
โมร็อกโกเป็นประเทศเล็กๆ ทางตะวันตกเฉียงเหนือของแอฟริกา ประเทศแห่งนี้อัดแน่นไปด้วยที่เที่ยวทุกรูปแบบที่นักเดินทางวาดฝัน ทั้งเมืองเก่าที่มีอายุพันปี ตลาดสีสันจัดจ้าน ทะเลทรายซาฮาราที่กว้างสุดสายตา ไปจนถึงเทือกเขาที่ยังมีหิมะปกคลุม บอกเลยว่าทั้งหมดนี้อยู่ในประเทศ ๆ เดียว ทำให้การเที่ยวโมร็อกโกทริปเดียวได้ครบเกือบทุกอารมณ์เลยหล่ะ
สิ่งที่ทำให้การที่เที่ยวโมร็อกโกต่างจากที่อื่นคือความผสมผสานของวัฒนธรรมที่ไม่เหมือนใคร อาหรับ เบอร์เบอร์และยุโรปมารวมกันในที่เดียว คุณจะได้ยินเสียงอาซานก้องในตรอกแคบๆ แล้วหันมาเจอคาเฟ่สไตล์ฝรั่งเศส กลิ่นเครื่องเทศลอยมาจากตลาด แสงบ่ายตกกระทบกำแพงดินสีแดง นี่แหละคือโมร็อกโก ดินแดนแอฟริกาเหนือที่ไม่มีที่ไหนเหมือน อ่านจบแล้วจองตั๋วไปโมร็อกโกและจองที่พักในโมร็อกโกกับ Traveloka เลย!
มาร์ราเกชคือเมืองที่คนส่วนใหญ่นึกถึงเป็นอันดับแรกเวลาพูดถึงการมาที่เที่ยวโมร็อกโก และมันก็สมเหตุสมผลอย่างมากเพราะที่นี่มีทุกอย่างครบในเมืองเดียว จุดเริ่มต้นที่ดีที่สุดคือจตุรัส Jemaa el-Fna ย่านใจกลางเมืองที่กลางวันเป็นตลาดนัด พอตกค่ำก็กลายเป็นลานแสดงของนักดนตรี นักมายากลและร้านอาหารริมทาง บอกเลยว่าบรรยากาศแบบนี้หาไม่ได้จากที่ไหน ๆ
ถัดจากนั้นให้เดินลึกเข้าไปในตลาดซุค (Souk) เขาวงกตแห่งการช้อปปิ้งที่ขายทุกอย่างตั้งแต่พรมทอมือ เครื่องเทศ ไปจนถึงโคมไฟทองเหลือง ถ้าอยากพักจากความวุ่นวายแนะนำที่สวนสีน้ำเงิน-เหลืองอย่าง Majorelle ที่ออกแบบโดยศิลปินชาวฝรั่งเศสในยุค 1920s สงบและสวยมาก ๆ ส่วนพระราชวัง Bahia เป็นตัวอย่างสถาปัตยกรรมโมร็อกโกที่ยังสมบูรณ์ที่สุดแห่งหนึ่ง ลวดลายกระเบื้องโมเสกและงานแกะสลักปูนปั้นละเอียดและอลังการณ์มาก มาร์ราเกชเหมาะกับทริปทุกรูปแบบทั้งคนที่เพิ่งมาครั้งแรกและคนที่อยากกลับมาซ้ำ
เฟสคือเมืองที่ทำให้รู้สึกว่าย้อนเวลากลับไปในอดีต ที่เที่ยวโมร็อกโกแห่งนี้เป็นเมืองเก่าแก่ที่สุดในประเทศ และเมดินาของเฟส หรือที่รู้จักกันในชื่อ Fes el-Bali ได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลก UNESCO มาตั้งแต่ปี 1981 ด้วยตรอกซอกซอยกว่า 9,000 เส้นในเมดินาที่ไม่มีรถวิ่ง มีแค่คนเดินกับลาบรรทุกของ ถ้าไม่มีไกด์นำทางบอกเลยว่ามีหลงกันแน่นอน
จุดที่ห้ามพลาดคือโรงฟอกหนัง Chouara Tanneries ที่สามารถขึ้นไปชมจากระเบียงร้านขายหนังด้านบน จะเห็นบ่อสีสดใสเรียงกันเป็นรังผึ้ง ช่างฟอกหนังยืนแช่อยู่ในบ่อแบบดั้งเดิมมาหลายร้อยปี นอกจากนี้ยังมีมหาวิทยาลัย Al-Qarawiyyin ที่ก่อตั้งในปี 859 ซึ่งได้รับการยอมรับว่าเป็นมหาวิทยาลัยที่เก่าแก่ที่สุดในโลก
เชฟชาอูนคือเมืองที่แค่เดินเล่นไปรอบ ๆ ก็ถ่ายรูปสวยได้ทุกมุม ที่เที่ยวโมร็อกโกแห่งนี้ตั้งอยู่บนเทือกเขา Rif ทางตอนเหนือของประเทศ บ้านเรือน กำแพง บันไดและประตูทาสีฟ้าเกือบทั้งเมือง จนได้ฉายาว่า Blue Pearl of Morocco หรือไข่มุกสีฟ้าแห่งโมร็อกโก
สิ่งที่ทำให้เชฟชาอูนต่างจากที่เที่ยวโมร็อกโกเมืองอื่นคือบรรยากาศที่สบายและเงียบกว่ามาก ไม่มีความวุ่นวายแบบมาร์ราเกชหรือเฟส คุณสามารถเดินเล่นในเมดินา นั่งจิบชาในร้านริมตรอก หรือขึ้นไปชมวิวเมืองจากป้อม Spanish Mosque บนเนินเขาด้านบน บอกเลยว่าวิวพระอาทิตย์ตกจากจุดนั้นสวยมาก ๆ อากาศที่นี่เย็นกว่าเมืองอื่นเพราะอยู่บนที่สูง ช่วงฤดูหนาวอุณหภูมิลงไปถึงเกือบ 0 องศา ควรเช็กอากาศก่อนไปด้วยนะ
คาซาบลังกาเป็นเมืองที่ใหญ่ที่สุดและเป็นศูนย์กลางเศรษฐกิจของโมร็อกโก ที่นี่มีตึกสูง ห้างสรรพสินค้า และย่านธุรกิจที่คึกคัก แต่สิ่งที่โด่้งดังที่สุดของที่เที่ยวโมร็อกโกแห่งนี้ก็คือมัสยิด Hassan II ซึ่งเป็นหนึ่งในมัสยิดที่ใหญ่ที่สุดในโลกและใหญ่ที่สุดในแอฟริกา! ด้วยความสูงถึง 210 เมตร ตัวอาคารยื่นออกไปเหนือมหาสมุทรแอตแลนติก
สิ่งที่น่าสนใจคือมัสยิด Hassan II เป็นหนึ่งในไม่กี่มัสยิดในโมร็อกโกที่เปิดให้นักท่องเที่ยวที่ไม่ใช่มุสลิมเข้าชมได้ ภายในตกแต่งด้วยงานฝีมือของช่างโมร็อกโกกว่า 6,000 คน ทั้งกระเบื้องโมเสก งานแกะสลักไม้ซีดาร์และหินอ่อน ละเอียดประณีตทุกจุด นอกจากมัสยิดแล้วยังมีย่าน Corniche ริมทะเลที่เดินเล่นได้สบาย และเมดินาเก่าที่เงียบกว่าเมืองอื่นมาก
ราบัตเป็นเมืองหลวงของโมร็อกโกแต่กลับเป็นหนึ่งในที่เที่ยวโมร็อกโกที่นักท่องเที่ยวมักมองข้าม ซึ่งถือว่าพลาดมาก ๆ เพราะราบัตเป็นเมืองที่สะอาด เป็นระเบียบ และเดินเที่ยวได้สบายกว่าเมืองใหญ่อื่นๆ ในโมร็อกโกมาก ไม่มีพ่อค้าเร่ขายของกดดัน ไม่วุ่นวาย เหมาะกับคนที่อยากซึมซับบรรยากาศแบบชิล ๆ
ไฮไลต์หลักของราบัตคือหอคอย Hassan หอมินาเรตที่สร้างค้างไว้ตั้งแต่ศตวรรษที่ 12 ตั้งอยู่กลางลานกว้างที่มีเสาหินเรียงรายหลายร้อยต้น ติดกันคือราชสุสาน Mohammed V สถาปัตยกรรมขาวสะอาดที่ดูงดงามมาก อีกจุดที่ไม่ควรพลาดคือกัสบาห์ Oudaias ป้อมปราการเก่าแก่ริมมหาสมุทรแอตแลนติก ภายในมีตรอกสีขาวสลับน้ำเงินที่เดินเล่นได้ชิลมาก และสวน Andalusian ที่ร่มรื่นด้วยต้นส้มและดอกบูเกนวิลเลีย
เมคเนสเป็นอีกหนึ่งที่เที่ยวโมร็อกโกที่คนมักมองข้าม ทั้งที่จริงๆ แล้วเมืองนี้เคยเป็นเมืองหลวงของโมร็อกโกในยุคสุลต่าน Moulay Ismail ช่วงศตวรรษที่ 17 และได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลก UNESCO อีกด้วย เมืองนี้มีขนาดเล็กกว่ามาร์ราเกชหรือเฟส เดินเที่ยวได้ง่ายกว่า และนักท่องเที่ยวน้อยกว่ามาก ทำให้บรรยากาศสบายกว่ากันเยอะ
จุดเด่นที่สุดของเมคเนสคือประตู Bab Mansour หนึ่งในประตูเมืองที่สวยที่สุดในโมร็อกโก ลวดลายกระเบื้องโมเสกและซุ้มโค้งขนาดใหญ่ถ่ายรูปสวยมากโดยเฉพาะช่วงบ่ายที่แสงดี ใกล้ๆ กันมีจัตุรัส El Hedim ที่นั่งจิบชาชมบรรยากาศได้ชิล ๆ เมืองนี้อยู่ห่างจากโรมันรูอินส์ Volubilis แหล่งโบราณคดียุคโรมันที่ยังมีพื้นโมเสกสมบูรณ์อยู่กลางทุ่งโล่งเพียง 30 กิโลเมตร สามารถแวะไปเที่ยวเป็น one day trip ได้สบาย ๆ
ตังเยร์คือเมืองที่ตั้งอยู่ปลายสุดทางเหนือของโมร็อกโก ห่างจากสเปนแค่ 14 กิโลเมตร มองจากชายฝั่งเห็นยุโรปได้ชัดเจน ที่เที่ยวโมร็อกโกแห่งนี้จึงมีกลิ่นอายผสมระหว่างแอฟริกาเหนือและยุโรปอย่างเห็นได้ชัด ทั้งสถาปัตยกรรม อาหารและวิถีชีวิตของคนในเมือง
สิ่งที่ควรทำในตังเยร์คือเดินสำรวจย่านกัสบาห์ที่อยู่บนเนินสูงริมทะเล ตรอกแคบๆ สีขาวและน้ำเงินคล้ายเชฟชาอูนแต่มีวิวทะเลเมดิเตอร์เรเนียนเป็นฉากหลัง พิพิธภัณฑ์กัสบาห์เก็บของสะสมตั้งแต่ยุคเบอร์เบอร์จนถึงอิทธิพลยุโรป และยังมี Cafe Hafa คาเฟ่ริมหน้าผาที่เปิดมาตั้งแต่ปี 1921 นั่งจิบชามิ้นต์ชมวิวทะเลได้ทั้งวัน อีกจุดที่ไม่ควรพลาดคือ Cape Spartel แหลมที่มหาสมุทรแอตแลนติกและทะเลเมดิเตอร์เรเนียนมาบรรจบกันถือเป็นหนึ่งในวิวธรรมชาติที่น่าประทับใจที่สุดของเที่ยวโมร็อกโก
ถ้าเที่ยวโมร็อกโกแล้วไม่ได้ไปทะเลทรายซาฮารา ก็เหมือนมาถึง เนินทราย Erg Chebbi ใกล้เมืองเมอร์ซูก้าทางตะวันออกเฉียงใต้ของประเทศคือจุดหมายที่ทุกคนล้วนอยากมาเยือน ทรายที่นี่มีสีส้มแดงเข้มและเนินสูงถึง 150 เมตร ภาพพระอาทิตย์ขึ้นหรือตกเหนือเนินทรายเป็นอะไรที่ต้องเห็นด้วยตาตัวเองถึงจะเข้าใจว่าทำไมคนถึงต้องถ่อเดินทางไกลขนาดนี้
ประสบการณ์ที่ทำให้ที่เที่ยวโมร็อกโกแห่งนี้ติดอันดับความทรงจำของทุกคนคือการนั่งอูฐข้ามเนินทรายเข้าไปค้างคืนในแค้มป์กลางทะเลทราย ตอนกลางคืนฟ้าที่นี่มืดสนิทไม่มีแสงรบกวน ดาวเต็มท้องฟ้าแบบที่ไม่เคยเห็นได้จากในเมือง บางแค้มป์มีดนตรีพื้นเมืองเบอร์เบอร์ให้ฟังรอบกองไฟด้วย นอกจากนั้นยังมีกิจกรรมอื่นอย่างขับรถ quad bike บนเนินทราย หรือเดินสำรวจหมู่บ้านเบอร์เบอร์รอบๆ เมอร์ซูก้า การเดินทางจากมาร์ราเกชใช้เวลาประมาณ 8-9 ชั่วโมงแต่ระหว่างทางก็มีที่แวะเยอะมาก
เทือกเขาแอตลาสเป็นที่เที่ยวโมร็อกโกสำหรับคนที่อยากได้อะไรมากกว่าแค่การเที่ยวในเมือง แนวเขายาวตัดผ่านกลางประเทศแบ่งพื้นที่ระหว่างฝั่งเมดิเตอร์เรเนียนที่เขียวชอุ่มกับทะเลทรายซาฮาราทางใต้ ที่นี่มียอดเขาสูงสุดคือ Toubkal ที่ความสูง 4,167 เมตร ซึ่งเป็นยอดเขาที่สูงที่สุดในแอฟริกาเหนือ นักเดินป่าจากทั่วโลกมาพิชิตกันทุกปีโดยเฉพาะช่วงฤดูใบไม้ผลิและฤดูใบไม้ร่วง
เทือกเขาแอตลาสก็ยังมีอะไรให้ทำเยอะถึงแม้จะไม่ได้มาเดินเขาแบบโหด ๆ หมู่บ้านเบอร์เบอร์ที่กระจายอยู่ตามหุบเขามีวิถีชีวิตดั้งเดิมที่แทบไม่เปลี่ยนแปลงมาหลายร้อยปี หรือหมู่บ้าน Imlil ที่เป็นจุดเริ่มต้นยอดนิยมสำหรับเดินป่าระยะสั้นและชมวิวเขา ช่วงฤดูหนาวบางยอดมีหิมะปกคลุมทำให้ภาพของเทือกเขาที่มีหิมะขาวอยู่เหนือทะเลทรายสีส้มเป็นอะไรที่เห็นแล้วว้าวมาก ๆ
ช่องเขาโตดราเป็นที่เที่ยวโมร็อกโกแนวธรรมชาติที่อยู่ในไฮไลท์ของทริปสายใต้ ที่นี่ตั้งอยู่ทางตะวันออกของเทือกเขาแอตลาสใกล้เมือง Tinghir หน้าผาหินปูนสองฝั่งสูงขึ้นไปกว่า 300 เมตร แต่ความกว้างของช่องแคบที่สุดแค่ราว 10 เมตร ทั้งหมดนี้ถูกแกะสลักขึ้นโดยแม่น้ำ Todra ที่ไหลผ่านมานานหลายล้านปี
สีของหน้าผาจะเปลี่ยนไปตามช่วงเวลาของวัน ช่วงเช้าแสงอ่อนทำให้หินดูเป็นสีชมพูอมส้ม พอตกบ่ายก็จะเปลี่ยนเป็นสีแดงเข้ม นักปีนเขานิยมมาที่นี่กันเยอะเพราะหน้าผาตรงนี้ขึ้นชื่อเรื่องเส้นทางปีนหินที่ท้าทาย แต่คนที่ไม่ได้มาปีนก็เดินเล่นริมลำธารในช่องเขาได้สบาย ๆ มีร้านอาหารและที่พักอยู่บริเวณปากช่องเขาด้วย
หุบเขาดาเดสหรือที่รู้จักกันในชื่อ "หุบเขาพันกัสบาห์" เป็นที่เที่ยวโมร็อกโกที่ให้ความรู้สึกแตกต่างจากช่องเขาโตดรา ถ้าเปรียบเทียบโตดราคือความแคบและสูงชัน ดาเดสก็คือความกว้างและโอ่อ่า หุบเขาแห่งนี้ทอดยาวระหว่างเมือง Ouarzazate และ Tinghir ริมสองฝั่งแม่น้ำเต็มไปด้วยป้อมปราการดินเหนียวหรือกัสบาห์เก่าแก่ที่ยังตั้งตระหง่านอยู่กลางสวนอินทผลัม
จุดที่คนมาถ่ายรูปกันมากที่สุดคือถนนคดเคี้ยวที่ไต่ขึ้นไปตามหน้าผาแดง เรียกกันว่า Monkey Fingers เพราะหินธรรมชาติรูปร่างแปลกตาที่โผล่ขึ้นมาจากพื้นดินคล้ายกับนิ้วมือ วิวช่วงพระอาทิตย์ตกที่หินเปล่งสีแดงเข้มและถ้ามาช่วงเดือนพฤษภาคม หุบเขาแถบ El Kelaa M'Gouna จะเต็มไปด้วยทุ่งกุหลาบบานที่ปลูกเพื่อทำน้ำมันกุหลาบและมีเทศกาลกุหลาบประจำปีที่คึกคักมาก หุบเขาดาเดสเป็นที่เที่ยวโมร็อกโกที่ดีที่สุดสำหรับสายขับรถชมวิวเยลหล่ะ
น้ำตกอูซูดเป็นที่เที่ยวโมร็อกโกแนวธรรมชาติที่ตั้งอยู่ห่างจากมาร์ราเกชประมาณ 150 กิโลเมตร เป็นน้ำตกที่สูงที่สุดในโมร็อกโกที่ความสูงประมาณ 110 เมตร น้ำตกไหลลงมาหลายสายพร้อมกันผ่านหินสีแดงลงสู่แอ่งน้ำสีเขียวอมฟ้าด้านล่าง ช่วงที่น้ำเยอะจะมีละอองน้ำกระจายทั่วบริเวณและเกิดรุ้งกินน้ำให้เห็นเกือบตลอดวัน
สิ่งที่ทำให้น้ำตกอูซูดพิเศษกว่าน้ำตกทั่วไปคือลิงบาร์บารีที่อาศัยอยู่บริเวณรอบน้ำตก ลิงที่นี่ไม่กลัวคนและเดินเพ่นพ่านอยู่ทั่วไปตามทางเดิน กิจกรรมที่นิยมคือนั่งเรือเล็กเข้าไปใกล้น้ำตก(ราคาไม่แพง) และถ่ายรูปในมุมที่ไม่สามารถทำได้จากบนบก
อิต เบนฮัดดูเป็นที่เที่ยวโมร็อกโกที่แม้แต่คนไม่รู้จักโมร็อกโกก็น่าจะเคยเห็นในหนัง ป้อมปราการดินเหนียวโบราณแห่งนี้ตั้งอยู่ริมแม่น้ำ Ounila ห่างจาก Ouarzazate ประมาณ 30 กิโลเมตร ได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลก UNESCO ตั้งแต่ปี 1987 สิ่งที่ทำให้ที่นี่โด่งดังในระดับโลกคือการเป็นฉากถ่ายทำภาพยนตร์ฮอลลีวูดมาหลายสิบเรื่อง ทั้ง Gladiator, Game of Thrones, The Mummy และอีกมากมาย
ตัวป้อมหรือ Ksar สร้างจากดินเหนียวผสมฟางและไม้ซ้อนกันเป็นชั้นๆ ขึ้นไปตามเนินเขา สีของดินที่นี่เป็นสีแดงอมน้ำตาล สามารถเดินข้ามแม่น้ำเข้าไปสำรวจภายในได้ตามทางเดินแคบๆ ที่คดเคี้ยวขึ้นไปถึงยอด วิวจากด้านบนมองเห็นหุบเขาและเทือกเขาแอตลาสเป็นฉากหลังสวยมาก ๆ ยังมีครอบครัวชาวเบอร์เบอร์บางส่วนที่ยังอาศัยอยู่ในป้อมจริงๆ และเปิดร้านขายของที่ระลึกอยู่ด้านใน
วาร์ซาซัตได้รับฉายาว่า "ฮอลลีวูดแห่งแอฟริกา" ที่เที่ยวโมร็อกโกแห่งนี้ตั้งอยู่ทางตอนใต้ของเทือกเขาแอตลาส เป็นฐานทัพของทีมถ่ายทำภาพยนตร์จากทั่วโลกมาตั้งแต่ยุค 1960s ทั้ง Lawrence of Arabia, Babel, Gladiator และซีรีส์ Game of Thrones ต่างผ่านการถ่ายทำในพื้นที่นี้ทั้งสิ้น สตูดิโอถ่ายทำ Atlas Studios เปิดให้นักท่องเที่ยวเข้าชมฉากเก่าที่ยังเหลืออยู่อีกด้วย
นอกจากความเป็นเมืองแห่งการสร้างหนังแล้ว วาร์ซาซัตยังมีกัสบาห์ Taourirt ที่งดงามตั้งอยู่ใจกลางเมือง ซึ่งเคยเป็นที่ประทับของ Glaoui ผู้ปกครองในยุคอาณานิคม ภายในมีห้องต่างๆ ที่ตกแต่งด้วยงานปูนปั้นและไม้แกะสลักแบบโมร็อกโกดั้งเดิม สามารถเดินสำรวจได้ครึ่งวัน วาร์ซาซัตยังเป็นจุดเริ่มต้นที่ดีสำหรับทริปสายใต้ ทั้งไปอิต เบนฮัดดู หุบเขาดาเดส หรือทะเลทรายซาฮารา
เอสซาอุอีราเป็นที่เที่ยวโมร็อกโกริมทะเลที่มีเสน่ห์สุด ๆ เมืองท่าเก่าแก่ริมมหาสมุทรแอตแลนติกแห่งนี้ได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลก UNESCO และยังคงรักษากำแพงเมืองและป้อมปืนเก่าไว้ได้อย่างสมบูรณ์ สถาปัตยกรรมที่นี่ได้รับอิทธิพลจากโปรตุเกสและฝรั่งเศ ทำให้หน้าตาของเมืองต่างจากที่อื่นในโมร็อกโกอย่างชัดเจน
บรรยากาศในเอสซาอุอีราสบายและผ่อนคลายกว่ามาร์ราเกชมาก คนที่อยากพักจากความวุ่นวายของเมืองใหญ่มักแวะมาที่นี่สักสองสามวัน เดินเล่นในเมดินาที่ตรอกกว้างกว่าเมืองอื่น ชมท่าเรือประมงที่ยังใช้ทำงานจริง ๆ และกินปลาสดย่างริมท่าเรือในราคาไม่แพง ลมที่นี่แรงตลอดทั้งปีจนได้รับฉายาว่า City of Wind ทำให้เป็นจุดหมายยอดนิยมของนักเล่น Kite Surf และ Windsurfing จากทั่วยุโรป ช่วงบ่ายหาดทรายยาวหน้าเมืองจะเต็มไปด้วยว่าวสีสดใสลอยอยู่เต็มฟ้า
อากาดีร์เป็นที่เที่ยวโมร็อกโกที่หน้าตาต่างจากเมืองอื่นในประเทศเพราะเมืองนี้ถูกสร้างใหม่เกือบทั้งหมดหลังแผ่นดินไหวครั้งใหญ่ในปี 1960 ทำให้ผังเมืองทันสมัย ถนนกว้างและโครงสร้างพื้นฐานดีกว่าเมืองเก่าแก่อื่น ๆ ในโมร็อกโก จุดขายหลักของอากาดีร์คือหาดทรายสีทองยาวกว่า 10 กิโลเมตร ทอดขนานไปกับอ่าวที่น้ำทะเลสงบ เหมาะกับการว่ายน้ำเล่นในวันหยุด
อากาดีร์เป็นที่เที่ยวโมร็อกโกที่นิยมในกลุ่มครอบครัวและคนที่อยากพักผ่อนริมทะเลแบบสบายๆ โรงแรมและรีสอร์ทที่นี่มีให้เลือกหลากหลายระดับตั้งแต่บัดเจตไปจนถึงหรูหรา ย่าน Marina มีร้านอาหารและบาร์ริมน้ำที่นั่งชมพระอาทิตย์ตกได้ดี ตลาด Souk El Had เป็นตลาดที่ใหญ่ที่สุดในโมร็อกโกมีและของขายกว่า 3,000 ร้าน ทั้งผักผลไม้สดและของที่ระลึก และยังมีป้อมปราการเก่า Agadir Oufella บนเนินเขาที่มองลงมาเห็นวิวเมืองและทะเลได้ทั้งหมด อากาดีร์เหมาะที่สุดสำหรับคนที่อยากเที่ยวโมร็อกโกแบบผ่อนคลาย ไม่ต้องการความวุ่นวายของเมืองเก่า
เหมาะกับ : คู่รักฮันนีมูน / คนอยากพักสไตล์โมร็อกโก / สายชิล
Palais Mirage d'Atlas, Hôtel & Spa ตั้งอยู่ในมาร์ราเกช โรงแรมสไตล์พระราชวังโมร็อกโกที่ออกแบบมาให้รู้สึกเหมือนได้พักอยู่ในคฤหาสน์ของขุนนางยุคเก่า ตัวอาคารตกแต่งด้วยกระเบื้องโมเสกสีสดใส งานแกะสลักปูนปั้นละเอียด และเฟอร์นิเจอร์โมร็อกโกดั้งเดิมที่เลือกมาอย่างพิถีพิถัน บรรยากาศภายในโรงแรมให้ความรู้สึกหรูหราแต่ไม่แข็งกระด้าง อยู่แล้วผ่อนคลาย สระว่ายน้ำและสปาแบบ Hammam ดั้งเดิมเป็นไฮไลต์ที่ผู้เข้าพักพูดถึงบ่อยที่สุด ที่ตั้งของโรงแรมเดินทางไปยังจตุรัส Jemaa el-Fna และตลาดซุคได้สะดวก
เหมาะกับ : คนชอบที่พักสไตล์บูติก / คู่รัก / ครอบครัว
Dar Tahra fes เป็นริแอดดั้งเดิมที่ซ่อนตัวอยู่ในเมดินาเก่าของเฟส การพักที่นี่ให้ประสบการณ์ที่ต่างจากโรงแรมทั่วไปโดยสิ้นเชิง ด้านนอกดูเหมือนบ้านธรรมดาในตรอกแคบๆ แต่พอเดินเข้าไปข้างในจะเจอลานกลางบ้านเปิดโล่งที่ตกแต่งด้วยน้ำพุ ต้นไม้ และกระเบื้องโมเสกสีสวย สถาปัตยกรรมแบบริแอดที่ออกแบบให้ทุกห้องหันหน้าเข้าหาลานกลางแทนที่จะมองออกไปข้างนอก ทำให้บรรยากาศภายในเงียบสงบแม้จะอยู่กลางเมดินาที่วุ่นวาย ห้องพักตกแต่งด้วยผ้าทอมือและเฟอร์นิเจอร์ไม้แกะสลักแบบโมร็อกโกดั้งเดิม อาหารเช้าที่เสิร์ฟบนดาดฟ้าพร้อมวิวหลังคาเมดินาเป็นประสบการณ์ที่หลายคนบอกว่าเป็นไฮไลต์ของทริป
เหมาะกับ : สายเสพบรรยากาศ / สายคอนเทนต์ / คู่รัก
Casa Sabila เป็นที่พักสไตล์บูติกที่ตั้งอยู่ในเมดินาเชฟชาอูน ตัวอาคารตกแต่งด้วยโทนสีขาวและน้ำเงินที่กลมกลืนไปกับบรรยากาศของเมืองสีฟ้าได้อย่างลงตัว ห้องพักแต่ละห้องออกแบบมาในสไตล์โมร็อกโกผสมความเรียบง่ายที่ไม่รู้สึกหนักตา มีรายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ อย่างผ้าทอมือและโคมไฟทองเหลืองที่บอกว่าเจ้าของใส่ใจในทุกจุด ดาดฟ้าของ Casa Sabila เป็นจุดที่ผู้เข้าพักนิยมนั่งจิบชามิ้นต์ชมวิวหลังคาเมดินาและเทือกเขา Rif เป็นฉากหลัง โดยเฉพาะช่วงเย็นที่แสงอาทิตย์ตกกระทบหลังคาสีฟ้าขาวของเมือง ที่ตั้งอยู่ในเมดินาทำให้เดินไปยังจุดถ่ายรูปยอดนิยมและร้านอาหารท้องถิ่นได้ภายในไม่กี่นาที
ที่เที่ยวใกล้เคียง










