องขอวีซ่าท่องเที่ยวสหรัฐอเมริกา (Visa B1/B2) ให้เรียบร้อยก่อนออกเดินทางจากประเทศไทย เนื่องจากกระบวนการยื่นขอและสัมภาษณ์วีซ่าอเมริกาใช้เวลาพอสมควร จึงควรวางแผนยื่นล่วงหน้าอย่างน้อย 2–3 เดือนก่อนวันเดินทางจริง

Q: ค่าใช้จ่ายประมาณเท่าไหร่ สำหรับการเที่ยวสวนสนุกอเมริกา 1 วัน?

A: ค่าใช้จ่ายเฉลี่ยต่อคนต่อวันจะอยู่ที่ประมาณ $150 – $300 (ราวๆ 5,000 – 10,000 บาท) ซึ่งรวมราคาตั๋วเข้าสวนสนุกเริ่มต้นประมาณ $60 – $189 ค่าอาหาร-เครื่องดื่มภายในสวนประมาณ $30 – $50 และค่าสินค้าที่ระลึกหรือบัตรช่องทางพิเศษ (Express Pass) เพิ่มเติม

Q: ควรเลือกไปสวนสนุกฝั่ง Florida (Orlando) หรือ California (LA/Anaheim) ดีกว่ากัน?

A: หากเน้นสวนสนุกขนาดใหญ่แบบจุใจ จัดเต็มหลายวัน แนะนำฝั่ง Orlando, Florida เพราะเป็นศูนย์รวมธีมพาร์กที่ใหญ่ที่สุดในโลก แต่ถ้ามีเวลาจำกัด อยากเน้นเที่ยวเมืองใหญ่ ช้อปปิ้ง หรือขับรถเที่ยวธรรมชาติควบคู่ไปด้วย ฝั่ง California จะเดินทางง่ายและตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ได้หลากหลายกว่า

Q: ไปเที่ยวสวนสนุกอเมริกา แต่งตัวยังไงดี?

A: เน้นเสื้อผ้าที่ระบายอากาศได้ดี เน้นความคล่องตัว และพกเสื้อแจ็กเก็ตบางๆ หรือเสื้อกันฝนติดตัวไว้ เผื่อเจออากาศเปลี่ยนหรือเครื่องเล่นทางน้ำ สิ่งสำคัญที่สุดคือ รองเท้าผ้าใบที่สวมใส่สบาย เพราะจะต้องเดินในสวนสนุกเฉลี่ยวันละ 10,000 – 20,000 ก้าว

Q: จากสนามบิน เดินทางไปสวนสนุกหรือโรงแรมใกล้สวนสนุกยังไง?

A: วิธีที่สะดวกที่สุดคือการเรียกรถ Uber / Lyft หรือแท็กซี่สนามบิน ซึ่งใช้เวลาเดินทางประมาณ 20–40 นาทีถึงโซนสวนสนุกหลัก แต่หากเดินทางมากันเป็นครอบครัวหรือมีแพลนเที่ยวหลายเมือง การเช่ารถขับจากสนามบินจะให้ความยืดหยุ่นและคุ้มค่ามากที่สุด

Q: สวนสนุกในอเมริกามีที่จอดรถไหม และค่าจอดประมาณเท่าไหร่?

A: สวนสนุกทุกแห่งมีอาคารหรือลานจอดรถขนาดใหญ่ไว้รองรับ โดยมีค่าบริการจอดรถรายวัน (Standard Parking) อยู่ที่ประมาณ $30 – $35 ต่อวัน (บางสวนสนุกจะมีบริการที่จอดรถฟรีสำหรับผู้ที่พักในโรงแรมเครือของสวนสนุกนั้นๆ)

จองโรงแรม
จองตั๋วเครื่องบิน
สิ่งที่ต้องทำ
รับทราบข้อมูลใหม่ ๆ ตลอดเวลา
สมัครรับจดหมายข่าวของเรา เพื่อคำแนะนำการท่องเที่ยวและรูปแบบการใช้ชีวิตที่มากขึ้น พร้อมด้วยข้อเสนอที่น่าตื่นเต้น
สมัคร