
ถ้าพูดถึงแลนด์มาร์กในฝันของสายเที่ยวยุโรป เชื่อว่าหลายคนต้องมีภาพของปราสาทบนยอดเขา หอคอยสูงกลางหมอก หรือพระราชวังสุดอลังการที่เหมือนหลุดออกมาจากการ์ตูนดิสนีย์แน่นอน เพราะเสน่ห์ของ ปราสาทเทพนิยายไม่ได้มีแค่ความสวย แต่ยังเต็มไปด้วยเรื่องราวทางประวัติศาสตร์ สถาปัตยกรรมยุคกลาง และวิวโรแมนติกที่ทำให้หลายเมืองในยุโรปดูเหมือนโลกแฟนตาซีจริงๆ
บทความนี้ Traveloka รวมมาให้แล้วกับ 12 ปราสาทสวยเหมือนเทพนิยายในยุโรปที่สายถ่ายรูป สายแฟนตาซี หรือคนที่ชอบฟีลเจ้าหญิงต้องหลงรักแน่นอน แต่ละที่ทั้งอลังการ ถ่ายรูปสวย และบางแห่งยังเป็นแรงบันดาลใจให้กับปราสาทดิสนีย์อีกด้วย ใครกำลังแพลนเที่ยวปราสาทยุโรป หรืออยากตามรอยเมืองในฝัน เซฟลิสต์นี้ไว้ได้เลย
และถ้าอ่านจบแล้วเริ่มอยากแพลนเที่ยวมาทันที ก็สามารถจองทุกอย่างได้ง่ายๆ ผ่าน Traveloka ไม่ว่าจะเป็นตั๋วเครื่องบิน ที่พัก บัตรเข้าสถานที่เที่ยวหรือกิจกรรมต่างๆ ครบจบในแอปเดียว ช่วยให้วางแพลนทริปเที่ยวปราสาทยุโรปได้สะดวกขึ้นเยอะ เที่ยวง่าย ไม่ต้องเปิดหลายเว็บให้วุ่นวายเลย
ถ้าพูดถึงปราสาทเทพนิยายที่ดังที่สุดในโลก ชื่อของ ปราสาทนอยชวานสไตน์ ต้องขึ้นมาเป็นอันดับต้นๆ แบบแทบไม่ต้องคิดเลย เพราะที่นี่คือปราสาทที่ Disney ใช้เป็นแรงบันดาลใจในการสร้างปราสาทเจ้าหญิงนิทรา และยังเป็นหนึ่งในต้นแบบหลักของโลโก้คลาสสิก Disney ที่เราเห็นกันมาตั้งแต่เด็กๆ อีกด้วย ตัวปราสาทตั้งอยู่บนเนินเขาสูงในแคว้นบาวาเรีย ทางตอนใต้ของเยอรมนี รายล้อมด้วยวิวเทือกเขาแอลป์ ป่าสน และทะเลสาบสีฟ้าแบบพาโนรามา จนหลายคนยกให้เป็นนิยามของคำว่าปราสาทในฝันจริงๆ
เบื้องหลังความอลังการนี้สร้างขึ้นโดยกษัตริย์ลุดวิกที่ 2แห่งบาวาเรีย กษัตริย์ผู้หลงใหลโลกแห่งจินตนาการ ดนตรีโอเปรา และตำนานอัศวินยุคกลาง พระองค์ตั้งใจสร้างปราสาทแห่งนี้ให้เหมือนฉากในนิทานมากกว่าจะใช้เป็นพระราชวังสำหรับบริหารบ้านเมืองจริงๆ ทำให้ทุกมุมของที่นี่เต็มไปด้วยกลิ่นอายแฟนตาซี ทั้งห้องโถงสุดอลังการ ภาพวาดจากตำนานเยอรมัน และหอคอยสูงที่ดูเหมือนหลุดออกมาจากโลกดิสนีย์
ไฮไลต์ที่ห้ามพลาดคือสะพาน Marienbrücke จุดชมวิวชื่อดังที่สามารถมองเห็นตัวปราสาทได้แบบเต็มตา โดยเฉพาะช่วงใบไม้เปลี่ยนสีหรือฤดูหนาวที่หิมะปกคลุมทั้งหุบเขา บอกเลยว่าสวยจนเหมือนหลุดเข้าไปในโลกเทพนิยายจริงๆ ใครที่ฝันอยากไปเที่ยวปราสาทยุโรป หรือกำลังตามรอยปราสาทดิสนีย์สักครั้ง ที่นี่คือพิกัดที่ควรอยู่ใน Bucket List มากที่สุดแห่งหนึ่งเลย
อ่านต่อ:
ที่นี่มีความต่างจากปราสาทดังหลายแห่งในยุโรปที่ผ่านสงครามและการบูรณะมาหลายยุค เพราะปราสาทเอลท์ซ คือหนึ่งในไม่กี่แห่งที่ยังคงสภาพดั้งเดิมเอาไว้ได้อย่างน่าทึ่งตลอดกว่า 850 ปี จนได้รับการยกย่องว่าเป็นหนึ่งในปราสาทโบราณยุโรปที่สมบูรณ์ที่สุดในเยอรมนี ตัวปราสาทซ่อนตัวอยู่กลางหุบเขา ล้อมรอบด้วยป่าทึบและธรรมชาติสีเขียว ให้ฟีลเหมือนฉากในนิยายแฟนตาซีแบบสุดๆ
เสน่ห์ของที่นี่อยู่ที่สถาปัตยกรรมแบบเยอรมันยุคกลางที่ผสมระหว่างกำแพงหินกับโครงไม้เก่าๆ หอคอยหลายยอดที่สูงลดหลั่นกัน ทำให้ทั้งปราสาทดูมีมิติและมีเสน่ห์มาก ยิ่งตอนเดินข้ามสะพานหินเข้าสู่ตัวปราสาท จะให้ความรู้สึกเหมือนกำลังก้าวเข้าสู่โลกในอดีตจริงๆ
ภายในยังเต็มไปด้วยห้องโบราณ เฟอร์นิเจอร์ดั้งเดิม อาวุธยุคกลาง และสมบัติของตระกูล Eltz ที่สืบทอดกันมายาวนานหลายร้อยปี ทำให้ที่นี่ไม่ใช่แค่สถานที่สวยๆ สำหรับถ่ายรูป แต่ยังเต็มไปด้วยเรื่องราวทางประวัติศาสตร์ที่น่าสนใจมาก ใครที่ชอบบรรยากาศปราสาทยุคกลาง แบบเงียบสงบ ขลังๆ และดูแฟนตาซีในเวลาเดียวกัน จะต้องหลงรักที่นี่แน่นอน
หนึ่งในปราสาทที่ดูแฟนตาซีที่สุดในเยอรมนี หลายคนคงยกให้ ปราสาทโฮเอินท์ซ็อลเลิร์นเพราะภาพของปราสาทที่ตั้งอยู่บนยอดเขาสูงโดดเดี่ยว ท่ามกลางทะเลหมอก มันเหมือนฉากเปิดในหนังเวทมนตร์หรืออนิเมชันแฟนตาซีไม่มีผิด จนได้รับฉายาว่าเป็น “ปราสาทลอยฟ้า” แห่งเยอรมนี
ตัวปราสาทตั้งอยู่บนยอดเขาสูงกว่า 855 เมตรเหนือระดับน้ำทะเล และถือเป็นปราสาทประจำราชวงศ์โฮเอินท์ซ็อลเลิร์น หนึ่งในราชวงศ์สำคัญของปรัสเซียและเยอรมนีในอดีต แม้ตัวอาคารปัจจุบันจะถูกสร้างขึ้นใหม่ในศตวรรษที่ 19 เพื่อเป็นสัญลักษณ์แห่งความภาคภูมิใจของราชวงศ์ มากกว่าจะใช้เป็นที่ประทับถาวร แต่ความอลังการของที่นี่ก็ยังทำให้ดูเหมือนหลุดออกมาจากโลกแฟนตาซีอยู่ดี และที่น่าสนใจคือ ปัจจุบันปราสาทแห่งนี้ก็ยังคงเป็นสมบัติของทายาทราชวงศ์โฮเฮนโซลเลิร์นอยู่ด้วย
จุดเด่นของที่นี่คือกำแพงหิน ป้อมปราการ และหอคอยสูงที่ดูสง่างามแบบปราสาทยุคกลางแท้ๆ แต่ไฮไลต์จริงๆ คือช่วงวันที่หมอกลงจัด เพราะเมฆจะลอยต่ำจนดูเหมือนตัวปราสาทกำลังลอยอยู่เหนือก้อนเมฆ เป็นภาพที่สวยมากจนเหมือน CGI เลยทีเดียว ยิ่งถ้าใครเป็นสายถ่ายรูปหรือชอบฟีลปราสาทสายแฟนตาซีบอกเลยว่าที่นี่คือหนึ่งในจุดเช็กอินยุโรปที่ห้ามพลาดเลย
แม้ที่นี่จะไม่ใช่ “ปราสาท” ตามความหมายตรงตัว แต่ถ้าพูดถึงสถานที่ฟีลเทพนิยายที่สุดในยุโรป ชื่อของ มง แซ็ง มีแชล ต้องติดอันดับแน่นอน เพราะทั้งวิหารและหมู่บ้านโบราณถูกสร้างอยู่บนเกาะหินกลางทะเลในแคว้นนอร์มังดี ประเทศฝรั่งเศส และเมื่อถึงช่วงน้ำขึ้น ทางเดินเข้าสู่เกาะจะถูกน้ำทะเลล้อมรอบจนดูเหมือนเกาะทั้งเกาะกำลังลอยอยู่กลางมหาสมุทรแบบไร้ทางเข้า บรรยากาศเลยแฟนตาซีมากจนถูกนำไปเป็นแรงบันดาลใจให้เมือง Corona ในเรื่อง Tangled รวมถึงโครงสร้างเมือง Minas Tirith จาก The Lord of the Rings อีกด้วย
เดิมทีที่นี่เริ่มต้นจากการเป็นอารามทางศาสนาในศตวรรษที่ 8 ก่อนจะค่อยๆ พัฒนาเป็นหมู่บ้านเล็กๆ ที่มีผู้คนอาศัยอยู่รอบวิหารด้านบน ตัวเมืองเต็มไปด้วยตรอกหิน ร้านค้าเก่าๆ และอาคารยุคกลางที่ยังคงบรรยากาศดั้งเดิมเอาไว้อย่างสมบูรณ์ เวลาเดินขึ้นไปด้านบนจะรู้สึกเหมือนกำลังเดินเข้าเมืองเวทมนตร์ในนิยายเลยจริงๆ
ช่วงที่สวยที่สุดคือช่วงเย็น เพราะแสงพระอาทิตย์ตกจะสะท้อนกับกำแพงหินและน้ำทะเลจนทั้งเกาะดูโรแมนติกมาก ยิ่งช่วงที่หมอกบางๆ ลอยเหนือทะเล จะยิ่งให้ฟีลเหมือนเมืองลึกลับในโลกแฟนตาซี ใครที่ชอบเมืองเทพนิยายยุโรปหรือกำลังหาที่เที่ยวฟีลเทพนิยาย บอกเลยว่าที่นี่เป็นหนึ่งในแลนด์มาร์กที่ควรไปเห็นด้วยตาตัวเองสักครั้ง!
อ่านต่อ:
ในบรรดาปราสาทฝรั่งเศสทั้งหมด ถ้าพูดถึงความอลังการแบบราชวงศ์ยุโรปเต็มขั้น ชื่อของพระราชวังช็องบอร์ ต้องติดอันดับต้นๆ แน่นอน เพราะนี่คือปราสาทขนาดมหึมาที่สร้างขึ้นในยุคเรอเนซองส์สมัยพระเจ้าฟรองซัวส์ที่ 1 เพื่อใช้เป็นตำหนักล่าสัตว์สุดหรูของราชวงศ์ฝรั่งเศส และด้วยดีไซน์ที่ทั้งสง่างามและลึกลับ ก็เลยกลายเป็นแรงบันดาลใจให้กับปราสาทของอสูรใน Beauty and the Beast ทั้งเวอร์ชั่นอนิเมชั่นและ Live-action ไปโดยปริยาย
จุดเด่นที่สุดของที่นี่คือหลังคาปราสาทที่เต็มไปด้วยยอดหอคอย ปล่องไฟ และโดมหลากรูปทรงเรียงตัวกันอย่างซับซ้อน จนดูเหมือนเมืองแฟนตาซีขนาดย่อม แค่ยืนมองจากด้านนอกก็ให้ฟีลเหมือนอยู่ในโลกดิสนีย์แล้ว ยิ่งช่วงเช้าที่มีหมอกบางๆ หรือช่วงพระอาทิตย์ตก ตัวปราสาทจะดูโรแมนติกและสวยมากเป็นพิเศษ
ด้านในยังมีบันไดเกลียวคู่ ไฮไลต์ทางสถาปัตยกรรมที่ว่ากันว่าออกแบบโดยอัจฉริยะระดับโลกอย่าง Leonardo da Vinci ความล้ำคือคนสองคนสามารถเดินขึ้นและลงบันไดพร้อมกันได้โดยไม่มีวันเดินสวนหรือชนกันเลย! ใครที่ชอบฟีลพระราชวังยุโรปหรูๆ หรืออยากตามรอยปราสาทอสูรจาก Beauty and the Beast ที่นี่คืออีกหนึ่งพิกัดที่ต้องปักหมุด!
แค่เห็นเงาของปราสาทอัลคาซาร์แห่งเซโกเวีย หลายคนก็น่าจะรู้สึกคุ้นตาทันที เพราะนี่คือหนึ่งในปราสาทที่ Disney ใช้เป็นแรงบันดาลใจในการออกแบบปราสาทของราชินีใจร้ายใน Snow White เวอร์ชันคลาสสิกปี 1937 ตัวปราสาทตั้งอยู่บนหน้าผาสูงระหว่างแม่น้ำสองสาย ทำให้ดูโดดเด่นราวกับปราสาทที่สร้างขึ้นเพื่อเฝ้ามองทั้งอาณาจักร
รูปทรงของปราสาทถือว่าไม่เหมือนที่ไหน เพราะมีลักษณะคล้ายหัวเรือรบ พร้อมยอดหอคอยทรงกรวยแหลมสีเข้มที่ดูทั้งสง่างามและลึกลับ ในอดีตที่นี่เคยเป็นทั้งพระราชวัง ป้อมปราการ และโรงเรียนทหารของราชวงศ์สเปน ทำให้ภายในเต็มไปด้วยเรื่องราวทางประวัติศาสตร์และห้องตกแต่งสุดอลังการ
อีกจุดที่ห้ามพลาดคือการขึ้นไปบนหอคอย Torre de Juan II เพราะด้านบนสามารถมองเห็นวิวเมืองเซโกเวีย หลังคาสีส้ม และวิวภูเขารอบๆ ได้แบบพาโนรามา ยิ่งช่วงเย็นคือบรรยากาศดีมาก ใครที่กำลังหาปราสาทถ่ายรูปสวยๆ ในยุโรป บอกเลยว่าที่นี่คือหนึ่งในพิกัดที่เหมือนหลุดมาจากหนังจริงๆ
อ่านต่อ:
ถ้าพูดถึงปราสาทโรแมนติก ที่ทั้งลึกลับและเต็มไปด้วยมนต์เสน่ห์แบบสกอตแลนด์แท้ๆ ชื่อของปราสาทอีเลียน โดนัน ต้องติดอันดับต้นๆ แน่นอน เพราะตัวปราสาทหินโบราณแห่งนี้ตั้งอยู่บนเกาะเล็กๆ ตรงจุดบรรจบของทะเลสาบ 3 สาย ได้แก่ Loch Duich, Loch Long และ Loch Alsh ก่อนจะเชื่อมเข้าฝั่งด้วยสะพานหินสุดคลาสสิกที่กลายเป็นภาพจำของสกอตแลนด์ไปแล้ว
ตัวปราสาทถูกสร้างขึ้นตั้งแต่ศตวรรษที่ 13 เพื่อใช้เป็นป้อมป้องกันการรุกรานจากไวกิ้ง ก่อนจะถูกทำลายจากสงครามและได้รับการบูรณะขึ้นใหม่ในช่วงต้นศตวรรษที่ 20 จนกลายเป็นหนึ่งในปราสาทโบราณยุโรปที่สวยที่สุดในปัจจุบัน นอกจากนี้ยังเคยปรากฏในภาพยนตร์ดังหลายเรื่อง ทั้ง Highlander และ James Bond รวมถึงเป็นหนึ่งในแรงบันดาลใจร่วมกับปราสาท Dunnottar ให้กับบรรยากาศปราสาทในเรื่อง Brave ของ Pixar อีกด้วย
เสน่ห์ของที่นี่คือบรรยากาศที่เปลี่ยนไปตลอดทั้งวัน บางช่วงมีหมอกลอยเหนือทะเลสาบ บางช่วงแสงแดดจะสะท้อนกับผืนน้ำจนดูเหมือนภาพวาด ยิ่งตอนเย็นที่ไฟในตัวปราสาทเริ่มเปิด บอกเลยว่าโรแมนติกมากจนเหมือนหลุดเข้าไปในโลกแฟนตาซีจริงๆ ใครที่ชอบฟีลปราสาทสายแฟนตาซีหรือกำลังมองหาที่เที่ยวโรแมนติกยุโรปต้องหลงรักที่นี่แน่นอน
ถ้าใครชอบฟีลอลังการแบบราชวงศ์ยุโรปตะวันออก บอกเลยว่าพระราชวังปีเตอร์ฮอฟ คือสถานที่ที่ทำให้รู้สึกเหมือนกำลังเดินอยู่ในเทพนิยายของจักรพรรดิรัสเซียจริงๆ ที่นี่ถูกสร้างขึ้นโดยพระเจ้าปีเตอร์มหาราช เพื่อเป็นพระราชวังพักผ่อนริมทะเล และด้วยความหรูหราจนเกินคำบรรยาย ก็เลยได้รับฉายาว่าเป็น “แวร์ซายส์แห่งรัสเซีย”
ไฮไลต์ที่ทำให้ที่นี่โด่งดังไปทั่วโลกคือสวนและน้ำพุสีทองขนาดใหญ่ที่ทอดยาวลงไปจนถึงอ่าวฟินแลนด์ โดยระบบน้ำพุทั้งหมดใช้แรงดันน้ำธรรมชาติจากเนินเขา Ropsha โดยไม่ต้องใช้ปั๊มน้ำเลย ซึ่งถือว่าเป็นวิศวกรรมที่ล้ำมากสำหรับยุคนั้น ยิ่งช่วงฤดูร้อนที่น้ำพุเปิดครบทุกจุด บอกเลยว่าสวยอลังการเหมือนฉากในหนังเจ้าหญิงยุโรปเลย
ด้านในพระราชวังเต็มไปด้วยห้องโถงสีทอง งานศิลปะ และเฟอร์นิเจอร์สุดหรูที่สะท้อนความยิ่งใหญ่ของราชวงศ์รัสเซียได้แบบเต็มๆ ใครที่ชอบฟีลวังยุโรป หรืออยากสัมผัสความอลังการแบบราชวงศ์จริงๆ ที่นี่คือหนึ่งในแลนด์มาร์กที่ควรไปเห็นด้วยตาตัวเองสักครั้ง
อ่านต่อ:
ถ้ามีเมืองไหนในยุโรปที่ให้ฟีลเหมือนหลุดเข้าไปในนิทานเด็ก ชื่อของเชสกีกรุมลอฟต้องติดอันดับแน่นอน เพราะที่นี่มักถูกใช้เป็นฉากหลังของเมืองโบราณในเทพนิยายกริมม์ อีกทั้งยังเป็นเมืองที่ยังคงบรรยากาศยุคกลางเอาไว้ได้สมบูรณ์มาก จนได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกจาก UNESCO และหัวใจสำคัญของเมืองก็คือ ปราสาทเชสกีกรุมลอฟ ที่ตั้งเด่นอยู่เหนือแม่น้ำวัลตาวานี่แหละ
ตัวปราสาทมีจุดเด่นคือ Castle Tower หอคอยทรงกลมสีพาสเทลที่ตกแต่งด้วยลวดลายแบบ Trompe-l'œil หรือเทคนิคเพ้นท์ภาพลวงตาสไตล์เรอเนซองส์ มองเห็นได้จากแทบทุกมุมของเมือง ส่วนรอบๆ จะเต็มไปด้วยบ้านหลังเล็กหลังคาสีส้มอิฐเรียงรายกันแบบคลาสสิกมาก เดินตรงไหนก็เหมือนได้อยู่ในโลกนิทานยุโรปจริงๆ
อีกเสน่ห์ของที่นี่คือบรรยากาศที่ดูอบอุ่นและโรแมนติกแบบเมืองเล็กๆ สามารถเดินเล่นริมแม่น้ำ แวะคาเฟ่ หรือขึ้นไปชมวิวเมืองจากด้านบนของปราสาทได้แบบชิลๆ โดยเฉพาะช่วงฤดูหนาวที่หิมะปกคลุมทั้งเมือง จะยิ่งให้ฟีลเมืองเทพนิยายยุโรปแบบเต็มสิบ ใครชอบบรรยากาศยุคกลางและเมืองน่ารักๆ บอกเลยว่าหลังรักที่นี่เต็มๆ แน่นอน
อ่านต่อ:
หนึ่งในภาพจำของสโลวีเนียที่หลายคนเห็นแล้วต้องเซฟเก็บไว้ คือวิวของปราสาทเบลด ที่ตั้งอยู่บนหน้าผาสูงเหนือทะเลสาบสีฟ้าใส พร้อมภาพของเกาะเล็กกลางน้ำที่มีโบสถ์ตั้งอยู่กลางทะเลสาบเบลด ซึ่งทั้งสองวิวนี้เมื่อมองรวมกันแล้วสวยราวกับภาพวาดแฟนตาซีมากๆ และทำให้ที่นี่กลายเป็นหนึ่งในปราสาทวิวสวยที่โด่งดังที่สุดในยุโรป
ปราสาทแห่งนี้ถือเป็นปราสาทที่เก่าแก่ที่สุดในสโลวีเนีย มีประวัติย้อนไปได้ถึงปี ค.ศ. 1011 เดิมทีถูกใช้เป็นป้อมป้องกันเมือง ก่อนจะกลายมาเป็นแลนด์มาร์กสำคัญของทะเลสาบเบลดในปัจจุบัน ตัวปราสาทสร้างด้วยหินสีอ่อนตัดกับวิวภูเขาและผืนน้ำด้านล่าง ทำให้ดูโดดเด่นมาก โดยเฉพาะช่วงเช้าหรือช่วงที่มีหมอกบางๆ ลอยเหนือทะเลสาบ คือสวยเหมือนฉากในหนังโรแมนติกแฟนตาซีเลย
ไฮไลต์ของที่นี่คือจุดชมวิวด้านบนที่สามารถมองเห็นทั้งทะเลสาบ เกาะโบสถ์กลางน้ำ และวิวเทือกเขาแอลป์แบบพาโนรามา ยิ่งช่วงใบไม้เปลี่ยนสีหรือหน้าหนาวคือบรรยากาศดีมาก ใครตามหาปราสาทริมทะเลสาบ หรือสถานที่โรแมนติกสำหรับทริปยุโรป บอกเลยว่าที่นี่ตอบโจทย์สุดๆ
ถ้าพูดถึงปราสาทสายแฟนตาซีแบบดาร์กๆ ลึกลับน่าค้นหา ชื่อของปราสาทบรัน หรือที่หลายคนรู้จักในชื่อ “ปราสาทแดรกคูลา” ต้องมาแน่นอน เพราะที่นี่คือสถานที่ที่ถูกเชื่อมโยงกับตำนานแวมไพร์ชื่อดังจากนิยาย Dracula ของ Bram Stoker จนกลายเป็นหนึ่งในปราสาทที่โด่งดังที่สุดในโลก
ตัวปราสาทตั้งอยู่บนหน้าผาสูงกลางป่าทึบของแคว้นทรานซิลเวเนีย ประเทศโรมาเนีย ภายนอกดูสง่างามแต่ก็แอบน่าขนลุกนิดๆ ตามสไตล์โกธิกยุโรป ส่วนด้านในเต็มไปด้วยบันไดลับ ทางเดินแคบ และห้องหินเก่าๆ ที่ให้บรรยากาศเหมือนกำลังเดินอยู่ในหนังแฟนตาซีสยองขวัญ
แม้ในความเป็นจริง เจ้าชายวลาดที่ 3 หรือแดรกคูลาตัวจริง จะไม่ได้มีความเกี่ยวข้องกับปราสาทแห่งนี้มากนัก แต่ตำนานและนิยายกลับทำให้ที่นี่กลายเป็นแลนด์มาร์กสายแวมไพร์ที่คนทั่วโลกอยากมาสัมผัสด้วยตัวเอง โดยเฉพาะช่วงหมอกลงหรือหน้าหนาวที่ทั้งป่าและตัวปราสาทดูขรึมและลึกลับมาก ใครที่ชอบฟีลปราสาทในหนังดังหรืออยากลองสัมผัสบรรยากาศแบบ Dark Fantasy สักครั้ง บอกเลยว่าที่นี่ไม่เหมือนที่ไหนจริงๆ
แม้ชื่ออาจจะไม่คุ้นเท่าปราสาทดังแห่งอื่นในยุโรป แต่ถ้าพูดถึงความอลังการแบบป้อมปราการแฟนตาซี บอกเลยว่า ปราสาทโฮลชอสเตอร์วิทซ์ ไม่แพ้ใครเลย เพราะตัวปราสาทตั้งอยู่บนยอดเขาหินโดโลไมต์สูงกว่า 172 เมตร มองเห็นได้แต่ไกลจนดูเหมือนปราสาทที่ลอยอยู่เหนือเมือง
ปราสาทแห่งนี้สร้างขึ้นตั้งแต่ยุคกลาง และโด่งดังเรื่องระบบป้องกันสุดแข็งแกร่ง โดยจุดเด่นที่สุดคือประตูทั้ง 14 ด่าน ที่ทอดยาวตามทางขึ้นเขา ซึ่งแต่ละด่านจะมีกลไกป้องกันศัตรูแตกต่างกันไป ทั้งประตูเหล็ก ช่องยิงธนู และกับดักต่างๆ จนได้รับการยกย่องว่าเป็นหนึ่งในป้อมปราการที่แทบไม่มีวันถูกตีแตกตลอดประวัติศาสตร์
นอกจากเรื่องประวัติศาสตร์แล้ว บรรยากาศของที่นี่ยังให้ฟีลเหมือนฉากในเกม RPG หรือหนังแฟนตาซีมากๆ ยิ่งตอนมองจากด้านล่างขึ้นไป จะเห็นตัวปราสาทตั้งเด่นอยู่บนยอดเขาแบบอลังการสุดๆ ใครที่กำลังหา ปราสาทออสเตรียแบบ Hidden Gem ที่แตกต่างจากที่อื่น บอกเลยว่าที่นี่ทั้งสวย ทั้งเท่ และมีเสน่ห์ไม่เหมือนใครจริงๆ
อ่านต่อ:
ก่อนออกเดินทางตามรอยปราสาทเทพนิยายทั่วยุโรป ลองเตรียมตัวตามทริกเล็กๆ เหล่านี้ไว้ รับรองว่าทริปจะทั้งสนุก ถ่ายรูปสวย และเที่ยวได้ฟีลเหมือนหลุดเข้าไปในโลกแฟนตาซีจริงๆ
ถ้าอ่านจบแล้วเริ่มอยากจัดทริปตามรอยปราสาทสวยเหมือนเทพนิยาย ขึ้นมาทันที ก็สามารถจองตั๋วเครื่องบิน โรงแรม และกิจกรรมต่างๆ ได้ง่ายๆ ผ่าน Traveloka ครบจบในแอปเดียว ไม่ว่าจะเป็นทริปเที่ยวเยอรมนี, ฝรั่งเศส, เช็ก หรือที่อื่นๆ ก็วางแพลนได้สะดวกขึ้นเยอะ เที่ยวง่าย ไม่ต้องเปิดหลายเว็บให้วุ่นวาย










