[รีวิว] ปราสาทฮิเมจิ (Himeji Castle) พร้อมจุดไฮไลท์และกิจกรรมแนะนำ

เที่ยวปราสาทฮิเมจิ (Himeji Castle) มรดกโลกญี่ปุ่น ชมปราสาทนกกระสาขาว พร้อมจุดไฮไลท์ วิธีเดินทาง กิจกรรมแนะนำ และที่พักใกล้ปราสาท
Traveloka TH
ใช้เวลาอ่านประมาณ 7 นาที

ปราสาทฮิเมจิ (Himeji Castle) เป็นหนึ่งในปราสาทที่งดงามและยิ่งใหญ่ที่สุดในประเทศญี่ปุ่น หลายคนรู้จักกันในชื่อ “ปราสาทนกกระสาขาว” จากตัวปราสาทสีขาวที่ตั้งเด่นอยู่เหนือเมืองฮิเมจิ พร้อมหลังคาที่ซ้อนลดหลั่นกันอย่างสวยงามจนดูคล้ายนกกระสากำลังกางปีกบิน นอกจากความสวยสะดุดตาแล้ว ที่นี่ยังมีประวัติศาสตร์ยาวนานกว่า 600 ปี และได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกจาก UNESCO อีกด้วย โดยเฉพาะช่วงฤดูใบไม้ผลิที่ดอกซากุระสีชมพูบานสะพรั่งรอบปราสาท บอกเลยว่าวิวสวยเหมือนภาพวาดเลยทีเดียว

ที่สำคัญ ใครมีแพลนเที่ยวโอซาก้า เกียวโต หรือโกเบอยู่แล้ว ก็สามารถแวะมาเที่ยวปราสาทฮิเมจิแบบไปเช้าเย็นกลับได้สบาย ๆ เพราะเดินทางด้วยรถไฟสะดวกมาก บทความนี้ Traveloka จะพาเพื่อน ๆ ไปสำรวจ ปราสาทฮิเมจิกันแบบครบๆ ทั้งจุดไฮไลท์ที่ไม่ควรพลาด วิธีเดินทาง ช่วงเวลาน่าเที่ยว กิจกรรมสนุก ๆ ไปจนถึงที่พักและเคล็ดลับสำหรับเที่ยวด้วยตัวเอง ส่วนใครกำลังวางแผนทริปญี่ปุ่น ก็สามารถจองตั๋วเครื่องบินและที่พักผ่าน Traveloka ได้ง่าย ๆ ในแอปเดียว!

จองตั๋วเครื่องบินไปโอซาก้า

Thu, 5 Nov 2026

Air Macau

กรุงเทพ (BKK) ไป โอซาก้า (KIX)

เริ่มจาก THB 6,326.46

Tue, 17 Nov 2026

ไทยแอร์เอเชีย เอ็กซ์

กรุงเทพ (DMK) ไป โอซาก้า (KIX)

เริ่มจาก THB 5,552.24

Thu, 5 Nov 2026

พีช เอเวียชัน

กรุงเทพ (BKK) ไป โอซาก้า (KIX)

เริ่มจาก THB 6,465.43

Quick Summary: สรุปไฮไลท์การเที่ยวปราสาทฮิเมจิ (Himeji Castle) ใน 1 นาที

แลนด์มาร์กมรดกโลกแห่งญี่ปุ่น: ปราสาทมรดกโลก UNESCO ที่มีประวัติศาสตร์ยาวนานกว่า 600 ปี ฉายา “ปราสาทนกกระสาขาว” จากตัวปราสาทสีขาวสง่างามพร้อมหลังคาซ้อนลดหลั่น และเป็น 1 ใน 12 ปราสาทดั้งเดิมที่ยังคงรอดพ้นจากสงครามและภัยพิบัติ คงโครงสร้างไม้โบราณสมบูรณ์ที่สุดจากยุคเอโดะ
จุดท่องเที่ยวห้ามพลาด: ขึ้นไปชมวิวเมือง 360 องศาบนหอคอยหลัก (Main Keep) ที่ซ่อนชั้นไว้ 6 ชั้นบนดิน + 1 ชั้นใต้ดิน, เดินผจญภัยในค่ายกลประตูฮิชิและทางเดินเขาวงกต, ถ่ายรูปปราสาทคู่กับดอกซากุระฟรีที่ลานซันโนะมารุ, แวะชมบ่อน้ำผีนับจานโอกิคุตามตำนานพื้นบ้าน และเดินพักผ่อนชมสวนสไตล์ญี่ปุ่นดั้งเดิมที่สวนโคโคเอ็น
กิจกรรมยอดฮิต: เดินสำรวจสถาปัตยกรรมไม้โบราณด้านในตัวปราสาท, เข้าร่วมทัวร์พร้อมไกด์ท้องถิ่นฟังเรื่องเล่าซามูไร, เช่าชุดกิโมโนเดินถ่ายรูป, นั่งจิบมัทฉะพร้อมขนมญี่ปุ่นในเรือนชาสวนโคโคเอ็น, ตะลุยชิม Himeji Oden และ Anago Meshi, ช้อปปิ้งถนน Miyuki Street, นั่งกระเช้าไปวัดเอ็นเกียวจิ และชมปราสาทเปิดไฟสว่างยามค่ำคืน
การเดินทางสะดวก: บินลงสนามบินนานาชาติคันไซ (KIX) ต่อรถไฟ JR Haruka หรือ Rapid Service เข้าเมือง จากนั้นนั่ง JR Special Rapid Service จากโอซาก้าเพียง 60 นาที (หรือชินคันเซ็น 30 นาที) มาลงสถานี Himeji แล้วเดินตรงตามถนน Otemae Street เพียง 15–20 นาทีก็ถึงตัวปราสาท
ช่วงเวลาน่าเที่ยว: เที่ยวได้ตลอดปี ช่วงยอดนิยมที่สุดคือฤดูใบไม้ผลิ (ปลายมีนาคม–ต้นเมษายน) ซากุระบานสะพรั่งรอบปราสาทสวยเหมือนโปสการ์ด, ฤดูใบไม้ร่วง (ตุลาคม–พฤศจิกายน) ชมใบไม้เปลี่ยนสีที่สวนโคโคเอ็น, ฤดูร้อน (มิถุนายน–สิงหาคม) ต้นไม้เขียวขจี และฤดูหนาว (ธันวาคม–กุมภาพันธ์) บรรยากาศสงบ คนไม่เยอะ
ระยะเวลาที่แนะนำ: ใช้เวลาเดินชมตัวปราสาทประมาณ 2–3 ชั่วโมง หรือเผื่อเวลาประมาณ 3–4 ชั่วโมง (ครึ่งวัน) หากเดินชมสวนโคโคเอ็นต่อแบบครบถ้วนกำลังดี

จุดไฮไลท์ต่าง ๆ ของ ปราสาทฮิเมจิ (Himeji Castle)

1. หอคอยปราสาทหลัก (Main Keep)

ปราสาทฮิเมจิ (Himeji Castle)

มาเที่ยวปราสาทฮิเมจิทั้งที จะพลาดหอคอยปราสาทหลักไปได้ยังไง! เพราะนี่คือไฮไลท์ที่สวยและโดดเด่นที่สุดของปราสาทเลยก็ว่าได้ ด้วยหอคอยสีขาวขนาดใหญ่ที่ตั้งตระหง่านอยู่บนฐานหินสูง พร้อมหลังคาที่ซ้อนลดหลั่นกันอย่างสวยงาม จนดูคล้ายนกกระสาสีขาวกำลังกางปีกบิน ซึ่งเป็นที่มาของฉายาปราสาทนกกระสาขาว นั่นเอง ยิ่งมองจากด้านล่างก็ยิ่งรู้สึกถึงความยิ่งใหญ่ของปราสาทแห่งนี้

แต่ความน่าสนใจไม่ได้มีแค่ภายนอก เพราะด้านในยังเปิดให้เดินชมโครงสร้างไม้เก่าแก่ที่มีอายุกว่า 400 ปี ทั้งคานไม้ขนาดใหญ่ บันไดชัน และช่องสำหรับป้องกันศัตรูในอดีต และหากมองจากภายนอก ตัวปราสาทจะดูเหมือนมี 5 ชั้น แต่จริง ๆ แล้วด้านในมีถึง 6 ชั้นเหนือพื้นดินและอีก 1 ชั้นใต้ดิน รวมเป็น 7 ชั้น ใครมีแรงแนะนำให้ลองเดินขึ้นไปจนถึงชั้นบนสุด เพราะจะได้ชมวิวเมืองฮิเมจิจากมุมสูงแบบเต็มตา คุ้มค่ากับการเดินขึ้นบันไดแน่นอน!

2. ประตูฮิชิและทางเดินเขาวงกต (Hishi Gate & Defensive Pathways)

อีกหนึ่งจุดที่เดินแล้วสนุกกว่าที่คิดก็คือประตูฮิชิ (Hishi Gate) และเส้นทางเดินภายในปราสาท เพราะแทนที่จะเดินตรงไปถึงหอคอยหลักได้ง่าย ๆ กลับต้องผ่านทั้งประตูโบราณ กำแพงหินสูง และทางเลี้ยวคดเคี้ยวไปมา จนบางช่วงให้ความรู้สึกเหมือนกำลังเดินอยู่ในเขาวงกตเลยทีเดียว

แต่ทางเดินที่ดูซับซ้อนเหล่านี้ไม่ได้สร้างขึ้นมาเพื่อความสวยงามอย่างเดียวนะ เพราะในอดีตถูกออกแบบมาเพื่อชะลอและสร้างความสับสนให้ศัตรูที่พยายามบุกเข้าปราสาท ระหว่างทางยังมีทั้งช่องยิงธนู ช่องยิงปืน และกำแพงที่ช่วยป้องกันการโจมตีอีกด้วย ใครชอบเรื่องราวซามูไรหรือประวัติศาสตร์ญี่ปุ่น น่าจะเพลินกับการเดินสำรวจโซนนี้ไม่น้อย เพราะเหมือนได้ย้อนเวลากลับไปสัมผัสบรรยากาศของปราสาทในยุคสงครามจริง ๆ

3. สวนซันโนะมารุ (Sannomaru Square)

สวนซันโนะมารุ (Sannomaru Square)

สายถ่ายรูปต้องถูกใจจุดนี้แน่นอน เพราะสวนซันโนะมารุเป็นลานกว้างด้านหน้าปราสาทที่สามารถมองเห็นหอคอยสีขาวได้แบบเต็ม ๆ โดยมีสนามหญ้าและต้นไม้รายล้อม บรรยากาศร่มรื่น เหมาะกับการเดินเล่น นั่งพักผ่อน หรือหามุมถ่ายรูปสวย ๆ โดยมีปราสาทฮิเมจิเป็นฉากหลัง ยิ่งวันที่ท้องฟ้าแจ่มใสก็ยิ่งได้ภาพสวยเหมือนโปสการ์ดญี่ปุ่นเลยทีเดียว

แต่ช่วงที่สวนแห่งนี้สวยเป็นพิเศษต้องยกให้ฤดูใบไม้ผลิ โดยเฉพาะปลายเดือนมีนาคมถึงต้นเดือนเมษายนที่ดอกซากุระเริ่มบานสะพรั่งทั่วพื้นที่ ภาพปราสาทสีขาวตัดกับดอกซากุระสีชมพูอ่อน คือสวยจนอยากหยิบกล้องขึ้นมาถ่ายทุกมุมเลยทีเดียว ที่สำคัญ บริเวณลานซันโนะมารุยังเปิดให้เข้าชมฟรีด้วย ใครอยากเก็บภาพ ปราสาทแบบสวย ๆ โดยไม่ต้องซื้อตั๋วเข้าด้านใน ก็แวะมาถ่ายรูปตรงนี้ได้เลย

4. บ่อน้ำผีนับจาน (Okiku Well)

ใครชอบเรื่องลึกลับหรือตำนานผีญี่ปุ่น ต้องไม่พลาดบ่อน้ำโอคิคุ (Okiku Well) เพราะนี่คือหนึ่งในจุดที่มีเรื่องเล่าชวนขนลุกที่สุดของปราสาทฮิเมจิเลยก็ว่าได้! บ่อน้ำเก่าแก่แห่งนี้ตั้งอยู่ภายในบริเวณปราสาท และมีตำนานเกี่ยวกับหญิงสาวชื่อโอคิคุ ซึ่งเป็นตัวละครสำคัญในเรื่องผีญี่ปุ่นที่รู้จักกันในชื่อ Banshū Sarayashiki หรือเรื่องผีนับจาน

ตามตำนานเล่าว่า โอคิคุถูกกล่าวหาว่าทำจานล้ำค่าหายไปหนึ่งใบจากทั้งหมดสิบใบ ก่อนจะจบชีวิตลงในบ่อน้ำแห่งนี้ และกลายเป็นวิญญาณที่คอยนับจานตั้งแต่หนึ่งถึงเก้า ก่อนส่งเสียงร้องไห้เมื่อพบว่าจานใบที่สิบหายไป แม้จะเป็นเพียงตำนานพื้นบ้านที่เล่าต่อกันมา แต่ก็ทำให้บ่อน้ำแห่งนี้กลายเป็นอีกหนึ่งจุดที่นักท่องเที่ยวสนใจไม่น้อย ใครเดินผ่านลองแวะมาดูบ่อน้ำและอ่านเรื่องราวประกอบกันได้ รับรองว่าจะได้สัมผัสอีกมุมของปราสาทฮิเมจิที่ทั้งลึกลับและน่าค้นหา

5. สวนโคโคเอ็น (Koko-en Garden)

หลังจากเดินสำรวจปราสาทกันจนเต็มอิ่มแล้ว แนะนำให้แวะมาพักขาที่ สวนโคโคเอ็น (Koko-en Garden) กันต่อ เพราะสวนญี่ปุ่นแห่งนี้ตั้งอยู่ติดกับปราสาทฮิเมจิ เดินมาได้ไม่ไกล แถมบรรยากาศยังเงียบสงบและร่มรื่นมาก ภายในเต็มไปด้วยสวนสไตล์ญี่ปุ่นดั้งเดิม ทั้งบ่อน้ำที่มีปลาคาร์ปว่ายไปมา น้ำตกเล็ก ๆ สะพานหิน และต้นไม้ที่จัดแต่งไว้อย่างสวยงาม เดินไปมุมไหนก็ให้ความรู้สึกผ่อนคลายสุด ๆ

ความพิเศษของที่นี่คือมีสวนย่อยถึง 9 แห่ง แต่ละโซนก็มีเสน่ห์แตกต่างกันไป จะเดินชมสวนไผ่ ถ่ายรูปริมบ่อน้ำ หรือแวะนั่งจิบมัทฉะพร้อมขนมญี่ปุ่นในเรือนชาก็เพลินมาก โดยเฉพาะช่วงฤดูใบไม้ร่วงที่ต้นเมเปิลเปลี่ยนเป็นสีแดงส้ม สะท้อนกับผิวน้ำได้สวยจับใจ ใครชอบสวนญี่ปุ่นแบบดั้งเดิมหรืออยากหามุมสงบ ๆ หลังเดินเที่ยวปราสาทมาทั้งวัน บอกเลยว่าที่นี่ไม่ควรพลาด

ที่ตั้งและการเดินทางไปปราสาทฮิเมจิ (Himeji Castle)

ปราสาทฮิเมจิ (Himeji Castle) ตั้งอยู่ในเมืองฮิเมจิ (Himeji City) จังหวัดเฮียวโงะ (Hyogo Prefecture) ทางตะวันตกของภูมิภาคคันไซ ประเทศญี่ปุ่น ห่างจากโอซาก้าประมาณ 90 กิโลเมตร และอยู่ไม่ไกลจากเมืองโกเบ ถือเป็นหนึ่งในที่เที่ยวเฮียวโงะที่เดินทางสะดวกมาก โดยเฉพาะใครที่มีแพลนเที่ยวโอซาก้า เกียวโต หรือโกเบอยู่แล้ว ก็สามารถแวะมาเที่ยวแบบไปเช้าเย็นกลับได้สบาย ๆ

ตัวปราสาทตั้งอยู่บนเนินเขาฮิเมยามะ (Himeyama) ใจกลางเมืองฮิเมจิ ทำให้มองเห็นหอคอยสีขาวได้ตั้งแต่บริเวณสถานีรถไฟเลยทีเดียว ยิ่งถ้าเดินมาตามถนน Otemae Street ก็จะเห็นปราสาทตั้งเด่นอยู่สุดถนน เป็นวิวที่สวยจนอยากหยิบกล้องขึ้นมาถ่ายตั้งแต่ยังเดินไปไม่ถึงเลย!

เวลาเปิด-ปิด: 09.00–17.00 น. (เข้าชมรอบสุดท้าย 16.00 น.) อาจมีการขยายเวลาเปิดในบางช่วง

ค่าเข้าชม: ผู้ใหญ่ชาวต่างชาติ 1,000 เยน / บัตรรวมปราสาทกับสวนโคโคเอ็น 1,050 เยน 

วิธีเดินทางจากไทยไปเมืองฮิเมจิ

สำหรับใครที่อยากเดินทางจากไทยไปเที่ยวปราสาทฮิเมจิ สามารถเลือกบินไปลงสนามบินในภูมิภาคคันไซได้หลายแห่ง โดยสนามบินคันไซเป็นตัวเลือกที่สะดวกที่สุด เพราะมีเที่ยวบินตรงจากกรุงเทพฯ และสามารถต่อรถไฟไปยังเมืองฮิเมจิได้ไม่ยาก

สนามบินนานาชาติคันไซ (Kansai International Airport: KIX) เป็นตัวเลือกที่แนะนำที่สุด เพราะมีเที่ยวบินตรงจากกรุงเทพฯ ใช้เวลาบินประมาณ 5–6 ชั่วโมง เมื่อถึงสนามบินแล้ว สามารถนั่งรถไฟ JR Haruka ไปลง Shin-Osaka Station แล้วต่อรถไฟชินคันเซ็นไปยัง Himeji Station หรือเลือกนั่ง JR Kansai Airport Rapid Service ไปลง Osaka Station แล้วต่อ JR Special Rapid Service ก็ได้ ใช้เวลาเดินทางรวมประมาณ 1.5–2.5 ชั่วโมง
สนามบินโกเบ (Kobe Airport: UKB) เหมาะกับคนที่อยากเที่ยวโกเบควบคู่กับฮิเมจิ โดยเที่ยวบินจากไทยอาจต้องต่อเครื่องตามเส้นทางที่เลือก เมื่อถึงสนามบินแล้ว ให้นั่งรถไฟ Port Liner ไปลง Sannomiya Station จากนั้นต่อรถไฟ JR Special Rapid Service ไปยัง Himeji Station ใช้เวลาเดินทางรวมประมาณ 1–1.5 ชั่วโมง
สนามบินอิตามิ (Osaka Itami Airport: ITM) เป็นสนามบินภายในประเทศของโอซาก้า เหมาะกับคนที่บินจากไทยไปต่อเครื่องในเมืองอื่นของญี่ปุ่นก่อน เมื่อถึงสนามบินแล้ว สามารถนั่งรถบัสสนามบินไปยัง Shin-Osaka Station แล้วต่อรถไฟชินคันเซ็นไป Himeji Station ใช้เวลารวมประมาณ 1–1.5 ชั่วโมง

วิธีเดินทางไปปราสาทฮิเมจิ (Himeji Castle)

เมื่อเดินทางมาถึงญี่ปุ่นแล้ว การไปปราสาทฮิเมจิ ก็สะดวกมาก เพราะเมืองฮิเมจิมีรถไฟเชื่อมต่อกับเมืองท่องเที่ยวยอดนิยมในภูมิภาคคันไซ ทั้งโอซาก้า เกียวโต และโกเบ แถมตัวปราสาทยังอยู่ห่างจากสถานีรถไฟ Himeji Station เพียงประมาณ 1.5 กิโลเมตรเท่านั้น

จากโอซาก้า (Osaka) ขึ้นรถไฟ JR Special Rapid Service จาก Osaka Station ไปลง Himeji Station ใช้เวลาประมาณ 60–65 นาที โดยไม่ต้องเปลี่ยนขบวน เหมาะกับคนที่อยากเที่ยวฮิเมจิ 1 วัน แบบไปเช้าเย็นกลับ หรือถ้าอยากประหยัดเวลา สามารถขึ้นรถไฟ Sanyo Shinkansen จาก Shin-Osaka Station ไปลง Himeji Station ได้ ใช้เวลาประมาณ 30 นาที
จากเกียวโต (Kyoto) ขึ้นรถไฟ JR Special Rapid Service จาก Kyoto Station ไปลง Himeji Station ได้โดยตรง ใช้เวลาประมาณ 1 ชั่วโมง 30 นาที หรือเลือกนั่งรถไฟชินคันเซ็นขบวนที่จอด Himeji Station ใช้เวลาประมาณ 45–55 นาที
จากโกเบ (Kobe) ขึ้นรถไฟ JR Special Rapid Service จาก Sannomiya Station ไปลง Himeji Station ใช้เวลาประมาณ 40 นาที ใครพักอยู่โกเบสามารถออกมาเที่ยวปราสาทช่วงเช้า แล้วกลับไปเดินเล่นริมอ่าวโกเบช่วงเย็นได้สบาย ๆ
จากสถานีฮิเมจิ (Himeji Station) ออกทาง North Exit แล้วเดินตรงไปตามถนน Otemae Street ประมาณ 15–20 นาที ก็จะถึงบริเวณทางเข้าปราสาท ระหว่างทางมีร้านอาหาร คาเฟ่ และร้านขายของฝากให้แวะเพลิน ๆ แต่ถ้าไม่อยากเดิน สามารถขึ้นรถบัส Shinki Bus จากหน้าสถานีไปลงป้าย Himeji-jo Otemon-mae แล้วเดินต่ออีกประมาณ 5 นาทีได้เช่นกัน

จุดเด่นของปราสาทฮิเมจิ (Himeji Castle)

ปราสาทฮิเมจิ (Himeji Castle)

นอกจากความสวยงามและจุดไฮไลท์ที่น่าเที่ยวแล้ว ปราสาทฮิเมจิยังมีเสน่ห์อีกหลายอย่างที่ทำให้ที่นี่กลายเป็นหนึ่งในแลนด์มาร์กสำคัญของญี่ปุ่น ทั้งคุณค่าทางประวัติศาสตร์ ความโดดเด่นด้านสถาปัตยกรรม และเรื่องราวที่สืบทอดกันมายาวนาน

หนึ่งในปราสาทมรดกโลกที่สำคัญที่สุดของญี่ปุ่น ปราสาทฮิเมจิได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกจาก UNESCO ในปี 1993 และยังเป็นหนึ่งในปราสาทญี่ปุ่นที่ได้รับการอนุรักษ์ไว้อย่างสมบูรณ์ที่สุด จึงเป็นสถานที่ที่คนรักประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมญี่ปุ่นไม่ควรพลาด
ผ่านกาลเวลามายาวนานกว่า 600 ปี จุดเริ่มต้นของปราสาทย้อนกลับไปถึงปี 1333 ก่อนจะได้รับการขยายและพัฒนาครั้งใหญ่ในช่วงต้นศตวรรษที่ 17 ทำให้ที่นี่มีเรื่องราวเชื่อมโยงกับบุคคลสำคัญและการเปลี่ยนผ่านอำนาจในยุคซามูไรของญี่ปุ่น
รอดพ้นจากสงครามและภัยพิบัติมาได้อย่างน่าทึ่ง แม้จะผ่านทั้งสงครามโลกครั้งที่ 2 และเหตุการณ์แผ่นดินไหวครั้งสำคัญ แต่ปราสาทก็ยังคงรักษาโครงสร้างดั้งเดิมไว้ได้เป็นจำนวนมาก จนได้รับการยกย่องว่าเป็นหนึ่งในตัวอย่างสถาปัตยกรรมปราสาทญี่ปุ่นที่ทรงคุณค่าที่สุด
เป็นหนึ่งใน 12 ปราสาทดั้งเดิมที่ยังหลงเหลืออยู่ในญี่ปุ่น ต่างจากปราสาทหลายแห่งที่ได้รับการสร้างขึ้นใหม่ในยุคปัจจุบัน หอคอยหลักของปราสาทฮิเมจิยังคงเป็นโครงสร้างเก่าแก่จากสมัยเอโดะ ทำให้การเดินชมที่นี่ได้สัมผัสบรรยากาศทางประวัติศาสตร์อย่างใกล้ชิดเลย 
สวยงามแตกต่างกันไปในทุกฤดูกาล ไม่ว่าจะเป็นซากุระสีชมพูในฤดูใบไม้ผลิ ต้นไม้เขียวขจีในฤดูร้อน หรือใบไม้สีแดงส้มในฤดูใบไม้ร่วง ก็ช่วยเปลี่ยนบรรยากาศรอบปราสาทให้มีเสน่ห์ไปคนละแบบ จึงเป็นที่เที่ยวญี่ปุ่นที่กลับมาเที่ยวได้มากกว่าหนึ่งครั้งโดยไม่รู้สึกจำเจ

เที่ยวปราสาทฮิเมจิ (Himeji Castle) เดือนไหนดี?

ช่วงที่ดีที่สุดในการเที่ยวปราสาทฮิเมจิคือ เดือนมีนาคม–เมษายน และตุลาคม–พฤศจิกายน เพราะอากาศเย็นสบาย เดินเที่ยวได้เพลิน ๆ โดยเฉพาะช่วงปลายมีนาคมถึงต้นเมษายนที่ซากุระรอบปราสาทเริ่มบาน ส่วนช่วงพฤศจิกายนก็มีใบไม้เปลี่ยนสีสวย ๆ ให้ชม แต่ถ้าอยากหลีกเลี่ยงนักท่องเที่ยวจำนวนมาก ฤดูหนาวก็เป็นอีกตัวเลือกที่น่าสนใจเหมือนกัน

ฤดูใบไม้ผลิ (มีนาคม–พฤษภาคม) อุณหภูมิประมาณ 6–23°C ถ้าถามว่าช่วงไหนที่ปราสาทฮิเมจิ สวยที่สุด หลายคนคงยกให้ฤดูนี้เลย เพราะช่วงปลายมีนาคมถึงต้นเมษายน ต้นซากุระรอบปราสาทจะเริ่มผลิบานพร้อมกันจนพื้นที่รอบ ๆ กลายเป็นสีชมพูอ่อน ภาพปราสาทสีขาวที่โผล่จากวิวดอกซากุระคือสวยเหมือนโปสการ์ดญี่ปุ่นมาก ๆ แถมอากาศยังเย็นสบาย เหมาะกับการเดินเล่นและถ่ายรูปสุดๆ แต่ก็ต้องแลกกับนักท่องเที่ยวที่ค่อนข้างเยอะ โดยเฉพาะวันหยุดสุดสัปดาห์
ฤดูร้อน (มิถุนายน–สิงหาคม) อุณหภูมิประมาณ 20–33°C ช่วงนี้ต้นไม้รอบปราสาทจะเขียวขจี ทำให้ตัวปราสาทสีขาวดูโดดเด่นขึ้นมาอีกแบบ ยิ่งวันที่ท้องฟ้าสดใสก็ถ่ายรูปออกมาสวยมาก แต่ต้องเตรียมรับมือกับอากาศร้อนชื้นของญี่ปุ่น โดยเฉพาะเดือนกรกฎาคมและสิงหาคม ส่วนเดือนมิถุนายนมักมีฝนตกบ่อย ใครมาเที่ยวช่วงนี้แนะนำให้เดินชมปราสาทตั้งแต่เช้า และพกน้ำดื่มติดตัวไว้ด้วย
ฤดูใบไม้ร่วง (กันยายน–พฤศจิกายน) อุณหภูมิประมาณ 10–29°C อีกหนึ่งช่วงที่น่าเที่ยวไม่แพ้ฤดูซากุระ เพราะอากาศจะค่อย ๆ เย็นลง และต้นไม้รอบปราสาทเริ่มเปลี่ยนเป็นสีเหลือง ส้ม และแดง โดยเฉพาะช่วงเดือนพฤศจิกายนที่สวนโคโคเอ็นจะสวยเป็นพิเศษ บรรยากาศดูอบอุ่นและโรแมนติกมาก เหมาะกับคนที่อยากเดินเที่ยวแบบชิลๆ และเก็บภาพญี่ปุ่นในอีกโทนสีหนึ่ง
ฤดูหนาว (ธันวาคม–กุมภาพันธ์) อุณหภูมิประมาณ 1–11°C ใครชอบเที่ยวแบบเงียบ ๆ ไม่ต้องเบียดกับนักท่องเที่ยวเยอะ ลองมาช่วงนี้ได้เลย เพราะบรรยากาศรอบปราสาทจะค่อนข้างสงบ เหมาะกับการเดินชมสถาปัตยกรรมและถ่ายรูปแบบไม่ต้องรีบร้อน แม้อากาศจะหนาวพอสมควร แต่ก็ได้ฟีลญี่ปุ่นหน้าหนาวไปอีกแบบ ส่วนใครหวังเห็นปราสาทท่ามกลางหิมะก็มีโอกาสอยู่บ้าง แต่ไม่ได้เกิดขึ้นบ่อยนัก

กิจกรรมแนะนำในปราสาทฮิเมจิ (Himeji Castle)

ปราสาทฮิเมจิ (Himeji Castle)
เข้าร่วมทัวร์พร้อมไกด์ท้องถิ่น เพิ่มความสนุกให้การเที่ยวปราสาทด้วยการฟังเรื่องเล่าจากไกด์ ทั้งชีวิตของเหล่าซามูไร ความเป็นมาของตระกูลผู้ปกครอง และเกร็ดประวัติศาสตร์ที่ซ่อนอยู่ตามมุมต่าง ๆ ช่วยให้การเดินชมปราสาทมีอะไรมากกว่าแค่ถ่ายรูปสวย ๆ
ลองแต่งชุดกิโมโนเดินเที่ยว ใครอยากได้ภาพถ่ายสไตล์ญี่ปุ่นแบบจัดเต็ม ลองเช่าชุดกิโมโนจากร้านในเมืองฮิเมจิแล้วออกมาเดินถ่ายรูปรอบปราสาท รับรองว่าเข้ากับบรรยากาศอาคารเก่าแก่และถนนญี่ปุ่นสุด ๆ แถมยังเป็นอีกหนึ่งประสบการณ์สนุก ๆ ที่ได้ทำร่วมกับเพื่อน ๆ หรือครอบครัวด้วย
นั่งจิบมัทฉะในสวนญี่ปุ่น แวะเรือนชาในสวนโคโคเอ็นเพื่อชิมมัทฉะพร้อมขนมญี่ปุ่นแบบดั้งเดิม ท่ามกลางวิวสวนและเสียงน้ำไหลเบา ๆ เหมาะกับการพักขาหลังเดินเที่ยวมาหลายชั่วโมง ได้ทั้งความอร่อยและบรรยากาศผ่อนคลายไปพร้อมกัน
ตะลุยชิมของอร่อยประจำเมืองฮิเมจิ ลอง Himeji Oden โอเด้งท้องถิ่นที่กินคู่กับโชยุผสมขิง หรือ Anago Meshi ข้าวหน้าปลาไหลทะเลย่างหอม ๆ ซึ่งเป็นอีกหนึ่งเมนูขึ้นชื่อของภูมิภาคนี้ ใครเป็นสายกินน่าจะถูกใจไม่น้อย
เดินเล่นย่านช้อปปิ้ง Miyuki Street หลังเที่ยวปราสาทเสร็จ ลองแวะถนนช้อปปิ้งที่เชื่อมต่อกับย่านสถานีฮิเมจิ ที่นี่มีทั้งคาเฟ่ ร้านขนม ร้านอาหาร และร้านขายของฝากให้เดินเลือกกันเพลิน ๆ เหมาะกับการหาของกินหรือซื้อของติดไม้ติดมือก่อนกลับ
นั่งกระเช้าไปเที่ยววัดเอ็นเกียวจิ (Engyoji Temple) ถ้ามีเวลาเหลืออีกครึ่งวัน แนะนำให้ขึ้นกระเช้า Shoshazan Ropeway ไปเที่ยววัดเก่าแก่บนภูเขาโชฉะ ซึ่งรายล้อมด้วยป่าไม้และอาคารไม้โบราณ บรรยากาศสงบจนเหมือนได้หลีกหนีความวุ่นวาย แถมยังเป็นหนึ่งในสถานที่ถ่ายทำภาพยนตร์เรื่อง The Last Samurai อีกด้วย
ชมปราสาทฮิเมจิยามค่ำคืน ปิดท้ายวันด้วยการเดินชมปราสาทที่เปิดไฟสว่างหลังพระอาทิตย์ตก ตัวปราสาทสีขาวจะดูโดดเด่นขึ้นอีกเท่าตัว ให้บรรยากาศสวยโรแมนติกไปอีกแบบ โดยสามารถชมจากพื้นที่สาธารณะรอบปราสาทได้โดยไม่ต้องเข้าชมภายใน

แนะนำที่พักใกล้ปราสาทฮิเมจิ (Himeji Castle) 

Hotel Monterey Himeji

Hotel Monterey Himeji
Hotel Monterey Himeji
Hotel Monterey Himeji
Hotel Monterey Himeji

+2

Hotel Monterey Himeji

ถ้าอยากได้โรงแรมที่ทั้งสวยและเดินทางสะดวก Hotel Monterey Himeji เป็นตัวเลือกที่ตอบโจทย์มาก เพราะตั้งอยู่ติดกับสถานี JR Himeji Station แทบจะลงรถไฟแล้วลากกระเป๋าเข้าที่พักได้เลย ตัวโรงแรมตกแต่งสไตล์ร่วมสมัย ให้บรรยากาศเรียบหรูแต่ยังดูอบอุ่น ห้องพักตกแต่งสวยงาม น่านอน แถมยังมีห้องให้แช่น้ำอุ่นคลายเมื่อยหลังเดินเที่ยวมาทั้งวันด้วย รอบโรงแรมก็เต็มไปด้วยร้านอาหาร คาเฟ่ และห้างสรรพสินค้า จะออกไปหาอะไรกินหรือเดินช้อปปิ้งก็สะดวกสุด ๆ ที่สำคัญยังสามารถเดินไปปราสาทฮิเมจิ ได้ในเวลาประมาณ 15–20 นาที เหมาะกับคนที่อยากพักสบาย ๆ พร้อมเที่ยวเมืองฮิเมจิได้แบบไม่ต้องพึ่งรถบ่อย ๆ

Japan

โรงแรมมอนเทอรีย์ ฮิเมจิ

9.2/10

•

Himeji

THB 1,901.38

Himeji Castle Grandvrio Hotel

Himeji Castle Grandvrio Hotel
Grandvrio
Himeji Castle Grandvrio Hotel
Himeji Castle Grandvrio Hotel

+2

Himeji Castle Grandvrio Hotel

ใครชอบโรงแรมที่มีออนเซ็นให้แช่หลังเที่ยวเหนื่อยมาทั้งวัน น่าจะถูกใจ Himeji Castle Grandvrio Hotel เพราะจุดเด่นของที่นี่คือโซนอาบน้ำและบ่อน้ำพุร้อนธรรมชาติที่มีให้เลือกหลายรูปแบบ เหมาะมากกับการกลับมาผ่อนคลายหลังเดินเที่ยวชมปราสาทมาทั้งวัน ตัวโรงแรมตกแต่งเรียบง่ายสไตล์ญี่ปุ่น ห้องพักดูอบอุ่นและเป็นส่วนตัว ให้บรรยากาศสบาย ๆ ไม่วุ่นวาย ส่วนโลเคชั่นอยู่ทางฝั่งใต้ของสถานี JR Himeji Station เดินประมาณ 10 นาที และมีบริการรถรับส่งตามรอบของโรงแรมด้วย ใครอยากเที่ยว Himeji Castle ช่วงกลางวัน แล้วกลับมาแช่น้ำอุ่นสบาย ๆ ในตอนเย็น ที่นี่ถือเป็นตัวเลือกที่น่าพักมาก!

Shironoshita Guesthouse - Hostel

ชิโระโนะชิตะ เกสท์เฮาส์ - โฮสเทล
ชิโระโนะชิตะ เกสท์เฮาส์ - โฮสเทล
ชิโระโนะชิตะ เกสท์เฮาส์ - โฮสเทล
ชิโระโนะชิตะ เกสท์เฮาส์ - โฮสเทล

+2

ชิโระโนะชิตะ เกสท์เฮาส์ - โฮสเทล

สำหรับสายแบ็กแพ็กหรือใครที่อยากประหยัดงบค่าที่พัก Shironoshita Guesthouse - Hostel เป็นเกสต์เฮาส์เล็ก ๆ ที่ให้บรรยากาศอบอุ่นและเป็นกันเองมากกว่าการพักโรงแรมทั่วไป ภายในตกแต่งเรียบง่าย สะอาด และมีกลิ่นอายบ้านพักญี่ปุ่น พร้อมพื้นที่ส่วนกลางให้นั่งพักผ่อนหรือพูดคุยกับนักเดินทางคนอื่น ๆ มีทั้งห้องพักรวมและตัวเลือกห้องส่วนตัวตามประเภทที่เปิดให้จอง ส่วนทำเลก็ถูกใจสายเที่ยว เพราะอยู่ในย่านที่พักอาศัยเงียบสงบใกล้ปราสาทฮิเมจิ สามารถเดินไปเที่ยวปราสาทได้ในเวลาประมาณ 15–20 นาที ใครอยากสัมผัสบรรยากาศเมืองฮิเมจิแบบใกล้ชิดคนท้องถิ่น และได้ที่พักราคาสบายกระเป๋า ที่นี่ก็น่าเก็บไว้ในลิสต์เลย

เคล็ดลับการเที่ยวปราสาทฮิเมจิ (Himeji Castle) 

ก่อนออกไปสัมผัสความสวยงามของปราสาทฮิเมจิ ลองเตรียมตัวกันสักนิด เพราะมีรายละเอียดเล็ก ๆ น้อย ๆ ที่ช่วยให้เที่ยวได้สะดวกขึ้น โดยเฉพาะใครที่วางแผนมาเที่ยวด้วยตัวเองเป็นครั้งแรก

มาเที่ยวตั้งแต่ช่วงเช้า แนะนำให้มาถึงใกล้เวลาเปิดประมาณ 09.00 น. เพราะช่วงสายถึงบ่ายมักมีนักท่องเที่ยวค่อนข้างเยอะ โดยเฉพาะฤดูซากุระและวันหยุดสุดสัปดาห์ มาเช้าหน่อยจะได้เดินชมปราสาทแบบไม่ต้องเบียดกับคนเยอะ
เผื่อเวลาเที่ยวอย่างน้อย 2–3 ชั่วโมง พื้นที่ปราสาทกว้างกว่าที่เห็นในรูป แถมยังมีหลายจุดให้แวะชม ถ้าอยากเดินแบบไม่เร่งรีบและแวะสวนโคโคเอ็นด้วย แนะนำให้เผื่อเวลาประมาณครึ่งวันกำลังดี
เลือกรองเท้าที่ใส่สบายและถอดง่าย เพราะภายในปราสาทมีทั้งทางลาด พื้นหิน และบันไดไม้ที่ค่อนข้างชัน อีกทั้งต้องถอดรองเท้าก่อนเข้าชมหอคอยหลักด้วย ใครใส่รองเท้าที่เดินคล่องและถอดง่ายจะเที่ยวได้สบายขึ้นเยอะ
ซื้อตั๋วรวมปราสาทกับสวนโคโคเอ็น ถ้าตั้งใจเที่ยวทั้งสองแห่งอยู่แล้ว ลองเลือกบัตรเข้าชมแบบรวม เพราะโดยทั่วไปจะคุ้มกว่าการซื้อตั๋วแยก และยังสะดวกต่อการจัดโปรแกรมเที่ยวในวันเดียวกันด้วย
ฝากกระเป๋าใบใหญ่ไว้ที่สถานีรถไฟ ใครแวะเที่ยวฮิเมจิระหว่างย้ายเมือง แนะนำให้ใช้ล็อกเกอร์ฝากสัมภาระที่ Himeji Station ก่อน เพราะการเดินขึ้นลงบันไดและสำรวจพื้นที่ปราสาทพร้อมกระเป๋าใบใหญ่คงไม่สนุกเท่าไร
เช็กวันเปิดทำการและสภาพอากาศล่วงหน้า ปราสาทมีวันปิดทำการบางช่วงของปี และอาจมีการปรับเวลาเข้าชมตามฤดูกาล ส่วนวันที่ฝนตก ทางเดินหินและบันไดบางจุดอาจลื่น ควรตรวจสอบข้อมูลจากเว็บไซต์ทางการก่อนเดินทาง
เตรียมเงินสดติดตัวไว้บ้าง แม้ร้านค้าและสถานที่ท่องเที่ยวหลายแห่งจะรับบัตรแล้ว แต่ร้านอาหารเล็ก ๆ ร้านขนม หรือบริการบางจุดในเมืองฮิเมจิอาจยังสะดวกรับเงินสดมากกว่า พกเงินเยนติดไว้สักหน่อยจะเที่ยวได้คล่องตัวขึ้น

อ่านต่อบทความท่องเที่ยวอื่นๆ 

FAQ: คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับการเที่ยวปราสาทฮิเมจิ (Himeji Castle) 

Q: ไปเที่ยวปราสาทฮิเมจิต้องทำวีซ่าไหม?

A: สำหรับนักท่องเที่ยวคนไทยที่ถือหนังสือเดินทางธรรมดาไม่ต้องทำวีซ่า สามารถเดินทางเข้าประเทศญี่ปุ่นและพำนักเพื่อการท่องเที่ยวได้ฟรีสูงสุด 15 วัน 

Q: ไปเที่ยวปราสาทฮิเมจิต้องแต่งตัวยังไง?

A: แต่งกายตามสภาพอากาศได้ตามสบาย แต่สิ่งสำคัญที่สุดคือรองเท้าที่เดินสบายและถอดง่าย เพราะต้องเดินบนพื้นหิน ทางลาด และบันไดไม้ที่ค่อนข้างชันภายในหอคอยหลัก ซึ่งจำเป็นต้องถอดรองเท้าก่อนเข้าชมด้านในด้วย

Q: เที่ยวปราสาทฮิเมจิเตรียมงบค่าใช้จ่ายไว้ประมาณเท่าไหร่?

A: งบพื้นฐานต่อคนสำหรับทริป 1 วันจะอยู่ที่ประมาณ 2,500 – 4,500 เยน (ประมาณ 600 – 1,100 บาท) ซึ่งครอบคลุมค่าตั๋วบัตรรวมปราสาทและสวนโคโคเอ็น (1,050 เยน) รวมกับค่าเดินทางรถไฟท้องถิ่นไป-กลับจากโอซาก้า และมื้ออาหารกลางวันอร่อย ๆ ประจำเมือง

Q: เดินทางจากสนามบินคันไซ (KIX) ไปปราสาทฮิเมจิยังไง?

A: วิธีที่สะดวกที่สุดคือนั่งรถไฟด่วน JR Haruka จากสนามบินไปลงที่สถานี Shin-Osaka แล้วต่อรถไฟชินคันเซ็นลงสถานี Himeji (ใช้เวลารวมราวๆ 1.5 ชั่วโมง) หรือเลือกนั่งรถไฟ JR Rapid Service ไปลงสถานี Osaka แล้วต่อรถไฟ JR Special Rapid Service ยิงยาวไปสถานี Himeji ได้เช่นกัน

Q: เที่ยวปราสาทฮิเมจิช่วงไหนสวยที่สุด?

A: สวยที่สุดยกให้ช่วงปลายเดือนมีนาคมถึงต้นเดือนเมษายน ซึ่งเป็นฤดูดอกซากุระบานทั่วปราสาท และอีกช่วงคือ เดือนพฤศจิกายนที่จะได้ชมใบไม้เปลี่ยนสีสีแดงส้มสลับเหลืองสวยงามมากในสวนโคโคเอ็น

Q: สำหรับคนที่ขับรถไป ปราสาทฮิเมจิมีที่จอดรถไหม?

A: บริเวณรอบปราสาทไม่มีที่จอดรถฟรีข้างในตัวปราสาทโดยตรง แต่มีลานจอดรถหยอดเหรียญ ของเทศบาลและเอกชนเปิดให้บริการหลายจุดรอบๆ กำแพงปราสาท เช่น ลานจอดรถ Otemon Parking หรือลานจอดใกล้สวนโคโคเอ็น

สำรวจสิ่งที่ดีที่สุดของ ฮิเมจิชิ

ฮิเมจิชิ

Japan

บทความแนะนำ

25 ที่เที่ยวเกียวโต เช็กอินวัดดัง ศาลเจ้าสวย และจุดถ่ายรูปยอดฮิต [2026]

31 Oct 2026 - ใช้เวลาอ่านประมาณ 8 นาที

25 ที่เที่ยวฮิโรชิม่า เมืองน่าเที่ยวที่มีดีมากกว่าประวัติศาสตร์ [2026]

31 Oct 2026 - ใช้เวลาอ่านประมาณ 6 นาที

20 ที่เที่ยวโยโกฮาม่า เมืองท่าสุดชิลใกล้โตเกียว พร้อมที่พักแนะนำ [2026]

31 Oct 2026 - ใช้เวลาอ่านประมาณ 5 นาที

20 ที่เที่ยวนารา พาเที่ยวเมืองแห่งกวาง ชมวัดเก่า พร้อมที่พักแนะนำ [2026]

31 Oct 2026 - ใช้เวลาอ่านประมาณ 5 นาที

20 ที่เที่ยวโกเบ เมืองท่าสุดโรแมนติกแห่งคันไซ พร้อมที่พักแนะนำ [2026]

31 Oct 2026 - ใช้เวลาอ่านประมาณ 5 นาที

[รีวิว] น้ำพุเทรวี (Trevi Fountain) พร้อมจุดไฮไลท์และกิจกรรมแนะนำ

31 Oct 2026 - ใช้เวลาอ่านประมาณ 6 นาที
โรงแรม
เที่ยวบิน
สิ่งที่ต้องทำ
รับทราบข้อมูลใหม่ ๆ ตลอดเวลา
สมัครรับจดหมายข่าวเพื่อรับคำแนะนำด้านการท่องเที่ยวและไลฟ์สไตล์ พร้อมโปรโมชันสุดพิเศษ
สมัครรับข้อมูล