
ออสโลอาจไม่ใช่เมืองแรกที่นึกถึงเวลาพูดถึงยุโรปเหนือเพราะส่วนใหญ่คนมักโฟกัสไปที่ฟยอร์ดทางตะวันตกหรือแสงเหนือทางขั้วโลกก่อน แต่จริง ๆ แล้วเมืองหลวงของนอร์เวย์แห่งนี้มีดีในแบบของตัวเองที่หาที่อื่นได้ยาก ทั้งพิพิธภัณฑ์ระดับโลก ย่านอาหารสนุก สถาปัตยกรรมน่าถ่ายรูปและธรรมชาติที่อยู่แค่ชานเมือง
สิ่งที่ทำให้การเที่ยวออสโลแตกต่างจากเมืองหลวงยุโรปอื่น ๆ คือความเป็นธรรมชาติและเมืองอยู่ด้วยกันได้อย่างกลมกลืน นั่งเมโทรไม่กี่สถานีก็ถึงทะเลสาบและป่า ขณะที่ริมท่าเรือก็มีคาเฟ่และบาร์ให้นั่งเล่นได้สบาย ถ้ามีเวลาสัก 3-5 วัน ออสโลตอบโจทย์ได้ครบทั้งคนชอบประวัติศาสตร์ ศิลปะหรือคนที่แค่อยากมาเดินเล่นแบบชิล ๆ อ่านจบแล้วจองตั๋วไปออสโลและจองที่พักในออสโลกับ Traveloka เลย!
Vigeland Park หรือที่หลายคนรู้จักในชื่อ Frogner Park เป็นสวนสาธารณะที่ใหญ่ที่สุดในใจกลางออสโล และเป็นที่ตั้งของสวนประติมากรรมที่ใหญ่ที่สุดในโลกที่สร้างโดย “Gustav Vigeland” ประติมากรชาวนอร์เวย์ที่ใช้เวลาทั้งชีวิตสร้างผลงานมากกว่า 200 ชิ้น ทั้งบรอนซ์ หินแกรนิตและเหล็กหล่อ กระจายอยู่ทั่วสวน
ผลงานแต่ละชิ้นเล่าเรื่องของมนุษย์ตั้งแต่เด็กเกิดใหม่ไปจนถึงผู้สูงอายุ บางชิ้นน่ารัก บางชิ้นแปลก บางชิ้นตีความได้หลาย จุดที่คนนิยมถ่ายรูปมากที่สุดคือ Sinnataggen หรือ "เด็กโกรธ" รูปปั้นเด็กกำลังตีพื้นด้วยความหัวร้อน และ Monolith เสาหินที่แกะสลักร่างมนุษย์พันกันสูงถึง 14 เมตร ที่นี่เข้าชมฟรีตลอด 24 ชั่วโมงเหมาะมากสำหรับมาเดินเล่นตอนบ่ายในช่วงซัมเมอร์
Oslofjord คืออ่าวฟยอร์ดที่ทอดยาวกว่า 100 กิโลเมตรเข้ามาถึงใจกลางออสโล ทำให้เมืองนี้มีวิวทะเลเป็นฉากหลังสวยงามมาก ๆ ไม่ว่าจะยืนอยู่ที่ Aker Brygge ริมท่าเรือ หรือมองจากหลังคา Oslo Opera House ก็เห็น Oslofjord ได้แบบ 360 องศาเลย
สิ่งที่ทำให้ Oslofjord ต่างจากฟยอร์ดอื่นในนอร์เวย์คือความเป็นเมืองที่ผสมกับธรรมชาติได้อย่างลงตัว สองฝั่งของอ่าวมีบ้านไม้สีสันสดใส เกาะเล็กเกาะน้อยกระจายอยู่หลายสิบเกาะ บางเกาะมีชายหาดและป่าให้เดินเล่น ที่นี่สามารถเข้าถึงได้ด้วยเรือเฟอร์รีราคาถูกที่ใช้ตั๋วรถสาธารณะได้เลย ช่วงซัมเมอร์คนออสโลแห่กันมาว่ายน้ำและปิกนิกริมอ่าวกันเป็นเรื่องปกติ ถ้าเที่ยวออสโลแล้วไม่ได้แวะดู Oslofjord บอกเลยว่ามาไม่ถึง
Oslo Opera House คืออาคารที่ใครเห็นก็ต้องหยุดมอง ที่นี่ออกแบบโดยสำนักสถาปัตยกรรม Snøhetta และเริ่มเปิดในปี 2008 ตัวอาคารดูเหมือนก้อนน้ำแข็งที่ลอยขึ้นมาจากทะเล พื้นผิวด้านนอกทำจากหินอ่อนสีขาวและกระจกที่ลาดเอียงลงไปถึงขอบน้ำ จุดที่ทำให้ที่นี่ติดอันดับไฮไลท์ของออสโลคือการขึ้นไปบนหลังคาของอาคาร ไม่มีค่าใช้จ่ายใด ๆ ไม่ต้องซื้อตั๋ว ไม่ต้องจอง แค่เดินขึ้นไปก็ได้วิว Oslofjord และเส้นขอบฟ้าของเมืองแบบ 360 องศาไปเลย เหมาะมากสำหรับมาดูพระอาทิตย์ตกในช่วงซัมเมอร์ที่แสงอยู่ได้ถึงสามสี่ทุ่ม ส่วนด้านในเป็นโรงอุปรากรและโรงบัลเลต์แห่งชาติของนอร์เวย์ ถ้าสนใจดูการแสดงก็มีตั๋วให้ซื้อแยกต่างหาก แต่เอาจริง ๆ แค่มาเดินด้านนอกและขึ้นหลังคาก็คุ้มแล้วหล่ะ
Akershus Fortress คือป้อมปราการและปราสาทเก่าแก่ที่ตั้งอยู่บนเนินริมท่าเรือของออสโล สร้างขึ้นครั้งแรกในช่วงปลายศตวรรษที่ 13 และถูกใช้งานมาอย่างต่อเนื่อง ทั้งเป็นที่ประทับของราชวงศ์ คุกและฐานทัพทหาร ปัจจุบันยังเป็นพื้นที่ของกองทัพนอร์เวย์อยู่บางส่วนและเปิดให้นักท่องเที่ยวเข้าชมได้
สิ่งที่น่าสนใจที่นี่ไม่ได้มีแค่ตัวปราสาท แต่รวมถึงวิวของ Oslofjord และท่าเรือที่มองเห็นได้ชัดมากจากบริเวณกำแพงด้านนอก สามารถเดินเล่นในบริเวณป้อมได้ฟรี ส่วนถ้าอยากเข้าชมด้านในปราสาทและพิพิธภัณฑ์ก็มีค่าเข้าชมแยกต่างหาด ที่นี่อยู่ใกล้กับ Aker Brygge และ Oslo Opera House มาก เดินถึงกันได้สบายสามารถจัดทริปเดินสำรวจริมน้ำของออสโลได้เลย
Munch Museum คือพิพิธภัณฑ์ที่รวบรวมผลงานของ Edvard Munch จิตรกรชาวนอร์เวย์ที่คนทั่วโลกรู้จักกันดีจากภาพ “The Scream” ภาพที่ใครก็เคยเห็นผ่านตามาแล้วสักครั้งในชีวิต ตัวอาคารพิพิธภัณฑ์แห่งใหม่เปิดในปี 2021 ออกแบบเป็นตึกสูงริมน้ำย่าน Bjørvika และตั้งอยู่ไม่ไกลจาก Oslo Opera House
ภายในเก็บผลงานของ Munch ไว้มากกว่า 26,000 ชิ้น ทั้งภาพวาด ภาพพิมพ์และภาพร่าง ถือเป็นคอลเลกชันผลงานของ Munch ที่ใหญ่ที่สุดในโลก ส่วนภาพ The Scream ต้นฉบับมีการจัดแสดงแบบหมุนเวียนครั้งละ 30 นาทีเพื่อถนอมรักษาภาพจากแสง ที่นี่มีค่าเข้าชมหรือสามารถใช้ Oslo Pass ได้
ออสโลเป็นเมืองหลวงของนอร์เวย์ ตั้งอยู่ทางตอนใต้ของประเทศ ริมอ่าว Oslofjord ล้อมรอบด้วยป่าและเนินเขา เมืองมีระบบขนส่งสาธารณะที่ดีมาก ทั้งรถไฟ รถราง เมโทร และเรือเฟอร์รี ครอบคลุมทั้งในเมืองและพื้นที่โดยรอบ
สิ่งที่ทำให้การเที่ยวออสโลแตกต่างจากเมืองหลวงยุโรปอื่น ๆ คือการผสมผสานระหว่างเมืองกับธรรมชาติที่หาได้ยาก การที่ป่า Nordmarka อยู่แค่ชานเมือง หรือสามารถนั่งเมโทรไม่กี่สถานีก็ถึงทางเดินป่าและทะเลสาบ ขณะที่ใจกลางเมืองก็มีสวนสาธารณะขนาดใหญ่และริมน้ำที่สามารถเดินเล่นได้แบบชิล ๆ
ออสโลยังเป็นเมืองที่มีพิพิธภัณฑ์ระดับโลกกระจายอยู่หนาแน่นมาก ทั้ง Munch Museum, Fram Museum และ Norwegian Museum of Cultural History ล้วนอยู่ในระยะที่เดินถึงกัน นอกจากนี้ย่านต่าง ๆ ของเมืองมีความยูนีคชัดเจน ไม่ว่าจะเป็น Grünerløkka ที่คึกคัก หรือ Aker Brygge ริมน้ำที่บรรยากาศดี การเที่ยวออสโลจึงเหมาะกับทั้งคนชอบประวัติศาสตร์ ศิลปะ อาหารและธรรมชาติในทริปเดียวกัน
เหมาะกับ: คนที่อยากพักใจกลางเมือง / คนที่ชอบบรรยากาศโรงแรมคลาสสิกสไตล์ยุโรป
Grand Hotel Oslo by Scandic คือหนึ่งในโรงแรมที่มีชื่อเสียงที่สุดของออสโล เปิดมาตั้งแต่ปี 1874 และเป็นสถานที่จัดงานเลี้ยงรางวัล Nobel Peace Prize มาหลายทศวรรษ ตัวโรงแรมตั้งอยู่บน Karl Johans Gate ใจกลางเมืองพอดี เดินถึง Royal Palace และ Oslo Opera House ได้สบาย ห้องพักผสมสไตล์คลาสสิกกับความทันสมัย มีสปา ฟิตเนส และ Eight Rooftop Bar ที่วิวเมืองสวยมาก
เหมาะกับ: สาย Budget / สายเสพวิวเมือง / ชอบห้องสไตล์ Scandinavian
Revier คือบูติกโฮเต็ลอิสระขนาด 65 ห้องในย่าน Kongens Gate ซึ่งอยู่ใกล้กับ Akershus Fortress, Oslo Opera House และ National Museum มากจนเดินถึงทุกที่ได้ภายในไม่กี่นาที สไตล์ภายในเป็นแบบ Scandinavian ที่สะอาดตาและมีเอกลักษณ์ ห้องพักมีทั้งแบบ Bedroom, Studio และ Suite บางห้องมีครัวเล็กด้วย ไม่มี front desk แบบดั้งเดิม เช็คอินผ่านแอปได้เลย ไฮไลท์ของที่นี่คือ rooftop terrace วิวเมืองสวย และ screening room ในชั้นใต้ดินที่เอาไว้ดูหนังหรือจัดงาน ราคาดีกว่าโรงแรมใหญ่ในทำเลเดียวกันพอสมควร
เหมาะกับ: สายหรู / คนรักความสะดวกสบาย / ครอบครัว
Hotel Continental คือโรงแรม 5 ดาวที่ดำเนินงานโดยครอบครัวเดียวมากกว่า 100 ปีแล้ว ตั้งอยู่ตรงข้าม National Theatre ใกล้สถานีรถไฟ Flytoget ที่วิ่งตรงไปสนามบิน ทำให้สะดวกมากทั้งวันแรกและวันสุดท้ายของทริป ห้องพักตกแต่งด้วยงานศิลปะและผ้าทอคุณภาพดีและลงตัว จุดเด่นที่รีวิวพูดถึงมากที่สุดคือบริการที่ดีมากและอาหารเช้าบุฟเฟต์ที่ได้รับคำชมต่อเนื่อง รวมถึงร้านอาหาร Theatercaféen ที่เป็น institution ของชาวออสโลมาช้านาน
ที่เที่ยวใกล้เคียง










