
ใครไปเที่ยวโรมก็ต้องแวะไปเช็กอินที่มหาวิหารเซนต์ปีเตอร์ (St. Peter's Basilica) โบสถ์คาทอลิกขนาดมหึมาใจกลางนครรัฐวาติกันแห่งนี้ใช้เวลาสร้างรวมกว่า 120 ปี มีทั้งมีเกลันเจโล แบร์นินี และสถาปนิกระดับตำนานอีกหลายคนผลัดกันลงมือ ผลที่ได้คือพื้นที่ซึ่งแทบทุกมุมเป็นงานศิลปะ ตั้งแต่พื้นหินอ่อนลายเรขาคณิตไปจนถึงยอดโดมที่มองเห็นได้จากหลายจุดทั่วกรุงโรม
เรื่องที่หลายคนไม่รู้คือตัวมหาวิหารเข้าชมได้ฟรี! บทความนี้เรารวมทั้งไฮไลท์ที่ห้ามพลาด กิจกรรมอย่างการปีนโดมเซนต์ปีเตอร์และลงไปสุสานใต้ดิน วิธีเดินทางจากกรุงเทพฯ ช่วงเดือนน่าเที่ยว ไปจนถึงที่พักใกล้วาติกันที่เดินไปถึงได้ในไม่กี่นาที ใครกำลังวางแผนเที่ยวโรมหรือเที่ยวอิตาลี อ่านจบแล้วจัดทริปได้เลย
ถ้าเดินผ่านประตูเข้าไปแล้วเลี้ยวขวา ชิ้นแรกที่เจอคือปิเอตา ผลงานที่มีเกลันเจโลแกะสลักเสร็จตอนอายุเพียง 24 ปี จากหินอ่อนคาร์ราราก้อนเดียว เป็นภาพพระแม่มารีประคองร่างพระเยซูหลังถูกนำลงจากไม้กางเขน รอยพับของผ้าและสีหน้าสงบนิ่งของพระแม่ดูนุ่มจนลืมไปเลยว่าเป็นหิน ที่น่าสนใจคือนี่เป็นงานชิ้นเดียวที่มีเกลันเจโลสลักชื่อตัวเองไว้บนแถบผ้าที่พาดอกพระแม่ ปัจจุบันปิเอตา มีเกลันเจโลตั้งอยู่หลังกระจกกันกระสุนตั้งแต่เหตุการณ์ถูกทุบทำลายในปี 1972 จากที่ไปมา แนะนำให้ยืนถ่ายจากค่อนไปทางซ้ายของกระจก แสงสะท้อนจะน้อยกว่าและถ่ายรูปได้คมกว่า
ตรงกลางมหาวิหาร เหนือแท่นบูชาของพระสันตะปาปา คือซุ้มพลับพลาทองสัมฤทธิ์สูงประมาณ 29 เมตร ผลงานของจาน ลอเรนโซ แบร์นินี สร้างระหว่างปี 1623-1634 เสาบิดเกลียวทั้ง 4 ต้นประดับลายใบลอเรลและผึ้ง ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของตระกูลบาร์เบรินีของพระสันตะปาปาเออร์บันที่ 8 ผู้สั่งสร้าง ตำแหน่งของซุ้มนี้ไม่ได้เลือกมาลอย ๆ เพราะตั้งตรงกับหลุมฝังศพของนักบุญปีเตอร์ที่อยู่ลึกลงไปใต้พื้น ความสูงของมันพอ ๆ กับตึกเก้าชั้น แต่พอยืนอยู่ใต้โดมกลับดูได้สัดส่วนพอดี ส่วนตัวว่านี่แหละคือความอึ้งของสถาปัตยกรรมยุคบาโรก
โดมเซนต์ปีเตอร์ออกแบบโดยมีเกลันเจโลซึ่งรับงานนี้ตอนอายุ 71 ปี แต่ท่านเสียชีวิตก่อนจะได้เห็นผลงานเสร็จ จาโคโม เดลลา ปอร์ตา เป็นผู้สานต่อจนสร้างเสร็จในปี 1590 ความสูงจากพื้นถึงยอดไม้กางเขนประมาณ 136 เมตร กลายเป็นแลนด์มาร์กที่เห็นได้จากหลายมุมในโรมเลยล่ะ เวลาอยู่ข้างใน ให้ลองเงยหน้ามองแถบตัวอักษรละตินสีทองที่วนรอบฐานโดม เป็นข้อความที่พระเยซูตรัสกับนักบุญปีเตอร์ ตัวอักษรแต่ละตัวสูงเกือบ 2 เมตร! แต่จากพื้นมองเหมือนตัวหนังสือธรรมดาเพราะมันอยู่สูงมากกกก ส่วนตัวชอบช่วงสาย ๆ ที่แดดส่องผ่านหน้าต่างรอบโดมลงมาเป็นลำแสง บรรยากาศขลังกว่าช่วงบ่ายเยอะ
เดินตรงไปจนสุดโถงกลางด้านหลังซุ้มบัลดัคคีโน จะเจอบัลลังก์แห่งนักบุญปีเตอร์ (Cathedra Petri) อีกหนึ่งผลงานของแบร์นินีที่สร้างเสร็จในปี 1666 ตัวบัลลังก์ทองสัมฤทธิ์ปิดทองครอบเก้าอี้ไม้โบราณที่เป็นสัญลักษณ์ของอำนาจการสั่งสอนซึ่งสืบทอดมาจากนักบุญปีเตอร์ รายล้อมด้วยรูปปั้นนักปราชญ์แห่งคริสตจักร 4 องค์ เหนือขึ้นไปเป็นหน้าต่างหินอลาบาสเตอร์รูปนกพิราบ สัญลักษณ์ของพระจิต ที่แสงส่องผ่านเป็นสีเหลืองทอง โซนนี้คนเดินมาถึงน้อยกว่าโซนหน้า เลยยืนชมได้นานโดยไม่โดนเบียด ถ้ามีเวลาเหลือ แนะนำให้นั่งตรงม้านั่งด้านหน้าสักพัก มุมนี้มองเห็นทั้งบัลลังก์และซุ้มบัลดัคคีโนซ้อนกันพอดี
ประตูบานขวาสุดในบรรดาประตู 5 บานของมหาวิหาร คือประตูศักดิ์สิทธิ์ บานทองสัมฤทธิ์ที่แกะเป็นภาพเล่าเรื่องการให้อภัยและการกลับใจรวม 16 ช่อง ประตูนี้เปิดเฉพาะในปีศักดิ์สิทธิ์ (Jubilee) ครั้งล่าสุดเปิดเมื่อ 24 ธันวาคม 2024 และพระสันตะปาปาเลโอที่ 14 ปิดลงเมื่อ 6 มกราคม 2026 จากนั้นด้านในก็ก่ออิฐปิดทับตามธรรมเนียม ตามรอบปกติจะเปิดอีกครั้งในอีก 25 ปี เว้นแต่จะมีการประกาศปีศักดิ์สิทธิ์พิเศษ ตอนนี้จึงเดินผ่านไม่ได้ แต่ยังแวะชมลวดลายบนบานประตูจากโถงมุขด้านหน้าได้ เป็นจุดที่คนมักเดินผ่านเลยไปเพราะไม่รู้ว่าประตูไหนคือประตูศักดิ์สิทธิ์
มหาวิหารเซนต์ปีเตอร์ตั้งอยู่ในนครรัฐวาติกัน ประเทศที่เล็กที่สุดในโลกซึ่งอยู่ภายในกรุงโรม ฝั่งตะวันตกของแม่น้ำไทเบอร์ ติดกับย่าน Borgo และ Prati ด้านหน้ามหาวิหารคือจัตุรัสเซนต์ปีเตอร์ ซึ่งเป็นจุดเข้าชมหลัก ทางเข้าจะต้องผ่านจุดตรวจความปลอดภัยใต้แนวเสาระเบียง โดยปกติอยู่ฝั่งขวาเมื่อหันหน้าเข้าหามหาวิหาร ไม่ต้องใช้พาสปอร์ตหรือผ่าน ตม. เพิ่ม เพราะเดินข้ามจากฝั่งอิตาลีเข้ามาได้เลย ถ้ามาจากย่านเมืองเก่าอย่างปราสาท Castel Sant'Angelo ให้เดินตรงมาตามถนน Via della Conciliazione ประมาณ 10 นาที จะเห็นโดมอยู่ตรงหน้าตลอดทาง ส่วนพิพิธภัณฑ์วาติกันกับโบสถ์ซิสทีนเป็นคนละทางเข้า อยู่ห่างออกไปทางเหนือ เดินอ้อมกำแพงประมาณ 15 นาที คนที่จะเที่ยววาติกันให้ครบในวันเดียวควรแพลนลำดับการเที่ยวดี ๆ ทำได้แน่นอน
สิ่งที่ทำให้มหาวิหารเซนต์ปีเตอร์ต่างจากโบสถ์ใหญ่ที่อื่นในยุโรปคือความเป็นศูนย์กลางของคริสตจักรโรมันคาทอลิกทั่วโลก ที่นี่สร้างทับจุดที่เชื่อกันว่าเป็นหลุมฝังศพของนักบุญปีเตอร์ อัครสาวกที่ถือเป็นพระสันตะปาปาองค์แรก พิธีสำคัญระดับโลกอย่างมิสซาคริสต์มาสและอีสเตอร์ก็จัดขึ้นที่นี่ อีกเรื่องคือขนาด ตัวอาคารยาวกว่า 200 เมตร จุคนได้ประมาณ 20,000 คน เป็นหนึ่งในโบสถ์คริสต์ที่ใหญ่ที่สุดในโลก และอยู่ในพื้นที่นครรัฐวาติกันที่ UNESCO ขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกตั้งแต่ปี 1984 ภายในรวมผลงานของศิลปินยุคเรอเนสซองส์และบาโรกไว้ในที่เดียว ตั้งแต่มีเกลันเจโล แบร์นินี ไปจนถึงงานโมเสกที่ดูไกล ๆ เหมือนภาพวาดสีน้ำมัน แต่ที่ประทับใจที่สุดคือเข้าชมฟรี คนที่หมดงบไปกับพิพิธภัณฑ์วาติกันไปเยอะแล้วก็ยังได้เห็นงานศิลป์ระดับโลกแบบเต็มตาโดยไม่เสียค่าเข้าสักยูโร! ฟินอะ!
เหมาะกับ : สายประหยัด / ครอบครัว / สายเดินเที่ยว
Hotel Emmaus เป็นโรงแรม 3 ดาวบนถนน Via delle Fornaci เดินไปจัตุรัสเซนต์ปีเตอร์ได้ในไม่ถึง 5 นาที ข้อดีที่สุดคือทำเลนี้ทำให้ตื่นมาเดินไปต่อคิวตอนเจ็ดโมงเช้าได้สบาย ไม่ต้องรีบนั่งรถตั้งแต่ฟ้ายังไม่สว่าง ห้องพักมีทั้งหมด 28 ห้อง ติดแอร์ มีมินิบาร์และตู้เซฟ ตัวอาคารค่อนข้างเก่าและห้องไม่ได้หรูหรา แต่พนักงานพูดได้หลายภาษาและช่วยเรื่องจองทัวร์หรือตั๋วได้ อีกจุดที่ชอบคือเดินไปสถานี Roma San Pietro ได้ในประมาณ 6 นาที เวลาจะไปเที่ยวโรมโซนอื่นต่อก็สะดวก ถือเป็นตัวเลือกโรงแรมใกล้วาติกันที่คุ้มสำหรับคนที่ใช้ห้องแค่นอน
เหมาะกับ : คู่รัก / คนที่อยากได้วิวโดม / คนชอบที่พักเงียบสงบ
Le Boutique Hotel เป็นโรงแรมบูทีค 4 ดาวขนาดเล็กเพียง 9 ห้อง บนถนน Via della Stazione Vaticana ติดแนวเขตนครรัฐวาติกัน รับเฉพาะผู้เข้าพักอายุ 18 ปีขึ้นไป บรรยากาศจึงเงียบและเป็นส่วนตัว ห้องบางห้องมีระเบียงและมองเห็นยอดโดมได้จากบนเตียง ใครมาฉลองโอกาสพิเศษแนะนำให้ระบุตอนจองว่าขอห้องวิวโดม จุดที่ต้องรู้คือป้ายหน้าโรงแรมเล็กมาก หาไม่เจอง่าย ๆ ตอนมาถึงครั้งแรก และฝ่ายต้อนรับเปิดช่วง 7:00-23:00 น. ถ้าเครื่องลงดึกต้องแจ้งโรงแรมล่วงหน้าด้วยนะ
เหมาะกับ : ครอบครัว / สายติดแกลม / สายคอนเทนต์
Starhotels Michelangelo เป็นโรงแรม 4 ดาวขนาด 179 ห้อง บนถนน Via della Stazione di San Pietro ห่างจากจัตุรัสเซนต์ปีเตอร์ประมาณ 500 เมตร เดินไม่ถึง 10 นาที ห้องพักตกแต่งสไตล์คลาสสิก และหลายห้องมองเห็นโดม ในโรงแรมมีห้องอาหาร The Dome เสิร์ฟทั้งอาหารโรมันและอาหารนานาชาติ มีบาร์ รูมเซอร์วิส และบริการพี่เลี้ยงเด็ก (มีค่าใช้จ่ายเพิ่ม) เหมาะกับคนที่พาครอบครัวมาแล้วไม่อยากออกไปหาร้านทุกมื้อหลังเดินมาทั้งวัน แถมอยู่ใกล้สถานี Roma San Pietro ต่อรถไฟไปไหนก็ง่าย ส่วนตัวมองว่าเป็นที่พักใกล้วาติกันที่สมดุลที่สุดระหว่างทำเลกับความสะดวก ถ้ามีงบนะ
ไม่ต้องเสีย ตัวมหาวิหารและสุสานใต้ดินวาติกันเข้าชมฟรี จะเสียเงินเฉพาะการปีนโดม (หน้างานประมาณ 10-15 ยูโร) หรือถ้าซื้อทัวร์พร้อมไกด์
เปิดทุกวันตั้งแต่ 7:00 น. ปิดประมาณ 18:00-19:00 น. ตามฤดูกาล แต่อาจปิดบางช่วงเมื่อมีพิธีสำคัญ ควรเช็กเว็บไซต์ทางการก่อนไป
ถ้าชมเฉพาะภายในมหาวิหารใช้เวลาประมาณ 1-2 ชั่วโมง ถ้ารวมปีนโดมและลงสุสานใต้ดินด้วย ควรเผื่อไว้ครึ่งวันรวมเวลาต่อคิว
ต้องแต่งกายสุภาพ ปิดไหล่และเข่า ห้ามเสื้อแขนกุด กางเกงขาสั้น และกระโปรงสั้น ถ้าแต่งตัวไม่ผ่าน เจ้าหน้าที่จะไม่ให้เข้าเลยจ้า
ไม่ใช่ เป็นคนละสถานที่ คนละทางเข้า พิพิธภัณฑ์วาติกันและโบสถ์ซิสทีนต้องซื้อตั๋ว ส่วนมหาวิหารเข้าฟรีและเข้าจากจัตุรัสเซนต์ปีเตอร์
มี 2 ตัวเลือก ถ้าเดินทั้งหมดคือ 551 ขั้น หรือถ้าเลือกซื้อบัตรขึ้นลิฟต์แล้วเดินต่อ ก็เดินแค่ 320 ขั้น คนแข็งแรงทั่วไปขึ้นได้ แต่ช่วงท้ายทางแคบและเอียง คนกลัวที่แคบหรือมีปัญหาเรื่องหัวใจก็ประเมินก่อนว่าตัวเองสู้ไหม ส่วนตัวว่าเดินไป พักไป จิบน้ำไปเดี๋ยวก็ถึงจ้า
ไม่ได้ ประตูศักดิ์สิทธิ์ถูกปิดเมื่อ 6 มกราคม 2026 หลังจบปีศักดิ์สิทธิ์ 2025 และจะเปิดอีกครั้งในปีศักดิ์สิทธิ์ครั้งถัดไป แต่ยังสามารถชมงานศิลป์บนบานประตูจากด้านนอกได้
ถ่ายได้ แต่ห้ามใช้แฟลชและขาตั้งกล้อง และควรงดถ่ายระหว่างที่มีพิธีมิสซาหรือในโซนที่มีป้ายห้าม
ถ้าพร้อมจะออกไปเที่ยวแล้ว อย่าลืมจองไฟล์ทไปโรมและที่พักใกล้วาติกันกับ Traveloka ที่เดียวครบจบทั้งเที่ยวบิน ที่พัก และกิจกรรมสนุก ๆ ด้วยราคาน่ารักสบายกระเป๋า แถมมีโปรโมชั่นเด็ด ๆ มาแจกเป็นประจำ!



















