[รีวิว] ยอดเขาจุงเฟรา (Jungfrau) พร้อมจุดไฮไลท์และกิจกรรมแนะนำ

เที่ยวยอดเขาจุงเฟรา (Jungfrau) สวิตเซอร์แลนด์ ชม Jungfraujoch – Top of Europe พร้อมไฮไลท์ กิจกรรม วิธีเดินทาง ที่พัก และช่วงเวลาน่าเที่ยว
Traveloka TH
ใช้เวลาอ่านประมาณ 4 นาที

ถ้าพูดถึงที่เที่ยวสวิตเซอร์แลนด์ที่หลายคนเห็นรูปแล้วต้องปักหมุดไว้ใน Bucket List ชื่อของ ยอดเขาจุงเฟรา หรือ Jungfrau น่าจะติดอันดับต้น ๆ แบบไม่ต้องสงสัย เพราะที่นี่มีครบทุกภาพจำของสวิตเซอร์แลนด์เลย ทั้งยอดเขาสีขาว วิวเทือกเขาแอลป์สุดอลังการ ธารน้ำแข็งที่ทอดยาวสุดสายตา และขบวนรถไฟที่ค่อย ๆ ไต่ระดับขึ้นไปท่ามกลางภูเขา ยิ่งได้มาเห็นด้วยตาตัวเอง บอกเลยว่าสวยกว่าที่เห็นในรูปเยอะมากกก

ไฮไลต์ที่คนส่วนใหญ่ตั้งใจมาเช็กอินก็คือ Jungfraujoch – Top of Europe จุดท่องเที่ยวบนความสูงกว่า 3,400 เมตรเหนือระดับน้ำทะเล ที่สามารถขึ้นไปสัมผัสหิมะและความอลังการของธรรมชาติได้แบบเต็มอิ่ม ที่สำคัญแค่การเดินทางขึ้นมาก็สนุกแล้ว เพราะมีทั้งกระเช้าและรถไฟที่พาไต่ขึ้นไปกลางเทือกเขาพร้อมวิวสวย ๆ ตลอดทาง

ใครกำลังวางแผนเที่ยวจุงเฟราด้วยตัวเอง แต่ยังงงว่ายอดเขาจุงเฟรา ไปยังไง, ควรพักที่ Interlaken หรือ Grindelwald, ต้องเผื่อเวลากี่ชั่วโมง หรือเที่ยวจุงเฟรา เดือนไหนดี บทความนี้รวมข้อมูลไว้ให้แบบครบ ๆ ตั้งแต่จุดไฮไลต์ การเดินทาง ช่วงเวลาน่าเที่ยว กิจกรรม ไปจนถึงที่พักและทริคเตรียมตัวก่อนขึ้นเขา อ่านจบแล้วก็จัดแพลนตามได้เลย ส่วนตั๋วเครื่องบินและที่พักในสวิตเซอร์แลนด์ก็สามารถจองผ่าน Traveloka เตรียมทุกอย่างไว้ก่อนออกเดินทางได้แบบสะดวก ๆ

Quick Summary: สรุปไฮไลท์การเที่ยวยอดเขาจุงเฟรา (Jungfrau) ใน 1 นาที

สัมผัสความยิ่งใหญ่แห่งเทือกเขาแอลป์: ยอดเขาจุงเฟรา (Jungfrau) ตั้งอยู่ใน Bernese Alps สวิตเซอร์แลนด์ โดดเด่นด้วยจุดท่องเที่ยวหลัก Jungfraujoch – Top of Europe บนความสูง 3,454 เมตรเหนือระดับน้ำทะเล ซึ่งเป็นที่ตั้งของสถานีรถไฟที่สูงที่สุดในยุโรป และได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกทางธรรมชาติ UNESCO
จุดท่องเที่ยวห้ามพลาด: นั่งลิฟต์ขึ้นไปชมวิวเทือกเขาแอลป์แบบพาโนรามาและ Aletsch Glacier ธารน้ำแข็งที่ยาวที่สุดในเทือกเขาแอลป์ที่ Sphinx Observatory, เดินเล่นใน Ice Palace โลกน้ำแข็งใต้ธารน้ำแข็งที่มีประติมากรรมน้ำแข็งให้ถ่ายรูป และออกไปสัมผัสหิมะกลางแจ้งอย่างใกล้ชิดที่ Plateau 
กิจกรรมยอดฮิต: สัมผัสบรรยากาศหิมะและธารน้ำแข็งแบบเต็ม ๆ บนยอดเขา, นั่งรถไฟสายประวัติศาสตร์ Jungfrau Railway ไต่ระดับผ่านอุโมงค์ภายในภูเขา, นั่งกระเช้าลอยฟ้า Eiger Express ชมวิวภูเขา, เดินชมเรื่องราวการสร้างทางรถไฟผ่านนิทรรศการที่ Alpine Sensation
การเดินทางสะดวก: บินลงสนามบินซูริค (Zurich Airport: ZRH) แล้วนั่งรถไฟ SBB ต่อไปยัง Interlaken หรือ Grindelwald ในเวลาประมาณ 2.5–3 ชั่วโมง จากนั้นนั่งกระเช้า Eiger Express ต่อรถไฟขึ้นสู่ Jungfraujoch ได้อย่างสะดวกรวดเร็ว
ช่วงเวลาน่าเที่ยว: เที่ยวได้ตลอดปี ช่วงยอดนิยมคือ หน้าร้อน (มิถุนายน–กันยายน) อากาศด้านล่างกำลังสบาย ทุ่งหญ้าเขียวสด แต่ด้านบนยังมีหิมะและธารน้ำแข็งให้สัมผัสเต็ม ๆ ส่วน หน้าหนาว (ธันวาคม–กุมภาพันธ์) ได้ฟีล Winter Wonderland หิมะปกคลุมทั่วทั้งเมือง
ระยะเวลาที่แนะนำ: ควรเผื่อเวลาเที่ยวด้านบนอย่างน้อยประมาณ 3–4 ชั่วโมง หรือจัดเป็น Day Trip ไปเช้า-เย็นกลับจาก Interlaken หรือ Grindelwald ได้เลย

ประวัติยอดเขาจุงเฟรา (Jungfrau)

ยอดเขาจุงเฟรา

ยอดเขาจุงเฟรา (Jungfrau) หรือ จุงเฟรายอค (Jungfraujoch) เป็นหนึ่งในยอดเขาของเทือกเขาแอลป์ และเป็นหนึ่งในแลนด์มาร์กธรรมชาติชื่อดังของสวิตเซอร์แลนด์ ตั้งอยู่ในเขต Bernese Alps ใกล้กับเมือง อินเทอร์ลาเคิน (Interlaken) ยอดเขามีหิมะปกคลุมตลอดปี ด้วยความสูง 4,158 เมตรเหนือระดับน้ำทะเล

ชื่อ Jungfrau มีความหมายว่า “หญิงสาว” หรือ “สาวน้อย” ซึ่งก็เข้ากับภาพของภูเขาสีขาวที่ดูสวยสงบและโดดเด่นท่ามกลางแนวเทือกเขาแอลป์ได้เป็นอย่างดี นอกจากนี้บริเวณ Jungfraujoch ยังเป็นที่ตั้งของสถานีรถไฟที่สูงที่สุดในยุโรปบนระดับความสูง 3,454 เมตรเหนือระดับน้ำทะเล ทำให้นักท่องเที่ยวสามารถเดินทางขึ้นมาสัมผัสวิวภูเขาและโลกแห่งหิมะได้สะดวก โดยไม่จำเป็นต้องเป็นสายปีนเขา

ประวัติของสถานีรถไฟและทางรถไฟ Jungfrau Railway เริ่มต้นขึ้นในปี ค.ศ. 1896 มีการขอสัมปทานจากรัฐเพื่อสร้างทางรถไฟขึ้นสู่ยอดเขา ก่อนจะใช้เวลาก่อสร้างยาวนานถึง 16 ปี ท่ามกลางสภาพภูเขาที่ท้าทาย จนกระทั่งเส้นทางรถไฟเปิดให้บริการไปถึง Jungfraujoch อย่างเป็นทางการในวันที่ 1 สิงหาคม ค.ศ. 1912 นับเป็นหนึ่งในความสำเร็จด้านวิศวกรรมที่น่าทึ่งของสวิตเซอร์แลนด์ และทำให้การเดินทางขึ้นสู่พื้นที่สูงของจุงเฟรากลายเป็นเรื่องง่ายขึ้นมาก

นอกจากนี้ ในปี ค.ศ. 2001 พื้นที่รอบยอดเขาจุงเฟรา ยังได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นส่วนหนึ่งของพื้นที่มรดกโลกทางธรรมชาติ Swiss Alps Jungfrau-Aletsch โดย UNESCO ซึ่งเป็นพื้นที่มรดกโลกทางธรรมชาติแห่งแรกในภูมิภาคเทือกเขาแอลป์ ยิ่งตอกย้ำว่าจุงเฟราไม่ได้มีดีแค่วิวสวยระดับโปสการ์ด แต่ยังเป็นพื้นที่ธรรมชาติที่มีความสำคัญในระดับโลกอีกด้วย

จุดไฮไลท์ต่างๆ ของยอดเขาจุงเฟรา (Jungfrau)

1. Jungfraujoch – Top of Europe ขึ้นไปสัมผัสโลกแห่งหิมะ

ไฮไลต์หลักที่หลายคนตั้งใจมาเช็กอินก็คือ Jungfraujoch – Top of Europe จุดท่องเที่ยวบนความสูง 3,454 เมตรเหนือระดับน้ำทะเล และเป็นที่ตั้งของสถานีรถไฟที่สูงที่สุดในยุโรป แค่เดินทางขึ้นมาถึงก็รู้สึกเหมือนเปลี่ยนบรรยากาศไปอีกโลก จากหมู่บ้านสีเขียวและบ้านไม้ด้านล่าง กลายเป็นวิวสีขาวของหิมะ ธารน้ำแข็ง และยอดเขาที่ล้อมรอบอยู่ทุกด้าน ยิ่งวันไหนฟ้าเปิดคือสวยมาก มองไปทางไหนก็อยากหยิบกล้องขึ้นมาถ่ายรูป แถม Jungfraujoch ยังเที่ยวได้ตลอดทั้งปี ต่อให้มาสวิตเซอร์แลนด์ช่วงหน้าร้อนก็ยังมีโอกาสได้สัมผัสบรรยากาศหิมะด้านบนแบบเต็ม ๆ

2. Sphinx Observatory ชมวิวเทือกเขาแอลป์จากมุมสูง

ถ้าขึ้นมาถึง Jungfraujoch แล้ว อย่าเพิ่งรีบกลับ เพราะอีกหนึ่งมุมที่ต้องไปต่อคือ Sphinx Observatory จุดชมวิวบนความสูงประมาณ 3,571 เมตร ที่สามารถขึ้นลิฟต์ไปได้แบบสบาย ๆ ไม่ต้องปีนเขาให้เหนื่อย พอออกไปตรงระเบียงชมวิว จะเจอกับภาพของเทือกเขาแอลป์สีขาวแบบพาโนรามา ซึ่งจากจุดนี้ จะมีไฮไลต์อยู่ที่ Aletsch Glacier ธารน้ำแข็งขนาดมหึมาที่ทอดยาวผ่านหุบเขาอยู่ด้านล่าง ถ้ามาในวันที่อากาศดีและฟ้าเปิด วิวตรงนี้คืออลังการมาก เป็นหนึ่งในมุมที่ทำให้รู้สึกเลยว่าการนั่งรถไฟขึ้นมาหลายต่อคุ้มจริง ๆ

3. Aletsch Glacier ธารน้ำแข็งสุดอลังการแห่งเทือกเขาแอลป์

อีกหนึ่งภาพจำของ Jungfrau คือ Aletsch Glacier ธารน้ำแข็งที่ยาวที่สุดในเทือกเขาแอลป์ และเป็นส่วนหนึ่งของพื้นที่ Swiss Alps Jungfrau-Aletsch ที่ได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกโดย UNESCO จากด้านบนจะเห็นธารน้ำแข็งทอดตัวยาวไปตามหุบเขา โดยมีแนวภูเขาสูงเรียงตัวอยู่รอบ ๆ เป็นวิวธรรมชาติที่สเกลใหญ่มากจนรูปถ่ายอาจเก็บความรู้สึกได้ไม่หมด ใครชอบภูเขา ธารน้ำแข็ง หรือเป็นสายถ่าย Landscape จุดนี้น่าจะเป็นหนึ่งในมุมโปรดของทริปเลย

4. Ice Palace เดินเล่นในโลกน้ำแข็ง

จากวิวกลางแจ้ง ลองเปลี่ยนบรรยากาศเข้าไปเดินเล่นใน Ice Palace กันบ้าง ที่นี่เป็นเหมือนโลกน้ำแข็งขนาดย่อม ๆ ภายในมีทั้งทางเดิน ผนัง พื้น และประติมากรรมน้ำแข็งรูปต่าง ๆ ให้เดินชมและถ่ายรูปกันได้เพลิน ๆ บรรยากาศด้านในเย็นแบบสมชื่อ แถมพื้นบางช่วงค่อนข้างลื่น ใครมาเที่ยวแนะนำใส่รองเท้าที่เกาะพื้นดี ๆ แล้วค่อย ๆ เดิน ไม่ต้องรีบ จุดนี้ใช้เวลาไม่นานมาก แต่เป็นอีกประสบการณ์ที่ทำให้การมา เที่ยว Jungfrau มีอะไรมากกว่าการขึ้นมาชมวิวแล้วกลับ

5. Jungfrau Railway นั่งรถไฟขึ้นสู่ Top of Europe

จริง ๆ แล้วความสนุกของทริปจุงเฟรา เริ่มตั้งแต่ยังไม่ถึงยอด เพราะหนึ่งในประสบการณ์ที่เป็นเอกลักษณ์มาก ๆ คือการนั่ง Jungfrau Railway รถไฟสายประวัติศาสตร์ที่เปิดให้บริการมาตั้งแต่ปี 1912 และพาผู้โดยสารเดินทางผ่านอุโมงค์ภายในภูเขาขึ้นไปยัง Jungfraujoch ระหว่างทางจะรู้สึกได้ว่ารถไฟค่อย ๆ ไต่ระดับสูงขึ้นเรื่อย ๆ จนไปถึงสถานีบนความสูงกว่า 3,400 เมตร ยิ่งถ้าเลือกเดินทางผ่าน Eiger Express มาก่อน ก็จะได้ทั้งฟีลนั่งกระเช้าชมวิวภูเขาและต่อรถไฟขึ้น Top of Europe ในทริปเดียว เรียกได้ว่าแค่การเดินทางก็เป็นไฮไลท์ของวันนี้ไปแล้ว

ที่ตั้งและการเดินทางไปยอดเขาจุงเฟรา (Jungfrau)

ยอดเขาจุงเฟรา ตั้งอยู่ในเขต Bernese Alps ของประเทศสวิตเซอร์แลนด์ ท่ามกลางเมืองท่องเที่ยวยอดนิยมอย่าง Interlaken, Grindelwald และ Lauterbrunnen โดยจุดที่นักท่องเที่ยวเดินทางขึ้นไปเที่ยวกันเป็นหลักคือ Jungfraujoch – Top of Europe ซึ่งอยู่บนความสูง 3,454 เมตรเหนือระดับน้ำทะเล แม้จะอยู่สูงกลาง เทือกเขาแอลป์ แต่การเดินทางไม่ได้ยากอย่างที่คิด เพราะมีทั้งรถไฟและกระเช้าเชื่อมต่อกันเป็นระบบ จะพัก Interlaken แล้วขึ้นไปแบบ Day Trip หรือเลือกนอน Grindelwald เพื่ออยู่ใกล้ภูเขามากขึ้นก็สะดวกทั้งคู่

การเดินทางจากไทยไปยอดเขาจุงเฟรา

จากไทยยังไม่มีเที่ยวบินตรงไปถึง Jungfrau วิธีที่ง่ายที่สุดคือบินจากกรุงเทพฯ ไปลงสนามบิน Zurich Airport (ZRH) จากนั้นนั่งรถไฟต่อไปยัง Interlaken หรือ Grindelwald ซึ่งเป็นสองเมืองยอดนิยมสำหรับใช้เป็นฐานเที่ยวจุงเฟรา ใครมีเวลาเที่ยวสวิตเซอร์แลนด์หลายวัน แนะนำพักแถวนี้สัก 2–3 คืน เพราะนอกจากขึ้น Jungfraujoch แล้ว ยังเที่ยวต่อ Lauterbrunnen, Grindelwald และทะเลสาบรอบ Interlaken ได้อีกเพียบ

การเดินทางไปจุงเฟรา จาก Interlaken

ถ้าพักที่ Interlaken การขึ้น Jungfraujoch แบบไปเช้าเย็นกลับทำได้สบาย ๆ โดยเริ่มจากสถานี Interlaken Ost นั่งรถไฟไป Grindelwald Terminal จากนั้นต่อกระเช้า Eiger Express ขึ้นไปยัง Eigergletscher แล้วเปลี่ยนเป็น Jungfrau Railway เพื่อขึ้นไปถึง Jungfraujoch

เส้นทางหลักคือ Interlaken Ost → Grindelwald Terminal → Eiger Express → Eigergletscher → Jungfrau Railway → Jungfraujoch ใช้เวลาประมาณ 1 ชั่วโมงครึ่งต่อเที่ยว จุดสนุกคือวิวจะค่อย ๆ เปลี่ยนจากเมืองและหุบเขาสีเขียว ไปเป็นภูเขาสูงและหิมะด้านบน แค่ระหว่างทางก็ได้ฟีลเที่ยวจุงเฟราแบบเต็ม ๆ แล้ว

การเดินทางไปจุงเฟรา จาก Grindelwald

ถ้าอยากอยู่ใกล้ภูเขาและลดเวลาเดินทาง แนะนำพักที่ Grindelwald เพราะสามารถไป Grindelwald Terminal แล้วขึ้น Eiger Express ตรงไปยัง Eigergletscherได้เลย จากนั้นค่อยต่อ Jungfrau Railway ขึ้นไป Jungfraujoch เส้นทางนี้ทั้งง่ายและรวดเร็ว เหมาะมากกับคนที่อยากขึ้นเขาตั้งแต่เช้าเพื่อมีเวลาเที่ยวด้านบนแบบไม่ต้องรีบ

ส่วนใครอยากลองเส้นทางรถไฟคลาสสิก สามารถเดินทางผ่าน Kleine Scheidegg ได้เช่นกัน แม้จะใช้เวลานานกว่า แต่ระหว่างทางได้ชมวิวภูเขาและหุบเขาสวย ๆ แบบเต็มอิ่ม เหมาะกับคนที่ไม่ได้รีบและอยากให้การเดินทางเป็นส่วนหนึ่งของความสนุกในทริปด้วย

Jungfraujoch ราคาตั๋วเท่าไหร่?

สำหรับตั๋วรถไฟขึ้นจุงเฟรา ราคาจะไม่ได้มีราคาเดียวตายตัว เพราะขึ้นอยู่กับต้นทาง ช่วงเวลาที่เดินทาง และประเภทบัตรโดยสารที่ใช้ โดยเฉลี่ยแล้ว ตั๋วไป-กลับอยู่ที่ประมาณ 190–240 CHF (ราว 7,500–9,500 บาท) แต่ถ้าใครมี Swiss Travel Pass หรือ Jungfrau Travel Pass อยู่แล้ว แนะนำเช็กสิทธิ์และส่วนลดก่อนซื้อตั๋วเพิ่ม เพราะบางเส้นทางหรือบางช่วงอาจมีราคาพิเศษให้

อีกอย่างที่ควรทำคือเช็กราคาล่าสุดจากเว็บไซต์ทางการก่อนเดินทาง เพราะค่าตั๋วและเงื่อนไขต่าง ๆ สามารถเปลี่ยนได้ โดยเฉพาะช่วง High Season ที่นักท่องเที่ยวขึ้น Jungfraujoch กันเยอะมาก

จุดเด่นของยอดเขาจุงเฟรา (Jungfrau)

วิวเทือกเขาแอลป์สวยแบบเต็มตา: ยิ่งขึ้นไปถึง Jungfraujoch – Top of Europe จะได้เห็นยอดเขาสีขาวเรียงตัวอยู่รอบ ๆ แบบพาโนรามา โดยเฉพาะวันที่ฟ้าเปิด วิวจากด้านบนคือสวยอลังการและถ่ายรูปสนุกมาก
สัมผัสหิมะและธารน้ำแข็งได้ตลอดปี: ต่อให้มาเที่ยวจุงเฟราช่วงหน้าร้อน ด้านบน Jungfraujoch ก็ยังมีหิมะและน้ำแข็งให้ชม ไฮไลต์คือ Aletsch Glacier ธารน้ำแข็งขนาดมหึมาที่ทอดยาวไปตามหุบเขา เป็นหนึ่งในวิวที่ห้ามพลาดเมื่อขึ้นมาถึงด้านบน
มีสถานีรถไฟที่สูงที่สุดในยุโรป: อีกหนึ่งความพิเศษคือการได้นั่ง Jungfrau Railway ขึ้นไปยังสถานี Jungfraujoch บนความสูง 3,454 เมตรเหนือระดับน้ำทะเล แค่การเดินทางขึ้นมาก็ถือเป็นหนึ่งในประสบการณ์ไฮไลท์ของทริปแล้ว
มีกิจกรรมให้ทำมากกว่าการชมวิว: ถ้าสงสัยว่าจุงเฟรา มีอะไรบ้าง ด้านบนมีทั้ง Sphinx Observatory, Ice Palace, Alpine Sensation, Plateau ไปจนถึง Snow Fun Park ให้เดินเที่ยว ถ่ายรูป และสัมผัสบรรยากาศหิมะกันได้แบบเต็ม ๆ
เดินทางสะดวก เที่ยวเองได้ไม่ยาก: ถึงจะอยู่สูงกลางเทือกเขาแอลป์ แต่ระบบรถไฟและกระเช้าเชื่อมต่อกันค่อนข้างง่าย ไม่ว่าจะเดินทางจาก Interlaken หรือ Grindelwald ก็สามารถวางแผน เที่ยวจุงเฟราด้วยตัวเองแบบไปเช้าเย็นกลับได้สบาย ๆ
วิวระหว่างทางก็สวยไม่แพ้ปลายทาง: การขึ้น Eiger Express และรถไฟผ่านหมู่บ้านกลางหุบเขาเป็นอีกเสน่ห์ของทริป เพราะวิวจะค่อย ๆ เปลี่ยนจากบ้านสไตล์สวิสและทุ่งหญ้าสีเขียว ไปเป็นภูเขาสูงและหิมะสีขาว ทำให้การเดินทางสนุกตั้งแต่ยังไม่ถึง Jungfraujoch เลย

เที่ยวยอดเขาจุงเฟรา (Jungfrau) เดือนไหนดี?

ถ้าถามว่า เที่ยวจุงเฟรา เดือนไหนดี จริง ๆ แล้ว ยอดเขาจุงเฟราสามารถเที่ยวได้ตลอดทั้งปี แต่ช่วงมิถุนายน–กันยายนถือเป็นช่วงยอดนิยม เพราะอากาศบริเวณเมืองด้านล่างอย่าง Grindelwald และ Interlaken กำลังสบาย ธรรมชาติเขียวสด และกลางวันค่อนข้างยาว ขณะที่บน Jungfraujoch ยังได้สัมผัสหิมะและธารน้ำแข็งอยู่เหมือนเดิม ใครอยากได้ทั้งวิวภูเขาสีเขียวและโลกแห่งหิมะในทริปเดียว ช่วงนี้ตอบโจทย์มาก

สิ่งที่ต้องรู้ไว้ก่อนคืออุณหภูมิด้านบน Jungfraujoch ต่างจากเมืองด้านล่างค่อนข้างเยอะ เพราะอยู่สูงถึง 3,454 เมตร โดยอุณหภูมิเฉลี่ยรายเดือนบน Jungfraujoch อยู่ที่ประมาณ -11.8°C ในเดือนมกราคม และอุ่นขึ้นมาอยู่ราว -1.2°C ในเดือนกรกฎาคม ดังนั้นต่อให้มาเที่ยวกลางหน้าร้อน เสื้อกันหนาวก็ยังจำเป็นอยู่

ฤดูใบไม้ผลิ (มีนาคม–พฤษภาคม): เป็นช่วงที่วิวเริ่มเปลี่ยนจากหน้าหนาวเข้าสู่ฤดูสีเขียว ด้านล่างอย่าง Grindelwald จะค่อย ๆ อุ่นขึ้นและธรรมชาติเริ่มกลับมาสดใส แต่บน Jungfraujoch ยังหนาวและมีหิมะอยู่เต็ม ๆ อุณหภูมิด้านบนเฉลี่ยประมาณ -10°C ถึง -5°C เหมาะกับคนที่อยากเห็นบรรยากาศสองฤดูในวันเดียว
ฤดูร้อน (มิถุนายน–สิงหาคม): หนึ่งในช่วงที่เที่ยวสนุกที่สุด ด้านล่างอากาศสบาย ทุ่งหญ้าและภูเขาเขียวสด เหมาะกับการเที่ยว Grindelwald หรือ Lauterbrunnen ต่อ ส่วนบน Jungfraujoch อุณหภูมิเฉลี่ยอยู่ประมาณ -3°C ถึง -1°C และยังมีหิมะให้สัมผัส ใครอยากเที่ยวหลายจุดใน Jungfrau Region ช่วงนี้จัดแพลนง่ายที่สุด แต่ก็เป็นช่วงที่นักท่องเที่ยวค่อนข้างเยอะเช่นกัน
ฤดูใบไม้ร่วง (กันยายน–พฤศจิกายน): อากาศเริ่มเย็นลง คนเริ่มบางตากว่าหน้าร้อน และวิวด้านล่างค่อย ๆ เปลี่ยนเป็นโทนฤดูใบไม้ร่วง ส่วนบน Jungfraujoch อุณหภูมิเฉลี่ยจะลดจากประมาณ -3°C ในเดือนกันยายน ไปจนถึงราว -8°C ในเดือนพฤศจิกายน เหมาะกับคนที่อยากเที่ยวแบบชิล ๆ และไม่ชอบบรรยากาศคึกคักเกินไป
ฤดูหนาว (ธันวาคม–กุมภาพันธ์): ใครอยากเห็นสวิตเซอร์แลนด์ในเวอร์ชัน Winter Wonderland ช่วงนี้น่าจะถูกใจที่สุด เพราะทั้งภูเขาและหมู่บ้านรอบ ๆ เต็มไปด้วยบรรยากาศหน้าหนาว ส่วน Jungfraujoch หนาวแบบจริงจัง โดยอุณหภูมิเฉลี่ยอยู่ประมาณ -12°C ถึง -10°C จึงต้องเตรียมเสื้อกันหนาว ถุงมือ หมวก และรองเท้าที่เหมาะกับหิมะให้พร้อม

กิจกรรมแนะนำในยอดเขาจุงเฟรา (Jungfrau)

ขึ้น Sphinx Observatory ชมวิวแบบพาโนรามา: นั่งลิฟต์ขึ้นไปยังจุดชมวิว Sphinx Observatory แล้วออกไปสัมผัสอากาศเย็น ๆ พร้อมชมแนวเทือกเขาแอลป์และ Aletsch Glacier จากมุมสูง ถ้าวันไหนฟ้าเปิด วิวตรงนี้สวยแบบมองเพลินจนไม่อยากกลับลงมาเลย
เดินเล่นใน Ice Palace: เปลี่ยนบรรยากาศจากวิวภูเขาด้านนอก มาเดินสำรวจ Ice Palace ที่ทั้งพื้น ผนัง และทางเดินเต็มไปด้วยน้ำแข็ง พร้อมประติมากรรมน้ำแข็งให้แวะถ่ายรูปตามทาง อากาศด้านในเย็นและพื้นค่อนข้างลื่น อย่าลืมเตรียมรองเท้าที่เดินง่ายและเกาะพื้นดี ๆ
ออกไปสัมผัสหิมะที่ Plateau: ใครตั้งใจมาถ่ายรูปกับหิมะ จุดนี้ห้ามข้าม เพราะ Plateau เป็นพื้นที่กลางแจ้งที่สามารถออกไปใกล้ชิดกับบรรยากาศของยอดเขาจุงเฟราได้แบบเต็ม ๆ รอบตัวมีทั้งหิมะและยอดเขาสูงเป็นฉากหลัง ได้รูปตามแบบฉบับสวิตเซอร์แลนด์กลับไปแน่นอน
เดินชม Alpine Sensation: ใครอยากรู้จัก Jungfrau มากกว่าวิวสวย ๆ ลองแวะ Alpine Sensation นิทรรศการที่เล่าเรื่องการสร้าง Jungfrau Railway และผู้คนที่อยู่เบื้องหลังเส้นทางรถไฟบนภูเขาแห่งนี้ ใช้เวลาเดินไม่นาน แต่ช่วยเพิ่มเรื่องราวให้ทริปสนุกและมีอะไรมากกว่าการเช็กอิน
สนุกกับหิมะและกิจกรรมกลางแจ้ง: บริเวณ Jungfraujoch จะมีกิจกรรมบนหิมะให้ลองเล่นเพิ่มเติม ใครอยากเพิ่มความสนุกให้ทริป แนะนำเช็กกิจกรรมและสภาพอากาศก่อนเดินทาง เพราะการเปิดให้บริการขึ้นอยู่กับฤดูกาลและสภาพหิมะ

แนะนำที่พักใกล้ยอดเขาจุงเฟรา (Jungfrau)

ถ้าอยากตื่นมาเจอวิวภูเขาสวย ๆ และเดินทางขึ้นยอดเขาจุงเฟรา ได้สะดวก Grindelwald ถือเป็นโลเคชันที่เหมาะมาก เพราะเป็นหมู่บ้านกลางหุบเขาที่มีทั้งร้านอาหาร ร้านค้า และการเดินทางเชื่อมต่อไปยัง Jungfraujoch ได้ง่าย ใครกำลังมองหาที่พัก ลองเลือกจาก 3 แห่งนี้ได้เลย

Eiger Mountain & Soul Resort

Eiger Mountain & Soul Resort ตั้งอยู่ใจกลาง Grindelwald บนถนนสายหลักของหมู่บ้าน ทำเลเหมาะกับคนที่อยากเดินเที่ยว กินข้าว หรือแวะร้านค้าต่าง ๆ ได้สะดวก ตัวโรงแรมมาในบรรยากาศ Alpine ที่ดูอบอุ่นแต่ยังทันสมัย หลายมุมมองเห็นวิวภูเขารอบ Grindelwald ได้สวยมาก อีกหนึ่งไฮไลต์คือมีทั้งพื้นที่สปา ฟิตเนส และห้องอาหารให้พักผ่อนหลังกลับจากเที่ยวจุงเฟรา เหมาะกับคนที่อยากได้โรงแรมทำเลดี บรรยากาศสบาย ๆ และมีสิ่งอำนวยความสะดวกค่อนข้างครบในที่เดียว

Romantik Hotel Schweizerhof Grindelwald

ถ้าอยากให้ทริปสวิตเซอร์แลนด์พิเศษขึ้นอีกนิด ลองพักที่ Romantik Hotel Schweizerhof Grindelwald โรงแรมสไตล์สวิสคลาสสิกที่ให้บรรยากาศหรูและโรแมนติก ตั้งอยู่ใกล้สถานีรถไฟ Grindelwald จึงเดินทางต่อไปยังจุดต่าง ๆ ใน Jungfrau Region ได้สะดวก จุดเด่นคือวิวภูเขาสวย ๆ ที่มองเห็นได้จากหลายมุมของโรงแรม พร้อมพื้นที่สปา สระว่ายน้ำในร่ม และห้องอาหาร เหมาะกับคู่รักหรือคนที่อยากกลับมาพักแบบสบาย ๆ หลังใช้เวลาทั้งวันเที่ยวบน Jungfraujoch มาทั้งวัน

EIGER LODGE

สำหรับสายเที่ยวที่อยากประหยัดค่าที่พักแล้วเก็บงบไว้ขึ้นเขา EIGER LODGE เป็นตัวเลือกที่น่าสนใจมาก โดยเฉพาะทำเลที่อยู่ใกล้ Grindelwald Terminal ทำให้เดินทางไปขึ้น Eiger Express เพื่อมุ่งหน้าสู่ Jungfraujoch ได้สะดวกมาก บรรยากาศของที่พักค่อนข้างเป็นกันเอง มีวิวภูเขาอยู่รอบตัว เหมาะทั้งกับกลุ่มเพื่อน นักเดินทางสายลุย หรือคนที่ไม่ได้เน้นความหรูมากนัก ยิ่งถ้ามีแพลนออกเที่ยวตั้งแต่เช้าจนเย็น ทำเลตรงนี้ถือว่าช่วยประหยัดเวลาเดินทางได้เยอะเลย

เคล็ดลับการเที่ยวยอดเขาจุงเฟรา (Jungfrau)

เที่ยว จุงเฟรา

ก่อนขึ้นไปเที่ยวจุงเฟรา แนะนำเตรียมตัวไว้สักนิด เพราะอากาศบน Jungfraujoch แตกต่างจากเมืองด้านล่างพอสมควร แถมสภาพอากาศบนภูเขาก็เปลี่ยนได้เร็ว เตรียมพร้อมไว้ก่อนจะช่วยให้เที่ยวได้สนุกและไม่เสียเวลา

เช็กอากาศและ Webcam ก่อนขึ้นเขา: วิวของยอดเขาจุงเฟรา จะสวยที่สุดในวันที่ท้องฟ้าเปิด แนะนำเช็กพยากรณ์อากาศและภาพ Webcam ในช่วงเช้าก่อนออกเดินทาง ถ้าวันไหนเมฆหนา วิวจากจุดชมวิวอาจถูกบังได้
ขึ้นเขาแต่เช้าจะเที่ยวสบายกว่า: ถ้าเป็นไปได้ควรออกจาก Interlaken หรือ Grindelwald ตั้งแต่ช่วงเช้า จะมีเวลาเที่ยว Jungfraujoch ได้เต็มที่ และไม่ต้องรีบเก็บ Sphinx Observatory, Ice Palace และ Plateau แบบเร่งรัด
หน้าร้อนก็ต้องพกเสื้อกันหนาว: ถึงด้านล่างจะมีแดดและอากาศอุ่น แต่พอขึ้นไปสูงกว่า 3,000 เมตร อุณหภูมิจะลดลงเยอะ ควรเตรียมเสื้อกันหนาวแบบใส่เป็นเลเยอร์ หมวก ถุงมือ และรองเท้าที่เดินบนพื้นเปียกหรือลื่นได้ดี
อย่ารีบเดินเมื่อขึ้นถึงด้านบน: Jungfraujoch อยู่สูงถึง 3,454 เมตร บางคนอาจรู้สึกเหนื่อย หายใจถี่ หรือเวียนหัวได้ง่ายกว่าปกติ ช่วงแรกควรเดินช้า ๆ พักเป็นระยะ และดื่มน้ำให้เพียงพอ
เช็กราคาตั๋วและพาสก่อนเดินทาง: ราคาตั๋ว Jungfraujoch อาจแตกต่างกันตามเส้นทาง ฤดูกาล และประเภทบัตรที่ถืออยู่ หากมี Swiss Travel Pass หรือพาสสำหรับ Jungfrau Region ควรเช็กส่วนลดและเงื่อนไขก่อนซื้อตั๋ว จะช่วยวางงบได้ง่ายขึ้น
เผื่อเวลาเที่ยวด้านบนอย่างน้อย 3–4 ชั่วโมง: ไหน ๆ ก็นั่งรถไฟขึ้นมาถึง Top of Europe แล้ว ไม่ต้องรีบลง แนะนำเผื่อเวลาเดินชมวิว ถ่ายรูป เล่นหิมะ และแวะตามจุดต่าง ๆ แบบสบาย ๆ จะได้คุ้มกับการเดินทางขึ้นมา
เตรียมแว่นกันแดดและครีมกันแดด: หิมะสะท้อนแสงแดดค่อนข้างแรง แม้อากาศจะหนาวก็ยังมีโอกาสเจอแดดจัดได้ แว่นกันแดดและครีมกันแดดจึงเป็นของชิ้นเล็ก ๆ ที่ควรมีติดกระเป๋าไว้

อ่านต่อบทความท่องเที่ยวอื่นๆ:

FAQ: คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับการเที่ยวยอดเขาจุงเฟรา (Jungfrau)

Q: ไปเที่ยวยอดเขาจุงเฟราต้องแต่งตัวอย่างไร?

A: ควรแต่งตัวแบบเลเยอร์ (Layering) สามารถถอดหรือใส่เพิ่มได้ง่าย เพราะสภาพอากาศด้านบนหนาวเย็นตลอดปี แม้ช่วงฤดูร้อนอุณหภูมิก็ยังติดลบ แนะนำให้เตรียมเสื้อกันลม/กันหนาว หมวก ถุงมือ รองเท้าดอกยางลึกกันลื่น รวมถึงแว่นกันแดดและครีมกันแดดเนื่องจากแสงสะท้อนบนพื้นหิมะค่อนข้างแรง

Q: ต้องทำวีซ่าอะไรในการเดินทางไปจุงเฟรา?

A: นักท่องเที่ยวไทยต้องทำวีซ่าเชงเก้น (Schengen Visa) ก่อนเดินทาง สามารถใช้เดินทางท่องเที่ยวภายในเขตเชงเก้นและประเทศสวิตเซอร์แลนด์ได้ตามระยะเวลาที่ได้รับอนุมัติ

Q: เที่ยวยอดเขาจุงเฟราควรเตรียมงบค่าใช้จ่ายประมาณเท่าไหร่?

A: ตั๋วรถไฟขึ้น Jungfraujoch แบบปกติไป-กลับอยู่ที่ประมาณ 190–240 CHF (ราว 7,500–9,500 บาท) แต่หากถือบัตร Swiss Travel Pass หรือ Jungfrau Travel Pass จะได้รับส่วนลดพิเศษ ส่วนงบค่าอาหาร เครื่องดื่ม และกิจกรรมด้านบน ควรเผื่อไว้เพิ่มเติมประมาณ 50–100 CHF ต่อคนต่อวัน

Q: เดินทางจากสนามบินซูริก (Zurich Airport) ไปจุงเฟราอย่างไร?

A: จากสนามบิน Zurich Airport (ZRH) สามารถนั่งรถไฟ SBB ตรงเข้าสู่สถานี Interlaken Ost หรือ Grindelwald ใช้เวลาประมาณ 2.5–3 ชั่วโมง จากนั้นจึงต่อรถไฟและกระเช้า Eiger Express ขึ้นสู่ Jungfraujoch ได้อย่างสะดวกสบาย

Q: เที่ยวจุงเฟราช่วงไหนสวยและคุ้มที่สุด?

A: ช่วงเดือนมิถุนายนถึงกันยายน (ฤดูร้อน) ถือเป็นช่วงที่ยอดนิยมที่สุด เพราะได้เห็นทั้งทุ่งหญ้าเขียวขจีที่เมืองด้านล่าง และสัมผัสหิมะกับธารน้ำแข็งบนยอดเขา ส่วนผู้ที่ชอบบรรยากาศหิมะสีขาวปกคลุมทั่วเมืองสไตล์ Winter Wonderland แนะนำให้มาช่วงเดือนธันวาคมถึงกุมภาพันธ์

Q: ขับรถไปเอง มีที่จอดรถรองรับไหม?

A: บน Jungfraujoch ไม่สามารถขับรถขึ้นไปได้โดยตรง ต้องใช้ระบบขนส่งสาธารณะเท่านั้น แต่หากขับรถมาเอง สามารถนำรถไปจอดได้ที่อาคารจอดรถขนาดใหญ่ ณ สถานี Grindelwald Terminal หรือสถานี Interlaken Ost แล้วค่อยซื้อตั๋วต่อกระเช้าและรถไฟขึ้นไปด้านบน

บทความแนะนำ

กิจกรรมแอดเวนเจอร์ในสิงคโปร์: คู่มือสุดยอดความสนุกกลางแจ้งและเส้นทางศึกษาธรรมชาติ

23 Sep 2026 - ใช้เวลาอ่านประมาณ 1 นาที

เที่ยวสิงคโปร์ เดือนไหนดี? - ที่เที่ยวกิจกรรมแนะนำในแต่ละฤดูกาล

19 Sep 2026 - ใช้เวลาอ่านประมาณ 3 นาที

จุดเช็กอิน "ต๋าข่า" สุดไวรัลในจีนประจำปี 2026: ถนนอู่คัง, กำแพงแดงหอกลอง และแคนตันทาวเวอร์

18 Sep 2026 - ใช้เวลาอ่านประมาณ 2 นาที

รวม 15 เมืองน่าเที่ยวในประเทศจีน อัปเดตเมืองสวย จุดเช็กอิน ที่เที่ยวจีน 2026 ห้ามพลาด!

04 Aug 2026 - ใช้เวลาอ่านประมาณ 6 นาที

ปักหมุด 30 ที่เที่ยวอุดรธานี ลิสต์เดียวเที่ยวได้ทั้งทริป อัปเดตใหม่ 2026

26 Jul 2026 - ใช้เวลาอ่านประมาณ 12 นาที

สิงหาคม เที่ยวไหนดี? 20 พิกัดเที่ยวไทย-เที่ยวต่างประเทศ พาแม่เที่ยวฟินๆ [อัปเดต 2026]

25 Jul 2026 - ใช้เวลาอ่านประมาณ 7 นาที
จองโรงแรม
จองตั๋วเครื่องบิน
สิ่งที่ต้องทำ
รับทราบข้อมูลใหม่ ๆ ตลอดเวลา
สมัครรับจดหมายข่าวของเรา เพื่อคำแนะนำการท่องเที่ยวและรูปแบบการใช้ชีวิตที่มากขึ้น พร้อมด้วยข้อเสนอที่น่าตื่นเต้น
สมัคร