วัลเลตตา เมืองหลวงของมอลตา เมืองเล็กๆ ริมทะเลเมดิเตอร์เรเนียนที่เต็มไปด้วยเสน่ห์แบบยุโรปคลาสสิก ทั้งสถาปัตยกรรมเก่าแก่ วิวทะเลสุดอลัง และบรรยากาศที่เหมือนหลุดเข้าไปในหนังย้อนยุค ทำให้ที่นี่กลายเป็นหนึ่งในเมืองมรดกโลกที่นักเดินทางจากทั่วโลกอยากมาเยือนสักครั้ง
บทความนี้เราจะพาไปรีวิวการเที่ยววัลเลตตา แบบครบๆ ตั้งแต่จุดไฮไลท์ยอดฮิต วิธีการเดินทาง ช่วงเวลาน่าเที่ยว กิจกรรมที่ห้ามพลาด ไปจนถึงที่พักแนะนำและเคล็ดลับการเตรียมตัว อ่านจบคือวางแผนเที่ยวได้ทันที แถมยังสามารถจองตั๋วเครื่องบินและที่พักในวัลเลตตา มอลตา ได้ง่ายๆ ผ่าน Traveloka ครบ จบในที่เดียว เที่ยวสบายกว่าเดิม
จุดไฮไลท์ต่างๆ ของวัลเลตตา (Valletta)
1. มหาวิหารเซนต์จอห์น (St Johns Co-Cathedral)
เริ่มต้นที่แลนด์มาร์กระดับโลกของวัลเลตตา ที่บอกเลยว่าข้างนอกเรียบ แต่ข้างในว้าวมาก! เพราะทันทีที่เดินเข้าไปจะเหมือนหลุดเข้าไปในโลกของศิลปะยุคบาโรกแบบจัดเต็ม ทั้งเพดานที่วาดลวดลายละเอียดสุดๆ ไปจนถึงพื้นหินอ่อนที่จริงๆ แล้วคือหลุมฝังศพของอัศวินแห่งมอลตา ไฮไลท์ที่พลาดไม่ได้คือภาพวาดของ Caravaggio ศิลปินระดับโลกที่เคยมาลี้ภัยอยู่ที่นี่ เรื่องราวเบื้องหลังคือเขาเคยหนีคดีฆาตกรรมจากอิตาลี แล้วมาสร้างผลงานชิ้นเอกไว้ที่มหาวิหารแห่งนี้ยิ่งทำให้ที่นี่ไม่ใช่แค่สวย แต่ยังเต็มไปด้วยเรื่องเล่าที่น่าสนใจ ใครชอบเที่ยวเชิงวัฒนธรรมหรืออยากรู้ว่าเมืองวัลเลตตา เที่ยวอะไรดีบอกเลยว่าต้องเริ่มที่นี่
2. ประตูเมืองวิคตอเรีย (Victoria Gate)
ถ้าอยากอินกับฟีลเมืองเก่ายุโรปแบบจริงจัง ลองเริ่มเดินเข้าเมืองผ่านประตูนี้ดู จะได้ฟีลเหมือนย้อนเวลากลับไปสมัยที่วัลเลตตา มอลตายังเป็นเมืองป้อมปราการสำคัญของยุโรป ประตูหินโบราณแห่งนี้สร้างขึ้นในสมัยที่มอลตาอยู่ภายใต้การปกครองของอังกฤษ และเคยเป็นทางเข้าเมืองจากฝั่งท่าเรือในอดีต รายล้อมด้วยกำแพงเมืองหนาๆ ที่สะท้อนถึงยุคสงครามได้อย่างชัดเจน ใครอยากสัมผัสบรรยากาศเมืองเก่ายุโรปและเก็บภาพมุมเท่ๆ แบบไม่ต้องปรุงแต่ง ที่นี่คือหนึ่งในจุดถ่ายรูปวัลเลตตาที่ไม่ควรพลาด
3. พระราชวังแกรนด์มาสเตอร์ (Grandmasters Palace)
กลางเมืองวัลเลตตาจะมีพระราชวังใหญ่ที่เคยเป็นศูนย์กลางอำนาจของอัศวินแห่งมอลตา ซึ่งเป็นกลุ่มนักรบ-นักบวชที่มีบทบาทสำคัญในยุโรปยุคกลาง เดินเข้าไปด้านในจะได้เห็นทั้งห้องโถงใหญ่ ภาพวาดประวัติศาสตร์ และห้องเก็บชุดเกราะที่ยังคงสภาพไว้ดีมาก บอกเลยว่าเหมือนเดินอยู่ในฉากหนังเลยทีเดียว ใครที่สงสัยว่าเมืองวัลเลตตา เที่ยวอะไรดีและอยากเข้าใจประวัติศาสตร์ของเมืองนี้แบบลึกขึ้น ที่นี่ตอบโจทย์มาก
4. จัตุรัสรีพับบลิค (Republic Square)
ถ้าอยากเห็นชีวิตประจำวันของคนท้องถิ่น ต้องมาที่จัตุรัสนี้เลย เพราะที่นี่คือหัวใจของเมืองวัลเลตตาเต็มไปด้วยคาเฟ่ ร้านอาหาร และผู้คนที่มานั่งชิลกันทั้งวัน แนะนำให้นั่งร้านกาแฟหรือบาร์สักร้าน สั่งเอสเปรสโซหรือไวน์สักแก้ว แล้วนั่งดูผู้คนผ่านไปมา บรรยากาศคือได้ฟีลยุโรปขั้นสุด แบบที่ไม่ต้องจัดฉาก เหมาะกับคนที่อยากซึมซับวัฒนธรรมยุโรปแบบสบายๆ และกำลังหาจุดเช็คอินวัลเลตตาที่ไม่ใช่แค่ถ่ายรูปแต่ได้ฟีลจริงๆ
5. สวนบารัคคา (Barrakka Garden)
ปิดท้ายด้วยจุดที่หลายคนยกให้เป็นจุดชมวิวที่สวยที่สุด อย่าง Barrakka Gardens ที่มีทั้ง Upper และ Lower ซึ่งเป็นสวนที่ตั้งอยู่บนกำแพงเมือง ไฮไลท์คือวิว Grand Harbour ที่มองเห็นท่าเรือ เมืองฝั่งตรงข้าม และวิวทะเลเมดิเตอร์เรเนียนแบบกว้างสุดสายตา ถ้ามาช่วงกลางวันแสงจะสวยมาก แต่ถ้ามาช่วงเย็นคือโรแมนติกสุดๆ ที่พิเศษคือบริเวณ Upper Barrakka จะมีการยิงปืนใหญ่ (Saluting Battery) โชว์ทุกวัน เป็นธรรมเนียมที่สืบทอดมาตั้งแต่สมัยที่เมืองนี้เป็นฐานทัพ ใครอยากได้ทั้งวิว ทั้งประวัติศาสตร์ และบรรยากาศดีๆ ในที่เดียว ที่นี่คือคำตอบเลย
ที่ตั้งและการเดินทางไปวัลเลตตา (Valletta)
วัลเลตตา มอลตาตั้งอยู่บนเกาะมอลตา (Malta) ใจกลางทะเลเมดิเตอร์เรเนียน ทางตอนใต้ของยุโรป ใกล้กับ อิตาลีมากที่สุด แม้จะเป็นประเทศเล็กๆ แต่เมืองวัลเลตตากลับเต็มไปด้วยเสน่ห์แบบยุโรปคลาสสิก ทั้งกำแพงเมืองเก่า ท่าเรือ และวิวทะเลแบบพาโนรามา สิ่งที่ทำให้วัลเลตตา น่าเที่ยวคือความกะทัดรัดแต่ครบเพราะเมืองไม่ได้ใหญ่ เดินเที่ยวได้ง่าย แต่มีทั้งแลนด์มาร์ก ประวัติศาสตร์ และวิวทะเลเมดิเตอร์เรเนียนให้ชมแบบจุใจ ใครกำลังวางแผนเที่ยววัลเลตตาบอกเลยว่าโลเคชันคือข้อดีใหญ่ของที่นี่เลย
เดินทางจากไทยไปวัลเลตตา
บินจากกรุงเทพฯ → ต่อเครื่อง → มอลตา การเดินทางไปวัลเลตตาจากไทยยังไม่มีไฟลต์ตรง จำเป็นต้องต่อเครื่องที่เมืองหลักในยุโรปหรือตะวันออกกลาง เช่น Rome, Istanbul หรือ Doha ก่อนบินต่อไปยัง Malta International Airport ซึ่งเป็นสนามบินหลักของประเทศ โดยใช้เวลาเดินทางรวมประมาณ 13–18 ชั่วโมง ขึ้นอยู่กับเส้นทางและเวลารอต่อเครื่อง ใครอยากวางแผนง่ายๆ สามารถจองตั๋วเครื่องบินผ่าน Traveloka ได้เลย มีให้เลือกหลายสายการบินในที่เดียว วิธีการเดินทางในเมืองวัลเลตตา (Valletta)
เดินเที่ยว ด้วยความที่วัลเลตตาเป็นเมืองขนาดเล็กมาก แถมแลนด์มาร์กสำคัญต่างๆ อยู่ใกล้กัน การเดินคือวิธีที่สะดวกและได้ฟีลที่สุด ระหว่างทางจะได้เห็นทั้งตึกสีพาสเทล ระเบียงไม้แบบมอลตา คาเฟ่น่ารักๆ และจุดถ่ายรูปวัลเลตตาที่โผล่มาให้ถ่ายได้ตลอด แนะนำใส่รองเท้าสบายๆ เพราะมีทางชันและบันไดพอสมควร แต่รับรองว่าเดินเพลินจนลืมเหนื่อยแน่นอน
รถบัสสาธารณะ ระบบรถบัสของมอลตาครอบคลุมทั้งเกาะ และมีจุดศูนย์กลางอยู่ที่เมืองวัลเลตตา สามารถนั่งไปยังเมืองอื่นๆ ได้ง่าย เช่น Sliema หรือ Mdina เหมาะกับคนที่อยากขยายทริปออกไปนอกตัวเมือง ค่าโดยสารไม่แพง แต่ในตัวเมืองวัลเลตตาเอง แทบไม่จำเป็นต้องใช้ เพราะเดินถึงหมด
Taxi / Ride-hailing แม้จะมี Taxi หรือแอปเรียกรถให้บริการ แต่ส่วนใหญ่จะใช้ตอนเดินทางเข้า-ออกเมืองมากกว่า เพราะในตัววัลเลตตาถนนค่อนข้างแคบ และบางโซนไม่ให้รถเข้า การเดินยังเป็นตัวเลือกที่ดีที่สุดอยู่ดี
จุดเด่นของวัลเลตตา (Valletta)
เมืองหลวงไซซ์เล็ก แต่คุณภาพแน่น แม้วัลเลตตา จะเป็นหนึ่งในเมืองหลวงที่เล็กที่สุดในยุโรป แต่กลับอัดแน่นไปด้วยแลนด์มาร์กสำคัญแบบเดินถึงกันหมด เหมาะมากกับคนที่อยากเที่ยวครบในเวลาไม่นาน และยังได้ฟีลเมืองเล็กน่าเที่ยวที่ไม่วุ่นวายเกินไป
สถาปัตยกรรมบาโรกและกลิ่นอายยุโรปคลาสสิก อาคารบ้านเรือน โบสถ์ และพระราชวังในเมืองเต็มไปด้วยรายละเอียดแบบสถาปัตยกรรมบาโรก ผสมผสานกับเอกลักษณ์เฉพาะของมอลตาอย่างระเบียงไม้สีสันสด ทำให้ทุกมุมของเมืองกลายเป็นจุดถ่ายรูปสวยๆ ได้แบบไม่ต้องพยายาม
วิวทะเลเมดิเตอร์เรเนียนแบบเปิดโล่ง จุดเด่นอีกอย่างของเมืองวัลเลตตาคือการตั้งอยู่บนคาบสมุทร ทำให้มีมุมชมวิวทะเลเมดิเตอร์เรเนียนได้แทบทุกด้าน โดยเฉพาะโซนสวน Barrakka ที่มองเห็น Grand Harbour แบบเต็มตา
เดินเที่ยวสนุก เสน่ห์ของที่นี่คือการเดินเล่นไปเรื่อยๆ โดยไม่ต้องมีแพลนเป๊ะ เพราะตรอกเล็กๆ และถนนที่เรียงตัวเป็นระเบียบจะพาเราไปเจอมุมสวย คาเฟ่น่ารัก หรือวิวใหม่ๆ ตลอดเวลา เป็นประสบการณ์เดินเที่ยวเมืองที่เพลินแบบไม่รู้ตัว
ประวัติศาสตร์เข้มข้น ตั้งแต่ยุคอัศวินจนถึงอาณานิคม เมืองนี้มีเรื่องราวตั้งแต่ยุคอัศวินแห่งมอลตา สงครามทางทะเล ไปจนถึงยุคที่อยู่ภายใต้การปกครองของอังกฤษ ใครชอบเที่ยวเชิงวัฒนธรรมจะรู้สึกว่าเดินไปตรงไหนก็มีเรื่องเล่าให้ค้นหา
เหมาะกับทุกสไตล์การเที่ยว ไม่ว่าจะเป็นสายถ่ายรูป สายประวัติศาสตร์ สายชิล หรือสายคาเฟ่ เที่ยววัลเลตตาก็ตอบโจทย์ได้หมด จะมาเดย์ทริปหรือค้างคืนหลายวันก็ยังสนุกได้
โลเคชันดี เที่ยวต่อเมืองอื่นในมอลตาง่าย ด้วยความที่วัลเลตตา เป็นศูนย์กลางของการเดินทาง ทำให้สามารถนั่งรถบัสหรือเรือไปยังเมืองอื่นๆ ได้สะดวก ใครอยากขยายทริปเที่ยวมอลตาเพิ่มเติม บอกเลยว่าที่นี่เป็นจุดเริ่มต้นที่ดีมาก
เที่ยววัลเลตตา (Valletta) เดือนไหนดี?
ถ้ากำลังวางแผนเที่ยววัลเลตตา แล้วลังเลว่าไปช่วงไหนดี บอกเลยว่าเมืองนี้เที่ยวได้เกือบทั้งปี เพราะอากาศเป็นแบบเมดิเตอร์เรเนียน อบอุ่น ไม่หนาวจัด แต่เสน่ห์ของแต่ละช่วงจะต่างกันเล็กน้อย เลือกให้ตรงสไตล์ จะทำให้ทริปสนุกขึ้นอีกเยอะเลย
ฤดูใบไม้ผลิ (มีนาคม – พฤษภาคม) ช่วงที่หลายคนยกให้เป็น “เวลาที่ดีที่สุด” สำหรับการมาเที่ยววัลเลตตา อากาศกำลังสบาย เดินเที่ยวได้เพลินแบบไม่ร้อนเกินไป เมืองดูสดใสขึ้น ดอกไม้เริ่มบานทั่วทั้งเมือง บรรยากาศโดยรวมคือชิลมาก เหมาะกับสายเดินเล่น ถ่ายรูป และอยากซึมซับเมืองเก่ายุโรป แบบเต็มที่
ฤดูร้อน (มิถุนายน – สิงหาคม) เข้าสู่ช่วงพีคของการท่องเที่ยวในวัลเลตตา มอลตา อากาศจะค่อนข้างร้อน แต่ข้อดีคือฟ้าเปิด แสงสวยมาก ถ่ายรูปออกมาปังทุกมุม คาเฟ่ ร้านอาหาร และกิจกรรมต่างๆ คึกคักสุดๆ เหมาะกับคนที่อยากได้บรรยากาศซัมเมอร์ยุโรปแบบจัดเต็ม แต่แนะนำให้วางแผนเที่ยวช่วงเช้าหรือเย็น จะเดินสบายกว่า
ฤดูใบไม้ร่วง (กันยายน – พฤศจิกายน) เป็นช่วงที่ลงตัวแบบเงียบๆ อากาศยังอุ่นอยู่ ทะเลยังสวย แต่จำนวนนักท่องเที่ยวเริ่มลดลง ทำให้เที่ยวได้แบบไม่ต้องเร่งรีบ เหมาะกับคนที่อยากได้บรรยากาศโรแมนติก เดินเล่นชิลๆ และถ่ายรูปแบบไม่ต้องหลบคนเยอะ
ฤดูหนาว (ธันวาคม – กุมภาพันธ์) อากาศจะเย็นลงเล็กน้อย และมีฝนเป็นบางวัน แต่ข้อดีคือเมืองจะเงียบลงมาก เหมาะกับสายชิลที่อยากสัมผัสบรรยากาศคลาสสิกของยุโรปแบบสงบๆ เดินเที่ยวสบาย ไม่แออัด
กิจกรรมแนะนำในวัลเลตตา (Valletta)
เดินเล่นเมืองเก่า ชมสถาปัตยกรรมบาโรก กิจกรรมที่ห้ามพลาดที่สุดคือการเดินเที่ยวเมืองเก่าวัลเลตตาแบบชิลๆ ปล่อยตัวเองให้หลงไปตามตรอกซอกซอย แล้วจะได้เจอทั้งตึกสีพาสเทล ระเบียงไม้แบบมอลตา และมุมถ่ายรูปสวยๆ เต็มไปหมด เหมาะมากกับสายชมสถาปัตยกรรมและสายถ่ายรูป
ล่องเรือชม Grand Harbour อีกหนึ่งกิจกรรมที่อยากให้ลองคือการล่องเรือ Grand Harbour จะได้เห็นมุมของเมืองวัลเลตตาจากทะเล มองกลับเข้ามาจะเห็นกำแพงเมืองและอาคารเก่าเรียงตัวสวยมาก เป็นมุมที่ถ่ายรูปออกมาแล้วได้ฟีลยุโรปสุดๆ
แวะคาเฟ่ นั่งชิลใน Republic Square ลองใช้เวลาช้าๆ นั่งคาเฟ่ในจัตุรัสกลางเมือง สั่งกาแฟหรือไวน์สักแก้ว แล้วนั่งดูผู้คนไปเรื่อยๆ เป็นโมเมนต์เล็กๆ ที่ทำให้ได้สัมผัสวัฒนธรรมยุโรปได้ชัดมาก เหมาะกับสายชิลที่อยากพักระหว่างวัน
เที่ยวพิพิธภัณฑ์ เรียนรู้ประวัติศาสตร์มอลตา ถ้าอยากเข้าใจเมืองนี้มากขึ้น แนะนำให้แวะ National Museum of Archaeology หรือพิพิธภัณฑ์อื่นๆ ในเมือง จะได้เห็นตั้งแต่ยุคโบราณจนถึงยุคอัศวินของมอลตา เป็นอีกมุมของเที่ยวเชิงวัฒนธรรมที่น่าสนใจมาก
ขึ้นไปชมวิวที่ Barrakka Gardens หนึ่งในจุดถ่ายรูปวัลเลตตาที่สวยที่สุด คือการขึ้นไปที่ Barrakka Gardens เพื่อชมวิว Grand Harbour และวิวทะเลเมดิเตอร์เรเนียนแบบพาโนรามา ยิ่งช่วงเย็นแสงจะนุ่ม โรแมนติกสุดๆ
ช้อปปิ้งและเดินเล่นบน Republic Street ใครอยากเดินเล่นแบบเพลินๆ ลองแวะถนนสายหลักของเมือง จะมีทั้งร้านค้า แบรนด์ท้องถิ่น และของฝากให้เลือกซื้อ เป็นอีกหนึ่งกิจกรรมเบาๆ ที่ช่วยเติมเต็มทริปให้ครบมากขึ้น
แนะนำที่พักใกล้วัลเลตตา (Valletta)
ถ้าใครกำลังวางแผนเที่ยววัลเลตตา แล้วอยากเลือกที่พักให้ตอบโจทย์ทั้งโลเคชันและบรรยากาศ ลิสต์นี้คัดมาให้ครบ 3 สไตล์ ทั้งวิวดี หรู และคุ้มค่า เดินทางสะดวก เที่ยวได้แบบไม่เหนื่อย
Waterfront
Waterfront โรงแรมโลเคชันดีในย่าน Sliema ที่ขึ้นชื่อเรื่องวิวทะเลและความสะดวกในการเดินทาง ตัวโรงแรมตั้งอยู่ติดทางเดินริมทะเล (promenade) เดินเล่นรับลม ชมวิวพระอาทิตย์ตกได้แบบเพลินๆ จากที่พักสามารถนั่งเรือข้ามฟากไปเมืองวัลเลตตาได้ในไม่กี่นาที หรือจะนั่งรถบัสก็สะดวก จุดเด่นคือห้องพักหลายห้องมองเห็นวิวทะเลเมดิเตอร์เรเนียนแบบเต็มตา เหมาะกับคนที่อยากได้ฟีลพักผ่อนชิลๆ แต่ยังเที่ยวเมืองได้ง่าย
Iniala Harbour House
Iniala Harbour House โรงแรมบูทีกระดับลักชัวรีที่ตั้งอยู่ใจกลางเมืองวัลเลตตา แบบเดินออกมาก็เจอแลนด์มาร์กสำคัญทันที ความพิเศษของที่นี่คือการรีโนเวตอาคารเก่าให้กลายเป็นที่พักดีไซน์ทันสมัย แต่ยังคงกลิ่นอายสถาปัตยกรรมบาโรก เอาไว้ได้อย่างลงตัว ไฮไลท์คือวิว Grand Harbour มอลตา จากห้องพักและ rooftop ที่สวยแบบพรีเมียมมาก เหมาะกับคนที่อยากพักแบบจัดเต็ม ทั้งความหรู บรรยากาศ และโลเคชันระดับท็อปของวัลเลตตา
The Windsor Hotel
The Windsor Hotel ที่พักราคาประหยัดในโซน Sliema อีกตัวเลือกที่น่าสนใจสำหรับคนที่อยากเที่ยววัลเลตตาแบบคุมงบได้สบาย ตัวโรงแรมอยู่ใกล้ทะเล และเดินทางเข้าเมืองได้ง่ายทั้งรถบัสและเรือห้องพักเรียบง่าย มีสิ่งอำนวยความสะดวกครบ เหมาะกับสายเที่ยวที่เน้นออกไปลุยทั้งวัน แล้วกลับมาพักผ่อนแบบสบายๆ ในงบที่ไม่แรงเกินไป
เคล็ดลับการเที่ยววัลเลตตา (Valletta)
ก่อนออกไปเที่ยววัลเลตตาแบบจัดเต็ม ลองเช็กทริคเล็กๆ เหล่านี้ไว้ จะช่วยให้เที่ยวสนุกขึ้น เดินเพลินขึ้น และไม่พลาดไฮไลท์สำคัญของเมืองวัลเลตตาแน่นอน
เริ่มเที่ยวตั้งแต่เช้า เลี่ยงแดดและคน ช่วงเช้าของวัลเลตตา มอลตา อากาศกำลังดี แสงสวย และนักท่องเที่ยวยังไม่เยอะ เหมาะกับการเดินเก็บแลนด์มาร์กและถ่ายรูป โดยเฉพาะโซนยอดฮิตอย่าง Barrakka Gardens หรือถนนหลักในเมือง
ใส่รองเท้าสบาย เพราะเมืองนี้เดินเยอะกว่าที่คิด ถนนของเมืองวัลเลตตามีทั้งทางชันและบันไดพอสมควร การใส่รองเท้าดีๆ จะช่วยให้เดินเที่ยวได้ทั้งวันแบบไม่เหนื่อยเกินไป
วางแผนคร่าวๆ แต่เผื่อเวลาเดินเล่น เสน่ห์ของที่นี่อยู่ที่การเดินเที่ยวเมืองแล้วเจอมุมสวยแบบไม่ตั้งใจ แนะนำวางลิสต์แลนด์มาร์กหลักไว้ก่อน แล้วปล่อยเวลาให้ตัวเองได้เดินหลงๆ บ้าง จะได้เจอจุดถ่ายรูปวัลเลตตาใหม่ๆ ระหว่างทาง
ขึ้น Barrakka Gardens ตอนเย็น แสงดีที่สุด ถ้าอยากได้ภาพวิวสวยๆ ของ Grand Harbour แนะนำไปช่วงเย็น เพราะแสงจะนุ่มและสีเมืองจะดูอบอุ่นมาก เหมาะกับการถ่ายรูปวิวเมือง แบบได้ฟีลยุโรปสุดๆ
ลองล่องเรือเพื่อเปลี่ยนมุมมองเมือง นอกจากเดินในเมืองแล้ว ลองล่องเรือ Grand Harbour จะได้เห็นเมืองวัลเลตตาจากมุมทะเล เห็นกำแพงเมืองและอาคารเรียงตัวกันสวยมาก เป็นอีกมุมที่หลายคนไม่อยากพลาด
พกน้ำดื่มและกันแดด โดยเฉพาะหน้าร้อน อากาศแบบเมดิเตอร์เรเนียนช่วงซัมเมอร์ค่อนข้างร้อนและแดดแรง การพกน้ำและทาครีมกันแดดจะช่วยให้เที่ยวได้สบายขึ้น โดยเฉพาะถ้าแพลนเดินทั้งวัน
เลือกพักใกล้เมืองหรือโซนเดินทางสะดวก ถ้าอยากเที่ยวแบบไม่เหนื่อย แนะนำพักใกล้เมืองเก่าหรือโซน Sliema จะช่วยประหยัดเวลาเดินทาง และสามารถกลับมาพักระหว่างวันได้ง่าย
สรุปเลยว่า แค่เตรียมตัวนิดหน่อย ก็ทำให้ทริปเที่ยววัลเลตตา สมูทขึ้นเยอะ เมืองนี้ไม่ได้เที่ยวแบบเร่งรีบ แต่เหมาะกับการเดินช้าๆ ซึมซับบรรยากาศ แล้วปล่อยให้ตัวเองหลงรักไปทีละมุมจริงๆ