
ถ้าพูดถึงที่เที่ยวสวิตเซอร์แลนด์ที่หลายคนเห็นรูปแล้วต้องปักหมุดไว้ใน Bucket List ชื่อของ ยอดเขาจุงเฟรา หรือ Jungfrau น่าจะติดอันดับต้น ๆ แบบไม่ต้องสงสัย เพราะที่นี่มีครบทุกภาพจำของสวิตเซอร์แลนด์เลย ทั้งยอดเขาสีขาว วิวเทือกเขาแอลป์สุดอลังการ ธารน้ำแข็งที่ทอดยาวสุดสายตา และขบวนรถไฟที่ค่อย ๆ ไต่ระดับขึ้นไปท่ามกลางภูเขา ยิ่งได้มาเห็นด้วยตาตัวเอง บอกเลยว่าสวยกว่าที่เห็นในรูปเยอะมากกก
ไฮไลต์ที่คนส่วนใหญ่ตั้งใจมาเช็กอินก็คือ Jungfraujoch – Top of Europe จุดท่องเที่ยวบนความสูงกว่า 3,400 เมตรเหนือระดับน้ำทะเล ที่สามารถขึ้นไปสัมผัสหิมะและความอลังการของธรรมชาติได้แบบเต็มอิ่ม ที่สำคัญแค่การเดินทางขึ้นมาก็สนุกแล้ว เพราะมีทั้งกระเช้าและรถไฟที่พาไต่ขึ้นไปกลางเทือกเขาพร้อมวิวสวย ๆ ตลอดทาง
ใครกำลังวางแผนเที่ยวจุงเฟราด้วยตัวเอง แต่ยังงงว่ายอดเขาจุงเฟรา ไปยังไง, ควรพักที่ Interlaken หรือ Grindelwald, ต้องเผื่อเวลากี่ชั่วโมง หรือเที่ยวจุงเฟรา เดือนไหนดี บทความนี้รวมข้อมูลไว้ให้แบบครบ ๆ ตั้งแต่จุดไฮไลต์ การเดินทาง ช่วงเวลาน่าเที่ยว กิจกรรม ไปจนถึงที่พักและทริคเตรียมตัวก่อนขึ้นเขา อ่านจบแล้วก็จัดแพลนตามได้เลย ส่วนตั๋วเครื่องบินและที่พักในสวิตเซอร์แลนด์ก็สามารถจองผ่าน Traveloka เตรียมทุกอย่างไว้ก่อนออกเดินทางได้แบบสะดวก ๆ
ยอดเขาจุงเฟรา (Jungfrau) หรือ จุงเฟรายอค (Jungfraujoch) เป็นหนึ่งในยอดเขาของเทือกเขาแอลป์ และเป็นหนึ่งในแลนด์มาร์กธรรมชาติชื่อดังของสวิตเซอร์แลนด์ ตั้งอยู่ในเขต Bernese Alps ใกล้กับเมือง อินเทอร์ลาเคิน (Interlaken) ยอดเขามีหิมะปกคลุมตลอดปี ด้วยความสูง 4,158 เมตรเหนือระดับน้ำทะเล
ชื่อ Jungfrau มีความหมายว่า “หญิงสาว” หรือ “สาวน้อย” ซึ่งก็เข้ากับภาพของภูเขาสีขาวที่ดูสวยสงบและโดดเด่นท่ามกลางแนวเทือกเขาแอลป์ได้เป็นอย่างดี นอกจากนี้บริเวณ Jungfraujoch ยังเป็นที่ตั้งของสถานีรถไฟที่สูงที่สุดในยุโรปบนระดับความสูง 3,454 เมตรเหนือระดับน้ำทะเล ทำให้นักท่องเที่ยวสามารถเดินทางขึ้นมาสัมผัสวิวภูเขาและโลกแห่งหิมะได้สะดวก โดยไม่จำเป็นต้องเป็นสายปีนเขา
ประวัติของสถานีรถไฟและทางรถไฟ Jungfrau Railway เริ่มต้นขึ้นในปี ค.ศ. 1896 มีการขอสัมปทานจากรัฐเพื่อสร้างทางรถไฟขึ้นสู่ยอดเขา ก่อนจะใช้เวลาก่อสร้างยาวนานถึง 16 ปี ท่ามกลางสภาพภูเขาที่ท้าทาย จนกระทั่งเส้นทางรถไฟเปิดให้บริการไปถึง Jungfraujoch อย่างเป็นทางการในวันที่ 1 สิงหาคม ค.ศ. 1912 นับเป็นหนึ่งในความสำเร็จด้านวิศวกรรมที่น่าทึ่งของสวิตเซอร์แลนด์ และทำให้การเดินทางขึ้นสู่พื้นที่สูงของจุงเฟรากลายเป็นเรื่องง่ายขึ้นมาก
นอกจากนี้ ในปี ค.ศ. 2001 พื้นที่รอบยอดเขาจุงเฟรา ยังได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นส่วนหนึ่งของพื้นที่มรดกโลกทางธรรมชาติ Swiss Alps Jungfrau-Aletsch โดย UNESCO ซึ่งเป็นพื้นที่มรดกโลกทางธรรมชาติแห่งแรกในภูมิภาคเทือกเขาแอลป์ ยิ่งตอกย้ำว่าจุงเฟราไม่ได้มีดีแค่วิวสวยระดับโปสการ์ด แต่ยังเป็นพื้นที่ธรรมชาติที่มีความสำคัญในระดับโลกอีกด้วย
ไฮไลต์หลักที่หลายคนตั้งใจมาเช็กอินก็คือ Jungfraujoch – Top of Europe จุดท่องเที่ยวบนความสูง 3,454 เมตรเหนือระดับน้ำทะเล และเป็นที่ตั้งของสถานีรถไฟที่สูงที่สุดในยุโรป แค่เดินทางขึ้นมาถึงก็รู้สึกเหมือนเปลี่ยนบรรยากาศไปอีกโลก จากหมู่บ้านสีเขียวและบ้านไม้ด้านล่าง กลายเป็นวิวสีขาวของหิมะ ธารน้ำแข็ง และยอดเขาที่ล้อมรอบอยู่ทุกด้าน ยิ่งวันไหนฟ้าเปิดคือสวยมาก มองไปทางไหนก็อยากหยิบกล้องขึ้นมาถ่ายรูป แถม Jungfraujoch ยังเที่ยวได้ตลอดทั้งปี ต่อให้มาสวิตเซอร์แลนด์ช่วงหน้าร้อนก็ยังมีโอกาสได้สัมผัสบรรยากาศหิมะด้านบนแบบเต็ม ๆ
ถ้าขึ้นมาถึง Jungfraujoch แล้ว อย่าเพิ่งรีบกลับ เพราะอีกหนึ่งมุมที่ต้องไปต่อคือ Sphinx Observatory จุดชมวิวบนความสูงประมาณ 3,571 เมตร ที่สามารถขึ้นลิฟต์ไปได้แบบสบาย ๆ ไม่ต้องปีนเขาให้เหนื่อย พอออกไปตรงระเบียงชมวิว จะเจอกับภาพของเทือกเขาแอลป์สีขาวแบบพาโนรามา ซึ่งจากจุดนี้ จะมีไฮไลต์อยู่ที่ Aletsch Glacier ธารน้ำแข็งขนาดมหึมาที่ทอดยาวผ่านหุบเขาอยู่ด้านล่าง ถ้ามาในวันที่อากาศดีและฟ้าเปิด วิวตรงนี้คืออลังการมาก เป็นหนึ่งในมุมที่ทำให้รู้สึกเลยว่าการนั่งรถไฟขึ้นมาหลายต่อคุ้มจริง ๆ
อีกหนึ่งภาพจำของ Jungfrau คือ Aletsch Glacier ธารน้ำแข็งที่ยาวที่สุดในเทือกเขาแอลป์ และเป็นส่วนหนึ่งของพื้นที่ Swiss Alps Jungfrau-Aletsch ที่ได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกโดย UNESCO จากด้านบนจะเห็นธารน้ำแข็งทอดตัวยาวไปตามหุบเขา โดยมีแนวภูเขาสูงเรียงตัวอยู่รอบ ๆ เป็นวิวธรรมชาติที่สเกลใหญ่มากจนรูปถ่ายอาจเก็บความรู้สึกได้ไม่หมด ใครชอบภูเขา ธารน้ำแข็ง หรือเป็นสายถ่าย Landscape จุดนี้น่าจะเป็นหนึ่งในมุมโปรดของทริปเลย
จากวิวกลางแจ้ง ลองเปลี่ยนบรรยากาศเข้าไปเดินเล่นใน Ice Palace กันบ้าง ที่นี่เป็นเหมือนโลกน้ำแข็งขนาดย่อม ๆ ภายในมีทั้งทางเดิน ผนัง พื้น และประติมากรรมน้ำแข็งรูปต่าง ๆ ให้เดินชมและถ่ายรูปกันได้เพลิน ๆ บรรยากาศด้านในเย็นแบบสมชื่อ แถมพื้นบางช่วงค่อนข้างลื่น ใครมาเที่ยวแนะนำใส่รองเท้าที่เกาะพื้นดี ๆ แล้วค่อย ๆ เดิน ไม่ต้องรีบ จุดนี้ใช้เวลาไม่นานมาก แต่เป็นอีกประสบการณ์ที่ทำให้การมา เที่ยว Jungfrau มีอะไรมากกว่าการขึ้นมาชมวิวแล้วกลับ
จริง ๆ แล้วความสนุกของทริปจุงเฟรา เริ่มตั้งแต่ยังไม่ถึงยอด เพราะหนึ่งในประสบการณ์ที่เป็นเอกลักษณ์มาก ๆ คือการนั่ง Jungfrau Railway รถไฟสายประวัติศาสตร์ที่เปิดให้บริการมาตั้งแต่ปี 1912 และพาผู้โดยสารเดินทางผ่านอุโมงค์ภายในภูเขาขึ้นไปยัง Jungfraujoch ระหว่างทางจะรู้สึกได้ว่ารถไฟค่อย ๆ ไต่ระดับสูงขึ้นเรื่อย ๆ จนไปถึงสถานีบนความสูงกว่า 3,400 เมตร ยิ่งถ้าเลือกเดินทางผ่าน Eiger Express มาก่อน ก็จะได้ทั้งฟีลนั่งกระเช้าชมวิวภูเขาและต่อรถไฟขึ้น Top of Europe ในทริปเดียว เรียกได้ว่าแค่การเดินทางก็เป็นไฮไลท์ของวันนี้ไปแล้ว
ยอดเขาจุงเฟรา ตั้งอยู่ในเขต Bernese Alps ของประเทศสวิตเซอร์แลนด์ ท่ามกลางเมืองท่องเที่ยวยอดนิยมอย่าง Interlaken, Grindelwald และ Lauterbrunnen โดยจุดที่นักท่องเที่ยวเดินทางขึ้นไปเที่ยวกันเป็นหลักคือ Jungfraujoch – Top of Europe ซึ่งอยู่บนความสูง 3,454 เมตรเหนือระดับน้ำทะเล แม้จะอยู่สูงกลาง เทือกเขาแอลป์ แต่การเดินทางไม่ได้ยากอย่างที่คิด เพราะมีทั้งรถไฟและกระเช้าเชื่อมต่อกันเป็นระบบ จะพัก Interlaken แล้วขึ้นไปแบบ Day Trip หรือเลือกนอน Grindelwald เพื่ออยู่ใกล้ภูเขามากขึ้นก็สะดวกทั้งคู่
Google Maps: https://maps.app.goo.gl/hqAeBmX1sXRi7HV26
จากไทยยังไม่มีเที่ยวบินตรงไปถึง Jungfrau วิธีที่ง่ายที่สุดคือบินจากกรุงเทพฯ ไปลงสนามบิน Zurich Airport (ZRH) จากนั้นนั่งรถไฟต่อไปยัง Interlaken หรือ Grindelwald ซึ่งเป็นสองเมืองยอดนิยมสำหรับใช้เป็นฐานเที่ยวจุงเฟรา ใครมีเวลาเที่ยวสวิตเซอร์แลนด์หลายวัน แนะนำพักแถวนี้สัก 2–3 คืน เพราะนอกจากขึ้น Jungfraujoch แล้ว ยังเที่ยวต่อ Lauterbrunnen, Grindelwald และทะเลสาบรอบ Interlaken ได้อีกเพียบ
ถ้าพักที่ Interlaken การขึ้น Jungfraujoch แบบไปเช้าเย็นกลับทำได้สบาย ๆ โดยเริ่มจากสถานี Interlaken Ost นั่งรถไฟไป Grindelwald Terminal จากนั้นต่อกระเช้า Eiger Express ขึ้นไปยัง Eigergletscher แล้วเปลี่ยนเป็น Jungfrau Railway เพื่อขึ้นไปถึง Jungfraujoch
เส้นทางหลักคือ Interlaken Ost → Grindelwald Terminal → Eiger Express → Eigergletscher → Jungfrau Railway → Jungfraujoch ใช้เวลาประมาณ 1 ชั่วโมงครึ่งต่อเที่ยว จุดสนุกคือวิวจะค่อย ๆ เปลี่ยนจากเมืองและหุบเขาสีเขียว ไปเป็นภูเขาสูงและหิมะด้านบน แค่ระหว่างทางก็ได้ฟีลเที่ยวจุงเฟราแบบเต็ม ๆ แล้ว
ถ้าอยากอยู่ใกล้ภูเขาและลดเวลาเดินทาง แนะนำพักที่ Grindelwald เพราะสามารถไป Grindelwald Terminal แล้วขึ้น Eiger Express ตรงไปยัง Eigergletscherได้เลย จากนั้นค่อยต่อ Jungfrau Railway ขึ้นไป Jungfraujoch เส้นทางนี้ทั้งง่ายและรวดเร็ว เหมาะมากกับคนที่อยากขึ้นเขาตั้งแต่เช้าเพื่อมีเวลาเที่ยวด้านบนแบบไม่ต้องรีบ
ส่วนใครอยากลองเส้นทางรถไฟคลาสสิก สามารถเดินทางผ่าน Kleine Scheidegg ได้เช่นกัน แม้จะใช้เวลานานกว่า แต่ระหว่างทางได้ชมวิวภูเขาและหุบเขาสวย ๆ แบบเต็มอิ่ม เหมาะกับคนที่ไม่ได้รีบและอยากให้การเดินทางเป็นส่วนหนึ่งของความสนุกในทริปด้วย
สำหรับตั๋วรถไฟขึ้นจุงเฟรา ราคาจะไม่ได้มีราคาเดียวตายตัว เพราะขึ้นอยู่กับต้นทาง ช่วงเวลาที่เดินทาง และประเภทบัตรโดยสารที่ใช้ โดยเฉลี่ยแล้ว ตั๋วไป-กลับอยู่ที่ประมาณ 190–240 CHF (ราว 7,500–9,500 บาท) แต่ถ้าใครมี Swiss Travel Pass หรือ Jungfrau Travel Pass อยู่แล้ว แนะนำเช็กสิทธิ์และส่วนลดก่อนซื้อตั๋วเพิ่ม เพราะบางเส้นทางหรือบางช่วงอาจมีราคาพิเศษให้
อีกอย่างที่ควรทำคือเช็กราคาล่าสุดจากเว็บไซต์ทางการก่อนเดินทาง เพราะค่าตั๋วและเงื่อนไขต่าง ๆ สามารถเปลี่ยนได้ โดยเฉพาะช่วง High Season ที่นักท่องเที่ยวขึ้น Jungfraujoch กันเยอะมาก
ถ้าถามว่า เที่ยวจุงเฟรา เดือนไหนดี จริง ๆ แล้ว ยอดเขาจุงเฟราสามารถเที่ยวได้ตลอดทั้งปี แต่ช่วงมิถุนายน–กันยายนถือเป็นช่วงยอดนิยม เพราะอากาศบริเวณเมืองด้านล่างอย่าง Grindelwald และ Interlaken กำลังสบาย ธรรมชาติเขียวสด และกลางวันค่อนข้างยาว ขณะที่บน Jungfraujoch ยังได้สัมผัสหิมะและธารน้ำแข็งอยู่เหมือนเดิม ใครอยากได้ทั้งวิวภูเขาสีเขียวและโลกแห่งหิมะในทริปเดียว ช่วงนี้ตอบโจทย์มาก
สิ่งที่ต้องรู้ไว้ก่อนคืออุณหภูมิด้านบน Jungfraujoch ต่างจากเมืองด้านล่างค่อนข้างเยอะ เพราะอยู่สูงถึง 3,454 เมตร โดยอุณหภูมิเฉลี่ยรายเดือนบน Jungfraujoch อยู่ที่ประมาณ -11.8°C ในเดือนมกราคม และอุ่นขึ้นมาอยู่ราว -1.2°C ในเดือนกรกฎาคม ดังนั้นต่อให้มาเที่ยวกลางหน้าร้อน เสื้อกันหนาวก็ยังจำเป็นอยู่
ถ้าอยากตื่นมาเจอวิวภูเขาสวย ๆ และเดินทางขึ้นยอดเขาจุงเฟรา ได้สะดวก Grindelwald ถือเป็นโลเคชันที่เหมาะมาก เพราะเป็นหมู่บ้านกลางหุบเขาที่มีทั้งร้านอาหาร ร้านค้า และการเดินทางเชื่อมต่อไปยัง Jungfraujoch ได้ง่าย ใครกำลังมองหาที่พัก ลองเลือกจาก 3 แห่งนี้ได้เลย
Eiger Mountain & Soul Resort ตั้งอยู่ใจกลาง Grindelwald บนถนนสายหลักของหมู่บ้าน ทำเลเหมาะกับคนที่อยากเดินเที่ยว กินข้าว หรือแวะร้านค้าต่าง ๆ ได้สะดวก ตัวโรงแรมมาในบรรยากาศ Alpine ที่ดูอบอุ่นแต่ยังทันสมัย หลายมุมมองเห็นวิวภูเขารอบ Grindelwald ได้สวยมาก อีกหนึ่งไฮไลต์คือมีทั้งพื้นที่สปา ฟิตเนส และห้องอาหารให้พักผ่อนหลังกลับจากเที่ยวจุงเฟรา เหมาะกับคนที่อยากได้โรงแรมทำเลดี บรรยากาศสบาย ๆ และมีสิ่งอำนวยความสะดวกค่อนข้างครบในที่เดียว
ถ้าอยากให้ทริปสวิตเซอร์แลนด์พิเศษขึ้นอีกนิด ลองพักที่ Romantik Hotel Schweizerhof Grindelwald โรงแรมสไตล์สวิสคลาสสิกที่ให้บรรยากาศหรูและโรแมนติก ตั้งอยู่ใกล้สถานีรถไฟ Grindelwald จึงเดินทางต่อไปยังจุดต่าง ๆ ใน Jungfrau Region ได้สะดวก จุดเด่นคือวิวภูเขาสวย ๆ ที่มองเห็นได้จากหลายมุมของโรงแรม พร้อมพื้นที่สปา สระว่ายน้ำในร่ม และห้องอาหาร เหมาะกับคู่รักหรือคนที่อยากกลับมาพักแบบสบาย ๆ หลังใช้เวลาทั้งวันเที่ยวบน Jungfraujoch มาทั้งวัน
สำหรับสายเที่ยวที่อยากประหยัดค่าที่พักแล้วเก็บงบไว้ขึ้นเขา EIGER LODGE เป็นตัวเลือกที่น่าสนใจมาก โดยเฉพาะทำเลที่อยู่ใกล้ Grindelwald Terminal ทำให้เดินทางไปขึ้น Eiger Express เพื่อมุ่งหน้าสู่ Jungfraujoch ได้สะดวกมาก บรรยากาศของที่พักค่อนข้างเป็นกันเอง มีวิวภูเขาอยู่รอบตัว เหมาะทั้งกับกลุ่มเพื่อน นักเดินทางสายลุย หรือคนที่ไม่ได้เน้นความหรูมากนัก ยิ่งถ้ามีแพลนออกเที่ยวตั้งแต่เช้าจนเย็น ทำเลตรงนี้ถือว่าช่วยประหยัดเวลาเดินทางได้เยอะเลย
ก่อนขึ้นไปเที่ยวจุงเฟรา แนะนำเตรียมตัวไว้สักนิด เพราะอากาศบน Jungfraujoch แตกต่างจากเมืองด้านล่างพอสมควร แถมสภาพอากาศบนภูเขาก็เปลี่ยนได้เร็ว เตรียมพร้อมไว้ก่อนจะช่วยให้เที่ยวได้สนุกและไม่เสียเวลา
อ่านต่อบทความท่องเที่ยวอื่นๆ:
Q: ไปเที่ยวยอดเขาจุงเฟราต้องแต่งตัวอย่างไร?
A: ควรแต่งตัวแบบเลเยอร์ (Layering) สามารถถอดหรือใส่เพิ่มได้ง่าย เพราะสภาพอากาศด้านบนหนาวเย็นตลอดปี แม้ช่วงฤดูร้อนอุณหภูมิก็ยังติดลบ แนะนำให้เตรียมเสื้อกันลม/กันหนาว หมวก ถุงมือ รองเท้าดอกยางลึกกันลื่น รวมถึงแว่นกันแดดและครีมกันแดดเนื่องจากแสงสะท้อนบนพื้นหิมะค่อนข้างแรง
Q: ต้องทำวีซ่าอะไรในการเดินทางไปจุงเฟรา?
A: นักท่องเที่ยวไทยต้องทำวีซ่าเชงเก้น (Schengen Visa) ก่อนเดินทาง สามารถใช้เดินทางท่องเที่ยวภายในเขตเชงเก้นและประเทศสวิตเซอร์แลนด์ได้ตามระยะเวลาที่ได้รับอนุมัติ
Q: เที่ยวยอดเขาจุงเฟราควรเตรียมงบค่าใช้จ่ายประมาณเท่าไหร่?
A: ตั๋วรถไฟขึ้น Jungfraujoch แบบปกติไป-กลับอยู่ที่ประมาณ 190–240 CHF (ราว 7,500–9,500 บาท) แต่หากถือบัตร Swiss Travel Pass หรือ Jungfrau Travel Pass จะได้รับส่วนลดพิเศษ ส่วนงบค่าอาหาร เครื่องดื่ม และกิจกรรมด้านบน ควรเผื่อไว้เพิ่มเติมประมาณ 50–100 CHF ต่อคนต่อวัน
Q: เดินทางจากสนามบินซูริก (Zurich Airport) ไปจุงเฟราอย่างไร?
A: จากสนามบิน Zurich Airport (ZRH) สามารถนั่งรถไฟ SBB ตรงเข้าสู่สถานี Interlaken Ost หรือ Grindelwald ใช้เวลาประมาณ 2.5–3 ชั่วโมง จากนั้นจึงต่อรถไฟและกระเช้า Eiger Express ขึ้นสู่ Jungfraujoch ได้อย่างสะดวกสบาย
Q: เที่ยวจุงเฟราช่วงไหนสวยและคุ้มที่สุด?
A: ช่วงเดือนมิถุนายนถึงกันยายน (ฤดูร้อน) ถือเป็นช่วงที่ยอดนิยมที่สุด เพราะได้เห็นทั้งทุ่งหญ้าเขียวขจีที่เมืองด้านล่าง และสัมผัสหิมะกับธารน้ำแข็งบนยอดเขา ส่วนผู้ที่ชอบบรรยากาศหิมะสีขาวปกคลุมทั่วเมืองสไตล์ Winter Wonderland แนะนำให้มาช่วงเดือนธันวาคมถึงกุมภาพันธ์
Q: ขับรถไปเอง มีที่จอดรถรองรับไหม?
A: บน Jungfraujoch ไม่สามารถขับรถขึ้นไปได้โดยตรง ต้องใช้ระบบขนส่งสาธารณะเท่านั้น แต่หากขับรถมาเอง สามารถนำรถไปจอดได้ที่อาคารจอดรถขนาดใหญ่ ณ สถานี Grindelwald Terminal หรือสถานี Interlaken Ost แล้วค่อยซื้อตั๋วต่อกระเช้าและรถไฟขึ้นไปด้านบน










