ใครสายดื่ม สายดริ้งก์ หรือชอบบรรยากาศงานเฟสติวัลคึกคักๆ บอกเลยว่าต้องลองไป Oktoberfest สักครั้งในชีวิต เพราะนี่คือเทศกาลเบียร์ที่ใหญ่ที่สุดในโลก ที่จัดขึ้นทุกปีในเมืองมิวนิก (Munich) ประเทศเยอรมนี และเป็นหนึ่งในงานระดับโลกที่นักท่องเที่ยวจากทั่วทุกมุมโลกบินมาเช็กอินกันแบบล้นเมือง
เสน่ห์ของ เทศกาล Oktoberfest ไม่ได้มีแค่เรื่องเบียร์เยอรมันเท่านั้น แต่ยังเต็มไปด้วยบรรยากาศสนุกๆ ทั้งเต็นท์เบียร์ยักษ์ ดนตรีสด อาหารพื้นเมืองเยอรมัน ชุดพื้นเมืองอย่าง Lederhosen และ Dirndl รวมถึงฟีลยุโรปช่วงต้นฤดูใบไม้ร่วง เดินไปมุมไหนก็เหมือนได้หลุดเข้าไปในงานแฟร์ยุโรปสุดคลาสสิก
บทความนี้ Traveloka จะพาไปรีวิวงาน Oktoberfest แบบครบๆ ตั้งแต่จุดไฮไลต์ห้ามพลาด วิธีเดินทาง ช่วงเวลาน่าเที่ยว กิจกรรมที่ควรลอง ไปจนถึงที่พักและทริคเตรียมตัวสำหรับคนที่อยากเที่ยว Oktoberfest ด้วยตัวเอง อ่านจบคือพร้อมแพ็กกระเป๋าได้เลย แถมยังสามารถจองตั๋วเครื่องบินและที่พักผ่าน Traveloka ได้แบบครบจบในแอปเดียว เที่ยวง่ายขึ้นเยอะเลย!
Oktoberfest คืออะไร?
Oktoberfest คือเทศกาลเบียร์ชื่อดังระดับโลกที่จัดขึ้นทุกปีในเมือง มิวนิก (Munich) ประเทศเยอรมนี และได้รับการขนานนามว่าเป็น เทศกาลเบียร์ที่ใหญ่ที่สุดในโลก เพราะในแต่ละปีมีนักท่องเที่ยวเดินทางมาร่วมงานหลายล้านคนจากทั่วโลก
จุดเริ่มต้นของเทศกาล Oktoberfest เกิดขึ้นครั้งแรกตั้งแต่ปี ค.ศ. 1810 เพื่อเฉลิมฉลองงานอภิเษกสมรสของมกุฎราชกุมารลุดวิกแห่งบาวาเรีย ก่อนจะกลายมาเป็นงานประจำปีที่สืบทอดต่อกันยาวนานกว่า 200 ปี จนวันนี้กลายเป็นหนึ่งในเทศกาลระดับโลกที่สายเที่ยวและคอเบียร์อยากมาสัมผัสสักครั้ง
แม้หลายคนจะรู้จักงานนี้ในฐานะเทศกาลเบียร์เยอรมัน แต่จริงๆ แล้ว Oktoberfest มีมากกว่านั้นเยอะ! เพราะภายในงานเต็มไปด้วยทั้งเต็นท์เบียร์ขนาดใหญ่ ดนตรีสด อาหารพื้นเมือง เครื่องเล่นสไตล์งานแฟร์ยุโรป และผู้คนที่แต่งชุดพื้นเมืองบาวาเรียอย่าง Lederhosen และ Dirndl กันทั้งเมือง ทำให้บรรยากาศดูสนุกและมีเสน่ห์ไม่เหมือนที่ไหน
อีกอย่างที่หลายคนอาจไม่รู้คือ ถึงจะชื่อ Oktoberfest แต่ตัวงานจริงจะเริ่มตั้งแต่ช่วงปลายเดือนกันยายนไปจนถึงต้นเดือนตุลาคม ซึ่งเป็นช่วงต้นของฤดูใบไม้ร่วงยุโรปพอดี อากาศกำลังเย็นสบาย เดินเที่ยวสนุก และเป็นช่วงที่เมืองมิวนิกคึกคักที่สุดช่วงหนึ่งของปีเลยก็ว่าได้
และข้อดีที่หลายคนชอบมากคือ งานนี้เปิดให้เข้าฟรี! นักท่องเที่ยวสามารถเดินเข้างานได้เลยแบบไม่ต้องซื้อตั๋วหรือเสียค่าบัตรผ่านประตูใดๆ ทั้งสิ้น โดยค่าใช้จ่ายจะเป็นเฉพาะค่าอาหาร เครื่องดื่ม หรือค่าเครื่องเล่นด้านในงานเท่านั้น ทำให้ต่อให้ไม่ได้เป็นสายดื่มหนัก ก็ยังสามารถมาเดินเล่น ซึมซับบรรยากาศ และสนุกกับงาน Oktoberfest ได้แบบเต็มอิ่มเหมือนกัน
จุดไฮไลท์ต่างๆ ของ Oktoberfest
1. เต็นท์เบียร์ยักษ์สุดอลังการ ที่เป็นหัวใจของงาน
หนึ่งในไฮไลต์ที่ทำให้ Oktoberfest มิวนิก แตกต่างจากงานเบียร์ทั่วไป คือ “เต็นท์เบียร์” ขนาดมหึมาที่ตั้งเรียงรายเต็มพื้นที่งาน แต่ละเต็นท์สามารถรองรับคนได้หลายพันคน และมีสไตล์ไม่เหมือนกัน บางเต็นท์เน้นสายปาร์ตี้ บางเต็นท์ให้ฟีลคลาสสิกแบบครอบครัว หรือบางแห่งขึ้นชื่อเรื่องดนตรีสดและบรรยากาศสนุกๆ
ที่สำคัญ เบียร์ในงานจะเป็นเบียร์จากโรงเบียร์ชื่อดังของเมืองมิวนิกเท่านั้น เสิร์ฟมาในแก้วใหญ่ 1 ลิตรแบบจัดเต็ม ใครอยากสัมผัสบรรยากาศเทศกาลเบียร์เยอรมันของจริง บอกเลยว่าต้องได้ลองนั่งในเต็นท์สักครั้ง!
เต็นท์เบียร์ในงาน Oktoberfest
Schottenhamel เต็นท์ระดับตำนานและถือเป็นจุดเริ่มต้นอย่างเป็นทางการของเทศกาล Oktoberfest เพราะนายกเทศมนตรีเมืองมิวนิกจะมาเจาะถังเบียร์แรกที่นี่ พร้อมประกาศ “O’zapft is!” ซึ่งแปลว่า “เปิดถังแล้ว!” บรรยากาศจะเต็มไปด้วยวัยรุ่น นักศึกษา และสายปาร์ตี้ที่พร้อมเริ่มความสนุกตั้งแต่กลางวัน ใครชอบฟีลคึกคัก ต้องเริ่มที่เต็นท์นี้เลย
Hofbräu-Festzelt เต็นท์ยอดฮิตของนักท่องเที่ยวต่างชาติ โดยเฉพาะสายอินเตอร์จากอเมริกา ออสเตรเลีย และอิตาลี จุดเด่นคือความสนุกแบบสุดเสียง ดนตรีสดจัดเต็ม และเป็นเต็นท์ที่คนพร้อมใจกันยืนเต้นบนม้านั่งยาวกันทั้งเต็นท์ ใครอยากสัมผัสบรรยากาศเทศกาลเบียร์แบบหลุดโลก หาเพื่อนใหม่จากทั่วโลก เต็นท์นี้คือที่สุด
Hacker-Festzelt ได้ฉายาว่า “สวรรค์แห่งบาวาเรีย” เพราะตกแต่งสวยมาก เพดานภายในเป็นภาพท้องฟ้าสีฟ้ากับก้อนเมฆขาว ให้ฟีลเหมือนนั่งปาร์ตี้อยู่กลางสวรรค์ แถมยังมีเวทีดนตรีหมุนได้ตรงกลาง ช่วงกลางคืนคือบรรยากาศดีมาก ทั้งโรแมนติกและสนุกในเวลาเดียวกัน สายถ่ายรูปหรือสายคอนเทนต์น่าจะหลงรักเต็นท์นี้สุดๆ
Augustiner Festhalle เต็นท์โปรดของชาวมิวนิกแท้ๆ เพราะขึ้นชื่อเรื่องเบียร์ที่รสนุ่ม ดื่มง่าย และยังเป็นเต็นท์เดียวที่เสิร์ฟเบียร์จากถังไม้โบราณแบบดั้งเดิม บรรยากาศจะอบอุ่น เป็นกันเอง ไม่วุ่นวายเท่าเต็นท์สายปาร์ตี้ เหมาะกับคนที่อยากสัมผัสวัฒนธรรมเยอรมันแบบโลคอลแท้ๆ พร้อมนั่งกินอาหารอร่อยแบบชิลๆ
Ochsenbraterei สายกินต้องรักเต็นท์นี้ เพราะไฮไลต์คือเมนูวัวย่างทั้งตัว ที่หมุนย่างกันสดๆ ส่งกลิ่นหอมไปทั่วงาน มีป้ายบอกด้วยว่าวัวแต่ละตัวชื่ออะไร น้ำหนักเท่าไหร่ ฟีลจะต่างจากเต็นท์อื่นตรงที่เน้นนั่งกินอาหารจานใหญ่คู่กับเบียร์แบบสบายๆ เหมาะกับคนที่อยากลองอาหารเยอรมันแบบจริงจัง
Paulaner Festzelt เป็นเต็นท์สังเกตง่ายมาก เพราะมีแก้วเบียร์ยักษ์หมุนอยู่บนยอดหอคอย เต็นท์นี้เป็นเหมือนจุดรวมพลของแฟนบอลทีม Bayern Munich และเหล่านักเตะชื่อดัง จุดเด่นอีกอย่างคือระบบท่อส่งเบียร์สดใต้ดินที่ช่วยเสิร์ฟเบียร์ได้เร็วทันใจ ใครเป็นสายฟุตบอลหรือชอบบรรยากาศมันๆ น่าจะชอบเต็นท์นี้มาก
Pschorr-Festzelt Bräurosl เต็นท์ที่โดดเด่นเรื่องการแสดงพื้นเมือง โดยเฉพาะการร้อง “โยเดล” แบบสดๆ และยังขึ้นชื่อเรื่องความกันเองและครื้นเครง เพราะในวัน Gay Sunday เต็นท์นี้จะกลายเป็นพื้นที่เฉลิมฉลองของกลุ่ม LGBTQ+ ที่ทั้งสนุก สีสันจัดเต็ม และเป็นมิตรสุดๆ
Käfer Wiesn-Schänke เต็นท์สาย VIP ที่มาในสไตล์กระท่อมไม้หรูบนเทือกเขาแอลป์ บรรยากาศอบอุ่นแต่พรีเมียมมาก เป็นแหล่งรวมตัวของดารา เซเลบ และคนดังในเยอรมนี อาหารก็จัดเต็มแบบสายกินหรู มีตั้งแต่เมนูไก่ทอดทรัฟเฟิลไปจนถึงไวน์ระดับพรีเมียม ข้อดีคือปิดดึกกว่าเต็นท์อื่น แต่โต๊ะจองยากมากกก ใครอยากได้ประสบการณ์ Oktoberfest แบบลักชัวรี ต้องลองสักครั้ง
2. ขบวนพาเหรดเปิดงานสุดอลังการ
อีกหนึ่งไฮไลต์ที่หลายคนชอบมากของเทศกาล Oktoberfest คือขบวนพาเหรดสุดยิ่งใหญ่ที่จัดขึ้นช่วงเปิดงาน โดยเฉพาะ “Traditional Costume and Riflemen's Parade” ที่จะมีทั้งวงดุริยางค์ รถม้า ขบวนม้าแต่งและผู้คนในชุดพื้นเมืองจากทั่วแคว้น Bavaria เดินพาเหรดกันแบบจัดเต็ม บรรยากาศคือเหมือนได้ย้อนเวลากลับไปในยุโรปยุคเก่า ทั้งสีสัน เสียงดนตรี และรายละเอียดของชุดพื้นเมืองที่มีเสน่ห์ ใครชอบถ่ายรูปหรืออยากสัมผัสวัฒนธรรมเยอรมันแบบดั้งเดิม บอกเลยว่าห้ามพลาด เพราะนี่ไม่ใช่แค่งานเบียร์ แต่เป็นหนึ่งใน เทศกาลยุโรปที่สะท้อนวัฒนธรรมท้องถิ่นได้ชัดมากๆ อีกงานหนึ่งเลย
3. อาหารเยอรมันและของกินในงานที่กินได้ทั้งวัน
และสำหรับใครที่เป็นสายกินจะต้องหลงรักงานนี้แน่นอน เพราะอาหารใน Oktoberfest มีให้เลือกเยอะมาก ตั้งแต่เมนูพื้นเมืองแบบจริงจัง ไปจนถึงสตรีทฟู้ดสไตล์งานแฟร์ยุโรป เมนูห้ามพลาดคือ ไส้กรอกเยอรมัน, ขาหมูอบ, ไก่อบ, มันฝรั่ง และเพรทเซลชิ้นยักษ์ที่แทบทุกคนต้องถือถ่ายรูป บอกเลยว่าแค่เดินกินเล่นในงานก็เพลินแล้ว ต่อให้ไม่ได้ดื่มเบียร์ก็ยังสนุกได้เหมือนกัน
4. ดนตรีสดและบรรยากาศปาร์ตี้สุดคึกคัก
ช่วงเย็นคือเวลาที่บรรยากาศของเทศกาล Oktoberfest เริ่มสนุกแบบสุดๆ เพราะในแต่ละเต็นท์จะมีวงดนตรีสดเล่นทั้งเพลงพื้นเมืองและเพลงฮิตให้คนร้องตามกันทั้งเต็นท์ ฟีลคือทุกคนพร้อมสนุกไปด้วยกัน ไม่ว่าจะมาจากประเทศไหนก็สามารถชนแก้ว ร้องเพลง และเอ็นจอยบรรยากาศร่วมกันได้ง่ายๆ นี่แหละคือเสน่ห์ของ เทศกาลเบียร์โลกที่ทำให้หลายคนอยากกลับมาซ้ำ
5. โซนเครื่องเล่นและงานแฟร์สไตล์ยุโรป
นอกจากเบียร์และอาหารแล้ว ภายในงานยังมีโซนเครื่องเล่นขนาดใหญ่ ฟีลเหมือนงานคาร์นิวัลยุโรป ทั้งชิงช้าสวรรค์ รถไฟเหาะ และเกมต่างๆ ทำให้ Oktoberfest เยอรมนี เป็นเทศกาลที่เที่ยวได้ทุกวัย ช่วงกลางคืนไฟจากเครื่องเล่นและเต็นท์เบียร์จะยิ่งทำให้บรรยากาศดูสวยและคึกคักมาก ใครสายคอนเทนต์หรือชอบถ่ายรูป บอกเลยว่ามุมถ่ายรูปเพียบ ได้ฟีลบรรยากาศยุโรปแบบเต็มๆ
6. ผู้คนแต่งชุดพื้นเมือง Bavaria กันทั้งเมือง
อีกหนึ่งเสน่ห์ของงาน Oktoberfest ที่ทำให้บรรยากาศดูมีสีสันและแตกต่างจากเฟสติวัลอื่นๆ คือผู้คนแทบทั้งเมืองพร้อมใจกันแต่งชุดพื้นเมืองบาวาเรียแบบจัดเต็ม ผู้ชายจะใส่ Lederhosen กางเกงหนังสไตล์ดั้งเดิม ส่วนผู้หญิงจะใส่ Dirndl เดรสพื้นเมืองที่ทั้งน่ารักและคลาสสิก เดินไปทางไหนก็ให้ฟีลเหมือนหลุดเข้าไปในยุโรปยุคเก่าเลยทีเดียว
จริงๆ แล้วไม่ได้มีกฎว่าต้องแต่งชุดถึงจะเข้างานได้ แต่ถ้าอยากอินกับบรรยากาศ Oktoberfest แบบเต็มๆ แนะนำให้ลองแต่งดูสักครั้ง เพราะแทบทุกคนในงานจัดเต็มกันหมด แถมยังช่วยเพิ่มฟีลเวลาถ่ายรูปอีกด้วย บอกเลยว่าใส่แล้วเข้ากับบรรยากาศสุดๆ ได้รูปออกมาฟีลยุโรปแบบที่หลายคนฝันไว้แน่นอน
ที่ตั้งและการเดินทางไป Oktoberfest
Oktoberfest จัดขึ้นที่บริเวณ Theresienwiese พื้นที่จัดงานขนาดใหญ่ใจกลางเมืองมิวนิก (Munich) ในรัฐบาวาเรีย (Bavaria) ประเทศเยอรมนี ซึ่งเป็นโลเคชันหลักของงานมาตั้งแต่เริ่มจัดเทศกาลเมื่อกว่า 200 ปีก่อน ปัจจุบันพื้นที่นี้กลายเป็นเหมือนแลนด์มาร์กสำคัญของเมืองไปแล้ว และช่วงเทศกาลทั้งโซนจะเต็มไปด้วยเต็นท์เบียร์ขนาดยักษ์ เครื่องเล่น และบรรยากาศคึกคักแบบสุดๆ
ข้อดีคือโลเคชันอยู่ไม่ไกลจากใจกลางเมือง เดินทางสะดวกมาก ไม่ว่าจะพักโซนสถานีรถไฟกลางหรือย่านท่องเที่ยวหลักของมิวนิกก็สามารถนั่งรถไฟมาได้ง่าย
วิธีเดินทางไปมิวนิก (Munich)
บินตรงหรือบินต่อเครื่องไปสนามบิน Munich International Airport (MUC) วิธีที่สะดวกที่สุดสำหรับคนไทยคือบินมายังสนามบินมิวนิก โดยมีทั้งไฟลท์บินตรงและไฟลต์ต่อเครื่องผ่านเมืองอย่าง Doha, Dubai, Istanbul หรือ Frankfurt ใช้เวลาบินรวมประมาณ 14–18 ชั่วโมง แล้วแต่สายการบินและเวลาต่อเครื่อง
นั่งรถไฟจากเมืองอื่นในยุโรปเข้ามิวนิก ถ้ามีแพลนเที่ยวหลายประเทศ สามารถนั่งรถไฟจากออสเตรีย สวิตเซอร์แลนด์ ฝรั่งเศส หรืออิตาลีเข้ามิวนิกได้ง่ายมาก เพราะระบบรถไฟยุโรปเชื่อมต่อสะดวกและตรงเวลา เหมาะกับสาย Backpack หรือคนที่อยากเที่ยวหลายเมืองในทริปเดียว
วิธีการเดินทางไป Oktoberfest
รถไฟใต้ดิน (U-Bahn) วิธีที่สะดวกที่สุด สามารถนั่งรถไฟใต้ดินไปลงสถานี Theresienwiese, Goetheplatz หรือ Poccistrasse แล้วเดินต่ออีกไม่กี่นาทีก็ถึงพื้นที่จัดงาน เหมาะมากสำหรับคนที่พักในตัวเมืองมิวนิก
รถไฟ S-Bahn ถ้านั่ง S-Bahn สามารถลงที่สถานี Hackerbrücke แล้วเดินต่อประมาณ 10 นาที ระหว่างทางจะเริ่มเห็นผู้คนแต่งชุด Lederhosen และ Dirndl เดินกันเต็มถนน ฟีลสนุกตั้งแต่ก่อนเข้างานเลย
เดินจากสถานี Munich Central Station (Hauptbahnhof) ถ้าพักใกล้สถานีรถไฟกลาง สามารถเดินไปงานได้ ใช้เวลาประมาณ 15–20 นาที เป็นอีกวิธีที่หลายคนนิยม เพราะระหว่างทางเต็มไปด้วยร้านอาหาร คาเฟ่ และบรรยากาศคึกคักของช่วง Oktoberfest
รถรางและรถบัส ภายในเมืองมีรถรางและรถบัสหลายสายที่ผ่านใกล้พื้นที่จัดงาน เหมาะกับคนที่พักนอกโซนใจกลางเมือง และอยากเดินทางแบบชิลๆ ไม่ต้องเปลี่ยนสายรถไฟหลายรอบ
แท็กซี่ / Uber เหมาะกับคนที่กลับดึกหรือเดินทางเป็นกลุ่ม แต่ช่วงพีคของเทศกาล Oktoberfest รถค่อนข้างติดมาก แถมราคาสูงกว่าปกติ แนะนำใช้รถไฟจะสะดวกกว่า
จุดเด่นของ Oktoberfest
เทศกาลเบียร์ที่ใหญ่ที่สุดในโลก นี่คือเหตุผลหลักที่ทำให้คนจากทั่วโลกบินมาเยือน Oktoberfest เยอรมนีทุกปี เพราะเป็นงานที่รวมทั้งเบียร์ อาหาร ดนตรี และวัฒนธรรมไว้แบบยิ่งใหญ่สุดๆ ในแต่ละปีมีนักท่องเที่ยวหลายล้านคนมาร่วมงาน ทำให้ทั้งเมืองมิวนิกเต็มไปด้วยบรรยากาศแห่งการเฉลิมฉลองแบบไม่มีแผ่ว
ได้สัมผัสวัฒนธรรม Bavaria แบบเต็มอิ่ม เสน่ห์ของเทศกาล Oktoberfest ไม่ได้มีแค่เรื่องปาร์ตี้ แต่ยังเป็นโอกาสที่ได้เห็นวัฒนธรรมท้องถิ่นของแคว้น Bavaria แบบใกล้ชิด ทั้งชุดพื้นเมือง ดนตรี การตกแต่งเต็นท์ ไปจนถึงอาหารดั้งเดิมที่สืบทอดกันมาหลายร้อยปี
บรรยากาศสนุกตั้งแต่เช้ายันดึก ความพิเศษของงาน Oktoberfest คือทั้งวันจะเต็มไปด้วยความคึกคัก ช่วงกลางวันฟีลจะชิลๆ เดินกินอาหาร ถ่ายรูป เล่นเครื่องเล่น แต่พอตกเย็นแต่ละเต็นท์จะเริ่มเปิดเพลง บรรยากาศสนุกขึ้นเรื่อยๆ จนกลายเป็นปาร์ตี้ขนาดยักษ์ที่ทุกคนพร้อมเอ็นจอยไปด้วยกัน
อาหารเยอรมันอร่อยแบบจัดเต็ม ต่อให้ไม่ใช่สายดื่ม ก็เที่ยวงานนี้สนุกได้ เพราะอาหารในงานคือแน่นมาก ทั้งไส้กรอกเยอรมัน, ขาหมูอบ, ไก่อบ และเพรทเซลชิ้นใหญ่ๆ ที่เดินไปทางไหนก็เจอ กลายเป็นอีกหนึ่งไฮไลต์ที่หลายคนตั้งใจมาลองโดยเฉพาะ
เมืองมิวนิกสวยมากช่วงฤดูใบไม้ร่วง ช่วงที่จัดงานตรงกับต้นฤดูใบไม้ร่วงยุโรปพอดี อากาศกำลังเย็นสบาย เดินเที่ยวได้ทั้งวัน แถมเมืองมิวนิกจะเต็มไปด้วยสีสันของใบไม้เปลี่ยนสี ทำให้บรรยากาศโรแมนติกและน่าเที่ยวมากเป็นพิเศษ
เป็นหนึ่งในเทศกาลที่สายคอนเทนต์ต้องรัก ไม่ว่าจะเป็นเต็นท์เบียร์สุดอลังการ ชุด Lederhosen และ Dirndl เครื่องเล่น แสงไฟ หรือมุมถ่ายรูปทั่วงาน ทุกอย่างดูมีสีสันและถ่ายรูปขึ้นมากๆ ใครชอบถ่ายรูปหรือทำคอนเทนต์ บอกเลยว่าได้รูปกลับไปเพียบแน่นอน
เที่ยวได้แม้ไม่ดื่มเบียร์ หลายคนอาจคิดว่า Oktoberfest เหมาะกับสายดื่มเท่านั้น แต่จริงๆ แล้วงานนี้เหมือนเฟสติวัลขนาดใหญ่ที่มีทั้งดนตรี พาเหรด อาหาร เครื่องเล่น และโชว์ต่างๆ ต่อให้ไม่ได้ดื่มเบียร์ก็ยังสนุกและอินกับบรรยากาศได้เหมือนกัน
เดินทางง่าย เหมาะกับมือใหม่เที่ยวเยอรมนี อีกข้อดีคือเมืองมิวนิกเดินทางสะดวกมาก ทั้งรถไฟใต้ดิน รถราง และรถไฟจากเมืองอื่นในยุโรป ทำให้คนที่อยากเที่ยวเยอรมนีครั้งแรก หรืออยากลอง เที่ยว Oktoberfest ด้วยตัวเองสามารถวางแผนทริปได้ไม่ยากเลย
เที่ยวOktoberfest เดือนไหนดี?
แม้ชื่อจะเป็น Oktoberfest แต่จริงๆ แล้วตัวงานจะเริ่มตั้งแต่ช่วงปลายเดือนกันยายน และยาวไปจนถึงต้นเดือนตุลาคมของทุกปี ซึ่งถือเป็นช่วงที่เมืองมิวนิกคึกคักที่สุดช่วงหนึ่งของปีเลยก็ว่าได้ ใครกำลังวางแผนเที่ยว Oktoberfest ลองเลือกช่วงให้เหมาะกับสไตล์เที่ยวของตัวเองได้เลย
ปลายกันยายน — ช่วงเปิดงาน บรรยากาศคึกคักที่สุด เป็นช่วงที่หลายคนอยากมา เพราะจะได้เห็นพิธีเปิดงานอย่างเป็นทางการ รวมถึงขบวนพาเหรดและบรรยากาศที่เต็มไปด้วยความตื่นเต้น เต็นท์เบียร์ทุกแห่งคนแน่นสุดๆ เหมาะกับสายปาร์ตี้และคนที่อยากสัมผัสฟีลเทศกาลเบียร์เยอรมนีแบบจัดเต็มที่สุด
ช่วงต้นตุลาคม — อากาศดี เที่ยวสบายขึ้น ถ้าอยากได้ฟีลสนุกเหมือนกัน แต่คนไม่แน่นเท่าช่วงเปิดงาน แนะนำช่วงต้นตุลาคม อากาศจะเย็นสบายกำลังดี เหมาะกับการเดินเที่ยว ถ่ายรูป และนั่งชิลในเต็นท์เบียร์แบบไม่รีบมาก แถมยังได้บรรยากาศฤดูใบไม้ร่วงยุโรปแบบเต็มๆ ด้วย
กิจกรรมแนะนำใน Oktoberfest
นั่งเต็นท์เบียร์ชื่อดังให้ได้สักครั้ง มา Oktoberfest มิวนิกทั้งที กิจกรรมที่พลาดไม่ได้เลยคือการเข้าไปนั่งในเต็นท์เบียร์ชื่อดังสักเต็นท์ ไม่ว่าจะเป็น Hofbräu, Hacker หรือ Augustiner เพราะแต่ละที่ให้บรรยากาศไม่เหมือนกัน บางเต็นท์สายปาร์ตี้สุดเหวี่ยง บางที่ฟีลโลคอลอบอุ่น แนะนำว่าถ้ามาเป็นกลุ่มใหญ่ควรรีบมาจองโต๊ะ Oktoberfest กันแต่เนิ่นๆ เพราะช่วงพีคอย่างตอนเย็นโต๊ะเต็มแน่นอน
ลองแต่งชุด Lederhosen และ Dirndl เดินเที่ยวในงาน อีกหนึ่งกิจกรรมที่หลายคนชอบมากคือการแต่งชุดพื้นเมืองบาวาเรียเดินเที่ยวในงาน บอกเลยว่าใส่แล้วฟีลมาเต็มมาก ทั้งได้รูปสวยและอินกับบรรยากาศมากขึ้นหลายเท่า รอบงานจะมีร้านขายและร้านเช่าชุดให้เลือกเยอะมาก ใครกำลังหาคำตอบว่า Oktoberfest แต่งตัวยังไง แค่เลือกชุดที่ชอบแล้วจัดเต็มได้เลย
ชิมอาหารเยอรมันแบบต้นตำรับ นอกจากเบียร์เยอรมันแล้ว ของกินในงานก็คือไฮไลต์เหมือนกัน ทั้ง ไส้กรอกเยอรมัน, ขาหมูอบ,และเพรทเซลชิ้นใหญ่ๆ ที่เดินไปทางไหนก็เจอ บอกเลยว่ากินได้ทั้งวันไม่มีเบื่อ
เดินเล่นและถ่ายรูปกับบรรยากาศงานแฟร์ยุโรป ภายในงานเต็มไปด้วยมุมถ่ายรูปสวยๆ ทั้งเต็นท์เบียร์ แสงไฟ ชิงช้าสวรรค์ และผู้คนในชุดพื้นเมือง ยิ่งช่วงเย็นจนถึงกลางคืนบรรยากาศจะยิ่งสวย ได้ฟีลเทศกาลยุโรปแบบคลาสสิกมาก เหมาะกับสายคอนเทนต์สุดๆ
ขึ้นชิงช้าสวรรค์ชมวิวงานจากมุมสูง หนึ่งในมุมยอดฮิตของ Oktoberfest คือวิวจากชิงช้าสวรรค์ เพราะจะเห็นทั้งงานที่เต็มไปด้วยแสงไฟและเต็นท์เบียร์เรียงรายแบบพาโนรามา โดยเฉพาะช่วงพระอาทิตย์ตกคือสวยมาก
ดูขบวนพาเหรดและการแสดงพื้นเมือง ถ้ามาช่วงเปิดงาน อย่าพลาดขบวนพาเหรด ที่จัดเต็มทั้งวงดุริยางค์ รถม้า และผู้คนในชุดพื้นเมืองจากทั่วแคว้น Bavaria ถือเป็นอีกหนึ่งกิจกรรมที่ช่วยให้ได้สัมผัสวัฒนธรรมเยอรมันแบบดั้งเดิมมากขึ้น
ฟังดนตรีสดและร่วมร้องเพลงไปกับคนทั้งเต็นท์ ช่วงค่ำแต่ละเต็นท์จะเริ่มเปิดเพลงสนุกๆ ทั้งเพลงพื้นเมืองและเพลงฮิตที่ทุกคนร้องตามกันได้ทั้งเต็นท์ ฟีลคือไม่ต้องรู้จักกันก็สนุกด้วยกันได้ง่ายมาก เป็นเสน่ห์ของเทศกาลเบียร์โลกที่หลายคนติดใจ
แนะนำที่พักใกล้งาน Oktoberfest
Arthotel Munich
Arthotel Munich ถ้าใครกำลังหาโรงแรมที่ทั้งเดินทางสะดวกและบรรยากาศดีสำหรับมาเที่ยว Oktoberfest ที่นี่ถือว่าเป็นตัวเลือกยอดฮิตเลย เพราะตัวโรงแรมอยู่ใกล้สถานี Munich Central Station (Hauptbahnhof) แบบเดินได้ ทำให้ทั้งการนั่งรถไฟจากสนามบิน การเที่ยวในเมือง หรือการเดินจากโณงแรมไปงาน Oktoberfest ก็ง่ายสุดๆ ตัวโรงแรมตกแต่งสไตล์อาร์ตๆ มีความโมเดิร์นแต่ยังให้ฟีลอบอุ่น ห้องพักค่อนข้างกว้างเมื่อเทียบกับโรงแรมในยุโรป แถมรอบๆ โรงแรมยังมีร้านอาหาร คาเฟ่ และร้านสะดวกซื้อครบ เหมาะมากกับคนที่อยากพักโซนใจกลางเมืองแบบเดินทางคล่อง เที่ยวเสร็จกลับมาพักได้สบายๆ
Sofitel Munich Bayerpost
Sofitel Munich Bayerpost ใครอยากพักแบบจัดเต็มช่วง Oktoberfest บอกเลยว่าที่นี่ตอบโจทย์มาก เพราะตัวโรงแรมอยู่ติดกับสถานีรถไฟกลางมิวนิก ทำเลดีสุดๆ ทั้งสำหรับเดินทางไปงาน Oktoberfest และเที่ยวแลนด์มาร์กต่างๆ รอบเมือง ไม่ว่าจะเป็น Marienplatz, ย่านช้อปปิ้ง หรือร้านอาหารดังๆ ก็เดินทางง่ายหมด ตัวโรงแรมเป็นอาคารเก่าสุดคลาสสิกที่รีโนเวตใหม่แบบหรูหรา บรรยากาศหรูหราหมาเห่า ห้องพักกว้าง เตียงนอนสบาย และมีทั้งสปา สระว่ายน้ำในร่ม รวมถึงห้องอาหารระดับพรีเมียม เหมาะกับคนที่อยากได้ฟีลพักผ่อนเต็มที่ หลังออกไปเดินเที่ยวหรือปาร์ตี้ใน เทศกาล Oktoberfest มาทั้งวัน
a&o München Hauptbahnhof - Hostel
a&o München Hauptbahnhof - Hostel สำหรับสายเที่ยวที่อยากเที่ยว Oktoberfest แบบประหยัดงบ ที่นี่ถือว่าคุ้มมาก เพราะอยู่ใกล้สถานีรถไฟกลางมิวนิก สามารถเดินทางไปงาน Oktoberfest ได้ง่าย โลเคชันถือว่าสะดวกมากสำหรับคนที่เน้นใช้ขนส่งสาธารณะเที่ยวรอบเมือง ตัวที่พักจะเป็นฟีลโฮสเทลสบายๆ มีทั้งห้อง Dorm และห้องส่วนตัวให้เลือก บรรยากาศคึกคัก ได้เจอนักเดินทางจากหลายประเทศ เหมาะกับสาย Backpack หรือคนที่ใช้เวลาเที่ยวข้างนอกเป็นหลัก แล้วกลับมาพักผ่อนแบบเรียบง่ายแต่ครบทุกอย่าง รอบๆ ยังมีร้านอาหารฟาสต์ฟู้ด คาเฟ่ และซูเปอร์มาร์เก็ต เดินหาของกินง่ายมากด้วย
เคล็ดลับการเที่ยว Oktoberfest
ไปตั้งแต่ช่วงเช้าหรือก่อนเที่ยง จะหาที่นั่งง่ายกว่า โดยเฉพาะช่วงวันศุกร์–อาทิตย์ คนจะเยอะมาก หลายเต็นท์เต็มตั้งแต่บ่าย ถ้าอยากเลือกที่นั่งดีๆ หรือเดินถ่ายรูปแบบสบายๆ แนะนำให้ไปตั้งแต่ช่วงเช้า บรรยากาศกำลังคึกคักแบบกำลังดี
เตรียมเงินสดติดตัวไว้บ้าง แม้หลายร้านจะรับบัตร แต่บางร้านอาหารหรือซุ้มเล็กๆ ยังนิยมใช้เงินสดอยู่ รวมถึงการให้ทิปพนักงานเสิร์ฟในเต็นท์เบียร์ด้วย มีเงินสดติดไว้จะสะดวกกว่าเยอะ
แต่งตัวให้อินกับบรรยากาศได้เต็มที่ ถึงจะไม่มีกฎบังคับ แต่ถ้าได้ใส่ Lederhosen หรือ Dirndl เดินในงาน บอกเลยว่าฟีลต่างจริง ทั้งสนุกขึ้น ถ่ายรูปสวยขึ้น และเข้ากับบรรยากาศของเทศกาล Oktoberfest มากๆ
อากาศเย็นกว่าที่คิด โดยเฉพาะตอนกลางคืน ช่วงปลายกันยายนถึงต้นตุลาคมเป็นต้นฤดูใบไม้ร่วง อากาศกลางวันอาจกำลังสบาย แต่ช่วงเย็นและกลางคืนอุณหภูมิลดลงพอสมควร แนะนำพกเสื้อคลุมหรือแจ็กเก็ตติดไปด้วย
ดื่มอย่างพอดี เพราะเบียร์แรงกว่าปกติ เบียร์ในงาน Oktoberfest เยอรมนี มีปริมาณแอลกอฮอล์สูงกว่าเบียร์ทั่วไป แถมเสิร์ฟมาแก้วละ 1 ลิตร ดื่มเพลินมากแบบไม่รู้ตัว แนะนำค่อยๆ ดื่ม สลับกินอาหารและดื่มน้ำไปด้วย จะเที่ยวสนุกกว่า
ระวังของมีค่าและเลือกจุดนัดเจอให้ดี เพราะคนเยอะมาก โดยเฉพาะช่วงค่ำ สัญญาณมือถือบางจุดอาจไม่ค่อยดี ถ้ามากับเพื่อนแนะนำตั้งจุดนัดเจอไว้เผื่อหลงกัน
จองตั๋วเครื่องบินและที่พักล่วงหน้าให้เร็วที่สุด ช่วง Oktoberfest คือ High Season ของเมืองมิวนิก โรงแรมเต็มเร็วและราคาขึ้นไวมาก โดยเฉพาะที่พักใกล้สถานีรถไฟหรือใกล้พื้นที่จัดงาน แนะนำวางแผนและจองล่วงหน้าหลายเดือนจะได้ราคาดีกว่า