
ฟลอเรนซ์ (Florence) คือเมืองในที่เที่ยวอิตาลีที่ไม่ว่าคุณจะเดินไปทางไหนก็เจอแต่งานศิลปะระดับโลก สำหรับใครที่กำลังหาพิกัดเสพศิลปะแบบมีคลาส ที่เที่ยว Florence คือคำตอบที่ถูกต้องที่สุด! ฟลอเรนซ์หรือที่คนอิตาลีท้องถิ่นเรียกว่า Firenze เป็นเมืองหลวงของแคว้นทัสคานีและเป็นจุดกำเนิดของยุคเรอเนซองส์ บ้านของไมเคิลแองเจโล บอตติเชลลี และตระกูลเมดิชิที่อุปถัมภ์ศิลปินมาหลายชั่วคน ย่านเมืองเก่าทั้งหมดได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกโดย UNESCO ตั้งแต่ปี 1982
บทความนี้รวมที่เที่ยวฟลอเรนซ์ยอดนิยมที่ควรจัดเข้าแพลน ทั้งพิพิธภัณฑ์ โบสถ์ พระราชวัง และจุดชมวิว พร้อมเวลาเปิด-ปิด วิธีเดินทางจากกรุงเทพฯ ช่วงเดือนที่อากาศดี และที่พักทำเลเดินเที่ยวสะดวก ใครวางแผนเที่ยวอิตาลีด้วยตัวเองรอบแรกแนะนำให้เผื่อเวลาในฟลอเรนซ์อย่างน้อย 3 วันเต็ม เพราะแค่พิพิธภัณฑ์หลักสองแห่งก็กินเวลาไปเกือบวันแล้ว อ่านจบแล้วจองไฟล์ทไปฟลอเรนซ์และจองที่พักในฟลอเรนซ์กับ Traveloka เลย!
สัญลักษณ์อันดับหนึ่งของฟลอเรนซ์ที่มองเห็นได้จากทุกมุมเมือง มหาวิหารซานตามาเรียเดลฟีโอเร หรือที่คนเรียกสั้น ๆ ว่า Duomo เริ่มสร้างตั้งแต่ปี 1296 ผนังด้านนอกกรุหินอ่อนสีขาว เขียว และชมพูเรียงเป็นลวดลายละเอียด แต่ที่ทำให้คนทั้งโลกรู้จักคือโดมฟลอเรนซ์สีส้มอิฐ ผลงานของฟีลิปโป บรูเนลเลสกี ที่ก่อขึ้นโดยไม่ใช้โครงไม้ค้ำยันทั้งหลัง จนถึงวันนี้ยังเป็นโดมก่ออิฐที่ใหญ่ที่สุดในโลก ตัวโบสถ์เข้าชมฟรี แต่ถ้าอยากขึ้นไปยืนบนโดมต้องซื้อ Brunelleschi Pass ราคา 30 ยูโรและจองรอบเวลาล่วงหน้า มีบันไดถึง 463 ขั้นทั้งแคบและชัน แนะนำให้จองรอบแรกของวัน แสงตอนเช้ายังละมุนและคนยังไม่แน่นมาก
เวลาเปิด-ปิด :
หอระฆังสูงประมาณ 85 เมตรที่ตั้งอยู่ข้างมหาวิหาร ออกแบบโดยจอตโต จิตรกรคนสำคัญแห่งศตวรรษที่ 14 ตัวหอกรุหินอ่อนสามสีแบบเดียวกับตัวโบสถ์ ด้านล่างมีแผ่นภาพนูนต่ำเล่าเรื่องการสร้างโลกและวิชาความรู้ของมนุษย์ ต้องเดินบันได 414 ขั้นโดยไม่มีลิฟต์ แต่มีชั้นพักให้หยุดหายใจและถ่ายรูปผ่านหน้าต่างเป็นช่วง ๆ ส่วนตัวคิดว่าถ้ามีเวลาขึ้นได้แค่ที่เดียวจะเลือกที่นี่เพราะวิวจากด้านบนจะมีโดมใหญ่ตั้งอยู่ตรงหน้า ตั๋วรวมอยู่ใน Giotto Pass ราคา 20 ยูโร หรือ Brunelleschi Pass
เวลาเปิด-ปิด : ทุกวัน 08:15–18:45 น.
หอศีลจุ่มซานโจวันนีเป็นอาคารทรงแปดเหลี่ยมหน้ามหาวิหารที่หลายคนเดินผ่านโดยไม่ได้แวะชมทั้งที่เป็นหนึ่งในสิ่งก่อสร้างที่เก่าแก่ที่สุดของเมือง และเป็นที่ที่ดันเต กวีเอกของอิตาลี เคยรับศีลจุ่มตอนเด็ก จุดที่คนมาถ่ายรูปกันมากคือประตูด้านตะวันออกที่มีชื่อเล่นว่าประตูสวรรค์ (Gates of Paradise) งานหล่อทองสัมฤทธิ์ของโลเรนโซ กิแบร์ตี ซึ่งไมเคิลแองเจโลเคยชมว่างามพอจะเป็นประตูสู่สวรรค์ ที่ติดอยู่ตอนนี้เป็นงานจำลอง ของจริงนั้นถูกเก็บไว้ในพิพิธภัณฑ์ Opera del Duomo ฝั่งตรงข้าม ตั๋วรวมอยู่ในพาสทุกแบบของกลุ่มมหาวิหาร
เวลาเปิด-ปิด : ทุกวัน 08:30–19:30 น.
หอศิลป์อุฟฟิซีคือที่เที่ยวที่คนรักศิลปะห้ามพลาด! ตัวอาคารออกแบบโดยวาซารีในปี 1560 แต่เดิมเป็นสำนักงานราชการของตระกูลเมดิชิ ปัจจุบันเก็บงานศิลปะยุคเรอเนซองส์ไว้มากที่สุดแห่งหนึ่งของโลก ไฮไลท์ที่คนต่อคิวดูเยอะคือ The Birth of Venus และ Primavera ของบอตติเชลลี The Annunciation ของเลโอนาร์โด ดา วินชี และ Doni Tondo งานจิตรกรรมบนแผ่นไม้ไม่กี่ชิ้นของไมเคิลแองเจโล ควรเผื่อเวลาอย่างน้อย 3 ชั่วโมง บัตรราคาปกติ 25 ยูโร ระหว่างเดินชมอย่าลืมมองออกหน้าต่างฝั่งแม่น้ำ จะเห็นสะพานปอนเตเวคคิโอในมุมที่หาจากที่ไหนไม่ได้อีก
เวลาเปิด-ปิด : วันอังคาร–อาทิตย์ 08:15–18:30 น. (เข้าได้ถึง 17:30 น.) ปิดทุกวันจันทร์
ที่นี่คือบ้านของรูปปั้นเดวิด! ผลงานหินอ่อนสูงกว่า 5 เมตรที่ไมเคิลแองเจโลแกะเสร็จตอนอายุไม่ถึง 30 ปี เดิมตั้งอยู่กลางจัตุรัสซินญอเรีย ก่อนถูกย้ายเข้ามาเก็บในอาคารเมื่อปี 1873 เพื่อป้องกันความเสียหาย พิพิธภัณฑ์ไม่ได้ใหญ่มาก ใช้เวลาประมาณ 1 ชั่วโมงก็ดูครบ ก่อนถึงรูปปั้นเดวิดทางเดินจะผ่านรูปปั้นกลุ่ม Prisoners ที่ไมเคิลแองเจโลแกะไม่เสร็จอีกด้วย
เวลาเปิด-ปิด : วันอังคาร–อาทิตย์ 08:15–18:50 น. ปิดทุกวันจันทร์
จัตุรัสซินญอเรียด้านหน้าเดินชมฟรีและมีรูปปั้นเดวิดจำลองตั้งในตำแหน่งเดิม น้ำพุเนปจูน และระเบียง Loggia dei Lanzi ที่เป็นเหมือนแกลเลอรีกลางแจ้ง จัดแสดงรูปปั้นเพอร์ซิอุสถือศีรษะเมดูซาของเชลลินี เทคนิคประหยัดเวลาคือแวะที่นี่ช่วงเย็นหลังพิพิธภัณฑ์อื่นปิด สามารถเสพความโลคอลได้บริเวณนี้แบบเต็ม ๆ
เวลาเปิด-ปิด : จัตุรัสเปิดตลอด 24 ชั่วโมง
สะพานหินเก่าแก่ที่สุดของฟลอเรนซ์ที่มีร้านค้าเรียงอยู่บนตัวสะพาน สะพานปัจจุบันสร้างใหม่ในปี 1345 หลังน้ำท่วมใหญ่ เดิมร้านบนสะพานเป็นร้านขายเนื้อ จนแกรนด์ดยุกสั่งให้เปลี่ยนเป็นร้านทองและเครื่องประดับเพื่อไม่ให้กลิ่นรบกวนตอนเดินผ่าน ที่นี่ยังเป็นสะพานเดียวบนแม่น้ำอาร์โนที่ไม่ถูกระเบิดทำลายในสงครามโลกครั้งที่สอง ด้านบนแนวร้านค้าคือทางเดิน Vasari Corridor ที่ตระกูลเมดิชิใช้เดินข้ามจากพระราชวังเวคคิโอไปพระราชวังพิตติโดยไม่ต้องลงถนน
เวลาเปิด-ปิด : เปิดตลอด 24 ชั่วโมง (ร้านค้าส่วนใหญ่เปิดประมาณ 10:00–19:00 น.)
พระราชวังขนาดใหญ่ฝั่งใต้ของแม่น้ำ เดิมสร้างให้ตระกูลพิตติ นายธนาคารที่หวังจะแข่งบารมีกับตระกูลเมดิชิ แต่สุดท้ายตระกูลเมดิชิกลับซื้อไปใช้เป็นที่ประทับหลักในช่วงกลางศตวรรษที่ 16 และต่อมายังเคยเป็นที่ประทับของราชวงศ์ซาวอยช่วงที่ฟลอเรนซ์เป็นเมืองหลวงของอิตาลี ด้านในแบ่งเป็นพิพิธภัณฑ์หลายส่วน ส่วนที่ขอแนะนำคือ Palatine Gallery ซึ่งเก็บภาพของราฟาเอลและทิเชียนไว้หลายชิ้น โดยจัดแสดงบนผนังห้องที่ตกแต่งหรูแบบเดิม ต่างจากอุฟฟิซีที่ให้ความรู้สึกเป็นพิพิธภัณฑ์มากกว่า นอกจากนั้นยังมีห้องชุดราชวงศ์ หอศิลป์สมัยใหม่ และพิพิธภัณฑ์เครื่องแต่งกาย บัตรเข้าชมราคาประมาณ 16 ยูโร
เวลาเปิด-ปิด : วันอังคาร–อาทิตย์ 08:15–18:30 น. ปิดทุกวันจันทร์
สวนหลังพระราชวังพิตติที่เป็นต้นแบบของสวนสไตล์อิตาเลียนในยุโรป ปูพื้นที่ลาดไหล่เขาเป็นขั้น ๆ มีทั้งลานรูปปั้น น้ำพุ อัฒจันทร์กลางแจ้งที่มีเสาโอเบลิสก์อียิปต์ตั้งอยู่ตรงกลาง และถ้ำ Grotta del Buontalenti ที่ตกแต่งด้วยหินและปูนปั้นจนดูเหมือนถ้ำจริง ๆ พอเดินขึ้นไปถึงจุดสูงสุดจะเห็นวิวเนินเขาทัสคานีกับหลังคาบ้านในเมืองเก่า เป็นมุมพักสายตาหลังจากดูพิพิธภัณฑ์มาทั้งวัน บัตรเข้าสวนแยกจากพระราชวัง ราคาประมาณ 10 ยูโร หรือซื้อบัตรรวมก็ได้ แนะนำให้ใส่รองเท้าที่เดินสบาย ๆ เพราะทางเดินเป็นกรวดและเนินชันเกือบทั้งสวน
เวลาเปิด-ปิด : ทุกวัน 08:15 น. ปิดประมาณ 16:30–19:10 น. ตามฤดูกาล (ปิดวันจันทร์แรกและวันจันทร์สุดท้ายของเดือน)
ถ้าอยากเห็นภาพฟลอเรนซ์แบบเดียวกับที่อยู่บนโปสการ์ด ต้องขึ้นมาที่ลานชมวิวแห่งนี้ ลานถูกสร้างในปี 1869 บนเนินเขาฝั่งใต้ของแม่น้ำ ตรงกลางมีรูปปั้นเดวิดจำลองหล่อทองสัมฤทธิ์ มองลงไปจะเห็นโดม หอระฆัง หอคอยปาลาซโซเวคคิโอ และสะพานหลายแห่งเรียงอยู่ในเฟรมเดียว สามารถเดินขึ้นบันไดจากย่านซานนิกโกโล ใช้เวลาประมาณ 20 นาที หรือนั่งรถบัสสาย 12 หรือ 13 ก็ได้ ถ้ามีแรงเหลือให้เดินขึ้นต่ออีก 5 นาทีไปโบสถ์ San Miniato al Monte ที่อยู่สูงกว่า วิวใกล้เคียงกันแต่คนน้อยกว่ามาก
เวลาเปิด-ปิด : เปิดตลอด 24 ชั่วโมง
โบสถ์คณะฟรานซิสกันที่ใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งของโลก และมักถูกเรียกว่าวิหารแห่งเกียรติยศของอิตาลี เพราะเป็นที่ฝังร่างของคนสำคัญหลายคน ทั้งไมเคิลแองเจโล กาลิเลโอ มาคิอาเวลลี และรอสซินี รวมถึงมีอนุสรณ์ของดันเต แม้ร่างจริงจะอยู่ที่เมืองราเวนนา ในโบสถ์น้อยของตระกูลบาร์ดีและเปรุซซียังมีภาพเฟรสโกของจอตโตที่เป็นต้นทางของจิตรกรรมยุคใหม่ และในลานระเบียงคดมีโบสถ์น้อยปาซซีที่บรูเนลเลสกีออกแบบ เรียบแต่สัดส่วนลงตัวมาก บัตรเข้าชมราคาประมาณ 10 ยูโร ใช้เวลา 1–2 ชั่วโมง ต้องแต่งกายปิดไหล่และเข่า
เวลาเปิด-ปิด : วันจันทร์–เสาร์ 09:30–17:30 น. / วันอาทิตย์และวันหยุดทางศาสนา เปิดช่วงบ่ายประมาณ 12:30–17:30 น.
สุสานของตระกูลเมดิชิที่ต่อเชื่อมกับโบสถ์ซานลอเรนโซ แบ่งเป็นสองส่วนที่บรรยากาศต่างกันชัดเจน ส่วนแรกคือ Cappella dei Principi ห้องโดมแปดเหลี่ยมที่ผนังทั้งหมดฝังหินอ่อนและหินมีค่าหลากสี เป็นงานฝีมือที่ใช้เวลาทำนับร้อยปี ส่วนที่สองคือ New Sacristy ซึ่งไมเคิลแองเจโลออกแบบทั้งตัวห้องและรูปปั้นบนหลุมศพ มีประติมากรรม Night, Day, Dawn และ Dusk ที่คนรักงานของเขาถือว่าเป็นงานชั้นครู ห้องนี้ไม่ใหญ่และคนน้อยกว่าอัคคาเดเมียมาก ใครอยากดูงานไมเคิลแองเจโลแบบไม่ต้องเบียดกับผู้คน ที่นี่คือตัวเลือกที่ดีมาก ๆ ตรงถนนรอบ ๆ ยังเป็นย่านตลาดซานลอเรนโซที่ขายเครื่องหนัง สามารถแวะเดินต่อได้ในรอบเดียว
เวลาเปิด-ปิด : ประมาณ 08:15–18:50 น. ปิดวันอังคาร
ฟลอเรนซ์ตั้งอยู่ตอนกลางค่อนไปทางเหนือของอิตาลี เป็นเมืองหลวงของแคว้นทัสคานี มีแม่น้ำอาร์โนไหลผ่านกลางเมือง แบ่งเป็นฝั่งเหนือที่มีมหาวิหาร หอศิลป์ และจัตุรัสสำคัญเกือบทั้งหมด กับฝั่งใต้ที่เรียกว่า Oltrarno ซึ่งเป็นที่ตั้งของพระราชวังพิตติ สวนโบโบลี และลานชมวิวบนเนินเขา ตัวเมืองอยู่กึ่งกลางระหว่างโรมกับมิลาน นั่งรถไฟความเร็วสูงจากโรมใช้เวลาประมาณ 1 ชั่วโมงครึ่ง จากมิลานไม่ถึง 2 ชั่วโมง ทำให้เป็นจุดแวะยอดนิยมของคนที่เที่ยวอิตาลีหลายเมืองในทริปเดียว รอบเมืองรายล้อมด้วยเนินเขาไร่องุ่นของทัสคานี และอยู่ไม่ไกลจากปิซา เซียนา และแคว้นเคียนติ คนที่เที่ยวฟลอเรนซ์ด้วยตัวเองมักใช้เมืองนี้เป็นที่พัก แล้วนั่งรถไฟหรือรถบัสออกไปเที่ยวแบบไปเช้าเย็นกลับ ส่วนย่านเมืองเก่ามีขนาดกะทัดรัด เดินเท้าได้เกือบทุกจุด
สิ่งที่ทำให้ฟลอเรนซ์ต่างจากเมืองท่องเที่ยวอื่นในยุโรปคือความหนาแน่นของงานศิลปะในพื้นที่ในรัศมีที่ใช้เวลาเดินไม่ถึงครึ่งชั่วโมง มีทั้งโดมที่เปลี่ยนวิธีคิดเรื่องสถาปัตยกรรม ภาพวาดที่อยู่ในหนังสือเรียนศิลปะทั่วโลก และรูปปั้นสุดโด่งดัง ทั้งหมดเป็นผลจากช่วงศตวรรษที่ 15–16 ที่ตระกูลเมดิชิใช้ความมั่งคั่งจากธุรกิจธนาคารอุปถัมภ์ศิลปิน นักวิทยาศาสตร์ และนักปรัชญาจำนวนมาก จนเมืองนี้กลายเป็นศูนย์กลางของยุคเรอเนซองส์ ย่านฝั่ง Oltrarno ยังมีโรงงานช่างฝีมือทำเครื่องหนัง ทองคำเปลว และกระดาษลายหินอ่อน ส่วนเรื่องอาหาร สเต๊กฟลอเรนซ์ Bistecca alla Fiorentina กับไวน์เคียนติจากเนินเขารอบเมืองเป็นของที่ต้องลองอย่างน้อยสักมื้อ
เหมาะกับ : คู่รัก / ครอบครัว / คนที่อยากได้ทำเลใกล้สถานีรถไฟ
Grand Hotel Minerva เป็นโรงแรม 4 ดาวที่ตั้งอยู่ติดจัตุรัสซานตามาเรียโนเวลลา เดินจากสถานีรถไฟหลักประมาณ 5 นาที และเดินถึงมหาวิหารได้ในราว 10 นาที ถือเป็นทำเลที่สะดวกมากสำหรับคนที่มาถึงด้วยรถไฟหรือรถราง T2 จากสนามบิน จุดเด่นที่ทำให้ที่นี่ต่างจากที่พักฟลอเรนซ์ส่วนใหญ่คือสระว่ายน้ำบนดาดฟ้า ที่มองเห็นโดมและหลังคาเมืองเก่าได้ชัด เปิดให้ใช้ช่วงอากาศอุ่น เหมาะกับการกลับมาพักหลังเดินเที่ยวทั้งวันในหน้าร้อน ห้องพักตกแต่งเรียบ สะอาด มีห้องหลายขนาดให้เลือก ทั้งห้องสำหรับคู่รักและครอบครัว หน้าโรงแรมเป็นลานกว้างที่มีร้านอาหารและคาเฟ่รายล้อม ตอนเย็นเดินออกไปหาอะไรกินได้สะดวก

Italy

โรงแรมแกรนด์ มิแนร์วา

9.5/10
•




ฟลอเรนซ์
THB 13,311.90
เหมาะกับ : คนที่ขับรถเที่ยวทัสคานี / สายคอนเทนต์ / คู่รัก
Hotel La Fortezza เป็นโรงแรม 3 ดาวบนถนน Viale Giovanni Milton ใกล้ป้อมปราการ Fortezza da Basso ห่างจากแหล่งท่องเที่ยวหลักในเมืองเก่าประมาณ 15–20 นาทีด้วยการเดิน แลกกับบรรยากาศที่เงียบกว่าโรงแรมในย่านกลางเมือง ใกล้กันมีป้ายรถรางที่นั่งไปสถานีรถไฟหลักและสนามบินได้สะดวก ห้องพักเพิ่งปรับปรุงใหม่ สะอาด มีแผนกต้อนรับตลอด 24 ชั่วโมง รับฝากกระเป๋าก่อนเช็กอินและหลังเช็กเอาต์ อาหารเช้าบุฟเฟ่ต์ได้รับคำชมเรื่องความหลากหลาย อีกข้อได้เปรียบคือมีที่จอดรถในบริเวณโรงแรม คิดค่าบริการประมาณ 20 ยูโรต่อคืน ซึ่งหาได้ยากในฟลอเรนซ์

Italy

โรงแรมลาฟอร์เตซซา

8.8/10
•



ฟลอเรนซ์
THB 3,794.62
เหมาะกับ : คู่รัก / คนอยากได้ห้องสวย ๆ สไตล์ยุโรป / สายติดแกลม
Grand Hotel Baglioni เป็นโรงแรม 4 ดาวในอาคารเก่าแก่บนจัตุรัส Piazza dell'Unità Italiana เดินจากสถานีซานตามาเรียโนเวลลาเพียงไม่กี่นาที และเดินถึงมหาวิหารประมาณ 10 นาที ตัวอาคารตกแต่งแบบคลาสสิกอิตาเลียน ทั้งพื้นไม้ เพดานสูง และเฟอร์นิเจอร์โทนอบอุ่น ให้บรรยากาศโรงแรมเก่าของยุโรปที่หลายคนตามหา จุดเด่นคือร้านอาหารและบาร์บนดาดฟ้าที่มองเห็นโดมกับหอระฆังแบบเต็มตา เหมาะกับการนั่งดื่มช่วงเย็นหลังเที่ยวทั้งวัน แม้ไม่ได้พักที่นี่ก็แวะขึ้นไปได้ ห้องพักมีหลายระดับ บางห้องหันออกวิวเมือง ถ้าต้องการวิวควรระบุตอนจอง ทำเลนี้ยังเหมาะกับคนที่วางแผนนั่งรถไฟออกไปเที่ยวเมืองอื่น เพราะลากกระเป๋าไปสถานีได้ง่าย
อย่างน้อย 3 วันเต็มสำหรับเมืองเดียว เพื่อให้มีเวลาดูกลุ่มมหาวิหาร อุฟฟิซี อัคคาเดเมีย และฝั่ง Oltrarno แบบชิล ๆ ถ้าอยากต่อทริปไปปิซา เซียนา หรือไร่ไวน์เคียนติ ควรเพิ่มเป็น 4–5 วัน
ถ้ามีเวลาจำกัด ให้เลือกมหาวิหารฟลอเรนซ์พร้อมขึ้นโดมหรือหอระฆัง หอศิลป์อุฟฟิซี รูปปั้นเดวิดที่อัคคาเดเมีย สะพานปอนเตเวคคิโอ และลานพิอัซซาเลมิเกลันเจโลช่วงพระอาทิตย์ตก ทั้งหมดนี้เดินถึงกันได้และครอบคลุมไฮไลต์หลักของเมือง
ตัวมหาวิหารเข้าชมฟรี แต่ต้องต่อคิวและแต่งกายสุภาพ ส่วนการขึ้นโดม หอระฆัง หอศีลจุ่ม และพิพิธภัณฑ์ ต้องซื้อพาสแบบรวม ราคาเริ่มต้น 15 ยูโร และสูงสุด 30 ยูโรสำหรับพาสที่รวมการขึ้นโดม
รูปปั้นเดวิดตัวจริงของไมเคิลแองเจโลอยู่ในแกลเลอเรียเดลอัคคาเดเมีย ส่วนที่ตั้งอยู่ที่จัตุรัสซินญอเรียและลานพิอัซซาเลมิเกลันเจโลเป็นงานจำลองทั้งคู่
ต้องใช้วีซ่าเชงเก้น เพราะอิตาลีเป็นประเทศในกลุ่มเชงเก้น ยื่นผ่านศูนย์รับยื่นวีซ่าอิตาลีในกรุงเทพฯ ควรยื่นล่วงหน้าอย่างน้อย 1 เดือนก่อนเดินทาง
ง่ายและถูกที่สุดคือรถราง T2 จากหน้าสนามบินไปสถานีซานตามาเรียโนเวลลา ใช้เวลาประมาณ 20 นาที ตั๋ว 2 ยูโร ถ้ามีกระเป๋าหลายใบ แท็กซี่ราคาเหมาประมาณ 28 ยูโรในวันธรรมดาจะสะดวกกว่า
คุ้มสำหรับคนที่ตั้งใจเข้าพิพิธภัณฑ์หลายแห่งภายใน 3 วัน เพราะรวมค่าเข้าชมและได้ช่องทางเข้าแยก แต่ถ้าเน้นเดินชมเมืองและเข้าแค่ 2–3 ที่ ซื้อบัตรแยกรายที่จะประหยัดกว่า
ไม่รวมตั๋วเครื่องบิน งบต่อวันสำหรับที่พักระดับกลาง อาหาร และค่าเข้าชมพิพิธภัณฑ์อยู่ที่ประมาณ 150–250 ยูโรต่อคน ถ้าพักโรงแรมหรูหรือเข้าพิพิธภัณฑ์หลายแห่งในวันเดียว งบจะสูงขึ้นตามแพลน
ถ้าพร้อมจะออกไปเที่ยวแล้ว อย่าลืมจองไฟล์ทไปฟลอเรนซ์และจองที่พักในฟลอเรนซ์กับ Traveloka ที่เดียวครบจบทั้งเที่ยวบิน ที่พัก และกิจกรรมสนุก ๆ ด้วยราคาน่ารักสบายกระเป๋า แถมมีโปรโมชั่นเด็ด ๆ มาแจกเป็นประจำ!



















