
ปราสาทฮิเมจิ (Himeji Castle) เป็นหนึ่งในปราสาทที่งดงามและยิ่งใหญ่ที่สุดในประเทศญี่ปุ่น หลายคนรู้จักกันในชื่อ “ปราสาทนกกระสาขาว” จากตัวปราสาทสีขาวที่ตั้งเด่นอยู่เหนือเมืองฮิเมจิ พร้อมหลังคาที่ซ้อนลดหลั่นกันอย่างสวยงามจนดูคล้ายนกกระสากำลังกางปีกบิน นอกจากความสวยสะดุดตาแล้ว ที่นี่ยังมีประวัติศาสตร์ยาวนานกว่า 600 ปี และได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกจาก UNESCO อีกด้วย โดยเฉพาะช่วงฤดูใบไม้ผลิที่ดอกซากุระสีชมพูบานสะพรั่งรอบปราสาท บอกเลยว่าวิวสวยเหมือนภาพวาดเลยทีเดียว
ที่สำคัญ ใครมีแพลนเที่ยวโอซาก้า เกียวโต หรือโกเบอยู่แล้ว ก็สามารถแวะมาเที่ยวปราสาทฮิเมจิแบบไปเช้าเย็นกลับได้สบาย ๆ เพราะเดินทางด้วยรถไฟสะดวกมาก บทความนี้ Traveloka จะพาเพื่อน ๆ ไปสำรวจ ปราสาทฮิเมจิกันแบบครบๆ ทั้งจุดไฮไลท์ที่ไม่ควรพลาด วิธีเดินทาง ช่วงเวลาน่าเที่ยว กิจกรรมสนุก ๆ ไปจนถึงที่พักและเคล็ดลับสำหรับเที่ยวด้วยตัวเอง ส่วนใครกำลังวางแผนทริปญี่ปุ่น ก็สามารถจองตั๋วเครื่องบินและที่พักผ่าน Traveloka ได้ง่าย ๆ ในแอปเดียว!
Thu, 5 Nov 2026

Air Macau
กรุงเทพ (BKK) ไป โอซาก้า (KIX)
เริ่มจาก THB 6,326.46
Tue, 17 Nov 2026

ไทยแอร์เอเชีย เอ็กซ์
กรุงเทพ (DMK) ไป โอซาก้า (KIX)
เริ่มจาก THB 5,552.24
Thu, 5 Nov 2026

พีช เอเวียชัน
กรุงเทพ (BKK) ไป โอซาก้า (KIX)
เริ่มจาก THB 6,465.43
มาเที่ยวปราสาทฮิเมจิทั้งที จะพลาดหอคอยปราสาทหลักไปได้ยังไง! เพราะนี่คือไฮไลท์ที่สวยและโดดเด่นที่สุดของปราสาทเลยก็ว่าได้ ด้วยหอคอยสีขาวขนาดใหญ่ที่ตั้งตระหง่านอยู่บนฐานหินสูง พร้อมหลังคาที่ซ้อนลดหลั่นกันอย่างสวยงาม จนดูคล้ายนกกระสาสีขาวกำลังกางปีกบิน ซึ่งเป็นที่มาของฉายาปราสาทนกกระสาขาว นั่นเอง ยิ่งมองจากด้านล่างก็ยิ่งรู้สึกถึงความยิ่งใหญ่ของปราสาทแห่งนี้
แต่ความน่าสนใจไม่ได้มีแค่ภายนอก เพราะด้านในยังเปิดให้เดินชมโครงสร้างไม้เก่าแก่ที่มีอายุกว่า 400 ปี ทั้งคานไม้ขนาดใหญ่ บันไดชัน และช่องสำหรับป้องกันศัตรูในอดีต และหากมองจากภายนอก ตัวปราสาทจะดูเหมือนมี 5 ชั้น แต่จริง ๆ แล้วด้านในมีถึง 6 ชั้นเหนือพื้นดินและอีก 1 ชั้นใต้ดิน รวมเป็น 7 ชั้น ใครมีแรงแนะนำให้ลองเดินขึ้นไปจนถึงชั้นบนสุด เพราะจะได้ชมวิวเมืองฮิเมจิจากมุมสูงแบบเต็มตา คุ้มค่ากับการเดินขึ้นบันไดแน่นอน!
อีกหนึ่งจุดที่เดินแล้วสนุกกว่าที่คิดก็คือประตูฮิชิ (Hishi Gate) และเส้นทางเดินภายในปราสาท เพราะแทนที่จะเดินตรงไปถึงหอคอยหลักได้ง่าย ๆ กลับต้องผ่านทั้งประตูโบราณ กำแพงหินสูง และทางเลี้ยวคดเคี้ยวไปมา จนบางช่วงให้ความรู้สึกเหมือนกำลังเดินอยู่ในเขาวงกตเลยทีเดียว
แต่ทางเดินที่ดูซับซ้อนเหล่านี้ไม่ได้สร้างขึ้นมาเพื่อความสวยงามอย่างเดียวนะ เพราะในอดีตถูกออกแบบมาเพื่อชะลอและสร้างความสับสนให้ศัตรูที่พยายามบุกเข้าปราสาท ระหว่างทางยังมีทั้งช่องยิงธนู ช่องยิงปืน และกำแพงที่ช่วยป้องกันการโจมตีอีกด้วย ใครชอบเรื่องราวซามูไรหรือประวัติศาสตร์ญี่ปุ่น น่าจะเพลินกับการเดินสำรวจโซนนี้ไม่น้อย เพราะเหมือนได้ย้อนเวลากลับไปสัมผัสบรรยากาศของปราสาทในยุคสงครามจริง ๆ
สายถ่ายรูปต้องถูกใจจุดนี้แน่นอน เพราะสวนซันโนะมารุเป็นลานกว้างด้านหน้าปราสาทที่สามารถมองเห็นหอคอยสีขาวได้แบบเต็ม ๆ โดยมีสนามหญ้าและต้นไม้รายล้อม บรรยากาศร่มรื่น เหมาะกับการเดินเล่น นั่งพักผ่อน หรือหามุมถ่ายรูปสวย ๆ โดยมีปราสาทฮิเมจิเป็นฉากหลัง ยิ่งวันที่ท้องฟ้าแจ่มใสก็ยิ่งได้ภาพสวยเหมือนโปสการ์ดญี่ปุ่นเลยทีเดียว
แต่ช่วงที่สวนแห่งนี้สวยเป็นพิเศษต้องยกให้ฤดูใบไม้ผลิ โดยเฉพาะปลายเดือนมีนาคมถึงต้นเดือนเมษายนที่ดอกซากุระเริ่มบานสะพรั่งทั่วพื้นที่ ภาพปราสาทสีขาวตัดกับดอกซากุระสีชมพูอ่อน คือสวยจนอยากหยิบกล้องขึ้นมาถ่ายทุกมุมเลยทีเดียว ที่สำคัญ บริเวณลานซันโนะมารุยังเปิดให้เข้าชมฟรีด้วย ใครอยากเก็บภาพ ปราสาทแบบสวย ๆ โดยไม่ต้องซื้อตั๋วเข้าด้านใน ก็แวะมาถ่ายรูปตรงนี้ได้เลย
ใครชอบเรื่องลึกลับหรือตำนานผีญี่ปุ่น ต้องไม่พลาดบ่อน้ำโอคิคุ (Okiku Well) เพราะนี่คือหนึ่งในจุดที่มีเรื่องเล่าชวนขนลุกที่สุดของปราสาทฮิเมจิเลยก็ว่าได้! บ่อน้ำเก่าแก่แห่งนี้ตั้งอยู่ภายในบริเวณปราสาท และมีตำนานเกี่ยวกับหญิงสาวชื่อโอคิคุ ซึ่งเป็นตัวละครสำคัญในเรื่องผีญี่ปุ่นที่รู้จักกันในชื่อ Banshū Sarayashiki หรือเรื่องผีนับจาน
ตามตำนานเล่าว่า โอคิคุถูกกล่าวหาว่าทำจานล้ำค่าหายไปหนึ่งใบจากทั้งหมดสิบใบ ก่อนจะจบชีวิตลงในบ่อน้ำแห่งนี้ และกลายเป็นวิญญาณที่คอยนับจานตั้งแต่หนึ่งถึงเก้า ก่อนส่งเสียงร้องไห้เมื่อพบว่าจานใบที่สิบหายไป แม้จะเป็นเพียงตำนานพื้นบ้านที่เล่าต่อกันมา แต่ก็ทำให้บ่อน้ำแห่งนี้กลายเป็นอีกหนึ่งจุดที่นักท่องเที่ยวสนใจไม่น้อย ใครเดินผ่านลองแวะมาดูบ่อน้ำและอ่านเรื่องราวประกอบกันได้ รับรองว่าจะได้สัมผัสอีกมุมของปราสาทฮิเมจิที่ทั้งลึกลับและน่าค้นหา
หลังจากเดินสำรวจปราสาทกันจนเต็มอิ่มแล้ว แนะนำให้แวะมาพักขาที่ สวนโคโคเอ็น (Koko-en Garden) กันต่อ เพราะสวนญี่ปุ่นแห่งนี้ตั้งอยู่ติดกับปราสาทฮิเมจิ เดินมาได้ไม่ไกล แถมบรรยากาศยังเงียบสงบและร่มรื่นมาก ภายในเต็มไปด้วยสวนสไตล์ญี่ปุ่นดั้งเดิม ทั้งบ่อน้ำที่มีปลาคาร์ปว่ายไปมา น้ำตกเล็ก ๆ สะพานหิน และต้นไม้ที่จัดแต่งไว้อย่างสวยงาม เดินไปมุมไหนก็ให้ความรู้สึกผ่อนคลายสุด ๆ
ความพิเศษของที่นี่คือมีสวนย่อยถึง 9 แห่ง แต่ละโซนก็มีเสน่ห์แตกต่างกันไป จะเดินชมสวนไผ่ ถ่ายรูปริมบ่อน้ำ หรือแวะนั่งจิบมัทฉะพร้อมขนมญี่ปุ่นในเรือนชาก็เพลินมาก โดยเฉพาะช่วงฤดูใบไม้ร่วงที่ต้นเมเปิลเปลี่ยนเป็นสีแดงส้ม สะท้อนกับผิวน้ำได้สวยจับใจ ใครชอบสวนญี่ปุ่นแบบดั้งเดิมหรืออยากหามุมสงบ ๆ หลังเดินเที่ยวปราสาทมาทั้งวัน บอกเลยว่าที่นี่ไม่ควรพลาด
ปราสาทฮิเมจิ (Himeji Castle) ตั้งอยู่ในเมืองฮิเมจิ (Himeji City) จังหวัดเฮียวโงะ (Hyogo Prefecture) ทางตะวันตกของภูมิภาคคันไซ ประเทศญี่ปุ่น ห่างจากโอซาก้าประมาณ 90 กิโลเมตร และอยู่ไม่ไกลจากเมืองโกเบ ถือเป็นหนึ่งในที่เที่ยวเฮียวโงะที่เดินทางสะดวกมาก โดยเฉพาะใครที่มีแพลนเที่ยวโอซาก้า เกียวโต หรือโกเบอยู่แล้ว ก็สามารถแวะมาเที่ยวแบบไปเช้าเย็นกลับได้สบาย ๆ
ตัวปราสาทตั้งอยู่บนเนินเขาฮิเมยามะ (Himeyama) ใจกลางเมืองฮิเมจิ ทำให้มองเห็นหอคอยสีขาวได้ตั้งแต่บริเวณสถานีรถไฟเลยทีเดียว ยิ่งถ้าเดินมาตามถนน Otemae Street ก็จะเห็นปราสาทตั้งเด่นอยู่สุดถนน เป็นวิวที่สวยจนอยากหยิบกล้องขึ้นมาถ่ายตั้งแต่ยังเดินไปไม่ถึงเลย!
Google Maps: https://maps.app.goo.gl/f2ZzMmrwxicbcP256
เวลาเปิด-ปิด: 09.00–17.00 น. (เข้าชมรอบสุดท้าย 16.00 น.) อาจมีการขยายเวลาเปิดในบางช่วง
ค่าเข้าชม: ผู้ใหญ่ชาวต่างชาติ 1,000 เยน / บัตรรวมปราสาทกับสวนโคโคเอ็น 1,050 เยน
สำหรับใครที่อยากเดินทางจากไทยไปเที่ยวปราสาทฮิเมจิ สามารถเลือกบินไปลงสนามบินในภูมิภาคคันไซได้หลายแห่ง โดยสนามบินคันไซเป็นตัวเลือกที่สะดวกที่สุด เพราะมีเที่ยวบินตรงจากกรุงเทพฯ และสามารถต่อรถไฟไปยังเมืองฮิเมจิได้ไม่ยาก
เมื่อเดินทางมาถึงญี่ปุ่นแล้ว การไปปราสาทฮิเมจิ ก็สะดวกมาก เพราะเมืองฮิเมจิมีรถไฟเชื่อมต่อกับเมืองท่องเที่ยวยอดนิยมในภูมิภาคคันไซ ทั้งโอซาก้า เกียวโต และโกเบ แถมตัวปราสาทยังอยู่ห่างจากสถานีรถไฟ Himeji Station เพียงประมาณ 1.5 กิโลเมตรเท่านั้น
นอกจากความสวยงามและจุดไฮไลท์ที่น่าเที่ยวแล้ว ปราสาทฮิเมจิยังมีเสน่ห์อีกหลายอย่างที่ทำให้ที่นี่กลายเป็นหนึ่งในแลนด์มาร์กสำคัญของญี่ปุ่น ทั้งคุณค่าทางประวัติศาสตร์ ความโดดเด่นด้านสถาปัตยกรรม และเรื่องราวที่สืบทอดกันมายาวนาน
ช่วงที่ดีที่สุดในการเที่ยวปราสาทฮิเมจิคือ เดือนมีนาคม–เมษายน และตุลาคม–พฤศจิกายน เพราะอากาศเย็นสบาย เดินเที่ยวได้เพลิน ๆ โดยเฉพาะช่วงปลายมีนาคมถึงต้นเมษายนที่ซากุระรอบปราสาทเริ่มบาน ส่วนช่วงพฤศจิกายนก็มีใบไม้เปลี่ยนสีสวย ๆ ให้ชม แต่ถ้าอยากหลีกเลี่ยงนักท่องเที่ยวจำนวนมาก ฤดูหนาวก็เป็นอีกตัวเลือกที่น่าสนใจเหมือนกัน
ถ้าอยากได้โรงแรมที่ทั้งสวยและเดินทางสะดวก Hotel Monterey Himeji เป็นตัวเลือกที่ตอบโจทย์มาก เพราะตั้งอยู่ติดกับสถานี JR Himeji Station แทบจะลงรถไฟแล้วลากกระเป๋าเข้าที่พักได้เลย ตัวโรงแรมตกแต่งสไตล์ร่วมสมัย ให้บรรยากาศเรียบหรูแต่ยังดูอบอุ่น ห้องพักตกแต่งสวยงาม น่านอน แถมยังมีห้องให้แช่น้ำอุ่นคลายเมื่อยหลังเดินเที่ยวมาทั้งวันด้วย รอบโรงแรมก็เต็มไปด้วยร้านอาหาร คาเฟ่ และห้างสรรพสินค้า จะออกไปหาอะไรกินหรือเดินช้อปปิ้งก็สะดวกสุด ๆ ที่สำคัญยังสามารถเดินไปปราสาทฮิเมจิ ได้ในเวลาประมาณ 15–20 นาที เหมาะกับคนที่อยากพักสบาย ๆ พร้อมเที่ยวเมืองฮิเมจิได้แบบไม่ต้องพึ่งรถบ่อย ๆ

Japan

โรงแรมมอนเทอรีย์ ฮิเมจิ

9.2/10
•



Himeji
THB 1,901.38
ใครชอบโรงแรมที่มีออนเซ็นให้แช่หลังเที่ยวเหนื่อยมาทั้งวัน น่าจะถูกใจ Himeji Castle Grandvrio Hotel เพราะจุดเด่นของที่นี่คือโซนอาบน้ำและบ่อน้ำพุร้อนธรรมชาติที่มีให้เลือกหลายรูปแบบ เหมาะมากกับการกลับมาผ่อนคลายหลังเดินเที่ยวชมปราสาทมาทั้งวัน ตัวโรงแรมตกแต่งเรียบง่ายสไตล์ญี่ปุ่น ห้องพักดูอบอุ่นและเป็นส่วนตัว ให้บรรยากาศสบาย ๆ ไม่วุ่นวาย ส่วนโลเคชั่นอยู่ทางฝั่งใต้ของสถานี JR Himeji Station เดินประมาณ 10 นาที และมีบริการรถรับส่งตามรอบของโรงแรมด้วย ใครอยากเที่ยว Himeji Castle ช่วงกลางวัน แล้วกลับมาแช่น้ำอุ่นสบาย ๆ ในตอนเย็น ที่นี่ถือเป็นตัวเลือกที่น่าพักมาก!
สำหรับสายแบ็กแพ็กหรือใครที่อยากประหยัดงบค่าที่พัก Shironoshita Guesthouse - Hostel เป็นเกสต์เฮาส์เล็ก ๆ ที่ให้บรรยากาศอบอุ่นและเป็นกันเองมากกว่าการพักโรงแรมทั่วไป ภายในตกแต่งเรียบง่าย สะอาด และมีกลิ่นอายบ้านพักญี่ปุ่น พร้อมพื้นที่ส่วนกลางให้นั่งพักผ่อนหรือพูดคุยกับนักเดินทางคนอื่น ๆ มีทั้งห้องพักรวมและตัวเลือกห้องส่วนตัวตามประเภทที่เปิดให้จอง ส่วนทำเลก็ถูกใจสายเที่ยว เพราะอยู่ในย่านที่พักอาศัยเงียบสงบใกล้ปราสาทฮิเมจิ สามารถเดินไปเที่ยวปราสาทได้ในเวลาประมาณ 15–20 นาที ใครอยากสัมผัสบรรยากาศเมืองฮิเมจิแบบใกล้ชิดคนท้องถิ่น และได้ที่พักราคาสบายกระเป๋า ที่นี่ก็น่าเก็บไว้ในลิสต์เลย
ก่อนออกไปสัมผัสความสวยงามของปราสาทฮิเมจิ ลองเตรียมตัวกันสักนิด เพราะมีรายละเอียดเล็ก ๆ น้อย ๆ ที่ช่วยให้เที่ยวได้สะดวกขึ้น โดยเฉพาะใครที่วางแผนมาเที่ยวด้วยตัวเองเป็นครั้งแรก
อ่านต่อบทความท่องเที่ยวอื่นๆ
Q: ไปเที่ยวปราสาทฮิเมจิต้องทำวีซ่าไหม?
A: สำหรับนักท่องเที่ยวคนไทยที่ถือหนังสือเดินทางธรรมดาไม่ต้องทำวีซ่า สามารถเดินทางเข้าประเทศญี่ปุ่นและพำนักเพื่อการท่องเที่ยวได้ฟรีสูงสุด 15 วัน
Q: ไปเที่ยวปราสาทฮิเมจิต้องแต่งตัวยังไง?
A: แต่งกายตามสภาพอากาศได้ตามสบาย แต่สิ่งสำคัญที่สุดคือรองเท้าที่เดินสบายและถอดง่าย เพราะต้องเดินบนพื้นหิน ทางลาด และบันไดไม้ที่ค่อนข้างชันภายในหอคอยหลัก ซึ่งจำเป็นต้องถอดรองเท้าก่อนเข้าชมด้านในด้วย
Q: เที่ยวปราสาทฮิเมจิเตรียมงบค่าใช้จ่ายไว้ประมาณเท่าไหร่?
A: งบพื้นฐานต่อคนสำหรับทริป 1 วันจะอยู่ที่ประมาณ 2,500 – 4,500 เยน (ประมาณ 600 – 1,100 บาท) ซึ่งครอบคลุมค่าตั๋วบัตรรวมปราสาทและสวนโคโคเอ็น (1,050 เยน) รวมกับค่าเดินทางรถไฟท้องถิ่นไป-กลับจากโอซาก้า และมื้ออาหารกลางวันอร่อย ๆ ประจำเมือง
Q: เดินทางจากสนามบินคันไซ (KIX) ไปปราสาทฮิเมจิยังไง?
A: วิธีที่สะดวกที่สุดคือนั่งรถไฟด่วน JR Haruka จากสนามบินไปลงที่สถานี Shin-Osaka แล้วต่อรถไฟชินคันเซ็นลงสถานี Himeji (ใช้เวลารวมราวๆ 1.5 ชั่วโมง) หรือเลือกนั่งรถไฟ JR Rapid Service ไปลงสถานี Osaka แล้วต่อรถไฟ JR Special Rapid Service ยิงยาวไปสถานี Himeji ได้เช่นกัน
Q: เที่ยวปราสาทฮิเมจิช่วงไหนสวยที่สุด?
A: สวยที่สุดยกให้ช่วงปลายเดือนมีนาคมถึงต้นเดือนเมษายน ซึ่งเป็นฤดูดอกซากุระบานทั่วปราสาท และอีกช่วงคือ เดือนพฤศจิกายนที่จะได้ชมใบไม้เปลี่ยนสีสีแดงส้มสลับเหลืองสวยงามมากในสวนโคโคเอ็น
Q: สำหรับคนที่ขับรถไป ปราสาทฮิเมจิมีที่จอดรถไหม?
A: บริเวณรอบปราสาทไม่มีที่จอดรถฟรีข้างในตัวปราสาทโดยตรง แต่มีลานจอดรถหยอดเหรียญ ของเทศบาลและเอกชนเปิดให้บริการหลายจุดรอบๆ กำแพงปราสาท เช่น ลานจอดรถ Otemon Parking หรือลานจอดใกล้สวนโคโคเอ็น



















